บทที่ 52 คุยวิดีโอคอลกับ ‘สามี’
ภายในห้องทำงานของจิ่งเป่ยเฉิน แสงไฟสว่างไสวทั่วทั้งห้อง เขาจดจ่ออยู่กับเอกสารตรงหน้าอย่างตั้งใจ
ชุดสูทสีดำแขวนอยู่บนราวแขวนเสื้อผ้า ตอนนี้เขาใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวเพียงตัวเดียว แขนเสื้อติดกระดุมสีดำอย่างประณีต ข้อมือข้างซ้ายเผยให้เห็นนาฬิกาสีเงิน ปกคอเสื้อที่เปิดเล็กน้อยเผยให้เห็นผิวสีแทนของเขา บุคลิกที่ดูตั้งใจเช่นนี้ ต้องยอมรับว่าดูหล่อเหลายิ่งขึ้น
“มองอีกหน่อย คุณก็จะตกหลุมรักผม” เขาพูดโดยไม่เงยหน้าขึ้น ขณะที่พลิกหน้าเอกสารไปด้วย
“ไม่คิดเลยว่าคุณจิ่งจะมีจินตนาการขนาดนี้” อันโหรวยิ้มขณะเดินเข้าไปหาเขา เพราะไม่ใช่เวลางาน เธอจึงไม่ได้สวมรองเท้าส้นสูงสิบเซนติเมตร แต่ทั้งตัวกลับดูสง่างามเป็นธรรมชาติ
จิ่งเป่ยเฉินนึกถึงภาพที่เขาเห็นตอนเช้า ถ้าไม่ใช่เพราะหลินจือเสี่ยวซุกซนปลุกเธอขึ้นมาเสียก่อน โอกาสที่จะได้ใกล้ชิดกันก็หลุดมือไปแล้ว
“ฉันเอามื้อเย็นมาให้ แล้วจะไปเลยนะคะ” เธอวางกล่องอาหารไว้บนโต๊ะทำงาน แล้วเตรียมตัวออกไป
“รีบไปไหน รอไปพร้อมเลขาหลินก็ได้” จิ่งเป่ยเฉินวางเอกสารตรงหน้าไว้ด้านข้างด้วยท่าทางไม่ใส่ใจ “ฝีมือทำอาหารของคุณเป็นยังไง?”
“ดูไม่ได้หรอกค่ะ”
“แย่ขนาดนั้นเลย?” จิ่งเป่ยเฉินชะงักมือที่กำลังจะหยิบกล่องอาหาร ถ้าต้องดูแลเด็ก ฝีมือคงไม่แย่ขนาดนั้นหรอก เด็ก ๆ ถึงจะกินลง
“ลิ้นใครลิ้นมันค่ะ ของที่คนอื่นชอบ คุณจิ่งอาจจะไม่ชอบ ของที่คนอื่นไม่ชอบ คุณจิ่งอาจจะชอบ” เธอยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงาน ใบหน้าสงบนิ่ง
จิ่งเป่ยเฉินเปิดกล่องอาหาร แล้วหยิบอาหารข้างในออกมา ไก่ผัดหน่อไม้ฝรั่ง หมูผัดแครอต ถั่วงอกผัดเต้าหู้กับเห็ดหูหนู
ล้วนเป็นอาหารรสจืดที่เหมาะสำหรับเด็ก ในฐานะแม่ เธอก็ถือว่าทำได้ดีทีเดียว
เขามองไปที่เสื้อแจ็กเกตยีนของเธอ ด้านในเป็นเดรสยาวสีขาว เป็นชุดลำลองสบาย ๆ “เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเหรอ”
“ตอนนี้เลิกงานแล้วค่ะ” เธอพูดเตือนเบา ๆ
“นั่งสิ” เขามองอาหารแล้วดูน่ากินดี คงจะไม่แย่
อันโหรวนั่งลงบนโซฟาตรงข้ามเขา ก็แน่สิ เป้าหมายของเธอคือการทำให้จิ่งเป่ยเฉินรู้ว่า เธอมีแฟนแล้ว หน่วนหน่วนกับหยางหยางไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขา เธอจะไปง่าย ๆ แบบนี้ไม่ได้
จิ่งเป่ยเฉินพอใจกับปฏิกิริยาของเธอมาก แต่บนใบหน้าก็ไม่ได้แสดงออกมา
ห้องทำงานกว้างใหญ่กลับเงียบลง ได้ยินเพียงเสียงเคี้ยวอาหาร ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ
อันโหรวหยิบโทรศัพท์ออกมา แล้วยิ้มให้เขาอย่างเขินอาย “คุณจิ่ง ทานช้า ๆ นะคะ แฟนฉันวิดีโอคอลมาเช็ก”
“แบบคุณเนี่ยนะ เขายังกลัวคุณออกนอกลู่นอกทางอีกเหรอ” จิ่งเป่ยเฉินพลันหมดอารมณ์จะกินข้าว “เปิดตรงนี้เลย บอกเขาไปว่าคุณกำลังทำงานล่วงเวลา”
เขาอยากจะรู้จริง ๆ ว่าสามีของเธอเป็นใครกันแน่!
“แบบนี้มันคงไม่ดีนะคะ” เธอพูดไปอย่างนั้น แต่กลับหยุดเดินไปแล้ว นิ้วมือกดรับสายโดยไม่รู้ตัว พอรับสายแล้วจึงเหลือบมองเขาอย่างเขินอาย “คุณคะ กำลังทำอะไรอยู่เหรอ?”
“ก็กำลังคิดถึงคุณไง” ปลายสายตอบกลับมาเป็นภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว “ไม่อยู่บ้านเลี้ยงลูกเหรอ”
“จือเสี่ยวทำงานล่วงเวลา ฉันเพิ่งเอาข้าวเย็นมาให้เธอ” อันโหรวแอบมองจิ่งเป่ยเฉินที่เดินเข้ามาใกล้ รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอยิ่งชัดเจนขึ้น “ฉันก็คิดถึงคุณ!”
“ผู้ชายข้างหลังคุณเป็นใคร” เสียงของสามีแกล้งทำเป็นตกใจ “ที่รัก คุณอย่าไปหลงเสน่ห์ผู้ชายคนอื่นนะ ผมโกรธจริง ๆ ด้วย!”
“ไม่หรอก ฉันไม่ได้ชอบใครทั้งนั้น ชอบแค่คุณ” อันโหรวทำท่า ‘จุ๊บ ๆ’ ให้เขา “ค่ำนี้กลับบ้านแล้วค่อยคุยกัน ที่นี่ไม่สะดวก”
จิ่งเป่ยเฉินมองผู้ชายผมทองตาฟ้าในโทรศัพท์ รูปร่างหน้าตาหล่อเหลาคมคาย เป็นเอกลักษณ์ของชาวต่างชาติ นี่คือสามีที่เธอทดลองใช้ชีวิตคู่ด้วยงั้นเหรอ?
เขายังไม่ทันได้เปรียบเทียบชายคนนั้นกับอันหน่วน วิดีโอคอลในโทรศัพท์ของเธอก็ถูกตัดไปแล้ว
“อ๊ะ! คุณจิ่งไม่ได้กำลังกินข้าวอยู่เหรอคะ ทำไมถึงเดินมาที่นี่ได้ล่ะ” เธอรีบเดินถอยไปด้านข้างสองก้าว “คุณจิ่ง สนใจสามีของฉันเหรอคะ?”
จิ่งเป่ยเฉินทำหน้าเย็นชา ดวงตาคมกริบมองเธออย่างเฉยเมย จากนั้นก็หันหลังเดินไปที่ราวแขวนเสื้อ หยิบเสื้อสูทขึ้นมาแล้วเดินออกไปต่อหน้าเธอ
อันโหรวมองตามร่างของเขาที่เดินจากไปอย่างรวดเร็ว เธอรีบเก็บโต๊ะทำงาน แล้วไปหาหลินจือเสี่ยว
หลินจือเสี่ยวรอนานจนแทบจะทนไม่ไหวแล้ว พอเห็นเธอออกมาอย่างปลอดภัย ก็เหมือนยกภูเขาออกจากอก
“โหรวโหรว เธอไม่เป็นไรใช่ไหม” หลินจือเสี่ยวมองเธอไปมา บนลงล่าง จนแน่ใจว่าเธอไม่เป็นอะไร
“คุณจิ่งดูเหมือนจะโกรธมาก เธอไปทำอะไรมา” หลินจือเสี่ยวมองเธอด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ค่อยพูดไประหว่างทางก็ได้” อันโหรวไม่ได้อยากอยู่ที่นี่ต่อ จิ่งเป่ยเฉินไปแล้ว พวกเธอก็ไปได้
บนรถที่กำลังเดินทางกลับ หลินจือเสี่ยวเบิกตากว้างมองเธอ “สามีที่ทดลองใช้ชีวิตคู่ด้วยของเธอมาจากไหน”
“มองทางด้วย” อันโหรวเหลือบมองเธอ “เพื่อนที่ฉันรู้จักกันมาก่อน ขอให้เขาช่วยหน่อยเท่านั้นเอง”
“ดูท่าทางคุณจิ่งจะสนใจเธอไม่น้อยเลยนะ” หลินจือเสี่ยวจ้องมองไปที่ประตูตลอดเวลา
จิ่งเป่ยเฉินเดินไปแต่งตัวไป แม้ว่าจะเหลือบมองเพียงแวบเดียว แต่ก็รู้สึกได้ถึงความโกรธของเขา
“ต่อไปนี้เขาน่าจะไม่ทำอะไรแล้วละ ในเมื่อเขาเห็นหน้าแฟนของฉันแล้ว ไม่มีเหตุผลที่จะทำอะไรฉันอีก ถ้ายังมีแผนการอะไรอีก ก็แปลว่าเขาเป็นผู้ชายห่วย ๆ” อันโหรวหมิ่นเขาอย่างไม่เกรงใจเหมือนกับที่เคยทำ
วันหยุดสุดสัปดาห์ผ่านไปอย่างสงบสุข หลินจือเสี่ยวและอันโหรวต่างรู้สึกโล่งอก
พริบตาเดียวก็ถึงวันจันทร์ อันโหรวส่งเด็ก ๆ ทั้งสองไปโรงเรียนอนุบาลรุ้งเจ็ดสี ที่หน้าโรงเรียนอนุบาล อันหน่วนไม่อยากให้เธอจากไป
มือเล็ก ๆ ทั้งสองข้างจับแขนเธอไว้ ดวงตากลมโตกะพริบปริบ ๆ มองเธอ “แม่ มีเด็ก ๆ เยอะเลย พวกเขาจะไม่ชอบหน่วนหน่วนใช่ไหมคะ หน่วนหน่วนไม่เหมือนพวกเขา”
“ไม่หรอก พวกเขาต้องชอบหน่วนหน่วนแน่นอน” เธอเอื้อมมือไปลูบผมของลูกสาวอย่างอ่อนโยน “พี่ชายจะดูแลลูกเอง เชื่อฟังนะจ๊ะ แม่จะมารับพวกลูกตรงเวลา”
“อือ” อันหน่วนถึงได้วางใจ แล้วเข้าไปข้างในอย่างมีความสุขกับอันหยาง
เนื่องจากวันนี้มีตารางถ่ายโฆษณา เธอจึงต้องไปลองเสื้อผ้าก่อน ดังนั้นเธอจึงไม่ได้ไปที่บริษัท แต่ไปที่สตูดิโอถ่ายโฆษณาโดยตรง
ตอนที่อันโหรวมาถึง คนอื่น ๆ ยังจัดเตรียมฉากอยู่ เธอเลยเข้าไปในห้องแต่งหน้า ช่างแต่งหน้ากำลังแต่งหน้าให้เหอเฉ่าอยู่
“วันนี้ดูสดใสนะ ผลลัพธ์น่าจะออกมาดีมาก” เธอพูดพลางเดินไปที่ราวแขวนเสื้อ มองดูเสื้อผ้าที่แขวนอยู่
เหอเฉ่าอยากจะพูด แต่กำลังแต่งหน้าอยู่ จึงไม่สามารถพูดหรือขยับหัวได้ ทำได้เพียงนั่งนิ่ง ๆ
คนอื่น ๆ ในแผนกวางแผนยังไม่มา แต่อย่างไรเรื่องนี้ก็เป็นความรับผิดชอบทั้งหมดของอันโหรว เธอตัดสินใจคนเดียวได้ คนอื่นจะมาหรือไม่มาก็เหมือนกัน