บทที่ 20 ความหวาดกลัว
ความเงียบอันน่าขนลุกเข้าปกคลุมทั่วบริเวณไม่มีใครกล้าขยับเขยื้อนแม้แต่ปลายนิ้วพวกเรายืนนิ่งราวกับกวางที่ถูกสาดด้วยแสงไฟหน้ารถ ตัวแข็งทื่อและไร้ทางหนีได้แต่ยืนรอรับชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
และที่เลวร้ายที่สุดคือ... เ้าหมีเถ้าถ่านมันกำลังจ้องมองตรงมาที่ผม
หมีเถ้าถ่านสูดกลิ่นฟุดฟิดมาทางผมอีกครั้งก่อนจะหันกลับไปสนใจซากศพใต้กรงเล็บ แล้วค่อยๆ ตวัดสายตากลับมามองผมใหม่
ราวกับมันกำลังประเมินว่าผมควรจะเป็จานหลักถัดไปหรือไม่หลังจากผ่านไปไม่กี่อึดใจ สัตว์ร้ายตัวนั้นก็ะเิเสียงคำรามออกมาหนึ่งครั้ง
แรงสั่นะเืกระแทกเข้าที่หน้าอกของผมจนจุกกระจกตู้รถไฟที่ยังเหลือรอดพากันสั่นกราว บางบานถึงกับแตกละเอียดร่วงหล่นลงพื้น
แต่ท่ามกลางเสียงกระจกแตกนั้นกลับไม่มีเสียงกรีดร้องของมนุษย์หลุดรอดออกมาแม้แต่เพียงคำเดียวทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบงันที่สมบูรณ์แบบจนน่าสยอง
สัตว์ร้ายก้มหัวมหึมาของมันลงกัดขย้ำเข้าที่หน้าท้องของเดนี่จนร่างทั้งร่างลอยขึ้นตามแรงดึงมันใช้กรงเล็บั์กดทับร่างนั้นไว้กับพื้นแล้วเริ่มเคี้ยวอย่างเชื่องช้า
เืข้นคลักเปรอะเปื้อนไปทั่วอุ้งปากก่อนที่มันจะกระชากแขนข้างหนึ่งหลุดออกจากร่างจนเกิดเสียงฉีกขาดที่บาดลึกเข้าไปในความรู้สึก
กร้วม... กร้วม...
มันกินพลางกวาดสายตามองไปรอบๆทั้งจ้องมาที่พวกเราและชำเลืองเข้าไปในป่าลึกมีจังหวะหนึ่งที่มันชะงักและสูดดมกลิ่นในอากาศอย่างระแวดระวังก่อนจะกัดลงไปอีกคำ... และอีกคำ
โพละ!
หัวของเดนี่แตกกระจายภายใต้แรงบดเคี้ยวอันมหาศาลเสียงที่น่าสะอิดสะเอียนนั้นดึงสติของหลายคนให้กระเจิดกระเจิง
สัตว์ร้ายเลียเขี้ยวที่เปื้อนเืของมันอย่างใจเย็นก่อนจะใช้กรงเล็บมหึมาจัดการตะปบส่วนที่เหลือของร่างเดนี่จนแหลกเหลวไม่เหลือเค้าเดิม
เมื่อมันเริ่มหยัดกายยืนขึ้นจนเต็มความสูงเงาของมันก็ทาบทับพวกเราทุกคนจนมืดมิดเสียงสะอื้นไห้ที่กลั้นไว้เริ่มหลุดรอดออกมาจากปากของผู้คนที่ขวัญกระเจิง
สัตว์ร้ายชะงักไปครู่หนึ่งมันหันขวับมาจ้องเขม็งที่ผมดวงตาสีส้มคู่นั้นวาวโรจน์ขึ้นราวกับกำลังตัดสินใจจะปิดบัญชีทุกคนที่นี่
ผมเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัวมือที่ถือมีดสั่นระริกจนแทบจะร่วงหล่นระยะห่างเพียงไม่กี่เมตรนี้มันสามารถพุ่งเข้ามาเด็ดหัวผมได้ในพริบตาเราสบตากันเนิ่นนานจนความเงียบกลายเป็ความกดดันที่แทบจะะเิออก
ทว่า...หลังจากที่มันจ้องมองผมเป็ครั้งสุดท้ายราวกับจดจำใบหน้าของเหยื่อ รายนี้ไว้มันก็เพียงแค่พ่นลมหายใจร้อนผ่าวออกมาจนฝุ่นคลุ้งแล้วหันหลังเดินทอดน่องหายลับเข้าไปในความมืดของป่าอย่างเงียบเชียบทิ้งไว้เพียงกลิ่นคาวเืและความตายที่ยังอบอวลอยู่ในอากาศ
เวลาผ่านไปเนิ่นนานหลายนาทีในความเงียบสงัดที่มีเพียงเสียงลมพัดผ่าน ทุกคนยังคงยืนแข็งทื่อราวกับถูกสาปแม้แต่ลมหายใจก็ยังไม่กล้าผ่อนออกมาให้เกิดเสียง
จนกระทั่งมั่นใจว่าเงาร่างมหึมานั่นหายลับเข้าไปในความมืดมิดของป่าจริงๆเสียงกรีดร้องด้วยความเสียสติ ความแตกตื่น และเสียงร่ำไห้อย่างโหยหวน จึงะเิออกมาทุกคนต่างกุลีกุจอเบียดเสียดแย่งชิงพื้นที่กันกลับเข้าสู่ตู้ขบวนรถไฟราวกับคนเสียสติ
เสียงฝีเท้ากระแทกพื้นและเสียงปะทะของร่างกายดังระงมไปหมดในนาทีนั้นไม่มีคำว่ามิตรภาพหรือความเกรงใจเหลือเพียงความหวาดกลัวที่คอยผลักดันให้ทุกคนหนีไปจากพื้นที่นองเืแห่งนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ผมเป็คนกลุ่มแรกๆที่กลับเข้าไปถึงข้างใน มือของผมสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ลมหายใจติดขัดราวกับกำลังตะเกียกตะกายหาอากาศในสุญญากาศหัวใจยังคงเต้นระรัวเป็กลองรบย้ำเตือนถึงความสยดสยองที่เพิ่งผ่านพ้น
ผมจะรอดไหม?นี่คือจุดจบแล้วใช่หรือเปล่า?
ความรู้สึกไร้ทางสู้โถมทับเข้ามาเหมือนเกลียวคลื่นั์ทุกโสตประสาทตื่นตัวถึงขีดสุดผมพยายามกระตุ้นมานาให้ไหลเวียนเพื่อระงับความหวาดกลัวและบังคับมือที่สั่นให้หยุดนิ่งแต่มันช่างยากเย็นเหลือเกิน
โธ่โว้ย! ผมสบถในใจอย่างหัวเสียพยายามอย่างยิ่งที่จะดึงเศษเสี้ยวของความเยือกเย็นกลับคืนมา
ต้องใช้เวลาอีกหลายชั่วโมงกว่าจะมีใครรวบรวมความกล้าพอที่จะก้าวเท้าออกไปข้างนอก...ซึ่งก็แหงล่ะ ไอ้โง่ที่ไหนมันจะอยากออกจากตู้ขบวนในตอนที่มีสัตว์ร้ายระดับนี้เดินเพ่นพ่านอยู่กัน?
แต่ปรากฏว่า ไอ้โง่ ที่ว่านั่นก็คือผมเอง
ผมก้าวออกไปยืนสูดอากาศพลางกวาดสายตามองรอบตู้ขบวนด้วยความระแวดระวังขั้นสุดก่อนจะส่งสัญญาณให้เทสก้าวตามออกมา
ผมช่วยส่งเธอขึ้นไปประจำการบนหลังคาตู้รถไฟเพื่อใช้ทักษะตาทิพย์ คอยระวังภัยจากมุมสูงซึ่งก็มีบางคนใจกล้าคลานตามเธอขึ้นไปคงเพราะคิดว่าที่สูงน่าจะปลอดภัยกว่า
รอบกายเงียบสงัดป่ากลับมาดูเป็ปกติอย่างน่าประหลาด เท่าที่ป่าแห่งหนึ่งจะเป็ปกติได้หลังจากหมีเถ้าถ่าน เพิ่งเดินผ่านไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
น่าแปลกที่บรรยากาศเปลี่ยนจากบ่อเกิดของฝันร้ายกลายเป็เพียงแนวป่าธรรมดาได้รวดเร็วขนาดนี้แต่ผมรู้ดีว่าภาพความสยดสยองนั่นจะยังคงติดตาไปอีกนาน
ผมเดินไปที่กองฟืนแล้วเริ่มลงมือจัดวางเพื่อก่อกองไฟอย่างน้อยแสงสว่างก็น่าจะช่วยให้จิตใจที่ห่อเหี่ยวของพวกเราดีขึ้น
ผมไม่ได้หวังจะใช้มันขับไล่มอนสเตอร์ั์นั่นหรอกแต่อย่างน้อยมันก็ช่วยให้อุ่นใจ และเราจำเป็ต้องใช้มันเพื่อทำอาหาร
โชคดีที่แฮดวินรีบตามออกมาสมทบเขาจัดการรื้อกองไฟที่ผมจัดไว้อย่างเก้ๆ กังๆ แล้วเริ่มทำใหม่โดยไม่พูดอะไรสักคำ
โธ่... ผมมันเด็กเมืองที่โตมาอย่างโดดเดี่ยวนี่นาประสบการณ์ตั้งแคมป์ที่ใกล้เคียงที่สุดก็แค่เดินผ่านปาร์ตี้บาร์บีคิวในสวนหลังบ้านคนอื่นเท่านั้นแหละ
ดังนั้นผมจึงได้แต่ยืนเฝ้ามองและพยายามจดจำเทคนิคของเขาให้ได้มากที่สุด
แฮดวินจุดไฟด้วยไฟแช็กที่ยืมมาจากใครบางคนไม่กี่นาทีต่อมา เสียงกิ่งไม้ปะทุเปรี๊ยะๆ ก็ดังขึ้นพร้อมเปลวไฟที่เริ่มลุกโชน
ผมช่วยเขาแขวนซากกวางไว้ข้างตู้รถไฟโดยมัดขาหลังติดกับขอบหน้าต่างที่แตกกระจายเขาใช้มีดที่ได้จากผมเริ่มลงมือแล่ซากอย่างคล่องแคล่ว
ผมเฝ้ามองเขาถลกหนังอย่างเป็ระบบใบมีดปาดผ่านหนังกวางเผยให้เห็นเนื้อสดๆ ด้านในอย่างง่ายดายต่อมาเขาก็จัดการกับเครื่องใน ควักอวัยวะภายในทิ้งไปอย่างระมัดระวัง
กลิ่นคาวเืแตะจมูกจนผมต้องย่นจมูกหนีแต่ก็ยังกัดฟันเฝ้าดูเพื่อเรียนรู้ขั้นตอนที่แม่นยำนั้น
ตกลงคุณเป็ตำรวจหรือเป็นายพรานกันแน่เนี่ย?
ผมนึกสงสัยในใจเมื่อเห็นเขาแยกชิ้นเนื้อออกมาอย่างเชี่ยวชาญราวกับมืออาชีพ
ในระหว่างนั้นเราเริ่มต้มน้ำในถังเหล็กที่นำกลับมาด้วย แคสเซียนกับโดมินิกถูกจัดให้เป็ หนูทดลองพวกเขาดื่มน้ำที่ยังอุ่นจัดเข้าไปแล้วสองสามอึกโดยมีผมคอยจ้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ดูเหมือนว่าตอนนี้พวกเขายังปกติดีอยู่
“คุณแน่ใจนะ?”
โดมินิกถามพลางมองไปรอบๆด้วยสายตาระแวดระวังขณะที่แฮดวินกำลังหั่นเนื้อ
“ถ้าเราทำอาหารกลิ่นของมันจะไม่ดึงดูดไอ้ตัวนั้นให้กลับมาหาเราใช่ไหม?”
“ตอนนี้มีคนรวมกันอยู่ตั้งสามสิบกว่าคนเป็ไปไม่ได้หรอกที่สัตว์ประหลาดในป่าจะไม่ได้กลิ่นพวกเรา”
แฮดวินตอบเสียงเรียบพลางชี้ไปที่ถังเหล็ก
“เอาแบบนี้ เราจะใช้วิธีต้มแทนการย่างไฟมันช่วยลดกลิ่นได้พอสมควร และเป็ทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้แล้ว”
แฮดวินหันมาทางผมหลังจากจัดการเนื้อเสร็จ
“สองคนนั้นยังปกติดีน้ำน่านจะปลอดภัยแล้วล่ะ”
ผมมองไปที่โดมินิกและแคสเซียน พวกเขาดูไม่มีท่าทีเจ็บป่วยจริงๆ
“ต้องใช้เวลาเตรียมนานแค่ไหน?”
ผมถามเพราะความหิวเริ่มประท้วง
“ประมาณหนึ่งถึงสามชั่วโมง”
แฮดวินตอบ
ใจจริงผมหิวจนจะขาดใจอยู่แล้วแต่ความปลอดภัยต้องมาก่อนเสมอ
“ต้มมันสักสามชั่วโมงเถอะถ้าเนื้อสุกแล้วพวกเขากินเข้าไปแล้วยังไม่เป็ไร เราค่อยเริ่มกินและดื่มน้ำตาม”
ผมบอกออกไป
“ได้สิระหว่างนี้เราจะแยกน้ำที่ต้มแล้วไว้ส่วนหนึ่งพอเนื้อสุกก็ให้พวกเขากินก่อนแล้วรอดูอาการอีกสักสองสามชั่วโมง”
แฮดวินเสริม
เยี่ยม... รออีกแล้วทั้งที่หิวจนไส้จะขาด แต่ผมจะทำอะไรได้ ในเมื่อทุกอย่างต้องผ่านคู่หูหนูทดลอง ก่อนเสมอ
“ตกลงตามนั้น”
ผมพยักหน้าเห็นด้วย
ผมเหลือบมองชายสองคนนั้นที่ทำหน้ามุ่ยเพราะไม่ค่อยพอใจกับบทสนทนาของเราเท่าไหร่นักแต่แล้วจะยังไงล่ะ? ในนาทีนี้พวกเขาก็มีประโยชน์แค่ทำหน้าที่นี้นั่นแหละ
เราแยกน้ำใส่ขวดไว้สองสามใบก่อนที่แฮดวินจะโยนเนื้อกวางกองโตลงในถังเหล็กแล้วยกขึ้นตั้งไฟเราใช้เศษผ้าสะอาดวางปิดปากถังเอาไว้ด้วยความหวังลมๆ แล้งๆว่ามันจะช่วยกรองกลิ่นเนื้อไม่ให้ฟุ้งกระจายไปไกล
ผมสังเกตเห็นว่ากองไฟของแฮดวินแทบไม่มีควันโขมงมีเพียงไอขาวจางๆ เท่านั้น ดูเหมือนประสบการณ์เดินป่าของเขาจะช่วยพวกเราได้มากจริงๆ
ระหว่างที่นั่งรอผมก็ถือโอกาสฝึกฝนทักษะสุดท้ายที่เพิ่งได้มาใหม่นั่นคือ การรับรู้มานา แต่บอกตรงๆว่าผมไม่มีสมาธิจดจ่อกับมันได้นานนัก แม้จะพยายามดิ่งเข้าสู่สภาวะสมาธิแล้วก็ตาม
เพราะลึกๆในใจยังเต็มไปด้วยความหวาดระแวงผมมักจะเผลอหันไปมองทิศทางที่เ้าหมีเถ้าถ่านหายตัวไปอยู่เรื่อยๆความน่ากลัวของมันฝังรากลึกในใจผมจนยากจะสลัดออก
หลังจากพยายามฝึกฝนอย่างอดทนอยู่นานสามชั่วโมงในที่สุดผมก็เริ่มััได้ถึงบางอย่าง...
ผมลองมองขึ้นไปบนหลังคาตู้ขบวนดูเหมือนเทสกำลังฝึกทักษะของเธออยู่ และในบางจังหวะสั้นๆผมััได้ถึงกระแสพลังบางอย่างที่แผ่ออกมา แม้มันจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็วแต่นั่นก็เป็จุดเริ่มต้นที่ดี
ผมลองเบนสมาธิไปที่แฮดวินและโชอี้ดูบ้างในตอนแรกมันเป็เพียงความรู้สึกวูบไหวเพียงเสี้ยววินาที แต่เมื่อผมลองทำซ้ำๆความรู้สึกนั้นก็เริ่มเด่นชัดและมั่นคงขึ้นนี่สินะคือแก่นแท้ของทักษะการรับรู้มานา
ผมเพ่งสมาธิสังเกตแฮดวินพบว่าระหว่างที่เขาทำอาหาร มานาในตัวเขามีการปลดปล่อยออกมาเป็ระยะอย่างสม่ำเสมอราวกับเขากำลังกางข่ายใยระแวดระวังภัยอยู่ตลอดเวลา สมกับเป็คนสุขุมรอบคอบจริงๆ
ส่วนทางด้านโชอี้ที่กำลังยืนคุยกับกลุ่มคนโดยมีน้องสาวอยู่ข้างๆการรับรู้มานาของผมกลับเตือนว่าเธอมีการปลดปล่อยมานาออกมาบ่อยจนผิดสังเกต
แวบแรกผมอยากจะเดินเข้าไปหยุดเธอเสียเดี๋ยวนี้ไม่อยากปล่อยให้เธอเดินหน้าล้างสมองผู้คนให้กลายเป็เบี้ยล่างของเธอไปมากกว่านี้แต่สุดท้ายผมก็เปลี่ยนใจ...
จะว่าไปผู้โดยสารส่วนใหญ่ในตอนนี้ก็ไร้ประโยชน์สิ้นดีหากเธอควบคุมพวกเขาได้ อย่างน้อยเราก็น่าจะพอรีดผลประโยชน์จากคนพวกนั้นได้บ้าง
ตอนนี้ผมค่อนข้างมั่นใจว่าเธอคงใช้พลังบางอย่างควบคุมแคสเซียนและโดมินิกอยู่ไม่อย่างนั้นคนขี้ขลาดอย่างพวกเขามีหรือจะกล้าตามผมเข้าป่าไปลุยกับมอนสเตอร์
พอมานั่งพิจารณาดูแล้วทักษะของเธอมันทรงพลังจนน่ากลัวแต่ผมก็เชื่อว่าทักษะสมาธิของผมน่าจะพอต้านทานมันได้และผมยังมีทฤษฎีว่าการมีค่ามานาที่สูงขึ้นก็น่าจะเป็เกราะป้องกันทางจิตที่ดีด้วย
ดังนั้นผมจึงตัดสินใจว่าหากเลเวลอัปครั้งหน้าผมจะลงแต้มทั้งหมดไปที่ค่ามานาทันที
เท่าที่สังเกตโชอี้กำลังพยายามหลีกเลี่ยงเทสและแฮดวินอยู่การที่เธอไม่เล็งเป้าไปที่เทสอาจเป็เพราะยำเกรงในตัวผม
ส่วนการหลบแฮดวินก็น่าจะเป็เพราะเขามีเลเวลสูงกว่าเธอถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ได้ไร้เดียงสาพอจะเชื่อว่าเธอจะยอมล้มเลิกความคิดที่จะควบคุมสองคนนั้นหรอก
จู่ๆความคิดที่จะฆ่าเธอทิ้งก็ผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง...แต่แล้วผมก็เปลี่ยนใจไปเสียดื้อๆ ความรู้สึกนี้มันไม่ปกติเอาเสียเลย
ผมเริ่มเกิดความสงสัยบางอย่างจึงลองทดสอบด้วยการคิดเื่ที่จะทำร้ายหรือฆ่าแคสเซียนทิ้งปรากฏว่าความคิดนั้นลื่นไหลมากผมจินตนาการไปถึงฉากที่ซ้อมหมอนั่นจนปางตายได้โดยไม่มีความรู้สึกขัดแย้งเลยแม้แต่น้อย
ทว่าพอผมลองพยายามคิดแบบเดียวกันกับโชอี้ความคิดของผมกลับติดขัดและหยุดลงกลางคันก่อนจะมีเหตุผลจอมปลอมสารพัดโผล่ขึ้นมาในหัวเพื่อโน้มน้าวให้ผมเข้าข้างเธอจนผมต้องรีบใช้สภาวะสมาธิขั้นสูงสุดเพื่อหยุดยั้งความคิดพวกนั้น
ผมขมวดคิ้วแน่นด้วยความเคร่งเครียด...นี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลยสักนิด