บทที่ 23 พาลูกเข้าเมืองซื้อของ
"ก็แค่จัดการพวกน่ารำคาญนิดหน่อยเท่านั้น เป็เื่เล็กน้อย ซิ่วไฉไม่จำเป็ต้องมองข้าเหมือนมองสัตว์ประหลาดเช่นนั้นก็ได้"
ฉู่ชิงเฉินเห็นเขาจ้องมองนางไม่วางตา แม้นางจะไม่กลัวการถูกจ้องมอง แต่ก็ทนไม่ได้ที่จะถูกชายคนหนึ่งพินิจพิจารณาเช่นนี้
"ข้าละลาบละล้วงเกินไป ขอแม่นางโปรดอภัยด้วย"
เหวินซิ่วไฉได้สติเมื่อถูกนางเตือน จึงละสายตากลับไป แต่ใบหน้าของเขากลับแดงไปถึงลำคอในทันที
"เอ๊ะ ท่านแม่ถูกมองตายังไม่หน้าแดงเลย แต่ท่านลุงซิ่วไฉที่จ้องมองท่านแม่กลับหน้าแดง แปลกจังเลย"
หยวนเป่าพูดออกมาอย่างไร้เดียงสา
เหวินจิ่งรู้สึกว่า ทุกคนบนเกวียนกำลังมองหน้าของเขา จึงยิ่งรู้สึกอึดอัด อยากจะฝังหน้าลงไปในพื้นดินจริง ๆ
ครู่หนึ่ง เมื่อถึงในเมือง ฉู่ชิงเฉินก็อุ้มหยวนเป่าลงจากเกวียนวัว ส่วนถวนเป่าเดินตามหลังแม่เลี้ยงลงจากเกวียนมา
“ซิ่วไฉ เดี๋ยวข้าแลกเงินย่อยได้ แล้วจะคืนเงินหนึ่งอีแปะให้นะ”
ฉู่ชิงเฉินไม่ชอบติดค้างใคร แม้แต่หนึ่งอีแปะก็คือเงิน
“ข้าไม่คิดจะเอาอยู่แล้ว”
เหวินจิ่งหลังจากหน้าแดงไปแล้วเมื่อครู่ คราวนี้พอลงจากเกวียน เขาก็ไม่กล้าสบตานางตรง ๆ ได้แต่ทอดสายตาไปทางอื่น
“ข้าไม่ชอบติดค้างน้ำใจใคร สิ่งที่ข้าถนัดที่สุดไม่ใช่การเตะคน แต่คือการดูดวง เอาอย่างนี้ ให้ข้าทำนายโชคชะตาให้ท่านสักครั้ง เงินหนึ่งอีแปะนั้นก็ถือเป็ค่าทำนายแล้วกัน”
ฉู่ชิงเฉินวางหยวนเป่าลง แล้วพูดกับบัณฑิตหนุ่มด้วยสีหน้าจริงจัง
เมื่อเห็นเขายังดูลังเล นางก็รู้สึกระอาใจในใจ
'โถ่พี่ชาย แค่อีแปะเดียวเอง ไม่ขาดทุนหรอก ไม่โดนหลอกด้วย'
ไม่ต้องพูดเลยว่า ในศตวรรษที่ 21 คนที่มาต่อแถวให้ปรมาจารย์ฉู่อย่างนางดูดวงให้นั้นยาวแค่ไหน เผลอ ๆ ยาวั้แ่หมู่บ้านเถาฮวามาจนถึงในเมืองเลยทีเดียว
“แม่นางไม่ได้พูดเล่นล้อเลียนข้าใช่หรือไม่? แค่อีแปะเดียว ข้าไม่คิดจะเอาจริง ๆ แม่นางไม่ต้องลำบากหาทางคืนหรอก”
เหวินซิ่วไฉฟังคำนางแล้วมองด้วยสายตาแปลก ๆ และไม่ได้ปักใจเชื่อ
ในความรับรู้ของเขา หมอดูถ้าไม่เป็คนตาบอด ก็ต้องเป็ตาแก่เคราขาว ส่วนสาวสวยวัยแรกรุ่นจะมาดูดวงเป็ เขาคิดว่าเป็เื่ตลกเสียมากกว่า
“นี่ ข้าบอกว่าจะดูดวงให้ก็คือจะดูให้ ต้องดู!”
ฉู่ชิงเฉินขยับเข้าไปใกล้เขา แทบจะกระชากคอเสื้อเขามาข่มขู่ พอเห็นอีกฝ่ายทำสายตาเศร้าสร้อยอย่างไม่เต็มใจ ก็ให้ความรู้สึกเหมือนนางกำลังบังคับฝืนใจชายหนุ่มผู้ใสซื่ออย่างไรอย่างนั้น
“แม่นาง จะดูก็ดูเถิด พูดดี ๆ ก็ได้ ไม่เห็นต้องลงไม้ลงมือเลย”
เหวินซิ่วไฉเห็นนางเดินเข้ามาหาด้วยท่าทางขุ่นเคือง ภาพที่นางเตะชายฉกรรจ์ปลิวบนเกวียนวัวก็ผุดขึ้นมาในหัว จนเขาใจนตัวสั่นและรีบยอมทำตามนางแต่โดยดี
“แม้ครอบครัวท่านจะยากจน แต่บิดามารดาก็รักใคร่ปรองดองกัน พ่อของท่านขาไม่ดี ทำงานหนักไม่ได้ แม่ของท่านเป็คนใจคอกว้างขวาง แม้พ่อแม่จะยากไร้แต่ทัศนคติกลับสูงส่ง ลูกบ้านอื่นอายุเท่าท่านต่างก็ออกไปทำงานหาเงินกันหมด แต่ท่านกลับได้เข้าสำนักศึกษาเพื่อเล่าเรียน”
ฉู่ชิงเฉินพิเคราะห์ใบหน้าของเขา เพียงปราดเดียวก็คำนวณข้อมูลออกมาได้มากมาย
ทว่า ชายหนุ่มยังไม่มีท่าทีเปลี่ยนไปนัก เพราะอยู่ในหมู่บ้านเถาฮวาเหมือนกัน เื่พวกนี้ไม่จำเป็ต้องดูลูกดวงก็น่าจะพอรู้อยู่แล้ว
“และที่สำคัญที่สุด ท่านมีพี่สาวคนหนึ่งเข้าวังไปเป็นางกำนัล ที่ท่านสามารถเรียนหนังสือจนสอบได้เป็ซิ่วไฉ ทั้งหมดก็เพราะเงินรายเดือนที่พี่สาวท่านส่งกลับมาให้”
พอสิ้นคำพูดนี้ สีหน้าของเหวินจิ่งก็เปลี่ยนเป็ตกตะลึงทันที ตามมาด้วยความโศกเศร้าที่พาดผ่านดวงตาเพียงชั่วครู่
พี่สาวอาสาเข้าวังไปเป็นางกำนัล ก็เพื่อส่งเสียให้เขาเรียนหนังสือ เพราะไม่มีพื้นฐานครอบครัวหรืออำนาจหนุนหลัง นางจึงต้องไปอยู่ที่กองซักล้าง ทำงานที่เหนื่อยที่สุด แต่ได้เงินรายเดือนน้อยที่สุด และคงต้องกินแต่เศษอาหารที่เหลือ
ชาวโลกคิดว่านางกำนัลนั้นสง่างาม มีเพียงเขาที่รู้ว่าพี่สาวอยู่อย่างยากลำบาก ดังนั้น เขาจึงพยายามเรียนหนังสืออย่างหนัก เพื่อสอบเอาตำแหน่งมาให้ได้ จะได้ไม่เสียแรงที่พี่สาวเสียสละเพื่อเขา
สิ่งที่เหวินจิ่งใก็คือ เื่ที่พี่สาวเข้าวังเป็นางกำนัลนั้น นอกจากคนในครอบครัวแล้ว เขาไม่เคยบอกใครเลย คนภายนอกรู้เพียงแค่ว่าพี่สาวเข้าเมืองไปเป็สาวใช้ในบ้านเศรษฐีเท่านั้น
แต่แม่นางตรงหน้ากลับคำนวณออกมาได้ แม่นยำราวกับตาเห็น ตอนนี้เขาจำต้องเชื่อถืออย่างสนิทใจ และมองนางด้วยสายตาชื่นชมมากขึ้น
“แม่นางเป็สตรีที่ดูดวงเก่งที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบมา เพียงแต่ขอร้องแม่นาง โปรดอย่าได้แพร่งพราวเื่พี่สาวข้าออกไป ข้าไม่อยากหาเื่เดือดร้อนให้พี่สาว”
“เื่นั้นแน่นอนอยู่แล้ว การรักษาความเป็ส่วนตัวของลูกค้าคือจรรยาบรรณของอาชีพเรา วางใจเถอะ ข้าจะไม่ปริปากบอกเื่พี่สาวท่านกับบุคคลที่สามอย่างแน่นอน”
ฉู่ชิงเฉินไม่ทันสังเกตเลยว่า นางเผลอพูดศัพท์สมัยใหม่ออกไป
โชคดีที่บัณฑิตหนุ่มฉลาด หลักแหลม พอคิดทบทวนนิดหน่อยก็เข้าใจความหมายในคำพูดนาง
“เช่นนั้นก็ดีขอรับ แม่นางพอจะดูอนาคตเบื้องหน้าของข้าได้หรือไม่? แม่นางไม่ต้องห่วง ข้ายินดีจ่ายค่าทำนายเพิ่มให้ต่างหาก”
เมื่อก่อน เหวินจิ่งไม่เคยยอมเสียเงินแม้แต่อีแปะเดียวกับเื่พวกนี้ แต่วันนี้ไม่รู้ทำไม เขาถึงเฝ้ารอให้นางตรวจดูให้เพื่อจะได้เตรียมใจไว้ล่วงหน้า
เขาคิดไว้แล้วว่า หากหญิงสาวมองว่าเขาไม่ใช่คนที่จะรุ่งโรจน์ทางการศึกษาหรือการสอบขุนนาง เขาก็ไม่คิดจะผลาญเงินของพี่สาวอีก จะได้รีบตัดใจเสียแต่เนิ่น ๆ
“ซิ่วไฉ ข้าเห็นระหว่างคิ้วของท่านมีแสงสีม่วงเรืองรองจาง ๆ คาดว่าท่านคงมีชะตาชีวิตที่สูงส่งวาสนาดี หากเชื่อคำข้า จงเพียรพยายามต่อไป แล้วท่านจะสมหวังอย่างแน่นอน”
ฉู่ชิงเฉินมองเขาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงหนักแน่น
และความมั่นคงนี้เอง ที่ส่งผ่านไปถึงหัวใจของบัณฑิตหนุ่มอย่างลึกซึ้ง
เหวินจิ่งได้ฟังคำนางก็เผยรอยยิ้มที่ดูผ่อนคลาย และตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดในใจ
หลายปีหลังจากนั้น คำพูดนี้ยังคงเป็แรงผลักดันให้เขาพยายามมาตลอด ไม่ว่าจะเจอความล้มเหลวมากี่ครั้ง ทุกครั้งที่นึกถึงคำพูดนี้ เขาก็สามารถมุ่งไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญโดยไม่เกรงกลัว จนในที่สุดก็ได้เป็ขุนนางผู้สง่างามในราชสำนัก
“ข้าขอบคุณแม่นางที่ช่วยชี้แนะ ไม่ทราบว่า ค่าทำนายสุดท้ายนี้จะคิดอย่างไร?”
“ท่านกับข้าถือว่ามีวาสนาต่อกัน ข้าเป็คนทำงานด้วยมโนธรรม เอาเป็ว่ารวมอยู่ในเงินหนึ่งอีแปะนั้นก็แล้วกัน”
ฉู่ชิงเฉินโบกมืออย่างไม่ยี่หระ ท่วงท่านี้นางช่างสง่างามเกินกว่าสตรีทั่วไปจะเปรียบได้
นางเห็นว่าเขาก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร จึงทำใจขูดรีดไม่ลง
“บุญคุณของแม่นาง ข้าจะจดจำไว้ในใจ หากมีโอกาสจะต้องทดแทนแน่นอน”
เหวินจิ่งพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงใจและหนักแน่นยิ่งนัก
แต่ฉู่ชิงเฉินไม่ได้เก็บคำพูดนั้นมาใส่ใจ นางเพียงแต่มองแผ่นหลังของเขาที่เดินจากไปแล้วถอนหายใจออกมาเบา ๆ
“ท่านแม่ถอนหายใจเื่อะไรหรือเ้าคะ?”
หยวนเป่าแหงนหน้าถามด้วยความไม่เข้าใจ
“ไม่มีอะไรหรอก ไปกันเถอะ แม่จะพาพวกเ้าไปซื้อของอร่อย ๆ”
ฉู่ชิงเฉินก้มมองลูกทั้งสองแล้วดึงสติกลับมา
จริง ๆ เมื่อครู่นางพูดเพียงแค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งนางเก็บไว้ บัณฑิตท่านนี้เป็ผู้มีความรู้ความสามารถและคุณธรรมจริง ๆ แต่ครอบครัวไม่มีฐานหลัง การจะสอบได้ตำแหน่งราบรื่นหรือไม่นั้น ความสามารถของตัวเองเป็เพียงส่วนหนึ่ง ที่สำคัญที่สุดคือ จะได้พบกับผู้อุปถัมภ์ในโชคชะตาหรือไม่ หากได้ผู้อุปถัมภ์ช่วยเหลือ ถึงจะสมปรารถนา
พูดง่าย ๆ ก็คือ ทุกสิ่งฝืนไม่ได้ ต้องขึ้นอยู่กับวาสนาด้วย
เพียงแต่นางเห็นว่า เดิมทีเหวินซิ่วไฉก็ขาดความมั่นใจอยู่แล้ว จึงไม่ได้บอกปัจจัยด้านลบเ่าั้ให้เขาฟัง
นางรู้ซึ้งดีว่า คำพูดเพียงคำเดียวอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตคนคนหนึ่งได้ จึงไม่ได้พูดจาตัดรอนเขา ช่วยได้เท่านี้ ที่เหลือก็สุดแท้แต่บุญวาสนาของเขาเอง
......
ร้านหยกที่ใหญ่ที่สุดในตำบลซีหยาง
ั้แ่วันปรมาจารย์ดูดวงให้ ไป๋เจ๋อก็เลื่อมใสในคำพูดของนางเป็อย่างมาก เขาจึงเดินทางมาควบคุมดูแลกิจการค้าหยกนี้ด้วยตัวเอง และได้เปลี่ยนตัวเสี่ยวเฟิง ลูกน้องที่เขาไว้ใจที่สุดออกไป แล้วหาลูกน้องสองสามคนที่ติดตามเขามาหลายปีมาคอยช่วยเหลือแทน