หากเป็นนักศึกษาทั่วไปเมื่อถูกคณบดีจี้ทักท้วงแบบนั้น คงรีบสวมชุดป้องกันแต่โดยดีไปนานแล้ว
แต่เห็นได้ชัดว่าหลี่ฉางหมิงไม่ใช่นักศึกษาธรรมดาทั่วไป
เขาเอื้อมมือดันแว่นตากรอบทองเบาๆมุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะส่งยิ้มที่สุภาพนุ่มนวลกลับไปให้คณบดีจี้
“คู่ต่อสู้ที่ผมต้องประชันด้วยในรอบถัดไป คือผู้ฝึกยุทธ์พลังเลือดสองคน”
“พอดีเลยที่อาจารย์เป็นยอดฝีมือผู้เจนจัดในวิถีพลังเลือด ผมจึงอยากถามว่าหากผมถูกผู้ฝึกยุทธ์พลังเลือดเข้าประชิดตัว จะมีโอกาสหนีรอดออกมาได้สักกี่ส่วน?”
ตามปกติแล้วทันทีที่จอมเวทถูกผู้ฝึกยุทธ์พลังเลือดประชิดตัว แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหนีรอดเว้นแต่ว่าระดับของจอมเวทคนนั้นจะสูงกว่าอีกฝ่ายอยู่หลายระดับ
คณบดีจี้ไม่ได้เอ่ยปากแต่มันเป็นคำถามที่ใครๆ ต่างก็รู้คำตอบดีอยู่ในใจ
“ในเมื่อถูกประชิดตัวแล้วไม่มีโอกาสหนีรอดแล้วผมจะใส่ชุดป้องกันไปทำไมล่ะครับ?”
“สู้เลิกทำตัวระแวดระวังเหมือนตัวตลกแล้วตัดปัญหาโดยการไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายเข้าใกล้ได้เลยดีกว่า”
“อาจารย์มีความเห็นว่ายังไงครับ?”
โห...มีเหตุผลแฮะ
ไป๋ฉางเซิงที่อยู่ในถุงกักวิญญาณได้ยินคำพูดนั้นก็อดไม่ได้ที่จะลอบมองหลี่ฉางหมิงอย่างพิจารณา
ส่วนสูงร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรสวมชุดสูทสีเข้มสั่งตัดพิเศษ ช่วยให้ท่วงท่าของเขาดูองอาจผึ่งผาย
แต่เมื่อเทียบกับรูปร่างแล้วใบหน้าของเขานี่แหละที่ทำให้ไป๋ฉางเซิงรู้สึกถึงภัยคุกคามอย่างแท้จริง
คิ้วคมเข้มดุจกระบี่ดวงตาเป็นประกายดั่งดวงดาว สันจมูกโด่งเป็นสัน ทว่าเมื่อมีแว่นตาประดับอยู่กลับช่วยลบความดุดัน และทำให้ใบหน้าดูอ่อนโยนลงได้อย่างน่าประหลาด
โดยเฉพาะตอนที่มุมปากยกยิ้มบางๆมันให้ความรู้สึกถึงความสูงศักดิ์มีชาติตระกูล
‘ยังดี... หล่อน้อยกว่าฉันแค่นิดเดียวเท่านั้นแหละ’
ไป๋ฉางเซิงพึมพำในใจก่อนจะเห็นหลี่ฉางหมิงหันไปมองเจียงจืออวี๋
“เธอคงจะเป็นรุ่นน้องเจียงสินะ? ฉันได้ยินชื่อเสียงของเธอมานานแล้ว”
“แค่วันเข้าเรียนก็ทำลายสถิติที่ฉันเคยทำไว้แถมยังทำให้คณบดีถึงสามท่านแย่งตัวกันรับเป็นศิษย์”
“หนึ่งในนั้นยังมีคณบดีหลี่ คนที่เคยเมินฉันเมื่อก่อนด้วย”
หมายความว่าไงจะมาหาเรื่องเจียงจืออวี๋เหรอ?
ร่างของไป๋ฉางเซิงไหววูบเพียงพริบตาเขาก็ปรากฏตัวขึ้นข้างกายเจียงจืออวี๋ ดวงตาจ้องเขม็งไปที่หลี่ฉางหมิงเตรียมพร้อมรับมือหากอีกฝ่ายลงมือกะทันหัน
ทว่าไป๋ฉางเซิงกังวลมากเกินไปต่อหน้าคณบดีจี้ หลี่ฉางหมิงย่อมไม่มีทางทำอันตรายเจียงจืออวี๋และเขาเองก็ไม่ได้มีอคติอะไรกับเจียงจืออวี๋ด้วย
“ใจเย็นๆ สิ ฉันไม่ได้จะมาหาเรื่อง”
“แค่ฉันอยากจะเห็นกับตาว่าคนที่ถูกเรียกว่าเป็นอัจฉริยะยิ่งกว่าฉันในตอนนั้นจะมีหน้าตาเป็นยังไง”
เมื่อเห็นท่าทีของไป๋ฉางเซิงเขาก็รู้ว่าถูกเข้าใจผิด จึงส่ายหน้าเบาๆ แล้วพูดต่อ
“ความจริงก็พิสูจน์แล้วว่า พรสวรรค์ของรุ่นน้องเจียงนั้นหาได้ยากยิ่งจริงๆไม่แปลกใจเลยที่คณบดีหลี่จะอดใจไม่ไหว”
ในฐานะจอมเวทระดับธาราพลังจิตของหลี่ฉางหมิงบรรลุถึงโหวแห่งยุทธ์แล้วย่อมสัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาในตัวของเจียงจืออวี๋
เพียงพลังจิตที่ไม่ด้อยไปกว่าเขานี้ก็เพียงพอจะทำให้เขาต้องระมัดระวังตัวแล้ว
เมื่อได้ยินคำชมของหลี่ฉางหมิงเจียงจืออวี๋เพียงพยักหน้าเล็กน้อย ไม่ได้พูดอะไรเพิ่ม
“ผู้เข้าแข่งขัน เตรียมตัวจับสลาก”
ที่ไกลออกไปอาจารย์ของมหาวิทยาลัยสุ่ยมู่ถือกล่องไม้เดินขึ้นสู่ลานประลองยุทธ์คณบดีจี้จึงขัดจังหวะการสนทนาของทั้งสามคน เพื่อให้ขึ้นไปจับสลากบนเวทีก่อน
ตามกติกาการแข่งขันการชิงชัยอันดับหนึ่ง สอง และสาม จะมีหนึ่งคนที่ได้สิทธิ์บายในการจับสลากรอบแรกเพื่อรอแข่งกับผู้ชนะจากอีกคู่หนึ่ง หากคนที่ได้บายพ่ายแพ้ก็จะต้องไปตัดสินกับผู้แพ้ในรอบก่อนหน้าอีกครั้ง
วิธีนี้ถือว่าสามารถรับประกันความยุติธรรมของการจัดอันดับได้มากที่สุด
ทว่าโชคของเจียงจืออวี๋ในตอนนี้ดูจะไม่ค่อยดีนักเพราะคนที่จับสลากได้บายในรอบนี้คือ โซเฟีย จากมหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์
และผลการจับสลากนี้ก็หมายความว่าในรอบถัดไป ไป๋ฉางเซิงจะต้องปะทะกับ ปาฟลอฟ จากมหาวิทยาลัยสงครามในศึกหนักที่เลี่ยงไม่ได้
“การแข่งขันในรอบนี้ มหาวิทยาลัยสุ่ยมู่ เจียงจืออวี๋ ปะทะมหาวิทยาลัยสงคราม ปาฟลอฟ!”
“ในระหว่างการแข่งขัน อนุญาตให้สวมชุดป้องกันและใช้อาวุธได้แต่ห้ามใช้ยาทุกชนิด...”
ผู้ทำหน้าที่กรรมการในแมตช์นี้คืออาจารย์อาวุโสระดับพิเศษของสุ่ยมู่ซึ่งมีพลังรบระดับโหวแห่งยุทธ์ เพียงพอจะรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ทุกเมื่อหลังจากอธิบายกฎข้อห้ามสั้นๆ จบ อาจารย์ท่านนั้นก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงประกาศเริ่มการแข่งขันทันที
ร่างของไป๋ฉางเซิงค่อยๆเลื้อยขยับ ปกป้องเจียงจืออวี๋ไว้ด้านหลังสายตาของเขาจับจ้องไปยังร่างสูงใหญ่กว่าสองเมตรที่อยู่ไกลออกไป
ว่ากันว่าชาวต่างชาตินั้นโตไวเกินอายุคำพูดนี้ดูจะใช้ได้ดีกับปาฟลอฟ
นักศึกษาปีหนึ่งที่เพิ่งอายุสิบแปดปีกลับดูแก่แดดกร้านโลก
ผมสีทองตัดสั้นเกรียนบนแก้มขวามีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ดูราวกับตะขาบยักษ์เกาะอยู่บนหน้าไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเป็นฝีมือของสัตว์อสูร
เขาสวมกางเกงลายพรางทหารสีเขียวขี้ม้าเสื้อยืดแขนสั้นสีขาว และทับด้วยเสื้อเกราะยุทธวิธีเพียงตัวเดียว
แต่การแต่งตัวง่ายๆแบบนี้ กลับขับเน้นรูปร่างที่กำยำเกินมนุษย์ของปาฟลอฟออกมาได้อย่างชัดเจน
ท่อนแขนที่หนากว่าต้นขาของคนปกติมัดกล้ามเนื้อปูดโปน ฝ่ามือเต็มไปด้วยรอยด้านหนาและลำคอที่หนาเกือบจะเท่ากับขนาดศีรษะ
สมกับที่ว่าบางคนแค่ยืนอยู่เฉยๆ ก็แผ่ซ่านความแข็งแกร่งออกมาจนสัมผัสได้
เสียงโห่ร้องจากผู้ชมบนอัฒจันทร์ดังขึ้นถูกจังหวะท่ามกลางเสียงภาษาต่างประเทศที่ไป๋ฉางเซิงฟังไม่รู้เรื่องก็มีบางประโยคที่เขาพอจะเข้าใจแทรกมาให้ได้ยินเป็นระยะทำให้เขาหันไปมองหาตามสัญชาตญาณ
เขาอยากจะหาดูว่าผู้หญิงต่างชาติคนไหนกันที่ใจกล้าขนาดนี้
คนที่รู้ก็เข้าใจว่าเธอแค่แสดงความคลั่งไคล้ในตัวปาฟลอฟแต่คนที่ไม่รู้ คงคิดว่าพวกเธออยากเกิดเป็นหมาซะอีก
เห็นได้ชัดว่าเมื่อเทียบกับเจียงจืออวี๋ที่รูปร่างดูบอบบางแล้วบรรดาผู้ชมต่างชาติเหล่านี้ย่อมเชิดชูปาฟลอฟมากกว่า
ท่ามกลางเสียงอื้ออึงของผู้ชมปาฟลอฟที่อยู่ไกลออกไปเริ่มเปิดปากเขาพ่นคำพูดภาษาต่างประเทศยาวเหยียดที่ไป๋ฉางเซิงฟังไม่ออก
ทว่าถึงจะฟังไม่ออกแต่เพียงแค่สบตาที่เต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามของอีกฝ่ายไป๋ฉางเซิงก็พอจะเดาได้คร่าวๆ ว่าไอ้หมอนี่พูดอะไรกับเจียงจืออวี๋
เห็นได้ชัดว่าแม้เขาจะเพิ่งล้มมอนเต้ลงด้วยมือตัวเอง แต่ในสายตาของยอดอัจฉริยะเหล่านี้เขาก็ยังดูไม่คู่ควรอยู่ดี
เจียงจืออวี๋ฟังคำของปาฟลอฟจบก็เพียงแค่ส่ายหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย เธอเอื้อมมือไปตบเบาๆ ที่ตัวไป๋ฉางเซิงก่อนจะหันหลังเดินถอยไปสองก้าว ราวกับจะยกเวทีนี้ให้พวกเขาสู้กันเอง
เมื่อเห็นแบบนั้นปาฟลอฟจึงเบนสายตามาที่ไป๋ฉางเซิง
เขาไม่พูดจาไร้สาระอีกต่อไปเพียงแค่กระทืบเท้าลงบนพื้นอย่างแรง ร่างของปาฟลอฟก็หายวับไปจากจุดเดิมทิ้งไว้เพียงเงาพร่ามัวตกค้างเขาพุ่งเข้าหาไป๋ฉางเซิงพร้อมกับระดมหมัดโจมตีอย่างดุดัน
ไป๋ฉางเซิงเห็นดังนั้นดวงตาก็พลันเย็นเยียบเขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย ขณะที่ลูกไฟเวทเริ่มควบแน่นขึ้นข้างกายเขาก็อ้าปากพุ่งเข้าหมายจะขย้ำปาฟลอฟเช่นกัน
เขาอาจจะเกรงกลัวปาฟลอฟแต่สิ่งที่เขากลัวคือสภาวะหลังจากที่อีกฝ่ายใช้ 'กัมปนาทสงคราม'แล้ว ไม่ใช่สภาวะปกติแบบนี้
พูดกันตามตรงในเมื่อทุกคนมีค่าพลังเลือดอยู่ประมาณหนึ่งหมื่นนิดๆแล้วใครมันจะเก่งกว่าใครสักเท่าไหร่เชียว?
ในเมื่ออยากจะงัดกันตรงๆก็เข้ามาเลย!
ลูกไฟที่ควบแน่นเสร็จสมบูรณ์พุ่งทะยานเข้าหาปาฟลอฟอย่างรวดเร็วท่ามกลางสายตาทุกคู่ ปาฟลอฟเพียงแค่เงื้อหมัดชกออกไปตรงๆ จนลูกไฟนั่นแตกกระจายร่างทั้งร่างของเขาถูกเปลวเพลิงกลืนกินไปในพริบตา
แต่เปลวไฟไม่อาจหยุดยั้งย่างก้าวของปาฟลอฟได้วินาทีต่อมา เขาก็พุ่งทะลวงออกมาจากม่านเพลิงและเข้าปะทะกับไป๋ฉางเซิงอย่างรุนแรง!