ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 5 บทที่ 131 หลี่ฉางหมิง

            หากเป็นนักศึกษาทั่วไปเมื่อถูกคณบดีจี้ทักท้วงแบบนั้น คงรีบสวมชุดป้องกันแต่โดยดีไปนานแล้ว

            แต่เห็นได้ชัดว่าหลี่ฉางหมิงไม่ใช่นักศึกษาธรรมดาทั่วไป

            เขาเอื้อมมือดันแว่นตากรอบทองเบาๆมุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะส่งยิ้มที่สุภาพนุ่มนวลกลับไปให้คณบดีจี้

            “คู่ต่อสู้ที่ผมต้องประชันด้วยในรอบถัดไป คือผู้ฝึกยุทธ์พลังเลือดสองคน”

            “พอดีเลยที่อาจารย์เป็นยอดฝีมือผู้เจนจัดในวิถีพลังเลือด ผมจึงอยากถามว่าหากผมถูกผู้ฝึกยุทธ์พลังเลือดเข้าประชิดตัว จะมีโอกาสหนีรอดออกมาได้สักกี่ส่วน?”

            ตามปกติแล้วทันทีที่จอมเวทถูกผู้ฝึกยุทธ์พลังเลือดประชิดตัว แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหนีรอดเว้นแต่ว่าระดับของจอมเวทคนนั้นจะสูงกว่าอีกฝ่ายอยู่หลายระดับ

            คณบดีจี้ไม่ได้เอ่ยปากแต่มันเป็นคำถามที่ใครๆ ต่างก็รู้คำตอบดีอยู่ในใจ

            “ในเมื่อถูกประชิดตัวแล้วไม่มีโอกาสหนีรอดแล้วผมจะใส่ชุดป้องกันไปทำไมล่ะครับ?”

            “สู้เลิกทำตัวระแวดระวังเหมือนตัวตลกแล้วตัดปัญหาโดยการไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายเข้าใกล้ได้เลยดีกว่า”

            “อาจารย์มีความเห็นว่ายังไงครับ?”

            โห...มีเหตุผลแฮะ

            ไป๋ฉางเซิงที่อยู่ในถุงกักวิญญาณได้ยินคำพูดนั้นก็อดไม่ได้ที่จะลอบมองหลี่ฉางหมิงอย่างพิจารณา

            ส่วนสูงร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรสวมชุดสูทสีเข้มสั่งตัดพิเศษ ช่วยให้ท่วงท่าของเขาดูองอาจผึ่งผาย

            แต่เมื่อเทียบกับรูปร่างแล้วใบหน้าของเขานี่แหละที่ทำให้ไป๋ฉางเซิงรู้สึกถึงภัยคุกคามอย่างแท้จริง

            คิ้วคมเข้มดุจกระบี่ดวงตาเป็นประกายดั่งดวงดาว สันจมูกโด่งเป็นสัน ทว่าเมื่อมีแว่นตาประดับอยู่กลับช่วยลบความดุดัน และทำให้ใบหน้าดูอ่อนโยนลงได้อย่างน่าประหลาด

            โดยเฉพาะตอนที่มุมปากยกยิ้มบางๆมันให้ความรู้สึกถึงความสูงศักดิ์มีชาติตระกูล

            ‘ยังดี... หล่อน้อยกว่าฉันแค่นิดเดียวเท่านั้นแหละ’

            ไป๋ฉางเซิงพึมพำในใจก่อนจะเห็นหลี่ฉางหมิงหันไปมองเจียงจืออวี๋

            “เธอคงจะเป็นรุ่นน้องเจียงสินะ? ฉันได้ยินชื่อเสียงของเธอมานานแล้ว”

            “แค่วันเข้าเรียนก็ทำลายสถิติที่ฉันเคยทำไว้แถมยังทำให้คณบดีถึงสามท่านแย่งตัวกันรับเป็นศิษย์”

            “หนึ่งในนั้นยังมีคณบดีหลี่ คนที่เคยเมินฉันเมื่อก่อนด้วย”

            หมายความว่าไงจะมาหาเรื่องเจียงจืออวี๋เหรอ?

            ร่างของไป๋ฉางเซิงไหววูบเพียงพริบตาเขาก็ปรากฏตัวขึ้นข้างกายเจียงจืออวี๋ ดวงตาจ้องเขม็งไปที่หลี่ฉางหมิงเตรียมพร้อมรับมือหากอีกฝ่ายลงมือกะทันหัน

            ทว่าไป๋ฉางเซิงกังวลมากเกินไปต่อหน้าคณบดีจี้ หลี่ฉางหมิงย่อมไม่มีทางทำอันตรายเจียงจืออวี๋และเขาเองก็ไม่ได้มีอคติอะไรกับเจียงจืออวี๋ด้วย

            “ใจเย็นๆ สิ ฉันไม่ได้จะมาหาเรื่อง”

            “แค่ฉันอยากจะเห็นกับตาว่าคนที่ถูกเรียกว่าเป็นอัจฉริยะยิ่งกว่าฉันในตอนนั้นจะมีหน้าตาเป็นยังไง”

            เมื่อเห็นท่าทีของไป๋ฉางเซิงเขาก็รู้ว่าถูกเข้าใจผิด จึงส่ายหน้าเบาๆ แล้วพูดต่อ

            “ความจริงก็พิสูจน์แล้วว่า พรสวรรค์ของรุ่นน้องเจียงนั้นหาได้ยากยิ่งจริงๆไม่แปลกใจเลยที่คณบดีหลี่จะอดใจไม่ไหว”

            ในฐานะจอมเวทระดับธาราพลังจิตของหลี่ฉางหมิงบรรลุถึงโหวแห่งยุทธ์แล้วย่อมสัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาในตัวของเจียงจืออวี๋

            เพียงพลังจิตที่ไม่ด้อยไปกว่าเขานี้ก็เพียงพอจะทำให้เขาต้องระมัดระวังตัวแล้ว

            เมื่อได้ยินคำชมของหลี่ฉางหมิงเจียงจืออวี๋เพียงพยักหน้าเล็กน้อย ไม่ได้พูดอะไรเพิ่ม

            “ผู้เข้าแข่งขัน เตรียมตัวจับสลาก”

            ที่ไกลออกไปอาจารย์ของมหาวิทยาลัยสุ่ยมู่ถือกล่องไม้เดินขึ้นสู่ลานประลองยุทธ์คณบดีจี้จึงขัดจังหวะการสนทนาของทั้งสามคน เพื่อให้ขึ้นไปจับสลากบนเวทีก่อน

            ตามกติกาการแข่งขันการชิงชัยอันดับหนึ่ง สอง และสาม จะมีหนึ่งคนที่ได้สิทธิ์บายในการจับสลากรอบแรกเพื่อรอแข่งกับผู้ชนะจากอีกคู่หนึ่ง หากคนที่ได้บายพ่ายแพ้ก็จะต้องไปตัดสินกับผู้แพ้ในรอบก่อนหน้าอีกครั้ง

            วิธีนี้ถือว่าสามารถรับประกันความยุติธรรมของการจัดอันดับได้มากที่สุด

            ทว่าโชคของเจียงจืออวี๋ในตอนนี้ดูจะไม่ค่อยดีนักเพราะคนที่จับสลากได้บายในรอบนี้คือ โซเฟีย จากมหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์

            และผลการจับสลากนี้ก็หมายความว่าในรอบถัดไป ไป๋ฉางเซิงจะต้องปะทะกับ ปาฟลอฟ จากมหาวิทยาลัยสงครามในศึกหนักที่เลี่ยงไม่ได้

            “การแข่งขันในรอบนี้ มหาวิทยาลัยสุ่ยมู่ เจียงจืออวี๋ ปะทะมหาวิทยาลัยสงคราม ปาฟลอฟ!”

            “ในระหว่างการแข่งขัน อนุญาตให้สวมชุดป้องกันและใช้อาวุธได้แต่ห้ามใช้ยาทุกชนิด...”

            ผู้ทำหน้าที่กรรมการในแมตช์นี้คืออาจารย์อาวุโสระดับพิเศษของสุ่ยมู่ซึ่งมีพลังรบระดับโหวแห่งยุทธ์ เพียงพอจะรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ทุกเมื่อหลังจากอธิบายกฎข้อห้ามสั้นๆ จบ อาจารย์ท่านนั้นก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงประกาศเริ่มการแข่งขันทันที

            ร่างของไป๋ฉางเซิงค่อยๆเลื้อยขยับ ปกป้องเจียงจืออวี๋ไว้ด้านหลังสายตาของเขาจับจ้องไปยังร่างสูงใหญ่กว่าสองเมตรที่อยู่ไกลออกไป

            ว่ากันว่าชาวต่างชาตินั้นโตไวเกินอายุคำพูดนี้ดูจะใช้ได้ดีกับปาฟลอฟ

            นักศึกษาปีหนึ่งที่เพิ่งอายุสิบแปดปีกลับดูแก่แดดกร้านโลก

            ผมสีทองตัดสั้นเกรียนบนแก้มขวามีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ดูราวกับตะขาบยักษ์เกาะอยู่บนหน้าไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเป็นฝีมือของสัตว์อสูร

            เขาสวมกางเกงลายพรางทหารสีเขียวขี้ม้าเสื้อยืดแขนสั้นสีขาว และทับด้วยเสื้อเกราะยุทธวิธีเพียงตัวเดียว

            แต่การแต่งตัวง่ายๆแบบนี้ กลับขับเน้นรูปร่างที่กำยำเกินมนุษย์ของปาฟลอฟออกมาได้อย่างชัดเจน

            ท่อนแขนที่หนากว่าต้นขาของคนปกติมัดกล้ามเนื้อปูดโปน ฝ่ามือเต็มไปด้วยรอยด้านหนาและลำคอที่หนาเกือบจะเท่ากับขนาดศีรษะ

            สมกับที่ว่าบางคนแค่ยืนอยู่เฉยๆ ก็แผ่ซ่านความแข็งแกร่งออกมาจนสัมผัสได้

            เสียงโห่ร้องจากผู้ชมบนอัฒจันทร์ดังขึ้นถูกจังหวะท่ามกลางเสียงภาษาต่างประเทศที่ไป๋ฉางเซิงฟังไม่รู้เรื่องก็มีบางประโยคที่เขาพอจะเข้าใจแทรกมาให้ได้ยินเป็นระยะทำให้เขาหันไปมองหาตามสัญชาตญาณ

            เขาอยากจะหาดูว่าผู้หญิงต่างชาติคนไหนกันที่ใจกล้าขนาดนี้

            คนที่รู้ก็เข้าใจว่าเธอแค่แสดงความคลั่งไคล้ในตัวปาฟลอฟแต่คนที่ไม่รู้ คงคิดว่าพวกเธออยากเกิดเป็นหมาซะอีก

            เห็นได้ชัดว่าเมื่อเทียบกับเจียงจืออวี๋ที่รูปร่างดูบอบบางแล้วบรรดาผู้ชมต่างชาติเหล่านี้ย่อมเชิดชูปาฟลอฟมากกว่า

            ท่ามกลางเสียงอื้ออึงของผู้ชมปาฟลอฟที่อยู่ไกลออกไปเริ่มเปิดปากเขาพ่นคำพูดภาษาต่างประเทศยาวเหยียดที่ไป๋ฉางเซิงฟังไม่ออก

            ทว่าถึงจะฟังไม่ออกแต่เพียงแค่สบตาที่เต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามของอีกฝ่ายไป๋ฉางเซิงก็พอจะเดาได้คร่าวๆ ว่าไอ้หมอนี่พูดอะไรกับเจียงจืออวี๋

            เห็นได้ชัดว่าแม้เขาจะเพิ่งล้มมอนเต้ลงด้วยมือตัวเอง แต่ในสายตาของยอดอัจฉริยะเหล่านี้เขาก็ยังดูไม่คู่ควรอยู่ดี

            เจียงจืออวี๋ฟังคำของปาฟลอฟจบก็เพียงแค่ส่ายหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย เธอเอื้อมมือไปตบเบาๆ ที่ตัวไป๋ฉางเซิงก่อนจะหันหลังเดินถอยไปสองก้าว ราวกับจะยกเวทีนี้ให้พวกเขาสู้กันเอง

            เมื่อเห็นแบบนั้นปาฟลอฟจึงเบนสายตามาที่ไป๋ฉางเซิง

            เขาไม่พูดจาไร้สาระอีกต่อไปเพียงแค่กระทืบเท้าลงบนพื้นอย่างแรง ร่างของปาฟลอฟก็หายวับไปจากจุดเดิมทิ้งไว้เพียงเงาพร่ามัวตกค้างเขาพุ่งเข้าหาไป๋ฉางเซิงพร้อมกับระดมหมัดโจมตีอย่างดุดัน

            ไป๋ฉางเซิงเห็นดังนั้นดวงตาก็พลันเย็นเยียบเขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย ขณะที่ลูกไฟเวทเริ่มควบแน่นขึ้นข้างกายเขาก็อ้าปากพุ่งเข้าหมายจะขย้ำปาฟลอฟเช่นกัน

            เขาอาจจะเกรงกลัวปาฟลอฟแต่สิ่งที่เขากลัวคือสภาวะหลังจากที่อีกฝ่ายใช้ 'กัมปนาทสงคราม'แล้ว ไม่ใช่สภาวะปกติแบบนี้

            พูดกันตามตรงในเมื่อทุกคนมีค่าพลังเลือดอยู่ประมาณหนึ่งหมื่นนิดๆแล้วใครมันจะเก่งกว่าใครสักเท่าไหร่เชียว?

            ในเมื่ออยากจะงัดกันตรงๆก็เข้ามาเลย!

            ลูกไฟที่ควบแน่นเสร็จสมบูรณ์พุ่งทะยานเข้าหาปาฟลอฟอย่างรวดเร็วท่ามกลางสายตาทุกคู่ ปาฟลอฟเพียงแค่เงื้อหมัดชกออกไปตรงๆ จนลูกไฟนั่นแตกกระจายร่างทั้งร่างของเขาถูกเปลวเพลิงกลืนกินไปในพริบตา

            แต่เปลวไฟไม่อาจหยุดยั้งย่างก้าวของปาฟลอฟได้วินาทีต่อมา เขาก็พุ่งทะลวงออกมาจากม่านเพลิงและเข้าปะทะกับไป๋ฉางเซิงอย่างรุนแรง!

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน