รักพิษรัก เขียนโดย สลักกานต์

    รักพิษรัก ตอนที่ ๕๕

    นิยายพิสูจน์คุณค่าแห่งรัก   รักพิษรัก   เขียนโดย  สลักกานต์

    ตอนที่ ๕๕

            ..เปรี้ยง!! ..

            เขนยิงลมทันที

            และยิงซ้ำอีกจนหมดแม็ก  

            ลมสิ้นใจทันที!!

            เขาล้มลงจมกองเลือดอยู่ที่หน้าประตูห้องนั่นเอง  

            พวกคนที่ซ่อนตัวในห้องพักในคอนโดฯตกใจจนร้องกรี๊ดออกมา   พวกเขาวิ่งหนีบ้างวิ่งไปหลบตรงนั้นตรงนี้บ้าง

            เขนเลือกนั่งลงตรงที่เกิดเหตุ  รอมอบตัวกับตำรวจ  

            เขนรู้สึกว่า..การลงมือในวันนี้.. ช่วยบำบัดจิตใจเขาได้ จิตใจที่ถูกพิษรักทำร้ายมานานแสนนาน .. อย่างน้อย..ตอนนี้ในใจเขนก็สงบกว่าทุกวันที่ผ่านมา   

            ไอ้พวกที่ซ่อนตัวอยู่ในห้อง  ต่างก็ทะยอยวิ่งผ่านหน้าเขนออกจากห้องไปทีละคน..สองคนจนหมด

            การที่มีเสียงปืนดังรัวๆขึ้น   ทำให้ผู้คนที่อยู่ในคอนโดฯแตกตื่นตกใจ   จึงมีคนโทรแจ้งตำรวจหลายสาย  

            ไม่นานนัก   ตำรวจก็มาที่เกิดเหตุและจัดการทุกอย่างตามครรลองของมัน  เขนยินดีให้จับกุม และสารภาพทุกอย่าง  

             

            นพนิตรีบพาทบทูมาเยี่ยมเขนที่สน. 

            “ทำไมพ่อต้องทำอย่างนี้ด้วย”   ทบทูพูดกับเขน

            “พ่อจำเป็นต้องทำอย่างนี้”   เขนเลือกตอบลูกชายราวกำปั้นทุบดิน   แต่ไม่เลือกอธิบายสิ่งที่เกิดกับตนเอง.. ลมทำลายทุกอย่างในชีวิตเขน .. ลมทำให้ความรักของเขนเป็นพิษ .. ลมทำให้เขนตกอยู่ในสภาพนี้

            .. ความโกรธลมความเกลียดลม ฝังอยู่ในใจเขนมายาวนาน .. สิ่งที่เขนทำลงไป คงจะล้างความรู้สึกในใจเขนลงได้บ้าง..ไม่มากก็น้อย

            ทบทูฟังแล้วก็ได้แต่กอดมือพ่อที่ผ่านลูกกรงออกมา

            ก่อนนี้   พอรู้ข่าว  นพนิตถึงกับช็อค!!

            เขาทำอะไรไม่ถูก... จนทบทูมาหาเขา และขอให้เขาพามาที่ สน. ตลอดเวลาที่ขับรถ ก็ง่วนกับการจราจร  

            จนถึงตอนนี้..นพนิตเพิ่งมีเวลาได้ทบทวนทุกอย่าง  เขายืนโศกเศร้าเสียใจกับการจากไปของพ่อตนเอง  น้ำตานพรินไหล เพราะการจากลาที่ปราศจาก..การร่ำลา

            “ผมขอโทษครับนพ”   เขนพูดและสบตากับนพนิตอย่างเปิดเผย

            นพนิตมองเขนน้ำตายังท่วมดวงตาอยู่ 

            “ถ้านพจะโกรธผมจะเกลียดผม ผมคงห้ามนพไม่ได้”   เขนบอกตรงๆโดยไม่ร้องขออะไรเลย  

            “ไม่หรอกครับ”   นพนิตยิ้มให้เขนทั้งน้ำตา   “นพเข้าใจ”

            เขนยิ้มให้นพ   “ขอบคุณมาก”  แล้วเขนก็เตือนนพ   “อย่าให้ความโกรธความเกลียด มันกัดกินหัวใจเหมือนผมนะครับ” 

            “ครับ”   นพตอบไป และสำรวจความรู้สึกตนเองชั่วครู่   “นพอภัยให้คุณเขนครับ”

            เขนยิ้มให้นพนิต   “ขอบคุณ” คงไม่มีคำไหนเหมาะไปกว่านี้อีกแล้ว   แล้วเขนก็มองหน้าลูกชายสุดรัก 

            นพนิตเข้าใจความรู้สึกเขนจึงยิ้มให้เขน   “นพจะดูแลทบทูน้องชายของนพอย่างดีที่สุดครับ” 

            “ขอบคุณมากนะ  นพ”   

             

            ที่งานศพลม   เพราะเป็นช่วงเคอฟิวส์   นพนิตกับณัฐกนกจึงตกลงว่าจะจัดงานแบบง่ายๆ   ตาคำยายเล็กติดต่อกลับไปหาญาติๆ ที่ต่างจังหวัด  ก็ไม่มีใครรู้จักญาติของลมเลยสักคน    

            ในงานสวดศพของลม  จึงมีแค่คนในบริษัทไฟรุ่งโรจน์กับคนจากเรือนปาริชาตเท่านั้น ที่มาร่วมงาน

            ณัฐกนกทั้งเสียใจทั้งอับอายจนไม่อยากคุยกับใคร ไม่อยากทำอะไรเลย เขาเลือกนั่งฟังพระสวดอยู่คนเดียวในมุมหนึ่งของศาลา   

            ครูโชชวนพ่อนัทมานั่งฟังสวดทุกคืน   นพนิตดีใจมาก อย่างน้อยพ่อนัทก็ยอมลดความโกรธเกลียดพ่อลมและมาร่วมงานศพพ่อลม  

            เมื่อพระสงฆ์สวดจบในคืนสุดท้าย  นพนิตเดินไปหาพ่อนัทซึ่งอยู่กับตาคำยายเล็ก   “พ่อครับ นพอยากบวชให้พ่อลมครับ”

            พ่อนัทยิ้มให้  

            ตาคำกับยายเล็กอนุโมทนาสาธุกับหลานชาย   “ยายจะช่วยจัดการเรื่องบวชให้นะนพ”  

            “งั้นตาจะไปคุยกับเจ้าอาวาสก่อน  จะได้บวชพรุ่งนี้เช้า  ตอนเผาศพ.. จะได้เอาผ้าเหลืองจูงพ่อขึ้นเมรุ”   ตาคำบอก  แล้วสองตายายก็เดินไปทางกุฏิเจ้าอาวาส 

            พ่อนัทนั่งเป็นเพื่อนนพนิตคุยสัพเพเหระเพื่อให้นพสบายใจขึ้น  จนตายายเดินกลับมา  ทั้งสี่จึงนั่งรถกลับบ้านด้วยกัน  

             

            รุ่งเช้า   ตายายพานพนิตมาที่วัดแต่เช้าเพื่อบวชเณร  จากนั้นทุกอย่างก็เกิดขึ้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอนจนทำการเผาศพพ่อลมจนเสร็จ  

            “ไปเณรไปสึกเถอะ”   ตาคำชวนเณรนพ   ยายเล็กทั้งยิ้มทั้งพยักเพยิดอยู่ข้างๆ  

            “ผมยังไม่อยากสึกครับ”   เณรนพบอกตาคำกับยายเล็ก   “ผมขออยู่ในผ้าเหลืองสักระยะนะครับ”   เพราะนพนิตอยากอยู่เงียบๆเพื่อสำรวจจิตใจตนเอง    

            ตาคำหุบยิ้มกลัวหลานไม่สึก 

            แต่ยายเล็กยิ้มและสาธุไปด้วย   “งั้นยายจะขอเป็นโยมอุปัฏฐาก (อ่านว่าโยม-อุบ-ปัด-ถาก / แปลว่า  ผู้บำรุง, ผู้ดูแล มักใช้สำหรับพระสงฆ์)นะเณรนะ”

                “พ่อจะใส่บาตรทุกเช้า”  พ่อนัทบอกเณรนพนิต

                “ครับ ขอบคุณครับ”  

                แต่คนเดียวที่ไม่รู้เรื่องนี้คือ..ณัฐกนก  

               

                จนถึงตอนกลางคืน   พ่อนัทเลือกไลน์ไปถามลูกชาย   .. “พรุ่งนี้เช้าพ่อจะใส่บาตรเณรนพถ้าว่างก็มานะ” .. 

                ณัฐกนกอ่านไลน์ที่พ่อส่งมาให้  ก็ได้แต่แปลกใจ 

            .. ปกติการบวชหน้าไฟเนียะพอเสร็จพิธี ก็สึกแล้วไม่ใช่เหรอ? .. ทำไมเณรนพยังไม่สึกอีก? .. มีอะไรหรือเปล่า?.. แต่นัทก็ไม่เลือกที่จะถาม .. เขาตั้งใจที่จะไปใส่บาตรในเช้าพรุ่งนี้  จะได้หาความจริงที่ตัวเองอยากรู้ด้วย

     

            ยามเช้า..เมื่อแสงทองทาบทาไปทั้วทั้งฝืนฟ้า   ทุกคนที่ไฟรุ่งโรจน์ต่างก็ตื่นมาเตรียมตัวใส่บาตรกัน พ่อนัทให้ป้าอรกับป้าอี๊ดจัดของใส่บาตรไว้หลายชุด สำหรับทุกคนที่ตื่นมาใส่บาตร

            หลวงพ่อเจ้าอาวาสเดินนำเณรนพนิตมาแต่ไกล  

            รถคันงามของณัฐกนกขับมาจอดที่หน้าสำนักงานไฟรุ่งโรจน์   เขารีบลงจากรถมารอพระและเณร แต่นัทก็ไม่รู้จะทักทายใคร?อย่างไรดี? 

            “คุณหนูคะทางนี้ค่ะ”  แล้วป้าอี๊ดก็พาณัฐกนกไปยืนรอใส่บาตรข้างพ่อนัท    

            พ่อนัทเลือกไม่พูดอะไรให้กวนอารมณ์ตนเอง

            หลวงพ่อเจ้าอาวาสกับเณรนพนิตมาถึงพอดี   สองพ่อลูกจึงได้ใส่บาตรเคียงข้างกัน   ทบทูยืนใส่บาตรคู่กับยู   สองตายาย  อินทรและกานต์   ป้าอรป้าอี๊ด  ต่างก็ใส่บาตรเคียงข้างกัน 

            ...

            เมื่อพระและเณรเดินผ่านไป   แต่ละคนก็แยกย้ายกลับไปตามที่ตนเองมา  

            “พ่อครับ”   นัทเรียกพ่อ

            พ่อนัทหยุดนิ่ง  แต่ไม่ได้หันไปมองหน้าลูกชาย  ป้าอรป้าอี๊ดรีบพาคนอื่นๆออกไปจากพื้นที่นั้น  

            “นัททำทุกอย่างเท่าที่ทำได้  แต่ FAAF เสียหายไปเยอะมากอาจจะมากเกินกว่าที่จะเยียวยา”  

            “ถ้าแกทำดีที่สุดแล้ว  แล้วมันยังพินาศ  แกก็มีคำพูดไปบอกบรรพบุรุษแล้ว  ว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น”   พ่อนัทพูดเรียบๆ ไม่ได้ระเบิดอารมณ์ไม่ได้เกรี้ยวกราดอย่างที่เคยเป็น  “แล้ว.. ตอนนี้ควรทำยังไง”  

            “ถ้าตลาดเปิดอีกครั้ง  เรารีบเทขาย ยังน่าจะได้เงินกันพอควรครับ”  

            “แกบอกหุ้นส่วนที่เป็นญาติๆกันให้ครับทุกคนด้วยล่ะ”  แล้วพ่อนัทก็เดินเข้าตัวอาคารไป

            ณัฐกนกยืนนิ่งอยู่ที่เดิม  แต่ตอนนี้ไม่มีใครอยู่บริเวณนั้นกับเขาเลย  นัทมองทุกคนที่แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน  ซึ่งแต่ละคนก็ทำหน้าที่อยู่ในบริเวณใกล้ๆ กันทั้งนั้นอย่างที่เขาเคย.. ฝันไว้ 

            มีเขาคนเดียว  ที่ต้องไปทำงานไกลกว่าคนอื่น  ต้องไปอยู่ไกลกว่าคนอื่น  และ.. ต้องอยู่คนเดียวอีก !!

            นัทเดินคอตกกลับไปขึ้นรถเพื่อเดินทางไปที่ทำงานตนเอง

            ..กระทั่งเรื่องที่เขาอยากรู้ .. ก็ไม่กล้าพอที่จะเอ่ยปากถามใครได้ ..เพราะความอายที่เผลอไผลไปกับความหลงชั่วครั้งชั่วคราวโดยแท้ ..

             

            สองตายายชวนพ่อนัทมาทำวัตรเย็นและนอนที่กุฏิของเณรนพนิตที่วัด  พ่อนัทก็เอาด้วย   ทั้งสามก็เริ่มได้ฟังหลวงพ่อเจ้าอาวาสเทศนาพระธรรมวินัย  จนชีวิตเริ่มสงบ  

            ..ทุกสิ่งมันไม่แน่นนอน .. มันเปลี่ยนไปตลอดเวลา .. ไม่มีอะไรจริงแท้สักอย่าง.. 

             

            ณัฐกนกเครียดจัด.. ทั้งจากการบริหารงานที่ต้องหาทางประคับประคองให้รอดทั้งที่แทบจะไม่มีวิธีเยียวยาใดใดเลย .. แล้ว.. ความรักที่เคยงดงามในใจก็กลับกลายเป็นรักที่หดหู่ ทำให้จิตใจนัทแห้งเหี่ยว  ความเครียดจึงเป็นเท่าทวี 

            เพราะเครียดจัดในสารพัดเรื่อง   ณัฐกนกจึงคิดจะหาทางออกแบบที่เขาเคยทำนั่นคือการมีเซ็ก   นัทจึงโทรหาทอนเด็กนวดหุ่นงาม มาบริการทางเพศให้เขา  

            ทอนในร่างเปลือยเปล่า  เขาบริการณัฐกนกอย่างเต็มที่  ทอนรู้ดีว่าคนที่ให้ที่พักเขาคือคนนี้  เขนเป็นแค่คนพาเขาไปที่พักเท่านั้น  หากเขาทำให้นัทพึงพอใจ ต่อไปจะขออะไรก็ได้ 

            แม้ทอนจะบริการดีแสนดี  แต่นัทก็ไม่ได้รู้สึกดีอย่างที่ควรจะรู้สึก   “พอเถอะทอน”  

            ทอนมองหน้านัทอย่างงง งง   “ทำไมล่ะพี่ทอนยินดีทำทุกอย่างให้พี่นัทพอใจนะครับ”  แล้วทอนก็จูบนัท

            รสจูบยิ่งทำให้นัทรู้ใจตนเองจนเบือนหน้าหนีจูบนั่น  “พี่คงมีอะไรกับใครไม่ได้อีกแล้ว พี่ขอบใจทอนมากนะ”   แล้วเขาก็หยิบเงินให้ทอนถึงสองเท่า

            ทอนมองร่างกายนัททีอยู่ตรงหน้า  เขาทำทุกอย่างแล้วส่วนนั้นควรจะตื่นตัวบ้างนี่  แต่เปล่า..มันยังนิ่งสนิท แสดงว่านัทไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาจริงๆ   “ขอบคุณมากครับพี่นัท”   ทอนรับเงิน และเดินจากไป  

            ..

            เมื่ออยู่คนเดียว  ความเครียดก็เพิ่มเป็นเท่าทบทวี ..นี่เราเป็นอะไรไป? .. นัทถามตัวเอง .. รูปร่างอย่างทอน คือรูปร่างที่เขาพึงใจและปรารถนาจะกลืนกิน .. แต่.. พอได้สัมผัส พอได้ใกล้ชิด ..ทำไมในใจจึงรู้สึกแย่ขนาดนี้ ..

            ทั้งใบหน้าของนพนิต.. ทั้งความรู้สึกผิด .. ทั้งความเจ็บอาย .. มันพร้อมกันผุดขึ้นมาในใจจนนัทไม่สามารถจะอะไรกับทอนต่อไปได้ .. ทำไม? .. ทำไม? ..แต่ก็ไม่มีคำตอบใดใดเกิดขึ้นในใจนัท

            นัทตัดสินใจขับรถไปหาเณรนพทันที.. แม้จะเย็นมากแล้วก็ตาม

            ..

            “โยมพี่มีเรื่องอะไรหรือ?”

            “นพพี่..” 

            “โปรดเรียกอาตมาว่าเณรนพ”  

            “พี่เหนื่อยพี่สับสน และ.. คิดถึง”     

            เณรนพนิตเข้าใจทุกอย่างทันที  เขาไม่เลือกถามว่าเพราะอะไร  หรือเกิดอะไรขึ้น  แต่เลือกพูดขั้นต่อไปอย่างชัดเจน   “โยมพี่ ขออาตมาอยู่ในผ้าเหลืองอีกสักระยะเถิด”  เณรนพยิ้มให้อย่างเป็นมิตร  “อาตมาอยากรู้ใจตนเอง อยากรู้ว่ามันรู้สึกอะไรกับใคร ยังไงกันแน่”  

            “พี่รักนพ”

            “รัก..ก็เป็นมายาตัวหนึ่งของทางโลก อาตมาพยายามทำความเข้าใจมันอยู่ ขอเวลาให้อาตมาอีกสักระยะเถิดนะโยมพี่”  เณรนพยิ้มให้อย่างเป็นมิตรอีกครั้ง แล้วเดินเข้าโบสถ์ไปเพื่อทำวัตรเย็นต่อ

            ณัฐกนกไม่เคยรู้สึกโดดเดี่ยว.. เดียวดายอย่างนี้มาก่อน .. ที่ผ่านมา.. เขนอยู่เคียงข้างเสมอ .. ตอนนี้เขนก็อยู่ในที่ที่เขาไปหาไม่ได้ ..

            ..พ่อที่เคยทะเลาะและเมินหน้าใส่ เพราะรู้ดีว่ากลับไปหาเมื่อใดก็ได้ .. ตอนนี้กลับไม่กล้าพอที่จะเอ่ยปากทักทาย ..

            ..นพนิตคนรักที่เขาเคยกลับไปหา.. ไปคุยเมื่อไหร่ .. นพก็รอเขาเสมอ ..ตอนนี้นพอยู่ในโลกพระธรรมที่เขาไม่มีเอื้อมถึงอีกแล้ว   

            หัวใจณัฐกนกร้าวรานจนยากที่จะเยียวยา.. ถึงตอนนี้ .. นัทรู้ตนอย่างดีแล้วว่า..ความหลงในรัก..เป็นพิษที่ทำลายเขามากขนาดไหน? พิษมันยังสร้างความเจ็บความอายให้จนนัทไม่กล้าสู้หน้าใครอีกหลายคน ..

             

            ในที่สุดFAAF ก็ต้องปิดตัวลงในสภาพที่บอบช้ำน้อยที่สุดที่เท่าจะเป็นได้   ก่อนปิดตัวและเทขายหุ้นทั้งหมด  พ่อนัทเลือกซื้อหุ้นคืนในราคาต้นทุนจากกลุ่มญาติๆ เกือบทั้งหมด  ยกเว้นหุ้นของศศิธร และญาติๆ ของเธอพ่อนัทก็ปล่อยให้เป็นไปตามกรรม 

            เมื่อFAAF ปิดตัวลง   ณัฐกนกก็ว่าง  ความว่างยิ่งทำให้เขาเครียด  นัทยิ่งฟุ้งซ่านกว่าเดิม   จนมายด์หลานชายเขาตามให้นัทกลับมานั่งทำงานที่ไฟรุ่งโรจน์

            “น้านัทครับ  มายด์คืนงานบริหารให้น้านัทครับ”   พูดจบ มายด์ก็เปิดเอกสารสำคัญให้น้านัทดูเพื่อส่งมอบงาน

            “มายด์ทำต่อไปเถอะ”   นัทตอบหลานชายตรงๆ   “น้าเป็นที่ปรึกษาฯ ให้มายด์ดีกว่า”  

            มายด์มองหน้าน้านัทของเขา.. ประมาณว่า น้านัทพูดจริงหรือเปล่า?

            “ตอนนี้จิตใจน้าแย่มากมากจนไม่อยากทำอะไรเลย”  นัทสารภาพกับหลานชาย

            “มายด์ว่า..น้านัทลอง.. ยอมรับมันสิครับ  ยอมรับทุกอย่างที่เราทำลงไปจะดี จะไม่ดี เราก็ทำลงไปแล้ว  เราแก้ไขมันไม่ได้ แต่ถ้าเรายอมรับมัน ก้าวข้ามมัน  อนาคตเราจะดีกว่าที่ผ่านมานะครับ”   มายด์พูดไป ก็มองหน้านัทไปเขาก็ไม่ได้สนิทอะไรกับนัทมากนัก  “ขอโทษนะครับ ถ้ามายด์พูดมากไป”  

            “ไม่เป็นไร  ดีแล้วที่มายด์พูด  มายด์บริหารไฟรุ่งโรจน์ต่อไปเถอะ  ให้เวลาน้าไปทำอย่างที่มายด์บอก มีปัญหาอะไรน้าจะปรึกษามายด์นะ”  

            “ยินดีมากครับน้านัท”   มายด์ยิ้มให้น้าชายเขาเต็มยิ้ม 

            นัทเลือกเดินไปกอดหลานชาย.. อย่างน้อย.. สิ่งที่มายด์พูด ก็เป็นแนวทางที่ดีที่เขาควรลองทำดู ..  

            พอนัทคลายอ้อมแขนที่กอดหลานชาย 

            พ่อเขาก็เดินเข้ามาหาพอดี   “ทีนี้ก็มาพักด้วยกันที่นี่ได้แล้วสิ”   พ่อนัทเอ่ยปาก

            นัทสำนึกผิดแต่ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร นอกจากพยักหน้ารับ  “ครับพ่อ” 

            พ่อนัทยิ้มให้ลูกชาย 

            “ห้องที่นัทอยู่กับลมนัทว่าจะขายทิ้ง คงได้ไม่กี่บาท”  

            “ถ้าได้แค่ความสุขใจกลับมาก็พอแล้วนะ”   พ่อนัทตอบลูกชาย  

            นัทแปลกใจมาก  ที่ผ่านมา.. เขาจะทำอะไรก็ช่างพ่อจะกดดันให้เขาทำให้ได้เงินมากที่สุดเสมอ     

            “แล้วแกก็ควรกลับมาอยู่ที่นี่..ยังไงที่นี่ก็เป็นของแก”  

            “พ่อพูดยังกะจะไม่อยู่ที่นี่”   นัทสงสัย

            “อยู่”   พ่อนัทอบลูกชาย   “แต่คงจะไปนอนวัดเป็นหลัก ได้ฟังเทศน์ฟังธรรมได้คุยกับคนวัยเดียวกัน มันก็สุขใจดี ดีกว่าต้องเหงาอยู่ที่นี่คนเดียว”  

            “ผมมาอยู่ที่นี่ด้วย  พ่อก็ไม่เหงาแล้ว”

            “ฉันก็อยู่กับแกช่วงก่อนที่จะไปนอนวัดไง” 

            .. ‘ยอมรับยอมรับทุกอย่างที่เราทำลงไป’ ..คำพูดที่มายด์บอกนัทเมื่อครู่ ก้องอยู่ในมโนสำนึก นัทมองหน้าพ่อ   “ผมขอโทษ ที่ผ่านมาผมไม่เคยคิดถึงใจพ่อเลย”  

            “ช่างเถอะมันผ่านไปแล้ว”   พ่อนัทยิ้มรับ   “พอได้ฟังคำพระ  มันก็คิดได้ว่า.. ที่ผ่านมา..  แกก็มีสังคมของแกที่ฉันเข้าใจไม่ได้สัมผัสไม่ถึง  มันไม่เกี่ยวกับที่แกชอบผู้ชายหรอก แต่เป็นเพราะแกกับฉันโตมาในสังคมคนละแบบเกินไป เราถึงได้ทะเลาะกันรุนแรงขนาดนั้น”  

            “ผมหลงสิ่งไม่ดีด้วยพ่อ”   นัทสารภาพผิดต่อ  

            พ่อนัทยิ้มรับราวจะตอบลูกรักว่า .. ไม่เป็นไร .. ไม่เป็นไร ..  “แกมาอยู่ห้องข้างๆ พ่อก็ได้นะ    

            พ่อนัทยังพูดน้อยกับลูกเหมือนเดิมแต่แค่แทนตัวเองว่า ‘พ่อ’ ก็พอแล้วสำหรับนัท   “ครับพ่อ”  

             

            คดีที่เขนสังหารลมคืบหน้าไปอย่างรวดเร็ว   เพราะเขนรับสารภาพทุกอย่าง   ระหว่างที่คดีดำเนินไป   ยูพาทบทูมาเยี่ยมพ่อเขนทุกวัน   ทบทูเล่าเรื่องพี่นพบวชเป็นเณรให้พ่อเขา   เรื่องพี่นัทกลับมาอยู่กับพ่อเขา  เรื่องที่ตายายช่วนพ่อนัทไปนอนวัดที่เณรพี่นพบวชอยู่ 

             

            ณัฐกนกกลับมาพักที่ห้องข้างๆพ่อ  หรือห้องเดิมที่นพนิตเคยพักก่อนที่จะบวชเณรนั่นเอง  นัทเห็นพ่อเขา กับตาคำยายเล็กไปนอนที่วัดอยู่สองสามวันนัทจึงขอตามไปนอนวัดด้วย  นัทมองเห็นเณรนพนิตปฏิบัติตนอยู่ในธรรมอย่างงดงาม ก็ทั้งดีใจและเจ็บปวดหัวใจ

            ที่ดีใจเพราะเห็นนพนิตสงบตัว สงบใจ ไม่คิดเรื่องรัก เรื่องใคร่ได้แล้ว

            ที่เจ็บปวดใจเพราะนัทเพิ่งคิดได้ว่า ตนเองต้องกระทำเลวขนาดไหน เด็กอย่างนพนิตต้องเจ็บปวดเท่าใด กว่าจะตัดใจได้แบบนี้ 

            และ..เมื่อฝ่ายหนึ่งทำใจเดินจากไปสู่โลกพระธรรมได้แล้ว   อีกฝ่ายที่เพิ่งรู้ตน และทำใจไม่ได้  จึงยิ่งเจ็บปวดยิ่งทรมาน

             

            สังขารไม่เที่ยง.. ธรรมที่ชัดเจนอีกหนึ่งอันก็สำแดงผล  

            ยายเล็กป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล   ตาคำก็งกๆเงิ่นๆ เกินกว่าที่จะดูแลคู่ชีวิตของตนอย่างดีได้   ทั้งกานต์ อินทร กรต่างก็สลับกันไปเฝ้าดูแลยายเล็ก

            พ่อนัทไปเยี่ยมยายเล็กแต่ก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะกลัวติดเชื้อโคโรน่าที่โรงพยาบาล  พ่อนัทจึงกลับมาอยู่กับเณรนพนิตและบ่นให้เณรฟังว่า .. กานต์ อินทร กร ต่างก็สลับกันไปเฝ้ายายเล็กและต้องสลับกันเฝ้าร้านอาหารเรือนปาริชาต ..

            เณรนพจึงตัดสินใจสึกออกมาดูแลยายเล็กเพื่อที่ทุกคนจะได้ทำงานได้อย่างลงตัว  นพนิตเลือกที่จะพักอยู่กับยายเล็กเพื่อจะได้ดูแลยายเล็กได้ตลอดเวลา    

            ณัฐกนกจึงไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับนพนิตแบบสองต่อสอง   แต่นัทก็ไม่เลือกที่จะขนขวายหาโอกาสนั่น  เขาบอกตัวเองแค่..ปล่อยให้เวลาช่วยเยียวยาทุกอย่าง .. ให้นพนิตพร้อมพอที่จะหันกลับมามองเขาอีกครั้ง.. หากมีโอกาสแบบนั้น .. เขาจะไม่มีวันทำมันพังอีกครั้งเป็นแน่

             

            ถึงวันที่เขนต้องเข้าคุก   นพนิตพาทบทู และยูไปส่งเขน  

            ทบทูพยายามยิ้มให้พ่ออย่างดีที่สุด  แต่ก็ไม่วายที่น้ำตามันพาลไหลออกมา   ยูจึงช่วยเช็ดน้ำตาให้ทบทู   เขนหลบตาลูกชายหันมาสบตานพนิตแทน 

            “คุณเขนไม่ต้องห่วงนะครับ  นพจะดูแลทบทูอย่างดีที่สุด”   นพนิตรับปากเขน

            เขนทั้งยิ้มทั้งพยักหน้าขอบใจนพนิต

            ณัฐกนกปรากฏตัวขึ้น  เขาก็มาส่งเขนเช่นกัน   “นัทขอบคุณเขนนะ ที่ช่วยนัททุกอย่างทุกเรื่องตลอดมา”  

            เขนยิ้มให้นัท   “คุณนัทครับ นพเป็นเด็กดี เป็นคนดี คุณนัทรักนพให้มากๆนะครับ”  

            “ขอบคุณมากนะเขนนัทรักนพ รักมาตลอด และจะรักตลอดไป”  นัทหันไปสบตานพนิต 

            นพนิตยิ้มให้อย่างเป็นมิตรเช่นเดิม   “นพก็ไม่ได้รู้สึกแย่กับพี่นัทนะคุณเขน  แต่ตอนนี้.. นพอยากอยู่คนเดียว .. อยากรู้สึกอยากมั่นใจในรักก่อน แล้วจึงจะรัก.. อีกครั้ง”  

            เขนฟังนพพูดก็เข้าใจก่อนที่เขาจะเดินจากไป เขนบอกนัทว่า  “ผมช่วยให้นพพูดแล้วนะครับ ต่อไป คุณนัทก็ทำให้นพมั่นใจนะครับจะได้กลับมารักกันอีก”  

            นัทยิ้มรับ   “ขอบคุณอีกครั้งและเขนไม่ต้องห่วงอะไรเลยนะ  นัทจะดูแลทบทูและทุกอย่างของเขนให้ดีที่สุด”  

             

            พ่อนัททำบุญเลี้ยงพระเพลเขาชวนทุกคนไปร่วมทำบุญด้วยกัน  นพนิตช่วยหลือพ่อนัทได้อย่างแข็งขัน และทำหน้าที่แทนมรรคนายกอีกด้วย  

            ยายเล็กที่อาการดีขึ้นพอควรก็นั่งอยู่ที่เก้าอี้โซฟา  มีตาคำนั่งอยู่ข้างๆ  

            ณัฐกนกแยกตัวจากทุกคนเขานั่งอยู่คนเดียวที่มุมหนึ่งของศาลา จนป้าอี๊ดกับนังบุษต้องไปนั่งเป็นเพื่อน  

            ทบทูยู กร กานต์ อินทรต่างก็ช่วยกันจัดการอาหารเลี้ยงพระและดูแลระยะห่างกันอย่างดี   ป้าอรและเด็กๆ ที่มาช่วยงาน ก็ช่วยกันอย่างดี

            หลังจากที่เสร็จสิ้นพิธีการและพระฉันเพลเรียบร้อย   ทุกคนก็ขยับตัวมาเพื่อรับศีลรับพร  

            พ่อนัทขอให้ทั้งพระและคนรอสักครู่..

            รถเบ๊นซ์คันดำสุดหรูเข้ามาจอดที่หน้าศาลาวัด  แล้วชายคนหนึ่งที่อยู่ในชุดขาวสะอาดตาก็เดินลงมาจากรถและเดินเข้าศาลาไปหาพ่อนัท  

            “พ่อ!!”   ทบทูตะโกนเรียกเขนทันทีที่เห็นหน้า แล้วก็วิ่งเข้าไปกอดพ่อด้วยความรักและคิดถึงสุดหัวใจ  

            “ให้พระท่านรดน้ำมนต์และสวดขับไล่สิ่งไม่ดีให้พ่อเค้าก่อนสิ ทู”  พ่อนัทพูดขึ้น 

            ทบทูจึงคลายวงแขนที่กอดพ่อเขน  

            หลวงพ่อเจ้าอาวาสทั้งสวด ทั้งซัดน้ำมนต์ให้เขนชุดใหญ่  แล้วจึงให้ศีลให้พรคนอื่นๆ ที่มาทำบุญเลี้ยงพระ   หมดกิจของสงฆ์   พระท่านก็เดินออกไปจากศาลา  

            “ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”   ณัฐกนกพูดพร้อมกับสวมกอดเขน   

            เขนกอดนัทด้วยความรักความหวังดีทั้งหมดที่เขามีให้  

            นัทมองหน้าพ่อเขา   “ขอบคุณครับพ่อนัทจะได้ไม่รู้สึกแย่ไปทั้งชีวิต”  

            พ่อนัทยิ้มให้ลูกชาย   แล้วก็บอกทุกคน ที่มองไปมาอย่างงุนงง   “เขน คมศร น่ะยังติดคุกอยู่อีกอย่างน้อย ๒๐ ปี”   พ่อนัทเดินไปกอดไหล่เขน   “แต่คนคนนี้คือ รัฐ กนกรัฐ  ลูกบุญธรรมของพ่อที่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ   ต่อไปต้องเรียกเขาว่าคุณรัฐ นะ”   

            ทุกคนยินดีและทักทายกับรัฐ หรือคุณรัฐ กันแทบทุกคน

            ..

            “พ่อเก่งจัง”   นพนิตออกปากชมพ่อนัท  

            พ่อนัทกระซิบกับนพนิต   “เรื่องธุรกิจ เรื่องการเงินกระทั่งเรื่องดาร์กไซด์อย่าง.. ใช้เส้นสาย จนเอาเขนออกมาจากคุก  เรื่องแบบนี้พ่อทำให้ได้ทุกอย่าง ..แต่พ่อช่วยเรื่องความรักไม่เป็น”  พ่อนัทพูดความหมายเดิม แต่ที่เพิ่มเติมคราวนี้คือ   “นพลองพิจารณาไอ่นัทมันหน่อยนะพ่อว่ามันสำนึกผิดแล้วล่ะ”  แล้วแกก็เดินไปคุยกับคนอื่น

            นพนิตยิ้มให้กับคำพูดของพ่อนัทแล้ว.. ยิ้มให้กับตนเอง .. เวลาที่ผ่านมา .. เขาเองก็ให้คำตอบอะไรหลายๆ เช่นกัน ..เวลาเป็นตัวช่วยค้นหาคำตอบได้ดีเสมอ ..  

            ณัฐกนกเดินมาหานพนิต   “ตะกี๊พ่อบอกอะไรนพเหรอ?   เนียะ พ่อบอกให้พี่มาถามนพ”   

            นพนิตยิ้มให้พี่นัท   “นพรักพี่นัทครับ”       

                นัทยิ้มออกมาจนแก้มแทบแตก   “นพ”  นัทสวมกอดนพทันที   “พี่ก็รักนพพี่รักนพ และจะรักนพไปจนกว่าจะตายจากกัน” 

                ทั้งสองกอดกันชั่วครู่ก็คลายวงแขนลงหน่อยนึง เพื่อที่สายตาของทั้งสองจะสบสายตากันและกันได้

            “ที่ผ่านมา..รักเราเป็นพิษทั้งจากคนอื่น จากความหลง และจากการไม่พูดกันให้เข้าใจ  นพคิดทบทวนจนบอกตัวเองได้ว่า ..หลังจากวันนี้ไป นพจะบอกรักพี่นัททุกวัน จะคุยกับพี่นัททุกเรื่อง ห้ามเบื่อนพนะครับ” 

            “พี่จะฟังทุกอย่างที่นพเล่าจะเล่าทุกอย่างให้นพฟัง จะรักทุกอย่างที่เป็นนพ  และจะอยู่กับนพคนเดียวตลอดไป”

            แล้วคนพี่ก็สวมกอดคนน้องอีกครั้ง 

    จบบริบูรณ์

    คล้ายกับเรื่องรักพิษรัก เขียนโดย สลักกานต์ ที่คุณอ่าน

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808