วันเวลาผ่านไปไวราวกับโกหกเมอริสมีความสุขกับชีวิตใหม่ กิจวัตรประจำวันของเขาในฐานะ ‘‘พ่อบ้าน’’ อาทิเช่นทำอาหาร ทำความสะอาด ทำสวนนั้น ทำให้เขารู้สึกว่าชีวิตมันไม่น่าเบื่ออีกต่อไปอีกทั้งความสัมพันธ์ของเขากับเหล่าแม่บ้านยังดีขึ้นเรื่อยๆอีกด้วยต่างฝ่ายต่างมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน มีความสามัคคี ช่วยเหลือกัน ในแต่ละวันเวลาที่เฟลิเซียคอยเฝ้าดูการทำงานของทุกคนเป็ระยะๆนั้นมักทำให้เธอนึกถึงคุณพ่อบ้านคนเก่าของเธออยู่เสมอมา แต่ในขณะเดียวกันนั้นเองั้แ่ที่เธอได้รู้จักกับเมอริสเธอมักจะเก็บคำพูดของเขาที่พูดถึงเื่เวททายาทไปฝันเสมอเธอไม่สามารถหยุดคิดถึงมันได้เลย
‘‘เวททายาทคืออะไร’ แล้วคำว่า ‘ตระกูล’เกี่ยวอะไรกับเื่นี้กันนะ?’ คำๆนี้ยังคงวนวายในหัวของเธออยู่เรื่อยมาอย่างไม่หยุดหย่อน
‘‘อืมมมจะอยู่เฉยๆแบบนี้ไม่ได้ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ลองไปหาข้อมูลเกี่ยวกับมันดีกว่า’’ เฟลิเซียเดินออกจากระเบียงห้องนอนของเธอไปยังห้องอ่านหนังสือ ภายในห้องนั้นมีการตกแต่งไปด้วยภาพวาดสีน้ำมันหลายภาพที่ติดตามผนังรูปปั้นปูนพลาสเตอร์ และรูปปั้นทองคำ ชั้นวางหนังสือราวๆ 10 ตู้ใหญ่เป็ชั้นวางติดฝาผนังห้องแนวยาวแต่ละชั้นวางมีทั้งหมด 8 ชั้น นอกจากตู้หนังสือแล้วก็ยังมีรูปโลกจำลอง แผนที่เมืองเบลลิตแผนที่โลกที่ติดไว้กับฝาผนัง นาฬิกาCooCoo Clock ที่รอนกน้อยออกมาทุกๆ1ชั่วโมง นาฬิกาลูกตุ้มโบราณสูงตั้งพื้นที่ เก้าอี้เท้าแขน เก้าอี้เท้าขา โซฟายาวเบาะนุ่มๆโต๊ะไม้เก่าๆสำหรับเขียนหนังสือและโต๊ะกระดานหมากรุก ในอดีตก่อนห้องนี้เป็ห้องที่ ‘สเตฟาน’อดีตหัวหน้าพ่อบ้านใช้ในการสอนหนังสือให้กับเฟลิเซียในสมัยเด็กนั่นเอง
เฟลิเซียได้ทำการใช้บันไดปีนหาชื่อหนังสือที่เกี่ยวกับเวททายาทนี้ั้แ่ชั้นบนสุดจนถึงชั้นล่างสุดหากเธอหาหนังสือชั้นนี้ไม่เจอ เธอจะไปหาชั้นถัดไปทันทีตามลำดับ เธอพยายามกวาดสายตาอย่างละเอียดถี่ถ้วนและหวังว่าหนังสือประเภทนี้จะต้องอยู่ที่ชั้นใดชั้นหนึ่งแน่นอน
เธอได้ทำการค้นหาจนครบทุกชั้นแล้วแต่เธอก็ไม่สามารถหาหนังสือหรือตำราที่มีความเกี่ยวข้องกับเื่นี้เจอเลยแม้แต่เล่มเดียวจนกระทั่งเธอได้เหลือบมองไปเห็นตู้เก็บของเก่า มีผ้าคลุมสีขาวเขรอะเศษคราบฝุ่นเกาะอยู่เต็มคลุมตู้ภายในตู้นั้นเป็ตู้กระจกใส ภายในตู้นั้นจะมีไดอารี่ของแม่ของเธอ ของสำคัญอื่นๆที่มีมูลค่ามหาศาลของใช้จิปาถะขนาดเล็กที่ใช้การไม่ได้แล้ว เช่น เข็มทิศ และรวมไปถึงหนังสือเกี่ยวกับบรรพบุรุษของตระกูล…ใช่!! .. นี่คือสิ่งที่เธอกำลังตามหา ก่อนที่จะหยิบออกมาเฟลิเซียหันซ้ายหันขวาเพื่อให้เกิดความแน่ใจว่าไม่มีแอบมาดูเธอ
‘‘ถ้าเป็ฉันแต่ก่อนมาแตะต้องอะไรในตู้นี้นี่คงโดนคุณสเตฟานเอาไปฟ้องคุณแม่แน่ๆเลย’’ เธอยิ้มและนึกถึงสมัยเด็กที่เธอมีนิสัยซุกซนไร้เดียงสา
เฟลิเซียเปิดประตูตู้กระจกอย่างระมัดระวังไม่ให้เกิดการสั่นะเืเสียงประตูตู้ฝืดดังเอี๊ยดทำเอาแทบจะลั่นห้องหนังสือที่เงียบสงัดนี้ได้จากนั้นเธอได้หยิบสองสิ่งนี้มา นั่นก็คือ หนังสือเกี่ยวกับตระกูลและไดอารี่ของคุณแม่
‘‘ขอโทษนะคะแม่ถ้าหากหนูจะต้องเสียมารยาทอ่านเื่ส่วนตัว’’ เธอพูดกับตัวเอง พลางคิดถึงคุณแม่ของเธอ
เฟลิเซียปิดประตูตู้สนิทตรวจเช็คสภาพตู้ว่าไม่มีอะไรผิดปกติ เอาผ้าคลุมสีขาวผืนนั้นมาคลุมตามเดิม เธอถือหนังสือมานั่งอ่านที่โซฟาที่ๆเธอชอบนั่งเป็ประจำ
‘‘ฉันคิดว่าฉันควรจะเริ่มจากเล่มนี้ก่อนนะ’’ เธอพูดกับตัวเองพลางจับหนังสือวงศ์ตระกูลของเธอ
หนังสือวงศ์ตระกูลของเธอ เป็หนังสือที่มีความสูงเกือบ1 ฟุต ความหนาราวๆ 6 นิ้ว หน้าปกมีรอยลอกเล็กน้อยเนื้อกระดาษมีรอยย่นสีน้ำตาลหม่นๆ มีรอยขาดตามขอบบางหน้า มีหน้าปกเป็รูป ‘เทพธิดา’องค์หนึ่ง
‘‘อ๊ะครอบครัวของฉันต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับพระเ้าแน่ๆเลย’’ เธอสันนิษฐานในใจ
แต่เมื่อเธอจะเริ่มพลิกหน้าปกเพื่อเข้าไปอ่านเนื้อหาด้านในหนังสือนั้นเสียงเคาะประตูหน้าห้องจากเมอริสดัง 3 ครั้งด้วยความที่เธอใทำให้เธอต้องรีบซ่อนหนังสือเหล่านี้ใต้โซฟาทันที
‘‘คุณหนูเฟลิเซีย ถึงเวลาจิบน้ำชายามบ่ายแล้ว ผมเอาชากับขนมมาเสิร์ฟครับ’’ เมอริสถือถาดอาหารที่้าถาดประกอบไปด้วยกาน้ำชาเล็กถ้วยน้ำชา ช้อนสำหรับทานขนม และแครมบรูว์เลคัสตาร์ดหอมหวนกลิ่นน้ำตาลไหม้
‘‘คุณหนูจะออกมาทานเลยมั้ยครับ?’’ เขาถามหลังพูดจบ
‘‘อ เอ่อออ…. รอแป๊ปนึงฉันกำลังไป’’ เฟลิเซียดูใต้โซฟาให้แน่ชัดว่าหนังสือทั้งสองเล่มนั้นยังคงอยู่ที่เดิม
‘จริงด้วยสิ นี่มันเป็เวลาบ่ายสองแล้วนี่นาเมอริสนี่มาตรงเวลาจังเลยเนอะ’ เธอพูดกับตัวเองในใจ
จากนั้นเธอจึงเปิดประตูออกจากห้องหนังสือและเดินออกไปหาเมอริส
‘‘วันนี้เราไปทานด้วยกันที่ริมทะเลสาบดีมั้ยที่นั่นน่ะ บรรยากาศดีมากๆเลย เดินจากคฤหาสน์ไปที่นั่นแค่ 5 นาทีเองเราเตรียมขนมอื่นๆไปด้วยกันเถอะ.. นะ’’ เฟลิเซียยิ้มพยายามชวนเต็มที่และเบี่ยงเบนความสนใจเขาออกจากบริเวณนี้
‘‘อ อื้อออ งั้นวันนี้เราไปที่นั่นก็ได้ครับแต่เดี๋ยวผมขอไปเตรียมของหวานเพิ่มและจัดของใส่ตะกร้าอีกนะครับ’’ เมอริสตอบรับคำเชิญและเตรียมจะเดินกลับไปยังห้องครัว
‘‘เดี๋ยวฉันช่วยนะ’’ เฟลิเซียยื่นข้อเสนอความช่วยเหลือด้วยความเต็มใจสายตาอันน่ารักน่าเอ็นดูของเธอทำให้เมอริสไม่สามารถปฏิเสธข้อเสนอนี้ได้จากนั้นทั้งสองคนเดินลงไปชั้นล่างไปยังห้องครัวด้วยกัน เฟลิเซียหยิบขนมคุกกี้จากขวดโหลกับชูครีมครีมแน่นๆขนมสุดโปรดของเธอไปเพิ่ม ส่วนเมอริสนั้นกำลังม้วนเสื่อและจัดของอื่นๆใส่ตะกร้า หลังจากนั้น 15 นาทีทั้งสองก็เดินไปยังทะเลสาบหลังคฤหาสน์ด้วยกันทางเดินทางด้านหลังคฤหาสน์นั้นเป็ทางเดินโล่งกว้างระดับนึง มีต้นไม้สูงสองข้างทางโค้งกันเหมือนเป็อุโมงค์หลังคากันแดดกันละอองฝนเบาๆทั้งคู่เดินไปตามทางเรื่อยๆจนกระทั่งถึงทะเลสาบแห่งนั้นทะเลสาบมีความกว้างใหญ่ไพศาล รอบๆบริเวณทะเลสาบไม่มีต้นไม้สูง มีเพียงแค่ทุ่งหญ้าเขียวชอุ่มทุ่งนา และทุ่งดอกไม้นานาชนิดหลากสีสันราวกับสีรุ้ง ทำให้สามารถมองเห็นวิวูเาและวิวทะเลไกลๆได้อย่างอิสระ เมอริสทำการวางตะกร้าลง ปูเสื่อและนำขนมกับเครื่องเงินต่างๆวางบนเสื่อ ในขณะที่เฟลิเซียกำลังสนุกสนานกับการดูบรรยากาศรอบๆอยู่
‘‘คุณหนูครับ มาทานด้วยกันสิครับ’’ เมอริสชักชวนพลางรินน้ำชาลงถ้วยน้ำชาอย่างนิ่มนวล
‘‘อ อื้อ ..จ้ะ’’ เฟลิเซียตอบรับและเดินมาหาเมอริสอย่างช้าๆ
ทั้งสองคนนั่งบนเสื่อ ทานขนมดื่มน้ำชาและพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ทั้งคู่ได้ใช้เวลาทำความรู้จักกันมากขึ้นสำหรับเมอริสแล้ว นี่คือครั้งแรกที่เขาได้ใช้เวลาเพียงสองต่อสองกับเฟลิเซียสำหรับเขาแล้ว เพียงแค่เฟลิเซียได้อยู่เคียงข้างเขาจนถึงทุกวันนี้เขาก็มีความสุขมากๆแล้ว
‘‘คุณหนูครับ มีคราบครีมติดมุมปากน่ะครับ’’ เมอริสทักพลางยื่นนิ้วโป้งเพื่อที่จะเช็ดคราบครีมออกให้
‘‘ห หืมมมม??’’ เฟลิเซียสะดุ้งเล็กน้อยเหมือนเพิ่งรู้ตัว แต่ถึงกระนั้น มือของเมอริสที่ได้เอื้อมจวนจะมาถึงแล้วเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นเฟลิเซียเผลอปัดมือของเขาออกจากใบหน้าของเธอ
‘‘ข ขอโทษนะ แต่ว่า …ฉันเช็ดเองได้น่ะ’’ ด้วยความที่ติดนิสัยคีบลุคคุณหนูตลอดเวลาเธอจึงเช็ดคราบครีมนั้นออกด้วยตัวเธอเอง แต่แล้วเธอเองที่เป็คนกลับหลบสายตาของเมอริสแต่ยังไงก็ตาม เธอยังคงหลบซ่อนความหน้าแดงของเธอไว้ไม่ได้
‘‘ไม่เป็ไรครับ คุณหนู’’ เมอริสยิ้มและมีความสุขที่ได้เห็นคุณหนูในโหมดนี้
สักพัก ทั้งสองได้ทานขนมและดื่มน้ำชาจนหมด ณ เวลาตอนนั้นอากาศก็กำลังอบอุ่นกำลังดีทำให้เฟลิเซียเริ่มมีอาการง่วงนอนเล็กน้อย ตาปรือ และนั่งพับเพียบตัวตั้งลำไม่ได้เธอค่อยๆเอนตัวลงอย่างช้าๆ เมอริสเห็นเช่นนั้นแล้ว จึงขยับไปใกล้ๆเธอเพื่อที่จะให้เธอได้พิงบ่าซ้ายของเขา
‘‘หลับให้สบายนะครับ คุณหนู’’ เมอริสกล่าวเบาๆลูบไล้ตามเส้นผมของเฟลิเซียและเผลอก้มลงไปจุ๊บศีรษะของเธอ
‘‘อ๊ะ เอ่อะ ข.. ขอโทษครับ’’ เขาอุทานเพราะสิ่งที่เขาทำเมื่อกี๊เขาเผลอทำโดยไม่ได้ตั้งใจคงเป็เพราะความสนิทสนมที่มีมากขึ้นนั้นอาจทำให้เขารู้สึกอีกอย่างกับเฟลิเซียแล้วก็เป็ได้หรือเขาอาจจะคิดไปเองอย่างนั้นหรือ…. ยังไงก็ตามแต่ เฟลิเซียไม่ได้รู้สึกอะไรกับเมื่อสักครู่นี้เพราะเธอได้หลับสนิทไปแล้วนั่นเอง
เวลาแห่งความสุขนี้ผ่านไปได้ไม่นานมากนักทันใดนั้นเอง มีเสียงสัญญาณกันขโมยบริเวณนอกคฤหาสน์ดังขึ้น จู่ๆในนิมิตของเฟลิเซียเหมือนรู้สึกมี ‘ลางสังหรณ์’ในใจเธอได้เตือนเธอขึ้นมา …. ‘กลุ่มโจรนั้นมันมาอีกแล้ว กลุ่มโจรกลุ่มนั้นไงที่เราได้เจอกับพวกมันที่ตลาดลานกว้างโรสหลายวันก่อน ครั้งก่อนยังมีคนของพรรคพวกมันที่หนีออกไปได้นี่แต่รอบนี้มันบุกมาถึงคฤหาสน์ของเราเลยหรอนี่..!! .. ไม่นะ.. มันรู้ที่นี่ได้ยังไงกัน!!..’ ถัดจากภาพเ่าั้ที่เธอได้เห็น … เธอเห็นภาพแว่บ.. เป็ภาพ‘ตู้เก็บของเก่าของตระกูล’ในห้องหนังสือ…เหมือนมีบางอย่างเตือนถึงว่าเป็ ‘ของชิ้นสำคัญ’ … … ‘รึว่านี่มันจะมาปล้นบ้านของฉันแน่ๆ!!!’ … เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นแสงสีขาวสว่างแว่บเล็กน้อยแว่บเดียวที่บริเวณกลางอกของเธอได้ปรากฎขึ้นจนทำให้เธอนั้นลืมตาขึ้นมา…
เฟลิเซียสะดุ้งตื่น เธอรู้สึกหวาดระแวงไปหมดหายใจหอบ ตาเปิดค้างราวกับว่าช็อค จนทำให้เมอริสนั้นแปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ
‘‘คุณหนู เป็อะไรไปครับ ฝันร้ายหรือเปล่า?’’ เมอริสถามด้วยความเป็ห่วง
‘‘ข …ของ…ของ ……’’ เฟลิเซียพูดติดอ่าง ตะกุกตะกัก หายใจหอบมากขึ้นเรื่อยๆเหมือนเธอกำลังเห็นภาพนิมิตจาก ‘ลางสังหรณ์’ ของเธออีก ‘‘………. คุณแม่!!!’’ เธออุทานขึ้นเสียงดัง และรีบลุกออกจากเสื่อวิ่งกลับไปยังคฤหาสน์ทันที!
‘‘คุณหนู รอผมด้วย’’ เมอริสลุกขึ้นยืนวิ่งตามหลังเฟลิเซียโดยไม่ถามไถ่ใดๆทั้งสิ้น ในระหว่างทางที่เขากำลังวิ่งตามหลังเธอนั้น มีแสงสีแดงสว่างแว่บขึ้นจากทางบ่าซ้ายของเขา สิ่งที่ได้เปล่งแสงแว่บครู่เดียวนั้น มันคือ ‘‘ตราอักขระ’’ นั่นเอง ด้วยเหตุนี้เหมือนตรากำลังบอกใบ้เตือนสติให้เมอริสนั้นอยู่ในสภาวะตั้งรับมือกับทุกสถานการณ์ที่เขาจะต้องเผชิญเร็วๆนี้
‘‘จะต้องมีอะไรเลวร้ายเกิดขึ้นกับคุณหนูอีกแน่ๆ’’ เขาคิดในใจในขณะที่กำลังวิ่งอยู่ ‘‘จะให้เกิดาแกับคุณหนูไม่ได้เป็อันขาด’’
เฟลิเซียวิ่งมาถึงคฤหาสน์ เธอเห็นกลุ่มโจรพังประตูจากทางหน้าบ้านของเธอเธอจึงตัดสินใจเลือกที่จะเข้าทางประตูด้านหลังคฤหาสน์แทนเพื่อหลบสายตากลุ่มโจร สภาพภายในคฤหาสน์เหมือนเงียบประหนึ่งไม่มีใครอยู่ข้างในเลยเธอพยายามทำตัวให้เงียบที่สุด ไม่ส่งเสียงใดๆหันมองซ้ายมองขวาเพื่อให้แน่ชัดว่าไม่มีใครตามหลังเธอมาเธอวิ่งไปเรื่อยๆจนกระทั่งถึงห้องหนังสือของเธอ เธอรีบตรงดิ่งไปยังโซฟาที่ๆเธอได้ซ่อนหนังสือของวงศ์ตระกูลกับไดอารี่ของแม่
‘‘อ๊ะ ยังอยู่นี่ .. เฮ้อออ …โล่งอกไปที’’ เธอหยิบหนังสือสองเล่มนั้นและกอดแน่นๆไว้ที่หน้าอกของเธอ
‘‘อย่าขยับเชียวนะ!!’’ เสียงโจรถือปืนจี้จากด้านหลังของเธอ
‘‘ค ใคร??!!’’ เฟลิเซียหันหลังไปหาที่มาของเสียง พวกโจรเหล่านี้มันได้ซ่อนตัวหลังผ้าม่านในห้องนี้นี่เอง
‘‘แลดูของชิ้นนั้นคงจะมีมูลค่ามหาศาลสินะส่งมานี่ซะ ! .. ถ้าไม่อยากเจ็บตัว! ’’ หัวหน้าโจรเดินเข้ามาใกล้ๆเธออย่างช้าๆ ในขณะที่โจรอีก 4คนนั้นกำลังรุมล้อมตัวเธออยู่
‘‘ไม่มีทาง!’’ เฟลิเซียตอบกลับในสายตาอันเคียดแค้น
‘‘งั้นถือว่าเธอไม่ยอมรับข้อเสนอสินะ’’ โจรคนนั้นกล่าวจบ และทำการตบหน้าเฟลิเซียไปแรงๆ 1 ที … ‘เพี้ยะ!!!’…รอยเืกำเดาไหลจากจมูกและเืจากรอยแผลปากแตกของเฟลิเซียได้ไหลออกมา เธอเจ็บมากแต่จะให้พวกมันขโมยของสำคัญไปไม่ได้ !!...
.. ดวงตาของเฟลิเซียเปลี่ยนจากสีเขียวมรกตเป็สีแดงอีกครั้ง แต่ถึงกระนั้นก็ตาม เมอริสจะมาช่วยทันไหมนะ?..
หัวหน้าโจรได้ดึงกระชากเส้นผมของเธอให้เธอมีสภาพยืนขึ้นมองหน้าเธอและแสยะยิ้มเหมือนรู้สึกสะใจ จากนั้นจึงได้ทำการชกไปที่หน้าท้องของเธอถึงแม้จะเป็ผู้หญิง แต่เขาเองก็ไม่คณามือ
‘‘อุ๊พ!!!..’’ เฟลิเซียรู้สึกทรมานกับการโดนชกไปที่หน้าท้องของเธอ เธอรู้สึกอ่อนแรงสายตาพร่ามัว ตาปรือ และสลบไปในที่สุด หนังสือสองเล่มที่เธอกอดนั้นก็ได้หล่นลงบนพื้น…
ในทางด้านของเมอริสจังหวะที่เขาได้ย่างกายเข้าทางหลังคฤหาสน์นั้น เขาได้ยินเสียงผู้หญิงอู้อี้ๆบริเวณทางลงไปยังชั้นใต้ดิน เขาเดินลงไปเงียบๆตามทางบันได ที่นั่น เขาได้เห็นว่า แม่บ้านทั้ง 4ถูกจับกุมอยู่ที่นี่นี่เองเมอริสรีบคลายเชือกออกและถอดผ้าปิดปากแต่ละคนออกด้วยความรวดเร็ว
‘‘นี่มัน เกิดอะไรขึ้น??’’ เขาถามด้วยความลนและรีบเร่ง
‘‘รีบไปช่วยคุณหนูเถอะค่ะ พวกมันจะมาหลอกฆ่าคุณหนู!!’’ แม่บ้านเตือนต่างก็ร้องไห้น้ำตาไหลพรั่กๆพร้อมทั้งยังหวาดกลัวสับสนอลหม่านกันไปหมด
จังหวะนั้นเองตาของเขาเปลี่ยนจากสีเทาไปเป็สีแดงแล้วเป็จังหวะเดียวกันที่ดวงตาของเฟลิเซียเปลี่ยนสีเช่นกัน เพราะในตอนนั้นเธอถูกทำร้ายร่างกายเสียแล้ว
‘คุณหนู ผมกำลังจะไปเดี๋ยวนี้’
เฟลิเซีย เธอกำลังโดนหัวหน้าโจรจับอุ้มขึ้นพร้อมกับของอันล้ำค่าของเธอกำลังจะถูกขโมยไปแต่ทันใดนั้นเอง เมอริสได้เข้ามาปรากฎต่อหน้าเธอได้ทันเวลา
‘‘นี่แก แกเป็ใคร??!’’ หัวหน้าโจรจี้ปืนถาม
‘‘วางตัวคุณหนูลงซะ และออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้!’’ เมอริสตอบด้วยน้ำเสียงอันเ็านิ่งๆ สายตาอันเคร่งขรึมไม่มีความเกรงกลัวต่อพวกโจรแม้แต่น้อย เขาหันไปเห็นรอยเืตามทางของเฟลิเซียจนทำให้เขามิอาจให้อภัยต่อเหล่ากลุ่มโจรนี้ได้
‘‘พวกแก รออะไรอยู่ล่ะ เก็บมันซะ!! จะได้รีบออกจากที่นี่เสียที!!’’ หัวหน้าโจรที่อุ้มเฟลิเซียอยู่สั่งการ
เพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น เมอริสแว่บโผล่ไปทางด้านหลังของโจรคนหนึ่งทำการหักแขนหักคอ ขโมยปืนมาได้
‘‘ทีนี้พวกแกจะเอายังไงล่ะ?’’ เมอริสถือปืนจี้ต่อหน้าโจรที่เหลือ
‘‘พวกแก ยิงมันซะสิ !!!’’ หัวหน้าโจรคนเดิมเริ่มโมโหอาละวาดที่ลูกน้องของมันเสียไป1
เสียงปืนทั้งสามลั่นพร้อมกันดัง ..ปั้ง!!..แต่ไม่มีร่องรอยจากการยิงแต่กลับกลายเป็ว่า ปืนเ่าั้ถูกหักบี้แหลกเป็จุลสลายต่อหน้าต่อตาเป็ที่เรียบร้อยแล้วปืนของโจรคนที่เหลือก็เป็แบบนั้นตามๆกันไปด้วย
‘‘ไม่มีอาวุธอะไรเหลืออยู่แล้ว งั้นคราวนี้จะทำยังไงกันล่ะ?’’ เมอริสยิ้มมุมปาก
ด้วยรอยยิ้มของเมอริสที่ยั่วโมโหจอมโจร ด้วยโทสะจอมโจรทำการหยิบอุปกรณ์อย่างอื่นที่มีภายในห้องหนังสือที่พอจะใช้แทนอาวุธได้รุมโจมตีใส่เมอริส เมอริสทำการใช้ ‘ศิลปะการต่อสู้’ที่สืบทอดกันมาป้องกันตัวเขาตั้งการ์ดท่าพร้อมรับมือจากศัตรู เซ้นการต่อสู้ได้เริ่มขึ้น เขาทำการโจมตีที่จุดอ่อนหักพลังกายคู่ต่อสู้ รู้ทิศทางลูกเล่นการจู่โจม สิ่งของอาทิเช่น เก้าอี้ไม้เก้าอี้รองขาที่โจรจะใช้มาเป็อาวุธทำอะไรไม่ได้เลยกับเมอริสแม้แต่น้อย… ด้วยความแค้นของเมอริสที่มีมากขึ้นเป็ทวีคูณนั้นคลื่นพลังสีแดงได้แผ่ซ่านออกจากร่างกายของเขา ทำให้เขามีหางทั้ง 9 หางปรากฎออกมา หูสุนัขป่าโผล่ออกมาเหนือศีรษะ เขี้ยวยาวและกรงเล็บอันแหลมคมยาวงอกทะลุถุงมือพ่อบ้านจนขาดรุ่ย… เขาทำการพุ่งเข้าอย่างรวดเร็วและทำการชำแหละเลือนร่างของโจรจนหมดอย่างไม่ปราณีจนเหลือเพียงแค่หัวหน้าโจรที่อุ้มเฟลิเซียอยู่เพียงคนเดียว
‘‘ทีนี้ก็เหลือเพียงแค่แกคนเดียวแล้วแกจะเอาไงต่อล่ะ?’’ เมอริสถามพลางจี้กรงเล็บเฉียบคมยาวที่อาบไปด้วยเืของลูกน้องโจรนั้นต่อหน้าหัวหน้าโจรเืบนเล็บของเขายังหยดไม่หยุด
‘‘นี่แก !!!’’ หัวหน้าโจรควักปืนจากกระเป๋าข้างขวาของเขาและจี้ปืนเตรียมเหนี่ยวไกต่อหน้าเมอริส
‘‘ตายซะ!!!’’
..ไม่ทันขาดคำ เขาลั่นปืนใส่เมอริสทันที.. เสียงปืนดังลั่นปั้งอีกครั้งและมีรอยควันพุ่งต่อหน้าเขา… แต่กลับไม่มีรอยเืกระเด็นเป็สัญญาณบ่งบอกว่ายิงกระทบทะลุร่างกายเลยแม้แต่น้อย กลับกลายเป็ว่า ะุปืนนั้นถูกจับด้วยมือของเมอริสเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
‘‘สิ่งนี้มันทำอะไรผมไม่ได้หรอกนะ!’’ เมอริสยิ้มปากฉีก พร้อมบี้ะุปืนนั้นแหลกเละละเอียดกลายเป็ฝุ่งผงต่อหน้าต่อตาหัวหน้าโจรด้วยความสะใจ
‘‘ทีนี้ ก็ถึงตาของผมแล้วนะครับ’’ เขาตอบกลับหัวหน้าโจรในมาตรนิ่ง
เขาทำการหักแขนข้างขวาของหัวหน้าโจรอย่างไม่ใยดีไม่สนถึงเสียงครางลั่นอันเ็ปทรมาน ปืนในมือของเขานั้นได้หล่นลงบนพื้นจากนั้นร่างของหัวหน้าโจรก็ถูกชำแหละอย่างไม่เป็ชิ้นเป็อันถึงแก่ชีวิต สภาพห้องหนังสือ ณตอนนี้เปรียบเสมือนสุสานของกลุ่มโจรเป็ที่เรียบร้อย…
‘‘อืมมม มันจบลงแล้วสินะ’’
คลื่นพลังวนรอบกายเมอริสแ่ซ่านและแ่เบาบางลงกลับคืนสู่ร่างเป็มนุษย์ดวงตาสีแดงกลับมาเป็ดวงตาสีเทาตามเดิม เขามองเห็นสภาพคุณหนูเฟลิเซียที่นอนสลบข้างหนังสือสองเล่มที่ตกลงบนพื้นรอยแดงรอยเืบนใบหน้าของเธอนั้นทำให้เมอริสรู้สึกผิดและโกรธตัวเองที่เขาไม่สามารถปกป้องเธอได้อย่างดี เขาเหลือบมองไปยังหนังสือสองเล่มนี้และนึกถึงคำพูดที่เฟลิเซียกล่าวถึงมันในบ่ายวันนี้
‘‘ของสำคัญสินะครับ คุณหนู’’ เขาพูดด้วยน้ำเสียงอันนุ่มนวลในขณะที่เขากำลังจัดท่าให้เฟลิเซียกอดหนังสือสองเล่มนั้นเขากอดเธอ ร้องไห้อย่างไม่ให้อภัยตัวเอง พร้อมกับอุ้มเธอไปยังห้องนอน
‘ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป ผมจะปกป้องคุณหนูครับ’ เมอริสพูดหลังจากส่งเธอเข้านอน
‘จะไม่ให้ใคร เข้ามาทำร้ายคุณหนูอีกเด็ดขาด’