เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ ห้าสิบเก้า

     

    บทที่ ห้าสิบเก้า

     

    แสงจันทร์เพียงเลือนรางลอดผ่านกลุ่มเมฆลอยกระจัดกระจายเหนือศีรษะดวงดาวส่องแสงเร้นรางจนแทบมองไม่เห็นบรรยากาศของรัตติกาลกลางฤดูร้อนอึดอัดชวนหายใจติดขัดอบอ้าวไม่ต่างไฟที่รอปะทุ เงาไม้สองข้างทางทาบทับแนวถนนถนนสายรองที่ทอดยาวเลียบกำแพงเมืองใหญ่ไร้ผู้คนมีเพียงเสียงล้อไม้ของรถม้าบดผ่านผิวกรวดดังเป็นจังหวะ ร่างสูงในอาภรณ์เรียบสีเข้มมอซอกำลังควบบังเหียนอย่างเร่งรีบโม่เหวินหานยังไม่หลุดเสียงใดตั้งแต่เขาอุ้มหญิงสาวหลบจากหอบุปผา

    หลิวชิงเซียงหมดสติอยู่ภายในรถม้าใบหน้าแดงระเรื่อ ริมฝีปากบางเผยอออกเหมือนคนหายใจไม่ทัน ทั่วร่างอาบเหงื่อกลิ่นหวานลอยคลุ้งราวกลีบบุปผาที่ถูกพรมด้วยน้ำผึ้ง บรรยากาศภายในอบอวลจนแทบหายใจไม่ออก หญิงสาวที่เขาอุ้มออกมานั้นดูไร้เรี่ยวแรง

    เขาเพียงพาร่างที่อ่อนแรงสับสนของหญิงสาวขึ้นรถม้าอย่างเร่งรีบแล้วผละตัวออกมาควบรถออกมาจนพ้นแนวของตัวเมือง ทั้งที่ตอนที่เขาไม่ได้แนบกายชิดกันแล้วแต่กลิ่นหอมอ่อนของเครื่องหอมยังติดปลายจมูกอยู่ผิวเนื้อร้อนผ่าวทั้งที่ยามนี้ลมค่ำยังพัดก็อยากจะสงบ

    เมื่อพ้นประตูเมืองใหญ่และแน่ใจว่าไม่มีใครติดตาม โม่เหวินหานจึงกระตุกบังเหียนให้รถม้าชะลอลงสถานที่ที่เขาเลือกคือทุ่งร้างที่ล้อมรอบด้วยแนวไผ่มีเพียงเงาต้นไม้และเสียงจิ้งหรีดร้องคลอเบาๆเขากระโดดลงจากที่นั่งอย่างเงียบเชียบดวงตาคมมองซ้ายขวาก่อนเงยหน้าขึ้นเปล่งเสียงต่ำเรียกคน

    “ออกมาได้แล้ว” ราวกับคำสั่งเป็นเวทย์เสียงฝีเท้าหลายคู่เบาดั่งแมวเหยียบสำลีปรากฏจากเงาไม้ทั้งสี่คนแต่งกายในชุดรัดกุมสีดำสนิท มิดชิดตั้งแต่ศีรษะถึงปลายเท้าทุกคนคุกเข่าก้มหน้าลงทันทีที่เห็นผู้เป็นนายแววตาแต่ละคนเต็มไปด้วยความเย็นชาไม่ไหวติง

    “องค์รักษ์เฉาเจี่ยน เฉินจื้อหลีอวิ๋น หรงเต๋อ ถวายความเคารพพ่ะย่ะค่ะ”

    โม่เหวินหานหาได้ใส่ใจคำของทั้งสี่หากแต่ควักห่อผ้าขนาดเล็กจากอกเสื้อแล้วโยนให้คนด้านหน้า “ตรวจดูให้ละเอียด” เขากล่าวเสียงเรียบ

    เฉาเจี่ยนผู้มีอาวุโสมากที่สุดในหมู่สี่คนรับห่อผ้ามาเปิดดูสิ่งที่ซุกอยู่ด้านในคือกำยานขนาดราวๆหนึ่งกำมือสีเข้มกลิ่นแรงจัด พวกเขาล้อมวงตรวจสอบทีละคนจมูกของผู้เชี่ยวชาญกลิ่นพิษและสารประกอบเริ่มขมวดคิ้วแน่น

    “องค์เหนือหัวพ่ะย่ะค่ะกำยานนี้มิใช่ของธรรมดา แม้จะใช้กันทั่วไปในหอคณิกา แต่มีการผสมกลิ่นเฉพาะสามอย่าง” เฉาเจี่ยนเริ่มรายงานชัดถ้อยชัดคำ

    “ว่ามา” น้ำเสียงโม่เหวินหานหนักแน่นคิ้วเข้มขมวดแน่นขณะก้มมองฝ่ามือที่กำลังบีบแน่นจนเส้นเลือดปูด

    "ส่วนผสมแรกคือ เหรินอิ่นฮวาเป็นดอกไม้ภูเขาที่สกัดกลิ่นให้น่าหลงใหลมักใช้ปลุกอารมณ์ให้สตรีเคลิบเคลิ้ม ส่วนที่สองคือชิงซานหลูยางไม้จากทางใต้ที่ทำให้สูญเสียการควบคุมประสาทรับรู้ หัวใจเต้นเร็วส่วนสุดท้ายคือชูหลวนอวิ๋นหรือหมอกหอมหลอนสวรรค์ที่ก่อให้เกิดภาวะหลอนและจินตนาการเกินจริง สามอย่างนี้รวมกันเป็นกำยานที่เรียกว่า‘กำยานรัญจวน’ ที่ใช้ให้เกิดการเสพสังวาสอย่างไร้สติและออกฤทธิ์เร็วและนาน"
     

    โม่เหวินหานฟังเงียบๆแม้มือที่ไพล่หลังจะแน่นขึ้นจนเส้นเลือดปูด “แล้วผลของมัน?” เขาถามเสียงต่ำ

    “ผู้ที่ได้รับพิษกำยานนี้โดยตรงจะรู้สึกร้อนรุ่มกระสับกระส่าย สูญเสียสติและหากมิได้ปลดปล่อยแลกเปลี่ยนพลังหยินหยางจากการร่วมสัมพันธ์พิษจะลุกลามสู่จิตใจทำให้คลุ้มคลั่งเสียสติในที่สุดพ่ะย่ะค่ะ” เฉาเจี่ยนตอบเสียงเคร่งเครียด

    โม่เหวินหานหรี่ตามองแววตาของคนทั้งสี่มุมปากกระตุกเล็กน้อยแต่สายตาเย็นยะเยือก “ไปหายาแก้พิษมาเดี๋ยวนี้หากไม่มีให้ขุดแผ่นดินหา ห้ามกลับมามือเปล่า”

    หรงเต๋อที่ยืนอยู่ด้านหลังสุดขมวดคิ้วแน่นสีหน้าแสดงความลังเลแต่ยังไม่กล้าเอ่ยออกมา เช่นเดียวกับหลีอวิ๋นที่หลุบตาต่ำไม่กล้ามองพระพักตร์โดยตรง แต่สีหน้าเผยแววเข้าใจบางอย่างเหล่าองครักษ์ลับที่ได้รับการฝึกให้จงรักภักดีจนสุดใจแม้ไม่เอ่ยคำแต่ก็นึกในใจคล้ายกันว่า หากฝ่าบาทรักษาตามธรรมชาติแห่งพิษคงง่ายกว่ามิใช่หรืออย่างไรสตรีที่โดนพิษก็คือหลี่ผินสนมของพระองค์เองแต่กลับฝืนฤทธิ์ด้วยยาแก้พิษที่ไม่ได้มีอยู่ทั่วไปแม้จะสงสัยแต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมา

    “พ่ะย่ะค่ะ!” หลังรับคำสี่เงาร่างหายวับเข้าไปในความมืดราวกับถูกกลืนโดยอากาศ

    โม่เหวินหานยืนเงียบอยู่อีกอึดใจมองฟ้าที่มืดมิดไร้จันทร์ ก่อนจะหันกายกลับไปเปิดผ้าม่านรถม้าช้าๆ

    ภายในอบอวลด้วยกลิ่นหอมระคนหวานราวกับดอกไม้ในวสันต์ฤดูแต่แฝงด้วยความร้อนเร่าระอุร่างบางในชุดผ้าแพรสดใสที่เปียกชื้นจากเหงื่อแนบเนื้อเผยส่วนเว้าโค้งชัดเจนผมดำที่เคยมัดเรียบร้อยยุ่งเหยิงแนบแก้มบาง นางนอนเอียงซบเบาะรถม้าริมฝีปากขยับเบาๆ เหมือนเพ้อหาผู้ใด ใบหน้าแดงระเรื่อราวกลีบเหมยผลิบานในเพลิงร้อน

    โม่เหวินหานนั่งลงบนขอบเบาะอีกด้านข้อมือแข็งแรงยื่นไปแตะหน้าผากนางเบาๆ ร้อนราวถูกต้มอยู่ในหม้อน้ำสมกับพิษที่เฉาเจี่ยนว่าไว้

    “อาชิง..” เขากระซิบแผ่วเบา ริมฝีปากขบแน่นจนเป็นเส้นตรงคำเรียกชื่อนั้นลอดผ่านลมหายใจที่เริ่มกระชั้นเขาไม่เคยเห็นนางในสภาพเช่นนี้มาก่อน ราวกับนางไม่ใช่ตัวนางอีกต่อไป

    “อัน..ซื่อ” นางส่งเสียงครางแผ่วลอดจากลำคอราวกับละเมอ แต่ดวงตาที่ลืมขึ้นปรือมากลับมีแววไหวคล้ายจะจำเขาได้ ทั้งที่มองมัวเลือนราวกับต้องหมอกนางเรียกชื่อเขาอยากที่หาได้ยากยิ่ง

    “ข้าอยู่ตรงนี้ เจ้าไม่ต้องกลัว” มือแกร่งเอื้อมไปประคองไหล่เล็กให้นางเอนพิงเบาะในรถม้าสบายขึ้นแต่ทันทีที่ผิวแตะกันหัวใจของเขาเต้นถี่ในอกความรู้สึกบางอย่างพวยพุ่งขึ้นจนแทบกลืนสติ

    นางคือหลิวชิงเซียงที่หยิ่งทะนงรักอิสระหญิงที่แม้เขาจะรับเข้าวังเองกับปาก แต่เขากลับไม่เคยคิดจะพรากสิ่งใดจากนางเขาต้องการให้นางยอมรับเขาด้วยตัวเองไม่ใช่บีบให้นางรับจากสถานการณ์ที่เกินเลยไปก่อนฉะนั้นไม่ใช่เพื่อครอบครองอย่างเดียวแต่เพื่อปกป้องด้วย

    เขาหลับตาลงสูดลมหายใจยาวสะกดกลั้นความต้องการส่วนตัว“เจ้าอดทนอีกหน่อยพวกเขาจะหายามาให้เจ้า”เขากระซิบแนบข้างหูนางเสียงเบาดั่งสายลมบนผิวน้ำ

    ในใจเขาคล้ายมีมังกรพันเกลียวดิ้นรนลมหายใจของหลิวชิงเซียงร้อนราวจะเผาอกเขาให้มอดไหม้ริมฝีปากนุ่มแนบติดกับผ้าแพรที่เขาใช้ห่มให้นางตั้งแต่แรกเข้าสู่รถม้าเสียงสะอื้นเบาๆ ดังลอดออกจากริมฝีปากสั่นระริกของหญิงสาวหลิวชิงเซียงในยามปกติสงบนิ่งไว้ตัว แต่บัดนี้กลับเหมือนน้ำใต้ธารที่พลุ่งพล่านไร้แรงควบคุม

    นางเคลื่อนกายเข้าหาเขาอีกครั้งด้วยท่วงท่ายั่วยวนร่างอรชรอ่อนระทวยเอนซบลงกับอกของบุรุษผู้เป็นที่พึ่งปลายนิ้วที่สั่นเทาไล้ผ่านแขนเสื้อของโม่เหวินหาน ลูบไล้อย่างสะเปะสะปะปลดเสื้อคลุมที่เขาสวมอยู่ออกไป แม้ถึงเขาจะสวมถึงสามชั้นเพื่อปลอมตัวเป็นกั่วหม่าก็ปลดจนไม่เหลือจนมาถึงเสื้อผ้าของตัวเขาเองที่อยู่สุด หญิงสาวยังมุ่งคงหน้าต่อ ทำไปตามสัณชาตญาณเพียงแค่ต้องการสิ่งใดสักอย่างมาบรรเทาความเร่าร้อนในร่างกาย

    “ท่าน..เย็น..มาก” นางพึมพำเสียงแผ่ว ลมหายใจหอบกระชั้น

    มือเรียวบางไล้ขึ้นจากท่อนแขนถึงหัวไหล่ก่อนจะลูบผ่านหน้าอกเขาด้วยแรงที่ไม่สม่ำเสมอบางจังหวะเบาหวิวบางจังหวะแน่นแนบความร้อนจากร่างกายนางแผ่ซ่านจนแม้ผิวของเขาซึ่งผ่านการฝึกวรยุทธ์มายังรู้สึกเสมือนเปลวเพลิงแผดเผา

    โม่เหวินหานขยับกายหมายจะถอยห่างแต่ไม่ทันถอยตัวนางกลับช้อนตาขึ้นมองสายตาฝ้าฟางนั้นเต็มไปด้วยความเว้าวอนคล้ายสตรีที่กำลังจะจมน้ำและคว้าทุกสิ่งเพื่อเอาตัวรอดมือเรียวที่ลูบเขาเมื่อครู่ชะงัก แล้วเลื่อนกลับลูบตนเองแทนหลิวชิงเซียงเลื่อนมือแตะที่อกตัวเอง สัมผัสบริเวณหน้าอกอย่างเหม่อลอยก่อนจะเลื่อนไปตามแนวเอวขึ้นลงช้า ๆ คล้ายต้องการดับไฟที่ลุกโชนอยู่ภายในผิวขาวนวลที่มีเหงื่อซึมเปล่งประกายวาววับ

    เสื้อคลุมที่สวมอยู่เริ่มหลุดจากไหล่ทีละน้อย..ทีละน้อยจนเนินใต้ไหปลาร้าขาวผุดผ่องปรากฏชัด โม่เหวินหานเห็นดังนั้นจึงรีบคว้าสาบเสื้อคลุมของนางไว้ไม่ให้ร่วงลงไปถึงเนื้อผิวด้านในมากกว่านี้แต่ทันทีที่ฝ่ามือเขาพัดผ่านผิวของนางอย่างไม่ตั้งใจ กลับถูกร่างบางคว้าไว้แน่นหลิวชิงเซียงกดมือหนานั้นแนบเข้ากับเนินเนื้อกลมกลึงตรงกลางอกของตนทันที

    เขาเบิกตากว้างฝ่ามือสัมผัสได้ถึงความอ่อนนุ่มซึ่งมิอาจปฏิเสธว่านั่นคือความเป็นสตรีโดยแท้ “ปล่อยมือข้า..อาชิงเจ้าไม่รู้ตัวว่าเจ้ากำลังทำอะไรอยู่” เขากลั้นหายใจเอ่ยเตือนเสียงสั่นพร่าด้วยความอดกลั้น

    แต่นางหาได้ฟังไม่ยิ่งเขาพูดเตือน นางกลับยิ่งดึงฝ่ามือเขาให้แนบแน่นยิ่งขึ้นบังคับให้เขาได้สัมผัสอย่างถนัดเต็มฝ่ามือราวกับแรงกดนั้นคือหนทางเดียวที่จะช่วยนางดับพิษไฟในกาย

    “สัมผัสของท่านช่างดีนัก..ช่วยข้าที” เสียงนางแหบพร่า อ้อนวอนจนแทบขาดใจดวงตาคู่งามครึ้มคลุ้มฝัน ริมฝีปากอิ่มเผยอออกเล็กน้อยเมื่อกล่าวจบ ท่าทางงดงามยั่วยวนในบัดนี้เป็นภาพที่ยากจะหักห้ามใจ

    ปลายผมของนางปลิวระรวยตามแรงลมหายใจเส้นไหมดำขลับพันอยู่กับเสื้อเขากลิ่นกำยานรัญจวนยังคงอบอวลผสมกับกลิ่นกายหอมอ่อนเฉพาะตัวของหลิวชิงเซียงจนทุกอณูอากาศภายในรถม้าอึดอัดเหมือนหลงเข้าไปในห้วงเมฆาแห่งตัณหา

    โม่เหวินหานต้องหลับตาแน่นพยายามสะบัดมือออกจากแรงกดดันของนาง แต่ก็ไม่อาจทำได้โดยง่ายนางยึดแน่นราวกรงเหล็ก ใบหน้าอ่อนหวานแนบไหล่เขาลมหายใจร้อนระอุซึมผ่านผิวกายแม้จะมีอาภรณ์บางกั้นขวาง มืออีกข้างลูบผ่านหน้าท้องแบนราบขึ้นไปช้าๆแล้วหยุดที่สาบเสื้อคลุม จากนั้นก็ค่อยๆ ปลดมันออกทีละชั้น ทีละชั้นเสื้อคลุมชั้นนอกหลุดลงที่พื้นเบาะอย่างไร้เสียง บ้างส่วนกองอยู่ตรงเอวสาบชุดด้านในแง้มออกเห็นเนิ่นเนื้อกลมกลึงผิวขาวที่แดงจัดบัดนี้มีเหงื่อพราวทั่วกำลังค่อยๆ ไหลผ่านลำคอเรียวไล่ลงถึงเนินอก

    เขากัดฟันแน่นดวงตาฉายแววร้อนรน ‘ถ้ายังอยู่อย่างนี้ต่อไปไม่ใช่นางที่จะเป็นอันตรายต่อตนเองเพียงผู้เดียว เขาก็จะเป็นอันตรายของนางอีกหนึ่ง’

    ร่างบางก็โถมเข้าหาเขาอีกครั้งใบหน้าแดงซ่านจนเหมือนจะระเบิดได้ทุกเมื่อ ซุกไซ้ลงกับซอกคอของเขาริมฝีปากอ่อนนุ่มเฉียดผ่านลำคอ ลมหายใจร้อนระอุเป่ารินกระตุ้นสติของเขาให้พร่าเลือนชั่วขณะ

    ร่างทั้งสองซ้อนทับบนเบาะรถม้าแสงโคมสะท้อนผิวนวลของหลิวชิงเซียงเหมือนหยกขาวแช่น้ำร้อน เสียงเสื้อผ้าสีกันเบาๆกลับกึกก้องอยู่ในโสตประสาทม่านรถม้าไหวตามแรงลมภายนอกแต่นั่นเทียบไม่ได้กับลมหายใจร้อนรุนแรงที่กรุ่นอยู่ภายใน

    มือบางของนางสั่นเทายื่นมาแตะที่ขอบอาภรณ์ของเขา แล้วดึงมันเปิดออกอย่างลวก ๆลมหายใจเขาสะดุดทันทีเมื่อผิวอุ่นของนางปะทะกับอกแกร่งเปลือยเปล่า “อาชิง! พอเถอะ!” เขาเอ่ยด้วยเสียงที่แฝงแรงสะกดใจ

    แต่แทนที่จะหยุดนางกลับยิ่งแนบชิด ยิ่งแสวงหาความเย็นจากกายเขาราวกับเขาเป็นน้ำทิพย์เพียงหยดเดียวกลางทะเลเพลิงนางถูไถร่างกายตนกับเขา บดเบียดทรวงอกนุ่มกับแผ่นอกแข็งแกร่งของเขาลิ้นเรียวเลียริมฝีปากล่างตนเองด้วยความกระสับกระส่าย

    แล้วมือของนางที่ควบคุมไม่ได้ก็เลื่อนจับมือเขาอีกครั้งนางดันฝ่ามือหนานั้นลอดเข้าไปใต้ขอบเสื้อคลุม หลุดเข้าไปด้านใน..ผิวเนื้อที่ฝ่ามือเขาได้สัมผัสนั้นอ่อนนุ่มราวกลีบบุปผา ผิวเนียนละเอียดจนแทบลื่นหลุดจากมือและในพริบตาที่มือเขาแตะลงบนกลุ่มเนื้อกลมกลึงโดยตรง เขารู้สึกถึงเสียงสะอื้นเบาๆดังขึ้นข้างใบหู

    “ดีเหลือเกิน” นางพึมพำอย่างเลื่อนลอยร่างบางแอ่นรับสัมผัสที่ไม่ได้ตั้งใจแต่กลับเป็นการบรรเทาพิษร้อนในกาย

    หัวใจของโม่เหวินหานเต้นรัวความเย็นชาที่เขาฝืนสร้างขึ้นมาเพื่อต่อต้านเพลิงในอกเริ่มแตกร้าว นางก็ยังดึงไว้แน่นสะโพกบางเบียดเข้ามาแทนที่ ตาแดงฉานด้วยพิษหอบหายใจสั้นถี่

    เขาหลับตาลงกำลังพยายามหักใจจากสตรีตรงหน้าที่นางต้องการเขาเพราะพลังหยินแลกหยางจากพิษร้ายเท่านั้นไม่ใช่ความตัองการแท้จริง

    ‘ยิ่งต่อไม่รอดแน่’ คิดได้ดังนั้นเขาจึงสะบัดสุดแรงพุ่งตัวออกจากเบาะทันทีหมายจะหลุดพ้นจากสถานการณ์กลับกลายเป็นว่าหญิงสาวกลับยันตัวตามออกมาจากรถม้าทั้งที่เสื้อผ้าอาภรณ์แทบไม่หลงเหลือให้ปิดเนื้อหนังม่านผมยาวสยายลงมาปิดไหล่แต่เปิดแผ่นหลังขาวสะท้อนแสงจันทร์ร่างบางเหมือนบุปผาที่กำลังเร่าร้อนราวเพลิงปะทุแต่กลับเปียกฝนและจะร่วงหล่นจากกิ่ง

    โม่เหวินหานหันขวับดวงตาเบิกกว้าง “เข้าไปข้างในเดี๋ยวนี้!” เขาดันไหล่นางกลับเข้าไปในรถ

    หลิวชิงเซียงในสภาพน่าละอายยื้อรั้งกับชายหนุ่มอยู่ครู่ใหญ่แต่ในที่สุดนางก็ยอมกลับเข้าไปอย่างไม่เต็มใจ เสียงสะอื้นเบาๆ ดังขึ้นอีกครั้งครั้งนี้เขาไม่รู้ว่านั่นคือความร้อนรนจากพิษหรือความละอายเพียงชั่วขณะ

    เมื่อม่านรถปิดลงอีกครั้งเสียงภายในเงียบสนิทจนแม้แต่เสียงหายใจก็ไม่ได้ยิน โม่เหวินหานยืนอยู่นอกม่านสีหน้าเคร่งเครียด ฝ่ามือกำแน่นจนเส้นเอ็นขึ้นเป็นเส้นข้อมือยังรู้สึกได้ถึงความนุ่มนิ่มเมื่อครู่ ใจเขากลับไม่ได้โลดโผนยินดีแต่กลับปวดร้าวปนหวาดกลัว ‘หากพิษยังอยู่ในกายนางจะทนได้อีกนานเพียงใด’

    เขายืนนิ่งอยู่นานจนนึกเป็นห่วงอีกครั้งเพราะด้านในเงียบเกินไป กลัวว่านางจะทนพิษไม่ไหวจำใจก้มตัวแหวกม่านกลับเข้าไปสังเกตการณ์ ศีรษะลอดเข้าไปในรถม้าด้วยใจหวั่น “อาชิง..” ทว่ายังไม่ทันเอ่ยจบร่างเขาก็ถูกคว้ารั้งเข้าไปเต็มแรง หญิงสาวที่ไม่มีแรงจะนั่งตรงเมื่อครู่บัดนี้กลับรวบกำลังสุดท้ายดึงเขาลงกับเบาะอีกครั้ง หน้าต่างรถม้าปิดลงม่านโค้งลงตามแรงลม

    ร่างเขาแนบลงกับเบาะร่างบางทาบทับตามมาเต็มตัว ชุดของเขาถูกกระชากดึงออกทันทีชุดของนางยิ่งไม่ต้องพูดถึง ร่างอรชรเปลือยเปล่าแนบผิวกายกับเขาเนื้อติดเนื้อ

    “ท่านต้องช่วยข้า” นางครวญกระซิบใบหน้าซุกลงแนบซอกคอเขามือเรียวลูบไล้แผ่นอกแกร่ง

    โม่เหวินหานเบิกตากว้างถูกคว้ามือไปแนบลงกับแผ่นหลังบาง นางดันจนฝ่ามือหนาเลื่อนต่ำลงผิวที่อยู่ใต้ปลายนิ้วเขาอุ่นนุ่มนิ่มปราศจากสิ่งกีดขวางใดๆ นางกำลังกดมือเขาให้ลูบผ่านสะโพกกลมกลึง

    “อาชิง เจ้าฟังข้าเจ้าไม่ต้องการเช่นนี้หรอก..” เสียงเขาแตกพร่า ทว่าเสียงของเขาก็ไร้ผลอีกครั้งนางสูญเสียการประคองสติไปแล้ว

    ร่างบางที่อ่อนระทวยของหลิวชิงเซียงแนบแน่นอยู่เหนืออกเขาลมหายใจร้อนแรงและกระชั้นเร่ง มือเล็กกดแผ่นอกเขาแน่นเหมือนกลัวเขาจะหลบหนีไม่ใส่ใจวาจาคนใต้ร่าง นางก้มลงขยับกายไถขึ้นไถลงบนร่างเขาเนินอกนุ่มแนบเต็มอกเขาอย่างไม่มีสิ่งกั้น ผิวเปลือยเปล่าเสียดสีความร้อนที่ถ่ายทอดกันผ่านผิวนั้นทำเอาเขาหายใจติดขัดไปด้วย

    ปลายนิ้วเรียวของหลิวชิงเซียงไล้ลงจากอกเขาถึงหน้าท้องแล้ววกกลับขึ้นมาสะกิดยอดอกเขาเบาๆ ริมฝีปากนางยกยิ้มบาง แม้สีหน้าเหม่อลอยไร้สติแต่ท่าทีการเคลื่อนไหวกลับเต็มไปด้วยความเย้ายวนและมุ่งหมายเร้าอารมณ์

    “ไม่อยากสัมผัส..ข้าหรือ?” นางพึมพำเสียงหวานก่อนจะยกตัวขึ้นช้าๆร่างกายท่อนบนที่ไร้สิ่งห่อหุ้มทรวกอกเปิดเผยบิดเร่าส่ายไปมาอย่างยั่วยวนนางไล้มือที่ก้อนนุ่มบีบคลึงเบาๆก่อนมือเรียวจะผละออกมาเพื่อกระตุกสาบเสื้อผ้าที่เคยกองต่ำอยู่ที่เอวหลุดลงกับเบาะในชั่วอึดใจกลายเป็นผ้าผืนสุดท้ายที่พรากนางจากความเปลือยเปล่า

    นางโน้มตัวลงกลับมาหาเขาอ้อมแขนเรียวโอบรอบลำคอเขาแน่น เนื้อนวลอ่อนที่แนบแผ่นอกของเขายิ่งชัดเจนทุกความโค้งเว้าใต้ผิวกายนั้นสัมผัสได้ถนัดเต็มมือยอดอกนุ่มนิ่มชูชันแนบชิดเนื้อเขาเสียดสีแผ่ความซ่านไปทั่วผิวกายการหอบหายใจหนักของนางส่งลมหายใจร้อนกระทบใบหน้าเขาโดยตรง

    “ถ้าท่านไม่ต้องการเช่นนั้นขอข้าสุขสมเองคนเดียวก็ได้” นางกระซิบริมฝีปากเฉียดติ่งหูเขาเบาๆ ถ้อยคำไร้ยางอายกระตุ้นเขายิ่งขึ้นพิษของกำยานรัญจวนทำหน้าที่อย่างดีเยี่ยมมุ่งหมายให้ผู้โดนพิษแลกเปลี่ยนหยินหยางระหว่างชายหญิง

    กล่าวจบมืออีกข้างของหลิวชิงเซียงก็ไม่อยู่นิ่งนางเลื่อนไล้ผ่านอกแกร่งลงต่ำเกี่ยวขอบกางเกงเขาแล้วเวียนวนอยู่ตรงนั้นฝ่ามือเล็กกดแผ่วเบาอย่างไม่แน่ใจ ก่อนจะลูบไล้อย่างอ้อยอิ่ง

    บุรุษร่างหนาสะดุ้งบางส่วนกลางลำตัวแข็งตึงอย่างควบคุมไม่อยู่ ‘เคราะห์ของบุรุษมิใช่ศัตรูหรืออาวุธคม..แต่คือสัมผัสจากสตรีที่ไร้สติและเปลือยเปล่าในอ้อมแขนตน’

    หลิวชิงเซียงไถสะโพกนุ่มแนบหน้าขาเขาอย่างเชื่องช้าปลายนิ้วลูบไล้บริเวณหน้าท้องส่วนล่างไปด้วยแล้วครางในลำคอเบาๆเมื่อรู้สึกถึงปฏิกิริยาที่กายเขาตอบรับนาง ดวงหน้าหวานผุดผ่องขึ้นสีแดงจัด จนแม้ผิวขาวผ่องดั่งหยกยังไม่อาจกลบความร้อนในเลือดที่สูบฉีดนั้นได้

    นางผงกกายขึ้นเล็กน้อยจับฝ่ามือเขานำไปแตะบนนูนเนื้อที่เต้นเร่าของตนเองแล้วปล่อยให้นิ้วเขาเลื่อนไปตามแนวที่นางรู้ว่ามันช่วยบรรเทาความร้อนในกายได้ดวงตาชื้นพร่ามองเขาอย่างเว้าวอน

    “ถ้าท่านชอบสัมผัสนี้ ท่านก็ช่วยข้าเถอะ” เสียงหวานอ้อนวอนนั้นเปี่ยมไปด้วยความเร่าร้อนไม่ใช่เสียงของคนมีสติเต็มที่แต่ก็ช่างหวานราวน้ำผึ้งอาบพิษ

    โม่เหวินหานเกร็งมือส่วนมืออีกข้างที่แตะเนื้อนางกำลังถูกนำไปสู่จุดที่สตรีมักสงวนไว้ที่สุดเขาหลับตาแน่น หัวใจเต้นแรงจนเหมือนระเบิดอยู่ในอกเขารู้ว่าหากยังไม่หยุดนางตอนนี้ต่อให้เป็นจอมยุทธ์หยิ่งทะนงหรือผู้อ้างตนเป็นเทพเซียนเป็นมังกรบำเพ็ญบรรลุก็ยังยากจะทานไหว

     

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน