สุดท้ายเสิ่นเฉี่ยวเหลียนและพันไป๋เหอก็ถูกบ่าวไพร่ตระกูลเสิ่นที่เร่งรุดมาหลังทราบข่าวหามกลับไปด้านหลังติดตามด้วยเสิ่นเชียนซีที่ยังคงอยู่ในอาการหวาดกลัว มือเท้าอ่อนแรง
เสิ่นอี้กวงยังไม่กลับมาจากราชสำนักดังนั้นจึงไม่ได้ตามมาคิดบัญชีกับเสิ่นจื่อโยว
อันที่จริงถึงแม้เขาจะตามมาคิดบัญชีก็ไม่แน่ว่าเสิ่นจื่อโยวจะวางเขาไว้ในสายตาบางทีนางอาจอาศัยโอกาสนี้มอบฝ่ามือให้เขาสักสองสามฝ่ามือก็เป็ได้เหยียบย่ำใบหน้าของท่านเสนาบดีเสิ่นให้จมปลักอยู่ในโคลนดินโดยสมบูรณ์
ซูหวั่นเยว่เองก็รู้สึกปลอดโปร่งเป็อย่างยิ่งแต่นางก็ยังคงกังวลว่าเสิ่นอี้กวงจะนำพาความเดือดร้อนมาสู่บุตรสาวของนาง
“ท่านแม่ อย่าได้กลัวไปยามนี้พวกเรากินใช้ด้วยเงินของตัวเอง ไม่จำเป็ต้องอาศัยตระกูลเสิ่นแม้แต่แดงเดียวพวกเขาจะสร้างเื่ทรมานพวกเราได้อย่างไร เท้าเปล่าย่อมไม่กลัวคนใส่รองเท้าผู้ที่ไร้ซึ่งสิ่งใดย่อมไม่เกรงกลัวการสูญเสีย เป็พวกเขาที่ควรกลัวพวกเราจึงจะถูก”เสิ่นจื่อโยวกุมมือของซูหวั่นเยว่ไว้พลางกล่าวปลอบประโลม “ไปพวกเราไปเลือกเสื้อผ้ากันเถิด”
กล่าวจบนางก็คล้องแขนของซูหวั่นเยว่เดินไปยังบริเวณที่ขายเสื้อผ้า
ฝูงชนที่ล้อมวงต่างพากันสูดลมเย็น โอ้!แม่นางผู้นี้โเี้พอตัวเพิ่งจัดการสั่งสอนแม่ใหญ่และบุตรสาวทางนี้เสร็จก็สามารถไปเดินซื้อของที่ด้านนั้นราวกับไม่เคยเกิดสิ่งใดขึ้นได้ทันที
ไม่รู้ว่าเมื่อท่านเสนาบดีเสิ่นกลับมาถึงที่จวนโทสะจะพลุ่งพล่านเพียงใด
พวกเขาคิดแล้วก็พากันสลายตัวไม่นานข่าว ‘บุตรสาวคนโตของท่านเสนาบดีเสิ่นทำร้ายแม่ใหญ่ผู้ชั่วร้าย’ ก็แพร่กระจายไปทั่วทุกตรอกซอกซอย
ในโลกใบนี้ไม่เคยขาดแคลนผู้ที่รักการนินทา
หากพันไป๋เหอฟื้นขึ้นมาและได้ยินข่าวนี้ก็น่ากลัวว่าคงต้องสลบไปอีกครา
เสิ่นจื่อโยวจับจูงซูหวั่นเยว่ไปเลือกอาภรณ์โม่จื่อเซวียนตามติดอยู่ด้านหลังไม่ใกล้ไม่ไกล
อาศัยจังหวะที่ซูหวั่นเยว่ไปลองเสื้อผ้าโม่จื่อเซวียนก็เข้ามากระซิบข้างหูของเสิ่นจื่อโยว“การกระทำของเสี่ยวโยวเอ๋อร์เมื่อครู่น่าประทับใจยิ่งนัก”
เสิ่นจื่อโยวเลิกคิ้ว กล่าวแกมขบขัน“มิใช่ว่าน่าสยดสยองน่าหวาดกลัวหรอกหรือ”
“นั่นเพราะเสี่ยวโยวเอ๋อร์ยังไม่เคยเห็นว่าข้าจัดการกับพวกคนไร้แววอย่างไร”
โม่จื่อเซวียนกล่าวกลั้วหัวเราะเขาจับปอยผมข้างแก้มเสิ่นจื่อโยวขึ้นมาเล่นด้วยกิริยานุ่มละมุน
มุมปากของเขายกหยักเป็รอยยิ้มมาดร้ายเสิ่นจื่อโยวเห็นความไม่ยี่หระและเย็นเยียบในั์ตาอันดำมืดดุจม่านรัตติกาลของเขา
นี่ก็มนุษย์ผู้มีเื่ราวคนหนึ่ง
“เช่นนั้นหากมีโอกาสก็ให้ข้าได้ประจักษ์สักครา”เสิ่นจื่อโยวแค่นเสียงหัวเราะบางเบา ดึงปอยผมตนเองกลับมา
เพราะอีกไม่นานซูหวั่นเยว่ก็จะกลับออกมาแล้วนางไม่อยากถูกท่านแม่สอบสวน
ทว่าโม่จื่อเซวียนกลับก้าวไปด้านหน้าอีกหนึ่งก้าวจากมุมมองด้านหลังเขาดูราวกับกำลังโอบกอดเสิ่นจื่อโยว
“เสี่ยวโยวเอ๋อร์นับวันข้าก็ยิ่งรู้สึกสนใจเ้ามากขึ้น เช่นนี้จะทำอย่างไรดี” โม่จื่อเซวียนกระซิบถามข้างหูเสิ่นจื่อโยว
“หยุดเสียหากเช่นมิตรภาพย่อมมิเป็ไร แต่หากเป็ความรู้สึกอื่นก็ไม่ต้องเจรจา”เสิ่นจื่อโยวปรายตามองเขา ผลักเขาออกห่าง
“ช่างไร้หัวใจเสียจริงเสี่ยวโยวเอ๋อร์จะไม่ลองพิจารณาข้าสักนิดหรือ หากแต่งงานกับข้าเ้าก็จะเป็นายหญิงของกิจการตระกูลโม่ต่อไปทุกสิ่งในที่นี้เ้าสามารถหยิบได้ตามอำเภอใจโดยไม่ต้องจ่ายเงิน”
โม่จื่อเซวียนฉีกยิ้มกว้างพลางเอ่ยถาม
“น่าเสียดายข้าไม่รู้สึกสนใจในของที่ได้มาโดยไม่ต้องลงแรง ข้าชอบสิ่งที่หามาได้ด้วยตนเอง”
มุมปากของเสิ่นจื่อโยวยกหยักนางหมุนตัวผลักโม่จื่อเซวียนออกไป “ยังมี ยาขจัดพิษเ่าั้ของท่านผ่านไปอีกระยะหนึ่งข้าจะคืนเงินให้แก่ท่าน ขอบคุณท่าน”
เสิ่นจื่อโยวกล่าวแล้วก็โบกมือเดินไปหาซูหวั่นเยว่
“เสี่ยวโยวเ้ารู้จักกับเถ้าแก่ของร้านค้าตระกูลโม่หรือ” ซูหวั่นเยว่เอ่ยถามด้วยความฉงน
เมื่อครู่นางคลับคล้ายคลับคลาว่าจะเห็นเถ้าแก่ร้านค้าตระกูลโม่กับเสี่ยวโยวพูดคุยกันอย่างสนิทสนม?
“ท่านแม่ ท่านดูผิดแล้วเมื่อก่อนข้าแทบไม่เคยย่างกรายออกจากจวนแล้วจะรู้จักเขาได้อย่างไร ให้ข้าดูเสียหน่อยว่าท่านเลือกชุดอะไร...ไอหยางดงามจริง ๆ ท่านแม่ เลือกชุดนี้เถิด”
เสิ่นจื่อโยวจึงได้เปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปอย่างไร้สุ้มเสียงเช่นนี้อีกทั้งนางยังพาซูหวั่นเยว่ไปให้ไกลจากบุรุษบางคนที่มีผิวหน้าหนาเป็อย่างยิ่ง
โม่จื่อเซวียนยืนนิ่งอยู่กับที่มองเสิ่นจื่อโยวและซูหวั่นเยว่ที่เดินจากไปไกลผ่านไปเนิ่นนานเขาจึงผุดเสียงหัวเราะต่ำ ๆ ออกมาั์ตาดำดุจน้ำหมึกเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม
“เสี่ยวโยวเอ๋อร์สิ่งที่เ้าติดค้างข้ามิใช่มีเพียงยาขจัดพิษเ่าั้...ต่อไปเ้าก็จะรู้เอง”
“ถึงยามนั้นเ้าจะนำสิ่งใดมาตอบแทนข้า”
เสิ่นจื่อโยวเดินจากไปไกลแล้วแน่นอนว่าเสียงของโม่จื่อเซวียนนางย่อมไม่ได้ยิน
• • •
หลังจากซูหวั่นเยว่กับเสิ่นจื่อโยวเลือกซื้อสิ่งของเรียบร้อยพวกนางก็จ้างรถม้าคันหนึ่งเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับจวน
ซูหวั่นเยว่ครุ่นคิดอย่างสับสนอยู่ชั่วครู่สุดท้ายนางก็ะโบอกกล่าวสารถี “ไม่ต้องไปที่จวนตระกูลเสิ่นแล้วจงไปที่จวนตระกูลซู”
“ท่านแม่?” เสิ่นจื่อโยวรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
“เสี่ยวโยววันนี้เื่เ่าั้ที่เ้าทำเสิ่นอี้กวงมีจิตใจเอนเอียงถึงเพียงนั้นย่อมไม่มีทางยอมปล่อยเ้าไปถึงแม้เ้าจะกล่าวว่าไม่กลัวแต่แม่ก็ยังไร้ความมั่นใจดังนั้นพวกเราอย่ากลับไปที่ตระกูลเสิ่นอีกเลย แม่จะพาเ้ากลับไปที่ตระกูลซู”
ถึงแม้ตระกูลซูจะตกอับแต่อย่างน้อยก็ยังเป็ขุนนางที่เคยสร้างคุณงามความดีภายใต้การคุ้มครองของตระกูลซู เสิ่นอี้กวงต้องไม่กล้ากระทำเื่บ้าคลั่งหรือสร้างเื่เดือดร้อนโดยพลการเป็แน่
มิเช่นนั้นหากฎีกาฟ้องร้องฉบับหนึ่งถูกถวายขึ้นไปไม่เพียงแต่เสิ่นอี้กวงจะไม่ได้กินอะไรแต่ยังต้องกลับไปพร้อมถุงผ้าที่ว่างเปล่า!
เมื่อซูหวั่นเยว่ตัดสินใจได้แล้วั์ตาก็ฉายประกายแน่วแน่
ถึงแม้ครานี้นางจะต้องถูกเสิ่นอี้กวงอหย่าขาดนางก็ไม่สนใจแล้วนางจะต้องคุ้มครองลูกของนางให้ได้!
“ท่านแม่...”เสิ่นจื่อโยวรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก
นางตบหลังมือของซูหวั่นเยว่เบา ๆ แล้วกล่าว“ท่านแม่ ท่านบอกเล่าถึงสถานการณ์ของท่านตาและคนอื่น ๆ ในยามนี้ให้ข้าฟังเถิด”
ในความทรงจำของเ้าของร่างเดิมนี้ถึงแม้ไม่อาจกล่าวว่าท่านตารักเอ็นดูหลานสาวผู้นี้เท่าไรนักแต่ก็ไม่ถึงขั้นย่ำแย่อย่างน้อยก็ดีกว่าเสิ่นอี้กวงชั่วช้าผู้นั้นอยู่มาก
คาดไม่ถึงว่าเหตุการณ์จะพลันแปรเปลี่ยนในราตรีเดียวผู้เฒ่าชราท่านนี้ก็ล้มป่วยหนักต้องนอนอยู่บนเตียงมานานแรมปีแล้ว
ซูหวั่นเยว่ทอดถอนใจจมลึกเข้าสู่ความทรงจำอันแสนยาวนาน
ถึงแม้ตระกูลซูจะเป็ขุนนางมาหลายชั่วอายุคนทว่าแต่ไรมากลับมีจำนวนลูกหลานน้อยนิดนี่เป็เพราะหัวหน้าตระกูลแต่ละรุ่นล้วนมีหัวใจมั่นคงเมื่อตกลงปลงใจกับคนผู้หนึ่งแล้วก็ไม่คิดรับอนุอีก
ครั้นถึงรุ่นของซูหวั่นเยว่จึงเหลือเพียงนางกับซูเว่ยเจิงน้องชายของนาง
ซูเว่ยเจิงถือเป็คนที่มุ่งมานะบากบั่นคนหนึ่งอายุยังน้อยก็ขึ้นเป็แม่ทัพใหญ่ นำครอบครัวไปออกรบเดิมมุ่งหวังสร้างคุณงามความดีเพื่อให้ชื่อเสียงเป็ที่เลื่องลือไปช้านานคาดไม่ถึงว่าจะถูกคนลอบวางแผนร้าย ทำให้ต้องจบชีวิตไปพร้อมกับภรรยาในสนามรบเหลือบุตรชายไว้เพียงคนเดียว ซึ่งก็คือซูเฟยอวี่ญาติผู้พี่ของเสิ่นจื่อโยว
ไม่รู้ว่าเพราะต้องคำสาปที่กล่าวว่า ‘เคราะห์ซ้ำกรรมซัด’ หรือไม่ เดิมทีซูเฟยอวี่ก็ถือเป็ผู้ที่มีพร์ด้านการต่อสู้คนหนึ่งเขาติดตามบิดาไปออกรบจึงถือว่ามีคุณงามความดีั้แ่วัยเยาว์คาดไม่ถึงว่าระหว่างเดินทางกลับมาพร้อมกองทัพกลับถูกซุ่มโจมตีอีกครา
ซูเฟยอวี่จึงแปรเปลี่ยนเป็คนทุพพลภาพโดยสิ้นเชิง
ภายในราตรีเดียว บุตรชายตายจากลูกสะใภ้เสียชีวิต หลานชายทุพพลภาพ ท่านผู้เฒ่าตระกูลซูไม่อาจทนรับการโจมตีนี้ได้ดวงตากลอกกลับเป็ลมสลบไป
ครั้นฟื้นขึ้นมาอีกครั้งก็ได้แต่ทิ้งร่างอยู่บนเตียงแม้แต่เื่ในชีวิตประจำวันก็ไม่สามารถดูแลตนเองได้
ต้นไม้เก่าแก่อายุหลายร้อยปีที่มีนามว่าตระกูลซูนี้จึงโค่นลง
ต้นไม้ล้มพวกชะนีลิงค่างก็กระจายตัว[1]ประตูจวนตระกูลซูที่เมื่อก่อนคึกคักราวกับตลาด ในยามนี้กลับเงียบเชียบวังเวงเพื่อลดค่าใช้จ่ายนางเฉินมารดาของซูหวั่นเยว่จึงได้สั่งให้บรรดาสาวใช้บ่าวไพร่แยกย้ายกันไปเหลือเพียงเจี่ยหมัวมัวคนเดียวเท่านั้น
“เจี่ยหมัวมัวผู้นั้นเป็คนที่เลี้ยงดูพวกเราจนเติบใหญ่นางเป็เหมือนญาติของเราคนหนึ่ง เมื่อกลับไปถึงตระกูลซู เ้าจงจำไว้ว่าต้องนับถือนางเช่นผู้าุโคนหนึ่งเข้าใจหรือไม่?”
ซูหวั่นเยว่กำชับเสิ่นจื่อโยวอย่างระมัดระวัง
“เ้าค่ะ ท่านแม่ ข้าเข้าใจแล้ว”เสิ่นจื่อโยวผงกศีรษะรับอย่างเชื่อฟัง
ทว่าเมื่อสองแม่ลูกลงจากรถม้าดวงตาทั้งคู่ก็ต้องถูกทิ่มแทงจากภาพเหตุการณ์เบื้องหน้า
เปลวไฟพวยพุ่งเหนือจวนตระกูลซูสีแดงอร่ามปกคลุมไปกว่าครึ่งท้องฟ้า
“ท่านพ่อ! ท่านแม่! เฟยอวี่!”ซูหวั่นเยว่ร้องเรียกอย่างตื่นตระหนก นางวิ่งเข้าไปในจวนระกูลซูอย่างรวดเร็ว
เสิ่นจื่อโยวรีบติดตามเข้าไป
สถานการณ์ในจวนย่ำแย่ยิ่งกว่าที่นางคาดการณ์ไว้เรือนโดยรอบล้วนกำลังลุกไหม้หากยังยืนนิ่งอยู่ตรงนี้จุดจบก็มีแต่จะถูกเผาไหม้จนมอดม้วย
ที่สำคัญผู้ที่กำลังคลานอยู่บนพื้นด้วยสภาพน่าสังเวช และมีคนกำลังพยายามลากตัวนางอยู่นั้นมิใช่ท่านยายที่รักเอ็นดูนางอยู่เป็นิจหรือ?!
ั์ตาของเสิ่นจื่อโยวพลันหรี่เล็กลงทันใด เพลิงโทสะพวยพุ่งในทรวงอก
[1] สำนวนจีน มีความหมายว่าเมื่อสามารถจัดการกับผู้นำได้เมื่อใดบรรดาลูกสมุนก็ย่อมแตกกระเจิงแยกย้ายกันไปเอง