ยอดยุทธชุดชมพู

    ตอนที่ 10 สายฟ้า(รีไรท์)

    ตอนที่ 10 สายฟ้า

    ด้านนอกฝนโปรยปรายลงเม็ดเนื่องจากช่วงนี้เป็นหน้าฝน ฝนจนตกเกือบทุกวัน

    “เจ้าพูดเรื่องเหลวไหลไร้สาระอะไร”เสียงรัชทายาทดังขึ้น ขณะที่ก้าวเข้ามาในห้อง เมื่อคืนหนิงหรงเดินลมปราณทั้งคืน จนรัชทายาทที่นั่งรอดูผลรอไม่ไหวจนเผลอหลับไป

    “เรื่องเหลวไหลรึ?”หนิงหรงถามอย่างไม่เข้าใจ

    “ก็ว่าเรื่องที่เจ็บปวดเจียนตายเพราะการเดินลมปราณอย่างไร”ฮุ่ยเทียน รัชทายาทนั่งลงข้างหนิงหรง“ตอนข้าผ่านขั้นสองข้ายังไม่เห็นรู้สึกเจ็บปวดอะไรเลย และต่อให้เป็นขั้นสามข้าก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามันอันตรายเจียนตาย”

    หนิงหรงได้ยินแล้วขมวดคิ้วก่อนจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทั้งคู่ฟัง

    หมอหลวงนั่งฟังขณะที่สีหน้าเคร่งเครียด“อาการของคุณหนูน่าจะเกิดจากธาตุไฟเข้าแทรกแต่ปกติจะพบเมื่อฝ่าด่านพลังยุทธระดับสูงขอรับ... บางทีอาจเพราะร่างกายของคุณหนูเคยถูกพิษมาก่อนจึงอาจเกิดธาตุไฟเข้าแทรกได้ง่ายกว่าคนปกติ”

    หมอหลวงสันนิษฐานแม้จะไม่แน่ใจนักว่าเกิดเพราะเรื่องนี้จริงหรือไม่

    “แปลว่าข้าก็แค่ดวงซวยเพราะมีร่างกายที่แต่เดิมเสียหาย ลมปราณเลยเดินผิดพลาดได้” หนิงหรงสรุป

    ขณะที่รัชทายาทขมวดคิ้วท่าทางเหมือนไม่เห็นด้วยกับการคาดเดานี้ แต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมาเพราะตัวรัชทายาทก็เป็นแค่เด็กไม่ตั้งใจเรียนคนหนึ่งจะเอาความรู้อะไรไปโต้แย้งผู้อื่นเล่า!

    หนิงหรงกินข้าวเย็นด้วยความหิวโหยแม้ปกติผู้เดินลมปราณ จะกินยาเม็ดที่ทำให้อดอาหารได้เป็นเดือนๆ แต่กระนั้นกระเพาะและความเคยชินของมนุษย์ ก็ยังคงต้องกินอาหารจริงๆที่ไม่ใช่สารอาหารจากยาลูกกลอนอยู่ดี

    “เจ้าเสี่ยวไป๋ละหายไปตั้งแต่เมื่อคืนยังไม่กลับมาอีกรึ” หนิงหรงถามขึ้นระหว่างยัดเนื้อเข้าปากไปหนึ่งชิ้น ก่อนจะตามด้วยผัก ท่าทางกินตะกละตะกลาม หิวโหย

    “ยังไม่เห็นมันกลับมาเลย”รัชทายาทตอบขณะทานข้าวเย็นด้วยกิริยาท่าทางที่ราชนิกุลพึงมี แม้ตนจะเกเรเพียงใดแต่เรื่องพื้นฐานอย่างมารยาทการวางตัวก็ถูกบังคับให้เรียนจนเชี่ยวชาญ

    “ข้ารู้ว่าเจ้าหิวแต่กินช้าๆหน่อย เดี๋ยวก็ติดคอตายพอดี” รัชทายาทขมวดคิ้ว ขัดใจกับท่าทางการกินของหนิงหรง

    หนิงหรงไม่ได้กล่าวอะไรแต่ก็กินช้าลงเพราะกลัวติดคอ...

    มีคนทัก อย่าฝืนทำดีกว่าไม่งั้นถ้าติดคอขึ้นมาระหว่างนั้นจะน่าขายหน้า!

    หนิงหรงกับฮุ่ยเทียนเมื่อทานอาหารมื้อเย็นเสร็จพระอาทิตย์ก็ตกดินไปแล้ว ท้องฟ้าคืนนี้เริ่มเปิดโล่งเห็นแสงจันทร์สาดส่องไปทั่วผืนป่าเห็นเงาตะคุ่มๆ ของต้นไม้ทั่วป่าได้ชัดเจน ฝนที่ตกปรอยๆคาดว่าคงใกล้หยุดตกในไม่ช้า

    หนิงหรง รีบกลับไปนอนการเดินลมปราณตลอดทั้งวันทั้งคืนแม้จะไม่ทำให้ร่างกายอ่อนเพลียเหมือนการอดนอนทั่วไปแต่ความเคยชินของร่างกายก็ยังต้องการการนอนจริงๆ อยู่ดี

    ขณะที่หนิงหรงเคลิ้มใกล้จะหลับลึกพลันต้องสะดุ้งตื่น ตกใจ

    “โฮก”

    “ครืน”

    “ตึง ตึงตึง”

    เสียงดังสนั่นสับสนวุ่นวายทั้งหลายพลันเกิดขึ้นอีกครั้ง เหมือนเมื่อคืนวานที่หนิงหรงนั่งเดินลมปราณ

    “ข้างนอกนั่นเกิดอะไรขึ้น!” หนิงหรงร้องถามด้านนอกขณะวิ่งไปหยิบเสื้อคลุมมาแต่งตัวให้เรียบร้อย ตนรู้สึกว่าสัตว์อสูรทั้งป่าแตกตื่นอีกครั้งคงไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะพวกมันเหมือนวิ่งหนีอะไรบางอย่าง 

    หนิงหรงไม่รอให้ใครตอบกระชากประตูเปิดออก ด้านนอกฝนยังคงตกปรอยๆ เห็นเยี่ยนเฟยยืนทำหน้านิ่วคิ้วขมวด และเสี่ยวเมิ่งยืนกัดปากท่าทางเป็นกังวลอย่างมากอยู่ใต้ชายคา

    “อะไรทำไมทำหน้าแบบนั้นกัน” หนิงหรงถามด้วยความรู้สึกหวั่นใจลางสังหรณ์บอกว่าบางสิ่งบางอย่างในป่านั้นอันตรายและตนรับรู้ได้ว่ามีพลังยิ่งใหญ่บางอย่างกำลังเคลื่อนมาทางบ้านหลังนี้

    “เปรี้ยง!”ท้องฟ้าพลันขาวโพลน เสียงฟ้าผ่าดังสนั่น การผ่าครั้งนี้รุนแรงจนหนิงหรงหูอื้อรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แรงจนรู้สึกแผ่นดินสะเทือน

    เยี่ยนเฟยพลันรวบตัวหนิงหรงเข้ามาภายใต้เสื้อคลุม คล้ายปกป้องจากอันตรายทั้งปวง

    เสี่ยวเมิ่งที่ยื่นมือมาคว้าตัวหนิงหรงไม่ทันจึงได้แต่หดมือกลับไป ซ้ำถลึงตาใส่เยี่ยนเฟย คล้ายจะบอก

    ‘ฝากไว้ก่อนเถอะ!บังอาจมาแย่งคุณหนูของข้า!’

    ขณะที่เยี่ยนเฟย ไม่สนใจยังคงจ้องไปเบื้องหน้าด้วยสายตาเคร่งเครียด

    ‘พลังของข้ายังฟื้นไม่เต็มที่...หากมีเรื่องต้องปะทะข้าไม่มั่นใจว่าจะชนะ คนกลุ่มนี้ได้’

    เยี่ยนเฟยคิดด้วยความกังวลก่อนจะเหลือบตามอง เสี่ยวเมิ่งเล็กน้อยดูเหมือนต้องฝากความหวังไว้ที่เสี่ยวเมิ่งแล้ว...

    เสี่ยวเมิ่งคล้ายรู้ความคิดของเยี่ยนเฟยว่าฝากความหวังไว้ถึงตนจึงย่นจมูกใส่ไม่พอใจเสี่ยวเมิ่งเป็นคนเดียวที่พลังยุทธสูงที่สุดไม่แปลกที่เยี่ยนเฟยฝากความหวังไว้ที่ตน

    ขณะที่ตัวหนิงหรงพลันรู้สึกว่า ถูกตัดขาดขาดโลกภายนอกเสมือนผ้าคลุมนี้เป็นเกราะกำบังอย่างดี ไม่รับรู้ถึงความรุนแรงของฟ้าผ่า ไม่หูอื้อไม่รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนใดๆ ราวกับโลกหยุดนิ่ง

    หนิงหรงขมวดคิ้ว...ประหลาดใจที่เหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ก่อนจะเงยหน้ามองเยี่ยนเฟย ที่ขมวดคิ้วดวงตาแฝงความกังวล จ้องมองไปยังเบื้องหน้า ราวกับมีอันตรายบางอย่างกำลังมุ่งมา

    ด้วยความอยากรู้ว่าอะไรที่ทำให้เยี่ยนเฟยกังวลจึงมุดออกจากเสื้อคลุมของอีกฝ่าย

    ทันใดนั้นคลื่นพลังรุนแรงปะทะร่างของหนิงหรงจนหงายหลัง ยังดีที่เยี่ยนเฟยเข้ามาประคองได้ทัน

    “ท่านระวังหน่อยคลื่นพลังนี้ มีแค่ผู้ฝึกยุทธระดับสูงเท่านั้นถึงจะทนได้ท่านหลบอยู่ในเสื้อคลุมข้าอย่าเพิ่งออกไป” เยี่ยนเฟยกล่าวขณะยกแขน ใช้ผ้าคลุมคลุมหนิงหรงไว้อีกครั้ง

    “ท่านแอบดูได้แต่ห้ามยื่นหน้าออกไปนอกเสื้อคลุมเด็ดขาดข้าใช้พลังยุทธเป็นเกราะคุ้มกันท่านไว้” เยี่ยนเฟยกล่าว ขณะเกร็งพลังป้องกันคลื่นพลังรุนแรง

    “ทางฮุ่ยเทียนมีใครดูแลไหม”หนิงหรงถามด้วยความเป็นห่วงญาติผู้น้อง

    “ทางรัชทายาทมีองครักษ์ที่ฮ่องเต้ส่งมา คอยดูแลอยู่ขอรับ” เยี่ยนเฟยตอบ ทำให้หนิงหรงโล่งอกเพราะพลังรุนแรงขนาดนี้ พลังยุทธระดับต่ำย่อมไม่ปลอดภัย

    “สรุปว่า...เกิดเรื่องอะไรขึ้น”หนิงหรงกล่าว

    ขณะมองผ่านช่องว่างเล็กๆของเสื้อคลุม ฟ้าสว่างวาบปล่อยสายฟ้าลงมาไม่หยุด เห็นแล้วก็อดรู้สึกหวาดผวาไม่ได้ หากอยู่นอกเสื้อคลุมของเยี่ยนเฟยคาดว่าคงเกิดเสียงดังจนหูอื้อ พื้นดินสั่นสะเทือนอีกแน่นอนฟ้าเล่นผ่าลงมาติดกันไม่หยุด แม้ตนจะไม่ได้ยินเสียงดังสนั่นจนหูสะเทือนรุนแรงแต่เสียงนั้นก็ดังจนน่ากลัว 

    “มีราชันยอดยุทธกำลังใช้พลังในหุบเขา” เยี่ยนเฟยทำสีหน้าเคร่งเครียด “ซ้ำยังมากมากกว่าสองคนด้วยขอรับ”

    หนิงหรงได้ยินดังนั้นพลันรู้สึกเย็นวาบ ได้ยินเสียงร่ำลือถึงระดับราชันยอดยุทธมามากมายชนิดว่าพลิกฟ้าถล่มแผ่นดินได้เลย... แต่คิดไม่ถึงว่าจะน่ากลัวขนาดนี้ถึงกับมีสายฟ้าฟาดลงมาไม่หยุด!แบบนี้น่ากลัวเกินไปไหม

    “คนพวกนี้มาทำอะไรในหุบเขาอสูรคงไม่ใช่มาล่า...พวกสัตว์อสูรใช่ไหม” หนิงหรงถามด้วยความแตกตื่นกล่าวกันว่าราชันยอดยุทธ มักล่าสัตว์อสูรไปเป็นคู่พันธสัญญา หรือจับไปทรมานให้มันยอมรับใช้ใครสักคน ที่ราชันยอดยุทธจะมอบให้...

    ดังนั้นการล่านี้จึงแฝงไปด้วยการค้าชนิดหนึ่ง แต่เพราะราชันยอดยุทธมีจำนวนไม่มากและส่วนใหญ่ค่อนข้างมีฐานะและอำนาจการล่าสัตว์อสูรเป็นทาสจึงไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก

    “แล้วเจ้าเสี่ยวไป๋ละ...มันยังไม่กลับมาเลย...มันจะถูกจับไปด้วยไหม”หนิงหรงเริ่มร้อนรน หากถูกคนพวกนั้นพบเข้าเกรงว่ามันอาจจะถูกจับตัวไปด้วย...

    “คุณหนู” น้ำเสียงของเยี่ยนเฟยอ่อนโยนลงขณะก้มมองหนิงหรงที่กำลังแตกตื่น “สิ่งใดที่เป็นของท่าน ย่อมไม่มีใครแย่งไปได้”

    “ฮะ..”หนิงหรงได้ยินแล้วเงยหน้ามองเยี่ยนเฟยด้วยความสงสัย ในคำพูดแปลกๆ

    “หมายถึงสัตว์อสูรที่ทำพันธสัญญาแล้วไม่อาจ ทำพันธสัญญาได้อีก ไม่ว่าใครก็บังคับไม่ได้เพราะสัญญานี้เดิมพันด้วยชีวิตเว้นแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตาย พันธสัญญาจึงจะจบลง...” เยี่ยนเฟยยิ้มละมุนสีหน้าอบอุ่นอ่อนโยน น่ามอง

    หนิงหรงเห็นแล้วอดชื่นชมคนรูปงามไม่ได้...คนงามมักน่ามองเสมอ

    “ตึง ตึงตึง” เสียงวิ่งกระทืบพื้นดังสนั่น ตรงมายังทิศทางที่บ้านตั้งอยู่ทำให้หนิงหรงตื่นจากภวังความงาม

    องครักษ์ทุกคนพลันรวมตัวกันชักดาบเตรียมสู้

    ฝนยังตกโปรยปราย แม้ไม่หนักมากแต่ก็ทำให้ ทัศนวิสัยไม่ค่อยดี มองเห็นในระยะไม่ไกลมากทั่วทั้งป่ายังปกคลุมด้วยหมอกชื้น จากอากาศที่เย็นเพราะฝนตกตลอดทั้งวันทั้งคืน

    สิ่งที่วิ่งมาเป็นเงาตะคุ่มๆพร้อมเสียงตึง ตึง ตึง ดังไม่หยุด

    แต่เมื่อ หนิงหรงเห็นว่าเจ้าเสี่ยวไป๋ ที่ตัวเปียกขนลู่ ขนสีขาวของมันมอมแมม เต็มไปด้วยโคลนวิ่งหน้าตั้งมาจึงตะโกน

    “เสี่ยวไป๋!”หนิงหรงตะโกนด้วยความดีใจที่เห็นมันกลับมาอย่างปลอดภัยทำท่าจะวิ่งออกจากเสื้อคลุมเยี่ยนเฟยไปหาเจ้าเสี่ยวไป๋ทว่ากลับถูกเยี่ยนเฟยใช้แขนข้างหนึ่งรัดตัวไว้

    “คุณหนูอันตรายห้ามออกไป” เยี่ยนเฟยเตือนเสียงต่ำ

    หนิงหรงได้ยินดังนั้นก็ชะงักข้างหลังเสี่ยวไป๋ยังมีเงาตะคุ่มๆ ตามมา อีกสี่ห้าเงา พร้อมเสียงดัง ตึง ตึง ตึงหนักๆ ของฝีเท้า

    เสี่ยวไป๋ทำตาลีตาเหลือกเหมือนหวาดกลัวรีบวิ่งสี่ขาตะกุยพื้น เพื่อเข้ามาในเขตของบ้านที่ไม่อนุญาตให้สัตว์อสูรตนใดเข้ามา แต่ไม่ทันการแล้ว!

    ลิ้นยาวจากเงาตะคุ่มพลันตวัดมาทางเสี่ยวไป๋

    หนิงหรงแทบหัวใจหยุดเต้นเมื่อเห็นลิ้นที่สามารถม้วนเจ้ากระต่ายน้อยลงท้องไปได้...

    ทว่ากลับผิดคาดลิ้นนั้นทำเพียงเลียเจ้าเสี่ยวไป๋ เลียทีเดียวน้ำลายท่วมตัวเจ้ากระต่าย

    สีหน้าเจ้าเสี่ยวไป๋ทั้งคับแค้นใจทั้งโมโห อยากจะฆ่าคน แต่กระนั้นมันก็ไม่หยุดวิ่ง ใช้แรงที่มีกระโดดรวดเดียวเข้าเขตรั้วบ้านมาได้เงาทั้งห้าจึงหยุดลงด้านนอก ในระยะสายตา

    “โว้ย!”เสี่ยวไป๋แหกปากด้วยความอัดอั้นตันใจ ขณะที่ยังหอบหายใจไม่หยุด

    “พวกเจ้าจะตามข้ามาทำไมนักหนา!ตามเฉยๆ ไม่ว่า แต่นี่ทั้งเลีย ทั้งรุมฟัดเล่นกับข้าจนสภาพขนข้ามีแต่น้ำลายเหนียวๆ!” เสี่ยวไป๋บ่นชุดใหญ่ ขณะถลึงตาใส่ทั้งห้าตัวที่สูงใหญ่กว่าทันเป็นสิบเท่า ใหญ่จนประตูทางเข้าบ้านดูเล็กไปเลย

    ทั้งห้าตัวนึกว่าเจ้าเสี่ยวไป๋อยากเล่นด้วยอีกจึงพุ่งเข้ามาทว่ากลับชนเข้ากับเขตแดนของกิเลนทอง

    “เปรี้ยง!”พวกมันทั้งห้าต่างถูกเขตแดนกระแทกจนปลิว

    “ตึง” “ตึง” “ตึง” “ตึง”“ตึง”เสียงร่างพวกมันทั้งห้า กระแทกพื้น จนพื้นดินสั่นสะเทือน

    สัตว์อสูรทั้งห้า มีขนยาวขาวแซมสีดำบ้างน้ำตาลบ้าง รูปร่างพวกมันปราดเปรียวแบบนักล่า หูสามเหลี่ยมตั้งชันพวกมันพลิกตัวลุกยืนด้วยท่าทางน่าเกรงขาม แต่กวัดแกว่งหางตาสีฟ้าของพวกมันจ้องมองมาทางเจ้าเสี่ยวไป๋

    หนิงหรงเห็นเจ้าสัตว์อสูรทั้งห้าถึงกับเบิกตากว้าง อ้าปากค้างตกตะลึง พวกมันสูงเท่าประตูบ้าน ตัวสูงใหญ่ขาเต็มไปด้วยกล้ามมัดอันทรงพลัง...

    “นะ...นี่คงไม่ใช่อย่างที่ข้าคิดใช่ไหม...”หนิงหรงจ้องเจ้าสัตว์ทั้งห้า ด้วยความตกตะลึง กัดริมฝีปากตัวเอง ลุ้นว่าเจ้าสัตว์ทั้งห้าจะทำอย่างที่คิดไหม

    ทันใดนั้นหนิงหรงก็ต้องรีบเม้มปากเกร็งสีหน้าเต็มที่ไม่ให้หลุดหัวเราะออกมา

    “โฮ่ง”

    “โฮ่ง”

    “โฮ่ง”เมื่อตัวแรกเริ่มเห่า ตัวที่เหลือจึงเห่าตาม

    พวกมันบางตัวย่อขาหน้าลงกวัดแกว่งหางยาว ส่ายก้น บ้างยกขาหน้าตะกุยอากาศ บ้างวิ่งวนเป็นวงกลมบ้างลงไปเกลือกกลิ้งหงายท้องพลิกไปมา

    ท่าทางของพวกมันแต่ละตัวเหมือนเชิญชวนให้เจ้าเสี่ยวไป๋มาเล่นด้วย

    ทุกคนพากันกลั้นขำเนื่องจากรู้ดีว่าเจ้าสัตว์หน้าขนตรงหน้านั้นขี้เล่นเพียงใด...หากได้เล่นแล้วพวกมันย่อมไม่เลิกรา

    ในอีกมิติเจ้าสัตว์ทั้งห้านี้หน้าตานิสัยเหมือนไซบีเรียนไม่มีผิด พวกหมาบรรพบุรุษเคยลากเลื่อน ปัจจุบันถูกเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงน่ารัก...เป็นนักทำลายล้าง บ้าพลัง ชอบเล่น สุนัขที่ไร้ความดุร้าย

    ทว่าในโลกนี้พวกมันคือสัตว์อสูรตัวโตทรงพลัง แต่นิสัยเป็นมิตรขี้เล่น และเป็นจอมทำลายล้างที่ทรงพลังสามารถโค่นต้นไม้ได้สบายๆ

    “เหมือนมันอยากเล่นกับเจ้านะเสี่ยวไป๋...ตอนแรกข้าได้ยินเสียงดังสนั่นก็นึกว่ามีตัวอะไรอาละวาดที่แท้เสียงเจ้าห้าตัวนี้วิ่งไล่ตามเจ้านี่เอง” หนิงหรงกล่าวขณะมองเจ้าสุนัขทั้งห้า ทำท่าเชิญชวนเจ้าเสี่ยวไป๋ไปเล่นด้วย

    ท่าทางพวกมันน่ารักน่าเอ็นดูติดตรงที่ตัวสูงใหญ่เท่าประตูบ้าน ทำให้หนิงหรงไม่กล้าเล่นกับพวกมัน...หากถูกสุนัขพวกนี้งับแรงๆ ร่างตนคงขาดเป็นสองท่อนทันที...

    ทว่าสีหน้าเจ้าเสี่ยวไป๋ไม่ขำด้วยมันทำสีหน้าเหมือนอยากฆ่าคน กำหมัดแน่น ตัวสั่น

    “เล่นกับบิดามันสิเมื่อครู่ก็วิ่งไล่กวดข้ามาตลอดทาง ซ้ำยังเลียจนขนข้าเต็มไปด้วยน้ำลายเหนียวๆพวกเจ้ามันเป็นตัวหายนะชัดๆ!” เจ้าเสี่ยวไป๋ด่าลั่นด้วยความอัดอั้น

    “ชิ้วพวกเจ้าไปได้แล้ว ข้าไม่เล่นด้วยแล้ว รีบกลับบ้านพวกเจ้าไปเลยถ้าไม่รีบกลับระวังนักล่าพวกนั้นจะมาตามถลกหนัง” เสี่ยวไป๋ไล่พลางขู่ทำให้สุนัขพวกนั้น ร้องหงิงๆ ด้วยความเศร้า ก่อนจะจากไปตามที่เสี่ยวไป๋บอก

    “ข้าไม่น่าช่วยเจ้าตัวพวกนี้ให้หลบพ้นการต่อสู้ของราชันยอดยุทธเลยจริงๆ! เล่นเลียจนตัวข้าเหนียวน้ำลายไปหมด”

    เจ้าเสี่ยวไป๋บ่นขณะที่เสี่ยวเมิ่งวิ่งไปเอาน้ำอุ่นๆ มาวางใต้ชายคาหลบฝนใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวให้เสี่ยวไป๋ แต่เจ้าเสี่ยวไป๋รู้สึกไม่ทันใจจึงกระโดดลงไปแช่น้ำอุ่นในถังเสียเลย เพื่อล้างน้ำลายเหนียวๆ ออก

    บรรยากาศรอบด้านพลันตึงเครียดอีกครั้งเมื่อได้ยินว่ามีราชันยอดยุทธอยู่ในป่าจริงๆ

    “เสี่ยวไป๋เจ้าออกไปตั้งแต่เมื่อวาน ช่วยเจ้าพวกนี้มาได้คงไม่ใช่ว่าเจอเข้ากับพวกราชันยอดยุทธหรอกนะ” หนิงหรงถามขณะลางสังหรณ์ไม่ดี

    “โอ๊ะ...”เจ้าเสี่ยวไป๋ทำตาโตเหมือนเพิ่งนึกได้ ขณะกระโดดออกมาจากถังน้ำจนน้ำจากขนหยดลงพื้นเปียกไปหมด

    “ข้าลืมบอกไปเลยว่าเมื่อคืนข้าเจอกลุ่มราชันยอดยุทธในป่า ดีที่พวกเขายุ่งอยู่กับการที่มีคนหลุดการควบคุมพลังข้าเลยหนีออกมาได้ทัน” เสี่ยวไป๋กล่าว “ดูเหมือนจะเป็นกลุ่มคนเดิมๆ จากอาณาจักรเฟยที่เข้ามาล่าสัตว์อสูรในหุบเขา เป็นประจำทุกปี ก็แค่...ปีนี้มีราชันยอดยุทธเพิ่มขึ้น” เสี่ยวไป๋กล่าวจบ ก็สะบัดขน ให้น้ำกระจายออกจากขน เพื่อให้แห้งเร็วขึ้น

    ละอองน้ำกระเด็นใส่คนรอบๆจนทุกคนต้องขยับตัวหนี

    หนิงหรงที่หลบอยู่ภายใต้เสื้อคลุมของเยี่ยนเฟยโชคดีที่ไม่โดนละอองไปด้วยตอนนี้หนิงหรงยังออกจากเกราะคุ้มกันไม่ได้เพราะพลังของราชันยอดยุทธยังมีอยู่ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อหนิงหรง

    “พวกเขายังไม่ได้สิ่งที่ต้องการรึทำไมยังไม่จากไปอีกพลังระดับนั้นล่าแค่วันเดียวก็น่าจะได้สัตว์อสูรระดับสูงที่ต้องการแล้ว”หนิงหรงถาม ผ่านช่องว่างเสื้อคลุมของเยี่ยนเฟย

    “ใครบอกว่าการล่ามันง่ายขนาดนั้น...”เสี่ยวไป๋กลอกตามองฟ้า “เจ้าคิดว่าสัตว์อสูรมีพลังยุทธระดับสูงหาง่ายนักรึ...”

    “ก็มีเจ้านี่ไง...ข้าก็ไม่เห็นว่าจะหายากตรงไหน” หนิงหรงตอบ

    “โถ่...ถุย!”เสี่ยวไป๋ถ่มน้ำลาย “ข้าจะบอกอะไรให้นะ นังหนู” เสี่ยวไป๋ตีหน้าขรึม

    “สัตว์อสูรระดับยอดยุทธขึ้นไปอย่างน้อยก็ต้องมีอายุขัยเกินห้าร้อยปีขึ้นไปแล้ว... สัตว์อสูรที่สามารถมีอายุขัยยืนยาวได้เกินสามร้อยปีนี่ก็ถือว่าหายากแล้วนะไม่ต้องพูดถึงห้าร้อยปี ทั้งป่ามีจำนวนไม่ถึงร้อยตัว...พวกมันล้วนแต่พบเห็นได้ยากไปมารวดเร็ว จะแกะรอยตามไม่ใช่เรื่องง่ายๆคนกลุ่มนี้พยายามตามหามาหลายปีแล้วก็ยังไม่พบในสิ่งที่ต้องการเจ้าว่า...หาง่ายไหมละ” เสี่ยวไป๋ถามกลับ

    “แอะ...งั้นข้าก็โชคดีสิที่ท่านเสี่ยวไป๋ดันเป็นพวกเห็นแก่กิน จึงยอมทำพันธสัญญากับข้าโดยไม่ต้องเกิดการต่อสู้กันขึ้น”

    เสี่ยวไป๋ได้ยินแล้วทำหน้าครุ่นคิด“นี่เจ้าหลอกด่าข้ารึเปล่า” มันถามอย่างสงสัย

    “หืม...ข้าชื่นชมเจ้าต่างหาก หากไม่ใช่เพราะความโชคดีเรื่องรสนิยมเรื่องอาหารของท่านเสี่ยวไป๋ชาตินี้ทั้งชาติ คนที่ไร้พลังยุทธตั้งแต่แรกอย่างข้าจะมีปัญญาจับท่านเสี่ยวไป๋มาได้อย่างไรเล่า”

    “เหอะ...หลอกด่าข้าชัดๆ”เสี่ยวไป๋แยกเขี้ยวใส่อีกฝ่าย แต่ก็ไม่ได้ถือสาจริงจังเพราะรู้ดีว่าหนิงหรงเป็นพวกปากจัด ชอบจิกกัดคนกันเองเล่นๆ

    “เจ้าแน่ใจนะว่าพวกนั้นไม่ได้ตามเจ้ามา”เยี่ยนเฟยพลันถามขึ้น เมื่อเงยหน้ามองฟ้าที่ ปรากฏสายฟ้าขึ้นอีกลูกที่อยู่ไม่ไกลนัก

    “เหลวไหลจะตามข้ามาทำไม... ไม่เห็นรึ พวกเขาทุ่มพลังเต็มที่ สงสัยว่า น่าจะเจอเป้าหมายแล้วถึงได้สู้จนสะเทือนฟ้าสะเทือนดินขนาดนั้น” เสี่ยวไป๋กล่าวขณะที่ถูกเสี่ยวเมิ่งใช้ผ้าแห้งซับน้ำบนขนของมัน

    “นั่นเป็นพลังของพยัคฆ์สายฟ้า”เสี่ยวเมิ่งกล่าว ขณะชี้สายฟ้าที่ผ่าลงบนพพื้นเสียงดังสนั่น แผ่นดินไหวเมื่อเกิดสายฟ้า ในเวลาต่อมา เหล่าราชันยอดยุทธจะใช้พลังตอบโต้กลับจนเกิดกระแสพลังที่ส่งผลต่อผู้มีพลังยุทธระดับต่ำและเพราะราชันยอดยุทธน่าจะมีจำนวนหลายคนเลยสามารถสู้กับพยัคฆ์สายฟ้าที่เป็นถึงระดับยอดยุทธได้ 

    พยัคฆ์สายฟ้าเป็นสัตว์อสูรที่เมื่อไปถึงระดับยอดยุทธจะสามารถเรียกพลังสายฟ้ามาใช้งานได้ พลังรุนแรงโจมตีได้เป็นวงกว้าง

    “เสี่ยวเมิ่งพูดถูก”เสี่ยวไป๋กล่าวขณะปรบมือชื่นชม “สายฟ้าผ่าลงมาหลายลูกแล้วตั้งแต่เมื่อวานก็สู้กันไปหลายหนคาดว่าอีกเจ้าพยัคฆ์สายฟ้านั้นคงใกล้สิ้นฤทธิ์แล้ว เล่นใช้พลังไปมากมายขนาดนั้นสุดท้ายก็ต้องหมดแรงแน่นอน”

    สายฟ้าฟาดลูกแล้วลูกเล่าอยู่ครู่หนึ่งจนท้องฟ้าสว่างจ้าราวกับกลางวัน จนเมื่อหนิงหรงร้องตะโกน

    “โอะ....นั่นมังกร!”หนิงหรงเห็นท้องฟ้าบริเวณที่มีสายฟ้าปรากฏขึ้นอีกครั้งทว่าครั้งกลับมีมังกรที่เกิดจากดินโคลนพันล้อมไว้จนมิดก่อนดินจะแข็งตัวเป็นรูปปั้นมังกร

    ท้องฟ้าที่เกิดสายฟ้าขึ้นพลันเงียบสงบไม่มีเสียงฟ้าผ่าเกิดขึ้น...

    “เจอสายกราวด์เข้าให้แล้วสินะ”หนิงหรงพึมพำเบาๆ นึกถึงเวลาป้องกันกระแสไฟรั่วต้องทำสายดิน หรือสายกราวด์ เป็นตัวกลางให้กระแสไฟลงสู่ดินโดยตรงมังกรดินตนนั้นคงใช้เป็นกำแพงป้องกันไม่ให้สายฟ้านี้แผลงฤทธิ์

    “เรียบร้อย...เจ้าพยัคฆ์สายฟ้าโดนจับแล้ว” เสี่ยวไป๋ส่ายหัว “เข้าไปข้างในกันเถอะเสี่ยวเมิ่งข้าหนาวจะแย่อยู่แล้ว”เสี่ยวไป๋กล่าวขณะกระตุกแขนเสื้อเสี่ยวเมิ่งที่อุ้มมันในห่อผ้า

    เยี่ยนเฟยลดเสื้อคลุมลงเมื่อเห็นว่าทุกอย่างสงบแล้ว คาดว่าหลังจากนี้พวกราชันยอดยุทธคงไม่ได้ใช้พลังอีก

    ท้องฟ้าที่มีฝนตกโปรยปรายมาหลายวันพลันหยุดตก

    คืนนี้พระจันทร์เต็มดวงท้องฟ้าสว่างยิ่งนักแม้ฝนจะตก ทว่าเมฆกลับไม่มาก จึงมองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจน หนิงหรงยืนจ้องมังกรดินที่เห็นเป็นเงาผงาดท้าทายท้องฟ้า

    นับตั้งแต่ที่มาสิงร่างหนิงหรงเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นในสิ่งที่อีกโลกไม่มี อย่างน้อยก็การเรียกสายฟ้ามาต่อสู้ใช้ดินโคลนรูปร่างมังกรมาต้าน และคาดว่าหลังจากนี้คงจะได้เห็นอะไรพิสดารอีกมากถ้าไม่นับเรื่องที่กิเลนทองเข้าฝัน

    “ครืน...”รูปปั้นมังกร พลันกลายเป็นดินโคลนเหลวถล่มลงพื้นดังสนั่น

    “เฮ้ย...มังกร มันพุ่งมาทางนี้แล้ว!” หนิงหรงตะโกนลั่นหลังดินโคลนถล่ม สิ่งที่ปรากฏออกมากลับเป็น ลำแสงรูปร่างมังกรสีฟ้าตัวยาวใหญ่ที่ทะยานขึ้นฟ้า พุ่งตรงมายังบ้านหลังนี้

    หนิงหรงตัวแข็งทื่อพลันขยับไม่ได้ขุมพลังยิ่งใหญ่ กดดันจนร่างตน ราวกับถูกสาปเป็นก้อนหิน

    “ฉิบหายแล้ว!”เสี่ยวไป๋ร้องลั่นด้วยความตกใจ “นั่นพลังของมังกรฟ้า! มันพุ่งมาทำบ้าอะไรทางนี้”

    “อย่ามัวแต่พูดมากรีบกางเกราะเวทคุ้มกันบ้านเร็วเข้า!” เสี่ยวเมิ่งตะโกนใส่เสี่ยวไป๋ขณะโยนมันลงพื้น

    “หืม...”เสี่ยวไป๋พลันทำเสียงสงสัยเสี่ยวเมิ่งรู้ได้อย่างไรว่ามันมีพลังเวท!พลังเวทไม่ใช่สิ่งที่สัตว์อสูรทั่วไปจะมีได้ต้องเป็นเผ่าเทพอสูรที่เป็นผู้ปกครองดินแดนเท่านั้น

    มนุษย์ทั่วไปไม่สามารถรับรู้ได้ถึงความแตกต่างระหว่างเผ่าสัตว์อสูรกับเผ่าเทพอสูร ทว่าเสี่ยวเมิ่งกลับรู้!

    “เหอะ....นั่นพลังเทพมังกรนะคิดว่าข้าจะต้านไหวเรอะ!” เสี่ยวไป๋บ่น แต่ก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเผยร่างจริงยามใช้พลังเวทเท่านั้น

    ทันใดนั้นร่างกระต่ายของมันก็พลันเปล่งแสงสีขาวแล้วกลายเป็น ชายหนุ่มร่างสูง มีใบหน้ารูปไข่ มีสันกรามชัดเจน โหนกแก้มสูงริมฝีปากบางแดงระเรื่อ ขนตาเป็นแพหนางอนดวงตาสีทองราวกับรวมประกายดวงดาวบนฟ้าเอาไว้ งดงามเย้ายวน ชวนลุ่มหลง

    นิ้วเรียวยาวทั้งสิบกรีดกรายอย่างงดงามยามที่ชายหนุ่ม วาดมือทั้งสองข้างไปในอากาศ เรียกพลังเวทสีทองออกมาก่อนจะผลักพลังนั้นขึ้นบนฟ้า กลายเป็นครอบแสงสีทองขนาดใหญ่ ปกคลุมบ้านทั้งหลังเพื่อป้องกัน การปะทะของพลังมังกรฟ้าที่พุ่งมายังบ้านหลังนี้

    ทุกคนต่างอ้าปากค้างไม่คิดฝันว่าจะมีวันได้เห็นเผ่าเทพอสูรตัวเป็นๆ ถึงว่าเจ้ากระต่ายบ้านี่ ทำไมมีพลังแข็งแกร่งกว่าสัตว์อสูรสายพันธุ์อื่นๆที่แท้มันไม่ใช่กระต่ายจริงๆ นั่นเป็นแค่ร่างจำแลงของมันเท่านั้น!

    แต่ตกตะลึงได้ไม่นาน เหตุการณ์ตรงหน้าก็พลันเรียกความสนใจของทุกคนไป

    “เปรี้ยง!”ทันใดนั้นพลันเกิดการปะทะอย่างรุนแรงแสงรูปร่างมังกรพลันกระแทกเข้ากับเกราะคุ้มกันที่เจ้าเสี่ยวไป๋กางออกตอนที่พลังกระแทก เจ้าเสี่ยวไปถึงกับหน้าเขียว เพราะเหมือนมันจะรับพลังนี้ไม่ไหว!

    “เปรี๊ยะ!”เสียงร้าวของเกราะคุ้มกันพลันดังสนั่น ก่อนเสียงร้าวเล็กๆแบบเดียวกันจะตามมาติดๆเหมือนเกราะนี้กำลังจะแตก

    ทุกคนต่างหน้าซีดเผือดหากไร้เกราะคุ้มกันนี้ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับทุกคนในบ้าน

    เยี่ยนเฟยคว้าตัวหนิงหรงมากอดไว้ใช้ร่างตนเองปกป้องนางจากอันตรายทั้งปวง

    เสี่ยวเมิ่งยืนกัดริมฝีปาก ไม่อยากเผยพลังที่แท้จริงว่าตนก็มีพลังเวทเช่นกัน

    คล้ายกับเรื่องยอดยุทธชุดชมพู ที่คุณอ่าน