Ep 005 :: บ้านเด็กกำพร้า
“เ้าหนู ข้าไม่มีธุระอะไรกับแก หากไม่อยากตายก็หุบปากให้สนิทแล้วไสหัวไป คุณชายน้อยเช่นเ้า ตัวคนเดียวจะกระทำอันใดได้”
“กระทำอันใดไม่ได้แล้วอย่างไร ถึงยังไงบุรุษก็ควรปกป้องสตรี เห็นคนลำบากแล้วไม่ช่วยก็ไม่ต่างอันใดจากสัตว์เดรัจฉาน ในฐานะคนผู้หนึ่งแห่งแคว้นฉินข้าจะไม่ยอมทำตัวไร้เกียรติเป็อันขาด!”
วาจาฉะฉานน้ำเสียงเปี่ยมด้วยความมั่นอกมั่นใจ ทำเอาเด็กสาวแอบผิวปาก ดวงตากลมโตเหล่มองคนที่จับตัวนางมาที่ในเวลานี้กำลังกัดฟันกรอดด้วยความกรุ่นโกรธ
ชายฉกรรจ์ผู้นั้นปล่อยร่างเด็กสาวที่จับไว้อย่างไม่ไยดี ก่อนที่มือหนาคว้าดาบที่ตกอยู่บนพื้น พุ่งเข้าใส่คุณชายน้อยอย่างกลั้นไม่ได้อีกต่อไป
“เด็กที่โตมาบนกองเงินกองทองจะเข้าใจอะไร หุบปากไปซะ!”
“ท่านพี่! ไม่ได้นะเ้าคะ!!”
เด็กสาวที่ถูกโยนทิ้งบนพื้นหาได้ล้มหน้าคว่ำแต่อย่างใด นางลงพื้นด้วยท่วงท่าสง่างามประดุจนักยิมนาสติก ก่อนที่มือเล็กจะคว้าข้อมือของหญิงสาวไม่ให้เข้าไปรั้งสามีของนางไว้ แล้ว
ไม่วายจับจ้องภาพคุณชายน้อยที่หวาดกลัวจนก้าวขาไม่ออกด้วยแววตาเรียบเฉย
เหอะ ท่าทางสูงศักดิ์แต่ไม่รู้จักโลก ไม่มีทางหรอกที่จะไม่มีผู้คุ้มกันคอยอยู่ใกล้ ๆ
“ตายซะเถอะไอ้เด็กปากดี!”
เคร้ง!
...นั่นไง
ดาบในมือชายวัยกลางคนถูกชายนิรนามผู้มาใหม่ปัดออกได้ด้วยการลงมือเพียงครั้งเดียว มือหนาออกแรงต่อยไปยังชายโครงแค่ทีเดียวก็ทำเอาชายผู้กำลังโกรธเกรี้ยวทรุดลงไปนอนกับพื้น
ผลัวะ!
...ตุ้บ
“อ๊อก!”
“กล้าหันดาบใส่คุณชาย โทษตายสถานเดียว”
ร่างสูงโปร่งในชุดผ้าสีดำธรรมดาแผ่ออร่าดำทมิฬ น้ำเสียงเย็นเยียบตัดขั้วหัวใจ ปลายดาบในมือจ่อเข้าที่คอหอยของชายที่นอนขดตัวด้วยแววตาเยียบเย็น
ฝ่ายภรรยาที่โดนเด็กสาวรั้งข้อมือไว้ (ตัวหญิงสาวนั้นไม่รู้จริง ๆ ว่าเหตุใดจึงดิ้นไม่หลุด) แต่แล้วเมื่อเห็นสามีกำลังย่ำแย่ก็ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดสะบัดเด็กสาวออก นางวิ่งไปทรุดตัวบังร่างสามีจากปลายคมดาบด้วยชีวิตน้อย ๆ ที่มี ริมฝีปากพร่ำขอโทษ ดวงหน้าเต็มไปด้วยหยดน้ำตา
“อย่าฆ่าท่านพี่เลย ฮึก ...ถ้าจะฆ่าก็ฆ่าข้าเถอะ ได้โปรด ...อย่าทำอะไรเขาเลย”
เด็กสาวจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความเหนื่อยหน่าย ส่ายศีรษะไปมา
ถ้านางไม่อยากเป็ผู้รู้เห็นเหตุการณ์ในเหตุฆาตกรรมชาวบ้านตาดำ ๆ นางควรยื่นมือไปข้องเกี่ยวใช่หรือไม่ แต่ตัวนางเองก็เป็ผู้เสียหายไม่ใช่หรือ ไม่ได้จำเป็ต้องปกป้องคนที่ตั้งใจทำผิดสักหน่อย...
แต่ว่าเฟิ่งปิงนั้นเข้าใจความลำบากของความยากจนเป็อย่างดีเสียด้วยสิ
...เฮ้อ
“...เช่นนั้นจงตายไปพร้อมกันเสียเถอะ”
“...ฉิงฉิง ไม่!”
องครักษ์หนุ่มไม่สนใจเสียงคร่ำครวญ และเมื่อคุณชายไม่ห้าม เขาก็เงื้อดาบขึ้นสูงหมายจะแทงตัดขั้วหัวใจสองสามีภรรยาทั้งคู่ในคราวเดียว
“โปรดหยุดมือด้วยเ้าค่ะ”
หากแต่เสียงหวานใสของเด็กน้อยก็เรียกรั้งไว้เสียก่อน ซ้ำเด็กสาวยังวิ่งมาหยุดยืนหน้าองครักษ์หนุ่มใช้ร่างเล็ก ๆ บดบังร่างของสองสามีภรรยาไว้ด้านหลัง เป็ภาพที่ดูกล้าหาญอย่างน่าแปลกตา
“...หลบ”
“ไม่เ้าค่ะ”
นางยกมือแตะปลายดาบคมเป็เชิงสื่อว่านางจะไม่หลบไปไหน ก่อนจะยกมือขึ้นย่อตัวทำท่าคารวะเอ่ยด้วยเสียงรื่นหู จนผู้ฟังนั้นชะงักไปเล็กน้อย
“ขอขอบคุณคุณชายที่ตั้งใจจะให้การช่วยเหลือข้า หากแต่จะเป็ไปได้หรือไม่ที่จะให้ทุกอย่างจบลงตรงนี้ ไม่เอาความใด ๆ ต่อกันอีก”
“อะ เอ๊ะ...ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่จำเป็ต้องขอบคุณ ส่วนเื่นั้น...คนผิดก็ต้องว่าไปตามผิด”
เด็กชายว่าพลางปรายตามองร่างสูงขององครักษ์ข้างกาย ในวินาทีนั้นองครักษ์ก็เงื้อดาบขึ้นสูงแล้วเอ่ยด้วยประโยคเดิมซ้ำอีกครั้ง
“กล้าหันดาบใส่คุณชาย โทษตายสถานเดียว”
...นั่นหรือความผิดที่ท่านใส่ใจ...
...เล่นกับคุณชายไม่รู้จักโลกน่าจะง่ายกว่าเ้าองครักษ์กระหายเืกระมัง...
“คุณชายของท่านไม่ได้รับาเ็แม้เพียงรอยแผล สมควรอภัยกันได้ อีกทั้งผู้เคราะห์ร้ายที่แท้จริงอย่างข้าหาได้อยากเอาความ ดังนั้นขอให้เื่ได้จบอย่างสันติไร้ซึ่งการนองเื ถือว่าทำบุญทำทานเถิด”
“...”
“ไม่มีสิ่งใดดีไปกว่าการให้อภัยและการมีเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลก ไม่ถูกหรือเ้าคะคุณชาย?”
เด็กสาวกล่าวอย่างแช่มช้อย ตลอดเวลาก็ก้มศีรษะลงต่ำอย่างให้ความเคารพ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับคุณชายที่อยู่ด้านหน้า
ทันทีที่ตาประสานกันราวกับเด็กชายตกลงสู่ภวังค์ จมลึกไปในั์ตาสีรัตติกาลสุกสกาวอย่างโงหัวไม่ขึ้น เผลออ้าปากตอบรับทุกคำพูด
“...อา เช่นนั้นก็ได้”
“คุณชายช่างใจกว้างยิ่ง พวกท่านเองก็รีบขอบคุณสิ”
“ขอบคุณคุณชายที่ไว้ชีวิต ฮึก ขอบคุณคุณหนูน้อยที่ให้อภัย ...ฮือ ขอบคุณจริง ๆ เ้าค่ะ”
“...เป็บุญคุณยิ่งแล้ว ข้าน้อยต้องขออภัยจริง ๆ”
สองสามีภรรยากล่าวขอบคุณด้วยเสียงสั่นพร่า ฝ่ายภรรยาคุกเข่าโขกศีรษะคำนับครั้งแล้วครั้งเล่า หากแต่ความสนใจของคุณชายน้อยอยู่ที่ดรุณีตรงหน้าเสียมากกว่า เขาเอ่ยปากเพราะอยากทราบชื่อเสียงเรียงนามของอีกฝ่าย แต่...
“เอ่อ...ไม่ทราบว่าเ้า...”
“พี่ชายของข้าหาข้าไม่พบคงกระวนกระวายแล้ว ต้องขอตัวก่อนเ้าค่ะ”
เด็กสาวเอ่ยตัดบท ย่อตัวทำความเคารพแล้วเดินเลี่ยงไปอีกฝั่ง แต่ในขณะเดียวกันก็รีบฉุดมือของสองสามีภรรยาที่อยู่ด้านหลังให้เดินตามมาด้วย และไม่รู้ว่าด้วยความโล่งใจหรือไม่ พวกเขาทั้งสองยอมถูกเด็กสาวตัวเล็ก ๆ ลากจูงไปอย่างง่ายดาย
“อ๊ะ เดี๋ยว...”
“...จะให้ตามไปจับตัวหรือไม่ขอรับ”
องครักษ์เอ่ยถามเมื่อเห็นท่าทางของเ้านาย คุณชายน้อยหลุบตาต่ำครุ่นคิดสักพักก่อนจะเอ่ยตอบ แล้วหันหลังเดินจากไปในอีกทิศทางหนึ่ง
“...ไม่ล่ะ กลับกันเถอะ”
หากมีวาสนาได้พบพานกันอีกครั้งเขาจะถามชื่อของดรุณีน้อยผู้นั้นด้วยตัวเอง และเขาเชื่อว่าต้องมีวันนั้นให้เขาแน่นอน
...วันที่เขาอาจจะได้ผูกสัมพันธ์กับนาง
“ขอรับ”
ในอีกด้าน...
เฟิ่งปิงถอนหายใจโล่งอกเมื่อพ้นคู่นายบ่าวมาได้ ใครจะรู้ว่านางไม่คิดหาเหาใส่หัวด้วยการทำความรู้จักกับคุณชายที่ต่อไปน่าจะนำพาปัญหามาให้แน่ ๆ
ดรุณีน้อยพาคู่สามีภรรยามายังมุมอับมุมอื่นโดยไม่มีทีท่าหวาดกลัวว่าหากครานี้ไร้ซึ่งผู้ช่วยแล้วนางจะโดนจับอีกรอบหรือไม่
แต่ดูเหมือนผู้ใหญ่ทั้งสองจะคิดได้แล้ว ทั้งสองในเวลานี้ไม่มีทีท่าอาจหาญมิหนำซ้ำยังก้มศีรษะตลอดเวลา แถมยังนิ่งเงียบไม่ต่างจากป่าช้า จนเด็กสาวต้องเป็คนทำลายความเงียบนั้น
“เหตุใดท่านลุงท่านป้าจึง้าลักพาตัวข้าเล่า?”
“...พวกเราผิดไปแล้ว คุณหนูน้อยโปรดให้อภัยด้วย”
ฝ่ายภรรยารีบโขกหัวคำนับจนหน้าผากปริแตก ซ้ำยังลากคอสามีให้โขกหัวขอโทษไปพร้อมกัน
...เหตุใดคนโบราณจึงชอบทำร้ายตัวเองนัก
เื่นี้ถือเป็เื่หนึ่งที่เฟิ่งปิงคิดอย่างไรก็คิดไม่ตก
“ท่านป้าอย่าได้ขอโทษอีกเลย ข้าหาได้โกรธเคืองใด ๆ ไม่ ที่ถามเพียงเพราะอยากรู้เหตุผล เผื่อตัวข้าจะช่วยอันใดได้ก็เท่านั้น”
“...บ้านของพวกเราไม่ได้ร่ำรวย ฐานะถือได้ว่ายากจน ที่บ้านมีเด็กน้อยที่อพยพจากไฟา และความอดอยากมากมาย ...เราไม่สามารถเลี้ยงดูพวกเขาได้หมด ...ฮึก”
“เดิมข้าอยู่กับภรรยาเพียงสองคน ตอนแรกข้ายังมีฐานะการงานมั่นคง พวกเราทุกคนนับได้ว่ามีความสุข แต่แล้วข้าก็ถูกหาว่ายักยอกเงินโดยพวกขุนนาง เมื่อข้าไร้ซึ่งงาน ทำให้ทุกวันนี้นับได้ว่าหาเช้ากินค่ำอย่างไรก็ยังไม่พอ”
สองสามีภรรยาเล่าไปก็น้ำตาไหลพราก ใบหน้าทุกข์ทรมาน ทั้งคู่ระบายความอัดอั้นผ่านน้ำเสียงและคำพูด เขาทั้งสองเพียง้าระบายความเก็บกดนี้ออกมา
...แต่ทั้งคู่ไม่ได้หวังเลยว่าคุณหนูน้อยตรงหน้าจะมีวิธีช่วยเหลือพวกเขาตามที่พูดจริง ๆ
ดรุณีน้อยจ้องมองทีท่าไร้สิ้นหนทางของคนทั้งคู่คล้ายกับจะมองลึกเข้าไปจนถึงภายใน เมื่อเห็นว่าความเ็ปและสิ้นหวังที่แสดงออกมาเป็ของจริง นางจึงระบายยิ้มอ่อนโยน
“ท่านลุงท่านป้าเลิกร้องไห้เถิด ถ้าอย่างไรท่านสามารถพาข้าไปที่พักของท่านได้หรือไม่?”
“หากคุณหนูน้อย้า...ย่อมสามารถ อย่างไรเสียก็หาได้มีอันใดเสียหาย”
สองสามีภรรยาลุกยืนด้วยท่าทางอ่อนแรง โซเซเหมือนคนขาดอาหาร ในเวลานั้นเองที่นางสังเกตเห็นว่าคนทั้งสองแม้จะมีโครงร่างที่หนาอยู่บ้าง แต่ว่าเนื้อหนังตามร่างกายนั้นซูบผอมจนเกือบเห็นกระดูก ิัก็แห้งกร้านจากการพักผ่อนไม่เพียงพออีกด้วย
“...ก่อนหน้านั้น ท่านไปที่หนึ่งกับข้าก่อนแล้วกัน”
สองผู้ใหญ่หนึ่งเด็กสาวหอบหิ้วของเต็มไม้เต็มมือ เดินมาหยุดยืนอยู่หน้ากระท่อมหลังหนึ่ง
กระท่อมไม้ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่อยู่ห่างไกลตัวเมือง รอบข้างเต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจี แม้ตัวบ้านจะทรุดโทรม อีกทั้งยังมีเด็กน้อยในเสื้อผ้าปอน ๆ ตัวซูบผอมอยู่มากมาย แต่พวกเขาเ่าั้ที่วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานใบหน้าใสซื่อบริสุทธิ์ประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้าง
ช่างเป็ภาพที่ดูแล้วมีชีวิตชีวาและสดใสเหลือเกิน
“หลิวเอ๋อร์ อิงเอ๋อร์ ป้ากลับมาแล้ว”
“ท่านลุง! ท่านป้า! ยินดีต้อนรับกลับ~!!”
“เฮ้ ๆ! ท่านลุงท่านป้ากลับมาแล้ว~!!”
เด็กตัวน้อยใหญ่ทั้งชายและหญิงต่างวิ่งเข้ามาโอบกอดผู้ใหญ่ทั้งสองไว้แแ่ ใบหน้าของเด็กน้อยเปื้อนยิ้มสุขสันต์ ใบหน้าของผู้ใหญ่ทั้งสองอ่อนโยนอบอุ่น และดูเหมือนรอบข้างจะลืมนางกันเสียหมดด้วยสิ
“ท่านป้า คนนี้คือ...?”
เด็กสาวคนหนึ่งที่น่าจะอายุมากกว่าเฟิ่งปิงสักสามสี่ปีชี้นิ้วมาทางดรุณีที่ถูกลืม ใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นเต็มไปด้วยความสงสัย ดวงตากลมโตนั้นฉายแววฉลาดเฉลียวพอสมควร เด็กสาวนางนั้นเว้นระยะห่างจากเฟิ่งปิงไว้มากพอประมาณ อาจเพราะตัวเด็กสาวรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายบางเบาที่ไม่รู้ว่าคืออะไรจากตัวเด็กตัวเล็กกว่า
อีกทั้งถ้าสังเกตจากเสื้อผ้าที่แม้จะไม่งดงามหรูหรา แต่ก็ไม่สกปรกแม้แต่นิด ก็พอเดาได้ว่าเด็กคนนั้นดูแล้วน่าจะเป็ลูกสาวครอบครัวคนมีเงิน นางกลัวว่าถ้าเข้าใกล้มากไปอาจทำให้คุณหนูผู้นี้สกปรกหรือไม่พอใจ
เฟิ่งปิงแย้มยิ้มในใจ เพียงเห็นท่าทางเช่นนั้นก็รู้ว่าเด็กน้อยประเมินอะไรอยู่ ช่างเป็เด็กสาวที่เฉลียวฉลาดช่างสังเกตมากพอดูเลยทีเดียว
“อ๋อ คุณหนูท่านนี้คือ...”
“ขออภัยที่ลืมแนะนำตัว ข้ามีนามว่าหยางเฟิ่งปิง ยินดีที่ได้พบ”
เด็กสาวต่อบทเพราะรู้ว่าลุงป้าคู่นั้นยังไม่รู้จักชื่อนาง เพราะพวกนางยังไม่คุยอะไรกันมากมาย แล้วยังไม่ได้แนะนำตัวกันด้วย
“ของพวกนี้คุณหนูน้อยเป็คนซื้อมาให้ พวกเ้าลองดูสิ”
“ว้าววว~!”
“ขอบคุณเ้าค่ะ!/ ขอบคุณ! / ขอบคุณมาก!”
“ยินดีที่พวกเ้าทุกคนชอบ”
สิ่งของมากมายที่นำมา แม้เป็เพียงเสื้อผ้าอาหารง่าย ๆ จากในตลาด แต่จากปริมาณแล้วก็เป็เงินมากพอดู ซึ่งเฟิ่งปิงนั้นลงทุนควักกำไลหยกเนื้องามบนข้อมือไปจำนำ แล้วนำเงินเ่าั้มาซื้อสิ่งของพวกนี้มาให้นั่นเอง
แน่นอนว่าสองสามีภรรยานั้นยินดีกับข้าวของที่ได้ แต่พวกเขาไม่อาจเข้าใจว่าทำไมคุณหนูผู้นี้ถึงทำเพื่อคนที่ไม่รู้จักมากขนาดนั้น ซ้ำยังเป็คนที่คิดร้ายกับนางมาก่อนอีกต่างหาก
แต่เฟิ่งปิงรู้ตัวดีว่านางสงสารเพราะนางเองก็เคยเป็เหมือนพวกเขาเ่าั้ เป็เด็กกำพร้าที่ไร้ญาติขาดมิตร แต่ตัวนางอาจจะดีกว่าเด็ก ๆ ทุกคนที่อยู่ที่นี่ เพราะในยุคนั้นมีเครื่องอำนวยความสะดวกและการดูแลเอาใจใส่ ดังนั้นนางจึงทนนิ่งดูดายไม่ได้
“ขออภัยที่เสียมารยาท ข้า ‘สุ่ยหลิว’ ขอบคุณสำหรับสิ่งของมากมาย”
เด็กสาวคนเดิมเดินมาย่อกายคารวะ รู้ได้ทันทีว่าเด็ก ๆ ที่อยู่ที่นี่แม้จะไม่ได้รับการศึกษาที่ถูกต้องแต่ก็มีความรู้ และมารยาทมากพอสมควรทีเดียว
“พี่สุ่ยหลิวอย่าได้เกรงใจ เพียงน้ำใจเล็กน้อยเท่านั้น แล้วท่านจะไม่ไปเลือกสรรเสื้อผ้าสักสองสามชุดหรือ”
“รอให้น้อง ๆ เลือกก่อนดีกว่า”
“ท่านช่างเป็พี่สาวที่แสนดีจริง ๆ ข้าเป็ลูกสาวคนเดียวของที่บ้าน หากพี่สุ่ยหลิวยินดีข้าก็อยากนับพี่สุ่ยหลิวเป็พี่น้อง”
เฟิ่งปิงพูดอย่างตรงไปตรงมา คนที่ผ่านโลกมาสองชาติภพเช่นนางมีเซนส์ที่นับได้ว่ายอดเยี่ยม เพียงแค่แวบแรกที่เห็น นางก็สามารถบอกได้ถึงลักษณะคร่าว ๆ ของแต่ละคน ดังนั้นการที่นางอยากจะนับญาติกับเด็กสาวแปลกหน้าก็เพราะนางมั่นใจว่านางจะได้มากกว่าเสีย
...คล้าย ๆ กับกรณีที่นางไม่้ารู้จักคุณชายน้อยผู้นั้น เพราะเขาน่าจะนำพาปัญหามามากกว่าเื่ที่ดี
“ข้ามิกล้าหรอก แค่ดูก็รู้ว่าท่านต้องเป็บุตรีขุนนางหรือพ่อค้าร่ำรวย เด็กกำพร้าเช่นข้ามิอาจเอื้อม”
“ฐานะหาสำคัญไม่ สิ่งสำคัญคือความจริงใจต่างหาก”
“...คุณหนู ไม่ทราบว่าท่านอายุเท่าใดหรือ?”
“อายุเป็เพียงตัวเลข พี่สุ่ยหลิว ถึงข้าจะเยาว์วัยแต่ก็รู้ว่าอะไรเป็อะไรนะ”
รอยยิ้มงามหวานดั่งน้ำผึ้ง คำพูดคำจาท่วงท่าทรงภูมิดั่งบัณฑิตของเด็กสาวที่ตัวเล็กและน่าจะเยาว์วัยกว่าทำเอาสุ่ยหลิวมึนตื้อไปชั่วขณะ แต่ก่อนที่นางจะได้อ้าปากตอบอะไร ป้าฉิงฉิงก็ร้องะโโหวกเหวกด้วยทีท่าตื่นกลัว
“ข้าเกรงว่า...”
“หลิวเอ๋อร์! ฮั่วเอ๋อร์เล่า เขากลับมารึยัง!?”
“เอ๊ะ? ‘เอี้ยนฮั่ว’ ข้ายังไม่เห็นเขาเลย จะว่าไป... ‘ตี้ถู่’ กับ ‘ชุยเฟิง’ ข้าก็ยังไม่เห็นเช่นกัน”
หญิงสาวรับฟังคำตอบของสุ่ยหลิวจบก็มีสีหน้ากระวนกระวายอย่างเห็นได้ชัด เห็นดังนั้นเฟิ่งปิงจึงได้เอ่ยปากถามพี่สาวสุ่ยหลิวอีกครั้ง
“พวกเขาเ่าั้คือใครหรือ?”
“อ๋อ เอี้ยนฮั่ว ตี้ถู่ ชุยเฟิง แล้วก็ข้ามาอยู่ที่นี่พร้อมกัน พวกข้าทุกคนอายุสิบปีเก้าปีกันตามลำดับ แม้ที่นี่จะยังคงมีเด็กโตกว่าอยู่บ้าง แต่พวกข้าสี่คนก็นับได้ว่าเป็พี่ใหญ่ของบ้านคอยดูแลเด็กเล็กกว่าน่ะเ้าค่ะ”
“เรียนคุณหนู เอี้ยนฮั่วกับเพื่อนรับหน้าที่วิ่งราวถุงเงินของพี่ชายท่าน ทว่าจนป่านนี้เขายังไม่กลับมา จะเป็ไปได้หรือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา!?”
ฉิงฉิงสารภาพออกมาตามตรง ปกติทุกคนในครอบครัวจะถูกสอนให้รักศักดิ์ศรี ถึงวันนี้นับเป็คราแรกที่นางและสามีกระทำสิ่งที่ผิด แต่เวลานี้นางเป็ห่วงเด็ก ๆ เ่าั้ยิ่งกว่าอะไร นางจึงสารภาพอย่างไม่ลังเล แม้ยามที่พูดไปแล้วจะได้สายตาตื่นตระหนกปนผิดหวังจากสุ่ยหลิวมาพร้อมกันก็ตาม
“...ท่านป้า”
“งั้นอาจจะแย่ก็ได้กระมัง ข้าลืมไปเลยว่าถ้าพี่ชายหาข้าไม่เจออาจจะกำลังอารมณ์เสียก็เป็ได้”
“คุณหนูน้อย พี่ชายท่าน จะทำร้ายพวกเขาหรือไม่ เด็กพวกนั้นยังเป็แค่เด็กไร้เดียงสา คนผิดคือข้าเองแท้ ๆ! โฮ!”
“ไม่ คนต้นคิดคือข้า ภรรยาข้าหาได้กระทำผิด หากว่ากันตามผิดก็ต้องลงโทษข้าสิ!”
สองสามีภรรยาผลัดกันกล่าวโทษตัวเอง ฝ่ายหญิงเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้นจนน่าสงสารอีกครา
“ท่านลุงท่านป้ามัวแต่โทษตัวเองก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด ถ้าอย่างไรลองตามข้ากลับไปที่บ้านก่อน ท่านอาจจะเจอพวกเขาก็ได้”
“ข้าขอไปด้วย!”
สุ่ยหลิวรีบพูดขึ้น หลบสายตาอ้อนขอให้นางรออยู่ที่นี่ของท่านลุงท่านป้า ในเมื่อนางก็เป็ห่วงพี่น้องของนางเช่นกัน นางจะไม่ยอมรอคอยอยู่เฉย ๆ เป็แน่
เห็นดังนั้นเฟิ่งปิงก็ตัดบทละครของครอบครัวด้วยคำพูดประโยคเดียว เนื่องด้วยเกรงว่าพวกเขาทั้งสามจะสนทนากันทางสายตาไม่เลิกเสียที
“เช่นนั้นก็รีบไปกันเถิด”