ผู้าุโสูงสุดขมวดคิ้วมุ่น เขาทราบเื่ของป้ายชิงอวิ๋นชิ้นที่สามดี ว่าที่ผ่านมาอยู่กับตระกูลมู่ที่เมืองจี่โจว เื่นี้ไม่ใช่ความลับอะไร ผู้าุโคนอื่น ๆ ของสำนักต่างก็ทราบเื่นี้
ตอนนั้นบรรพบุรุษของตระกูลมู่มีวาสนาได้รับป้ายชิงอวิ๋นจากท่านบรรพจารย์น้อยอวิ๋น ส่วนเหตุผลที่มอบให้นั้น ท่านบรรพจารย์น้อยอวิ๋นไม่เคยกล่าวถึง พวกเขาเองก็ไม่เคยถามเช่นกัน
อีกทั้งั้แ่ที่มู่เทียนเซี่ยฟื้นขึ้นมาก็ไม่เคยพูดถึงเื่นี้ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่รู้ว่านางเป็คนของตระกูลมู่แห่งเมืองจี่โจว
“เ้าบอกว่าป้ายนี้ข้าขโมยจากเ้ามาอย่างนั้นหรือ?” มู่เชียนจิ่วเดินมาตรงหน้ามู่เทียนเซี่ย พลางยื่นมือออกไป
“เอาออกมาสิ”
มู่เทียนเซี่ยกลับถอยหลังโดยไม่รู้ตัว มองมู่เชียนจิ่วด้วยสายตาหวาดระแวง “เอาอะไร?”
“หลักฐานอย่างไรล่ะ” มู่เชียนจิ่วคว่ำปากเล็กน้อย “อาหารจะกินส่งเดชก็ได้ แต่คำพูดจะเอ่ยส่งเดชไม่ได้ เ้ากล่าวหาข้าว่าขโมยของของเ้าไป ก็ต้องมีหลักฐานสิ!”
มู่เทียนเซี่ยมีสีหน้าแดงก่ำทันที ป้ายชิงอวิ๋นเป็สมบัติของตระกูลมู่ของนาง นี่เป็เื่ที่ทุกคนต่างรู้ดี ยัง้าหลักฐานอะไรอีก!
ต้องเป็เพราะหลังจากนางพี่สาวนอกไส้สารเลวนั่นตกลงไปในหุบเหวแล้ว คนผู้นี้บังเอิญไปพบป้ายชิงอวิ๋นเข้าจึงเก็บมาเป็แน่!
“เ้าได้ป้ายชิงอวิ๋นนี่มาจากที่ไหนกันแน่?” หลิวมู่เฉินมองมู่เชียนจิ่ว ทว่าเมื่ออีกฝ่ายหันมาสบตากับเขา ดวงตาที่สุกสกาวคู่นั้นก็ทำให้อาจารย์ผู้สูญเสียศิษย์รักถึงกับผงะไป
“จิ่วเอ๋อร์”
เสียงของหลิวมู่เฉินแ่เบามาก แม้แต่ผู้าุโสูงสุดที่อยู่ใกล้เขาที่สุดก็ยังฟังไม่ชัด ทว่ามู่เชียนจิ่วกลับได้ยินอย่างชัดเจน
‘อาจารย์จำข้าได้แล้วอย่างนั้นหรือ?’
ทว่ามู่เชียนจิ่วกลับรู้สึกสับสน นี่มันไม่ถูกต้องนี่นา ตอนนี้กายเนื้อของนางเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็รูปร่างหน้าตา หรือแม้แต่ไอพลังของนางก็ล้วนต่างจากกาลก่อน อาจารย์จะจำนางได้อย่างไรกัน?
“สตรีนางหนึ่งที่ใกล้ตายเป็คนให้มา นางบอกว่านางชื่อมู่เชียนจิ่ว” มู่เชียนจิ่วยังไม่อยากเปิดเผยตัวตน จึงแต่งเื่ที่จริงครึ่งไม่จริงครึ่งขึ้นมา
“มู่เชียนจิ่ว” หลิวมู่เฉินจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย “ในเมื่อป้ายชิงอวิ๋นนี้มีคนมอบให้เ้า เช่นนั้นเ้าก็เป็เ้าของป้ายชิงอวิ๋นนี่แล้ว สำนักชิงอวิ๋นของเราสนใจแค่ป้ายชิงอวิ๋นเท่านั้น ไม่ได้สนใจว่าจะเป็ใคร”
มู่เทียนเซี่ยพลันใบหน้าไร้สีเื คำกล่าวของหลิวมู่เฉินบ่งบอกอย่างชัดเจนแล้ว ว่าสนใจแค่ป้ายชิงอวิ๋นเท่านั้น ไม่ได้สนว่าจะอยู่ในมือของใคร เช่นนั้นไม่เท่ากับว่า ความฝันที่จะได้เป็ศิษย์สายสืบทอดของท่านเ้าสำนักของนางต้องสลายหรอกหรือ?
…นางสารเลวมู่เชียนจิ่ว จะตายอยู่แล้วยังมอบป้ายชิงอวิ๋นให้คนอื่นอีก หากรู้ว่าจะเป็เช่นนี้ นางคงฆ่ามันไปตั้งนานแล้ว!
“เ้ามีคำขออะไร สามารถบอกมาได้เลย ขอเพียงไม่ผิดต่อฟ้าดิน สำนักชิงอวิ๋นของเราจะทำสุดความสามารถ” หลิวมู่เฉินเอ่ยด้วยแววตาอ่อนโยน ป้ายชิงอวิ๋นนี้ตอนนั้นจิ่วเอ๋อร์เป็คนเอาไป บัดนี้ป้ายชิงอวิ๋นชิ้นสุดท้ายได้กลับมาอยู่ในมือของเขาแล้ว
…แต่จิ่วเอ๋อร์ เ้าไปอยู่ที่ใดกัน…
สามร้อยปีมานี้เขาถึงขั้นใช้วิชาคำนวณความลับ์โซ่วหยวน ทว่าก็ยังคงไม่สามารถตามหาร่างที่กลับชาติมาเกิดของจิ่วเอ๋อร์ได้
แต่เขาก็เชื่อมาตลอดว่าจิ่วเอ๋อร์จะกลับมา บางทีนางอาจจะเหมือนกับเขา กำลังคิดถึงอีกฝ่ายอยู่ ดังนั้นเขาจึงเฝ้ารอนางมาโดยตลอด
อย่าว่าแต่สามร้อยปี ต่อให้ต้องรอนางอีกสามพันปี หรือสามหมื่นปี เขาก็จะรอต่อไป จนกว่าศิษย์รักของเขาจะกลับมาอยู่เคียงข้างเขาอีกครั้ง!
“ข้า้าคารวะท่านเป็อาจารย์” มู่เชียนจิ่วบอกจุดประสงค์ของตัวเองออกมา เพราะสิ่งที่นางรอคอยมาตลอดคือ การพูดประโยคนี้ออกไป
ผู้าุโทั้งเจ็ดยอดเขาต่างมองหน้ากัน พวกเขาอยากให้ท่านเ้าสำนักรีบปฏิเสธโดยเร็ว หากเป็เมื่อสามร้อยปีก่อน บางทีพวกเขาอาจจะไม่คิดเช่นนี้ ทว่านับั้แ่บรรพจารย์น้อยอวิ๋นจากไป ท่านเ้าสำนักวัน ๆ ก็เอาแต่หมกตัว บางครั้งก็ไม่เคยเห็นแม้แต่เงาไปหลายสิบปี!
เมล็ดพันธุ์ที่ดีเช่นนี้หากเป็ศิษย์ของท่านเ้าสำนักจริง ไม่เท่ากับตัดโอกาสพวกเขาหรอกหรือ?
“ชีวิตนี้ข้ามีศิษย์เพียงคนเดียว” หลิวมู่เฉินปฏิเสธอ้อม ๆ “เ้าขออย่างอื่นเถอะ”
“ท่านเ้าสำนัก การคารวะท่านเป็อาจารย์ คงไม่ได้เป็เื่ที่ผิดต่อฟ้าดินหรอกกระมัง?” มู่เชียนจิ่วเอ่ยอย่างท้าทาย “หรือว่าป้ายชิงอวิ๋นนี้เป็เื่หลอกลวงอย่างนั้นหรือ?”
ทันทีที่นางเอ่ยประโยคนั้นออกมา สีหน้าของเหล่าผู้าุโต่างก็เปลี่ยนไป
มู่เทียนเซี่ยเองก็กำมือแน่น ใบหน้างดงามเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ดวงตาที่มองไปทางมู่เชียนจิ่วเคียดแค้นอย่างที่สุด!
หลิวมู่เฉินไม่อยากจะตอบตกลง แต่เมื่อคิดว่านี่เป็ความปรารถนาสุดท้ายของจิ่วเอ๋อร์ ก่อนตายเขาสัญญากับจิ่วเอ๋อร์เอาไว้ว่าจะช่วยนางตัดบ่วงนี้ อีกทั้งนี่เป็คำขอครั้งสุดท้าย
“เ้าจะคารวะข้าเป็อาจารย์จริง ๆ หรือ?”
ผู้าุโทั้งเจ็ดยอดเขาได้ยินดังนั้นถึงกับดวงตาเบิกโพลง ท่านเ้าสำนักที่มีใจเด็ดเดี่ยวมาตลอดของพวกเขา จะยอมรับปากอย่างนั้นหรือ?
ผู้าุโสูงสุดถึงกับกุมหน้าอกตัวเอง เขารู้สึกราวกับหัวใจของเขากำลังปวดหนึบ แค่คิดว่าเมล็ดพันธุ์ที่ดีเช่นนี้จะต้องถูกท่านเ้าสำนักเหยียบย่ำ ช่างน่าเศร้ายิ่งนัก!
ผู้าุโที่เหลือก็มีท่าทางไม่ต่างกัน
“อืม ๆ!” มู่เชียนจิ่วรีบพยักหน้ารับทันที แต่เมื่อเห็นสายตาของหลิวมู่เฉินดูแปลกไป นางจึงกระแอมเล็กน้อย “ศิษย์คารวะอาจารย์!”
หลิวมู่เฉินเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสะบัดมือ ป้ายชิ้นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของมู่เชียนจิ่ว “นับแต่นี้ไปเ้าเป็ศิษย์คนที่สองของข้า เพราะเ้ายังมีศิษย์พี่หญิงอีกคนหนึ่ง”
“ขอรับ อาจารย์!” มู่เชียนจิ่วยิ้มตาหยี หากรู้ว่าตนเองจะได้กลับมาเกิดใหม่ ก่อนตายนางน่าจะทิ้งคำสั่งเสียเอาไว้อีกสักหน่อย แต่ไม่เป็ไร นางรู้จักนิสัยของอาจารย์ดี ไม่ช้าก็เร็วนางย่อมสามารถเอาชนะใจเขาได้อย่างแน่นอน!
มู่เทียนเซี่ยรู้สึกริษยาตาร้อนจนแทบคลั่ง แต่ไม่กล้าแสดงออกมา ประกายความเคียดแค้นในดวงตาราวกับจะเผาไหม้ทุกสิ่งตรงหน้าก็มิปาน นางเกลียดบุรุษตรงหน้าผู้นี้ มันทำให้สาวใช้ของนางต้องตาย อีกทั้งยังแย่งโอกาสครั้งใหญ่ที่ตระกูลมู่ของนางจะกลับมาผงาดไปอีกด้วย!
…นางจะต้องบอกเื่นี้ให้ท่านพ่อทราบ ให้เขาส่งคนมาสังหารมันซะ ผู้ใดที่บังอาจขวางทางตระกูลมู่ของพวกนาง มันผู้นั้นต้องตาย!
“อะแฮ่ม!” จิ่งอี๋ได้สติเป็คนแรก จึงมองไปยังมู่เทียนเซี่ย “เซี่ยเอ๋อร์ เ้าจะยอมคารวะข้าเป็อาจารย์หรือไม่?”
มู่เทียนเซี่ยแม้จะไม่เต็มใจเท่าไรนัก แต่นางรู้ดีว่าในบรรดาผู้าุโทั้งหมด จิ่งอี๋เป็รองเพียงผู้าุโสูงสุดเท่านั้น ถึงขนาดที่บางครั้งผู้าุโสูงสุดยังต้องฟังนาง
เมื่อคิดได้ดังนั้น คุณหนูใหญ่มู่ก็ขบเม้มริมฝีปาก ก่อนจะคุกเข่าลงข้างหนึ่ง “ศิษย์คารวะอาจารย์!”
“ดี ดี!” จิ่งอี๋เผยรอยยิ้มออกมา ภายในใจกลับรู้สึกเสียดายอย่างมาก ชีพจริญญาระดับฟ้าแม้จะเป็เื่ดี ทว่าอย่างไรเสียก็ยังด้อยกว่าบุรุษหน้ากากไร้หน้าผู้นั้นอยู่ดี
ผู้าุโคนอื่น ๆ เมื่อเห็นว่าตนช้าไปก้าวหนึ่งแล้ว จึงทำได้เพียงเลือกศิษย์จากบรรดาคนที่มีชีพจริญญาระดับดินสิบกว่าคนนั้น และเลือกศิษย์ที่มีชีพจริญญาระดับมนุษย์เป็ลำดับสุดท้าย
มู่เชียนจิ่วและมู่เทียนเซี่ยสบตากันเล็กน้อย ฝ่ายแรกมีท่าทีกระหยิ่มยิ้มย่อง ส่วนอีกฝ่ายกลับเต็มไปด้วยความเคียดแค้น ทว่าทั้งสองฝ่ายต่างก็มีความคิดที่เหมือนกันอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ …ต้องสังหารอีกฝ่ายให้ได้!
ผ่านไปครู่ใหญ่ เหล่าผู้าุโก็เลือกศิษย์เสร็จเรียบร้อย ผู้าุโสูงสุดมองหน้าหลิวมู่เฉิน “ท่านเ้าสำนัก ได้เวลาเปิดสุสานกระบี่แล้วขอรับ”
ศิษย์ที่เข้ามาใหม่ต่างมีท่าทางงุนงง เห็นได้ชัดว่าไม่เคยได้ยินคำว่า ‘สุสานกระบี่’ มาก่อน ทว่าบรรดาศิษย์ที่อยู่มานานแล้ว กลับเต็มไปด้วยความอิจฉา
เพราะในสุสานกระบี่มีสมบัติล้ำค่า ที่ผู้แข็งแกร่งของสำนักชิงอวิ๋นทิ้งเอาไว้!
ศิษย์สายในทั้งหมดที่เข้ามาใหม่จะสามารถเข้าไปในสุสานกระบี่ได้หนึ่งครั้ง เพื่อเลือกของวิเศษที่เหมาะสมกับตน
ศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเขาก็ได้สมบัติิญญาขั้นสูงหนึ่งชิ้นจากสุสานกระบี่มาเช่นกัน
ว่ากันว่า ด้านในยังมีเคล็ดวิชาที่ผู้แข็งแกร่งบางคนทิ้งเอาไว้ และเพียงแค่ร้อยปี ศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเขาก็สามารถหลอมฌานดรุณได้สำเร็จ ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรเช่นนี้ แทบไม่ต่างอะไรกับยอดฝีมือของเผ่าใหญ่ ๆ เลย!
ถึงอย่างนั้นการค้นหาสมบัติในสุสานกระบี่ต้องขึ้นอยู่กับวาสนา หากโชคไม่ดีบางทีอาจได้รับแค่สมบัติเวทขั้นต่ำชิ้นหนึ่งเท่านั้น และเื่นี้มีโอกาสเป็ไปได้สูงมาก!
.
.
.