‘และทีมผู้ชนะในการแข่ง ORZ ไทยแลนด์แชมป์เปียนชิปในปีนี้ได้แก่ทีม...’
กานต์ปล่อยมือขวาจากเมาส์ที่เขากุมไว้แน่นพลิกดูด้านหลังข้อมือข้างนั้นปรากฏให้เห็น ‘แผลเป็รูปกากบาท’ พลางนึกถึงััเส้นผมที่บาดลึกในความรู้สึกปลายนิ้วมือขวาของเขาจากนั้นจึงมองไปในกลุ่มคนดูหนาแน่นที่ว่างเปล่า
ที่นี่ก็ไม่มีเธออยู่...
แผ่นกระดาษสีเงินขนาดเล็กถูกโปรยไปทั่วฮอลล์หลังจากเสียงประกาศว่าทีมEternalPhoenix ชนะเลิศ
หลังจากที่ะโโลดเต้นด้วยความดีใจจนเสร็จจีเพิ่งได้มีโอกาสมองขึ้นไปบนเวทีอย่างมีสมาธิเป็ครั้งแรกในรอบหลายนาทีแม้เส้นผมสั้นชี้โด่เด่ย้อมสีเงินและส่วนสูงที่มากกว่ามาตรฐานชายไทยนิดหน่อยอาจจะทำให้เขาโดดเด่นกว่าคนอื่นบ้างเวลาเดินตามท้องถนนแต่เสื้อกั๊กสีแดงที่เขาสวมทับเสื้อทีม Eternal Phoenix ไว้นั้นประกาศอย่างชัดเจนว่าเขาเป็เพียงตัวสำรอง
บนเวทีที่มองจากที่นั่งตัวสำรองนั้นจีมองแผ่นหลังของชายผู้เป็เป้าหมายของเขา บนเสื้อทีมแบบเดียวกับเขาเขียนชื่อ ID ในเกมของเขาคนนั้นเอาไว้ ‘GH05T’ แสงไฟของทั้งเวทีต่างจับจ้องไปบนแผ่นหลังผืนนั้น
แม้อายุจะเท่ากันแต่ตอนนี้หมอนั้นวิ่งนำหน้าจีไปไกลโขและเมื่อครู่ก็ไม่ใช่เพียงแค่การคว้าแชมป์ธรรมดาแต่เป็การเล่นสุดบ้าบิ่นที่ทิ้งแผนการของทีมไปต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามแบบ 2 – 5แม้จะเจ็บใจแต่ก็ประทับใจในคราวเดียวกัน แต่นี่แหละค่อยสมกับเป็เป้าหมายที่จี้าจะก้าวข้ามหน่อย
“งั้นนี่ก็คงเป็เกมสั่งลาสินะ”เสียงตัวสำรองที่อยู่ข้างจีคุยกันทำให้จีต้องหันไปฟังด้วยความสงสัยอย่างอดไม่ได้
“ก็ไอ้กานต์น่ะ มันได้เซ็นสัญญากับทีมแวนคูเวอร์แล้วน่ะสินี่คงจะเป็เกมสุดท้ายที่มันจะได้เล่นในฐานะทีมฟินิกซ์ ก็เลยจัดเต็มซะขนาดนั้นสินะ”
คำพูดนั้นทำเอาจีตัวแข็งไปพักใหญ่
ทีมที่ไม่มีหมอนั่นอยู่งั้นเหรอ?
เื่บ้าๆ แบบนั้นเขาไม่เคยคิดถึงมาก่อนเลย
.......................................................................
ท้องฟ้ายามเช้าถูกย้อมเป็สีเทาด้วยห่าฝนที่เทลงมาทั่วเมืองหลวงของประเทศไทยใต้หลังคาบ้านหลังหนึ่งในโครงการหมู่บ้านโทรมๆ ซึ่งมีอายุมากกว่า 30 ปีมีกลิ่นหอมของอาหารเช้าโชยออกมาจากครัวของบ้านหลังนั้น
ในกระทะที่ตั้งน้ำมันร้อนนั้น เด็กสาวอายุ 16คนหนึ่งขยับมือไม้ไปมาเพื่อสับกระเทียมลงไปเจียวในกระทะอย่างคล่องแคล่วเส้นผมสีดำสนิทตัดสั้นเสมอกันในตำแหน่งต้นคอพลิ้วไหวเป็จังหวะเมื่อเธอโยนหมูสับลงในไปรวมกับกระเทียมที่กำลังร้อนแขนเสื้อชุดนอนลายการ์ตูนราคาถูกนั้นพับให้อยู่สูงระดับหัวไหล่เพื่อป้องกันการเลอะเปรอะเปื้อนของน้ำมันโดยไม่ได้หวาดกลัวความร้อนของการปรุงอาหารตรงหน้าจะส่งผลเสียกับผิวขาวเรียบเนียนของตัวเองแม้แต่น้อยแต่ถึงท่วงท่าการทำอาหารของเธอจะดูกระฉับกระเฉงขนาดไหนสายตาของเธอกลับมองไปที่เศษกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่โน้ตข้อความบางอย่างเอาไว้บนกำแพง
‘ช่วยแนะนำตัวเองหน่อย’
“ชื่อนางสาวนัชชา นภาแสง ชื่อเล่นว่า ‘คะนิ้ง’ ค่ะ ขณะนี้ศึกษาอยู่ชั้น ม. 5 โรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัยค่ะ”คะนิ้งพูดด้วยเสียงที่สดใสที่สุดที่เด็กสาว ม.ปลายจะทำได้
‘ทำไมถึงย้ายมาโรงเรียนนี้?’
“จริงๆ แล้วบ้านเกิดหนูอยู่ที่กรุงเทพค่ะ แต่ตอนอายุ 6ขวบทางบ้านมีปัญหาทางการเงินนิดหน่อยเลยต้องย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดแต่ตอนนี้คุณแม่เริ่มมีฐานะมากพอที่จะตั้งตัวได้ เลยตัดสินใจย้ายกลับมากรุงเทพค่ะ”
‘ทำไมถึงคิดว่าตัวเองเหมาะสมที่จะได้ทุนนี้ล่ะ?’
“เพราะหนูเป็คนที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาค่ะการศึกษาคือพื้นฐานของการใช้ชีวิตในสังคม ถ้ารากฐานของคนเรามั่นคงการจะต่อยอดทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตและเป็ประโยชน์ต่อคนในสังคมนั้นก็ยิ่งทำได้ดีค่ะหนูรับรองว่าถ้าหนูได้ทุนนี้จะไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอนค่ะตอนอยู่โรงเรียนเก่าหนูก็ได้รับรางวัลนักเรียนดีเด่น ประวัติเสียหายก็ไม่เคยมีเกรดเฉลี่ยก็ได้ 4.00 มาตลอดทุกเทอมค่ะ”
‘เพิ่มดราม่าเข้าไปหน่อย’
“ที่จริงแล้ว...ตลอดชีวิตของหนูเคยเห็นแต่แม่ที่ต้องทำงานอย่างหนักมาตลอดชีวิตค่ะแม่น่ะจะตื่นเช้ากว่าหนูทุกวัน แล้วก็นอนหลับคนสุดท้ายของบ้านแม่พยายามอย่างหนักเพื่อที่จะให้ชีวิตของทุกคนในครอบครัวเราได้สบายมากขึ้นอีกแม้เพียงนิดเดียวก็ยังดี”ั์ตาของคะนิ้งส่องประกายแวววาวโดยไม่จำเป็ตอนที่จ้องมองแผ่นโน้ตเ่าั้ราวกับเป็คนจริงๆ
‘อีก....’
“เพราะงั้นหนูจึงคิดว่าถ้าหนูได้ทุนนี้อย่างน้อยมันก็คงพอจะช่วยแบ่งเบาภาระของแม่ได้ทั้งหมดก็เพื่ออนาคตของหนูกับครอบครัวหนูค่ะ”
“หนวกหูว้อย ไอ้เส็งเคร็งเอ๊ย”
เสียงที่ะโแทรกมานั้นดังมากแม้จะไม่ได้ทำให้คะนิ้งใมากสักเท่าไรนัก แต่ก็มากพอที่จะทำให้เธอเสียสมาธิจาก 2กิจกรรมที่กำลังทำอยู่ตรงหน้าคะนิ้งหันหลังไปมองในห้องทานข้าวซึ่งอยู่ติดกับห้องครัวที่เธอทำกับข้าวอยู่สภาพบ้านของเธออาจจะไม่ได้ดูแย่มากเท่าไรสำหรับบ้านมือสองอายุ 30 ปีแต่ด้วยการออกแบบที่ไม่ค่อยดีบวกกับสภาพอากาศด้านนอกทำให้บรรยากาศในบ้านตอนนี้ดูอึมครึมทั้งครัวและห้องกินข้าวเต็มไปด้วยกล่องลังจากการย้ายบ้านวางระเกะระกะคะนิ้งมองไปยังมุมหนึ่งของห้องกินข้าวที่เป็ต้นตอของเสียงโวยวายนั้น
ไอ้จ้อย น้องชายแท้ๆของคะนิ้งกำลังะโใส่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของตัวเองด้วยหูฟังติดไมโครโฟนลดราคาที่แม่ซื้อให้ั้แ่ย้ายมานี่มันก็ไม่ยอมออกห่างมุมห้องตรงนั้นเลย
ตอนนี้ก็คงจะเล่นไอ้เกมไร้สาระนั้นอยู่อีกตามเคยสินะไอ้เกมชื่อ...ออ...ออฟๆ อะไรนี่แหละ ช่างเถอะ
สิ่งเดียวที่เธอรู้เกี่ยวเกมนี้ก็คือมันเป็เกมที่จะต้องะโด่ากับใครก็ไม่รู้ในอินเทอร์เน็ตซึ่งคะนิ้งก็ไม่เข้าใจว่าการทำแบบนั้นมันสนุกตรงไหน
คะนิ้งเทผัดกะเพราที่เสร็จแล้วโดยที่แทบไม่ได้มองมันเลยลงจานเท่านี้อาหารเช้ามื้อใหญ่ที่เธอเตรียมให้ทุกคนในบ้านทานพร้อมกันก็เสร็จเรียบร้อยนี่อาจจะทำให้แม่อารมณ์ดีขึ้นจากอาการเหนื่อยกับการย้ายบ้านใน่ 2 – 3วันที่ผ่านมานี้ก็ได้ แต่แล้วความหงุดหงิดก็มาเผชิญในทันทีที่คะนิ้งเดินถือผัดกะเพรามาถึงโต๊ะกินข้าวที่ตั้งอยู่หลังไอ้จ้อย
กับข้าวที่คะนิ้งทำไว้มีทั้งหมดสี่อย่างรวมผัดกะเพราที่อยู่ในมือของเธอแล้วที่ทำเสร็จก่อนหน้านี้ก็มีผัดวุ้นเส้นใส่ไข่ น้ำพริกอ่อง แล้วก็ต้มยำไก่แต่ทั้งสามอย่างที่ว่ามาถูกกินไปอย่างละหน่อยแล้วด้านข้างมีจานเปล่ากับช้อนส้อมเลอะเศษอาหารที่ยังไม่ได้ล้างวางอยู่เป็หลักฐานชัดเจน
“ไอ้จ้อย!!”คะนิ้งะโเรียกน้องที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงสองเมตรแต่ไม่มีการขานรับไอ้จ้อยยังคงทะเลาะกับคนที่อยู่อีกฟากของหน้าจอต่อไปคะนิ้งเลยตัดสินใจเดินไปกระชากหูฟังออกจากหัวน้องชาย
“เฮ้ย!! ทำบ้าอะไรของเธอเนี่ย?ยัยแมลงสาบ” ไอ้จ้อยโวยวาย
ใช่ คะนิ้งคือผู้หญิงที่ถูกน้องชายแท้ๆ เรียกตัวเองว่า‘แมลงสาบ’ ไร้ความเคารพสุดๆ ไปเลย
“ฉันบอกนายว่ามื้อเช้ามื้อนี้ให้รอแม่มากินพร้อมกันไม่ใช่รึไง?แล้วนายมากินก่อนคนเดียวแถมยังเล่นเกมไร้สาระนี่ไปด้วยแบบนี้ใช้ได้ที่ไหนเล่า!?”
“จะกินก่อนกินหลังสุดท้ายมันก็กินเหมือนกันไม่ใช่รึไงเล่าโวยวายไปได้”ไอ้จ้อยเถียงเสียงแข็งแล้วคว้าหูฟังกลับไปใส่และกลับไปอยู่ท่าเดิมที่มุมห้อง
“นะ...นายนี่มัน...” คะนิ้งโกรธจนหน้าแดงถึงใบหู“เห็นแก่ตัวสุดๆ เลย!!”
จ้อยตวัดสายตามามองพี่สาวตัวเองอยู่ครู่หนึ่งคิ้วขมวดตาจ้องหน้าพี่ตัวเองเขม็ง ทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรออกไปแต่สุดท้ายก็หันกลับไปเล่นเกมเงียบๆ ดังเดิม
ท่าทางเหมือนด่าทอว่าคะนิ้งน่ารำคาญทำให้เด็กสาวรู้สึกอารมณ์เสียขึ้นมาอ้าปากเตรียมด่าอีกยก
“ทำอะไรกันน่ะ?” เสียงของแม่ดังขึ้นด้านหลังของคะนิ้ง
คะนิ้งหันขวับไปมองต้นทางของเสียงในขณะที่ไอ้จ้อยยังอยู่ในอีกมิติหนึ่งไม่รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แม่ของทั้งสองนั้นยืนอยู่หน้าประตูหลังบ้านแม่ของคะนิ้งก็ไม่ได้เป็คุณแม่ที่ดูโดดเด่นอะไร ผู้หญิงวัยกลางคนไม่แต่งหน้าสามารถเห็นริ้วรอยบนใบหน้าได้ชัดเจน ไขมันส่วนเกินตามร่างกายทำให้เห็นได้ชัดว่าการดูแลตัวเองถูกปล่อยปละละเลยมือที่หยาบกระด้างและฝ้ากระตามร่างกายล้วนเป็ผลมาจากการทำงานหนักเสื้อผ้าเปียกละอองฝนนิดหน่อยบอกว่าแม่เพิ่งออกไปเตรียมดอกไม้สำหรับเปิดร้านเสร็จ
อนึ่งร้านดอกไม้ที่แม่เธอเปิดขายอยู่ไม่ได้ดูดีไฮโซแบบในซีรีส์เกาหลีหรอกถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพง่ายๆก็คงให้นึกถึงแผงขายพวงมาลัยดอกดาวเรืองไหว้พระตามตลาดสดน่าจะชัดเจนที่สุด
“ก็...ไอ้จ้อยมัน...”คะนิ้งพูดด้วยเสียงที่เบาที่สุดของวันนี้
“.....” แม่ยังไม่ได้ตอบอะไรกลับมาแต่คะนิ้งรู้สึกว่ากำลังโดนตำหนิอยู่
“นะ...หนูบอกทุกคนแล้วไงคะว่าเช้านี้หนูจะทำกับข้าวให้ทุกคนกินพร้อมกันน่ะแต่ไอ้จ้อยมันดันกินก่อนคนเดียวไม่รอคนอื่นเลย แบบนี้ใช้ได้ที่ไหน...”
“ปล่อยๆ มันไปเถอะไอ้จ้อยน่ะแกก็จริงจังกับอะไรไม่เื่ไปได้” แม่ตัดบท
“....ขะ...ขอโทษค่ะ” คะนิ้งพูดเสียงอ่อยสายตาของเธออ่อนแรงเกินกว่าที่จะสบตาแม่ตรงๆ เธอเลยกวาดมันไปรอบๆ ห้องทานข้าวั้แ่หลังของไอ้จ้อยผู้ยังติดอยู่ในอีกมิติหนึ่งอาหารบนโต๊ะที่ถูกกินไปอย่างละหน่อยแล้วจึงไปหยุดที่นาฬิกาติดผนังที่ตอนนี้เตือนว่าถ้าเธอไม่รีบจะทำให้พลาดนัดสำคัญ
คะนิ้งเดินคอตกผ่านหน้าแม่ของเธอขึ้นไปทางบันไดบ้านเพื่อจะตรงไปห้องของตัวเอง
“แกจะไปไหนน่ะ?” เสียงแม่ถามขึ้นมาบันไดขั้นสุดท้าย
“อาบน้ำค่ะ”คะนิ้งตอบโดยที่สายตายังให้ความสำคัญกับปลายเท้าตัวเองมากกว่าการหันกลับไปมองแม่
“แล้วไม่กินรึไง? ไอ้ที่ทำเต็มโต๊ะเนี่ย”
“...เดี๋ยวลงมากินค่ะ”
แค่อยากจะกินข้าวพร้อมหน้าอย่างครอบครัวที่มีความสุขทำไมมันยากเหลือเกินนะ...?