แสงแดดยามเย็นตกกระทบผิวน้ำ ทอดประกายระยิบระยับดั่งต้องมนต์ เด็กหนุ่มนั่งอยู่บนพื้นซีเมนต์ มีหญิงสาวแต่งชุดนักเรียนนั่งข้าง เธอกำลังกินหมูปิ้งและพูดไปด้วย ทั้งสองดูเหมือนคู่รักทว่าไม่ใช่บาสมองไปยังผิวน้ำ ก่อนจะหันไปถามพี่บีสว่า “พี่ อีกปีเดียวก็จบแล้วใช่ปะ” “ใช่....ทำไม่เหรอ?” พี่บีสไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมอยู่ๆ เขาถึงถามคำถามนี้นะ จะไปเรียนด้วยหรือไง หรือคิดอะไรมากกว่านั้น? แต่อย่างใดก็ตามมีสิ่งหนึ่งที่ต้องกล่าวชม “นี่ หมูปิ้งของบาสอร่อยมากเลยนะ เนื้อติดมันนุ่มๆเนี่ย พี่ชอบ”พูดไปแล้วก็เลียริมฝีปาก แน่ะ...ปากพี่นี่น่ากินจริงๆ“พี่ชอบก็ดีแล้ว ไว้บาสจะทำให้กินอีกนะ” เห็นว่าชอบก็ดีใจ แต่หญิงสาวส่ายหน้าปฏิเสธ“ไม่ต้องหรอกบาส ลำบากเปล่าๆ พี่เองก็มีเรื่องที่ต้องทำ คงมากินแบบนี้ทุกวันไม่ได้”นั่นสินะ...เป็นจริงอย่างที่พี่พูด คำนี้เหมือนกับคำปฏิเสธ ทำไมกันนะ? เห็นว่าบาสนั่งหงอยจึงรู้สึกผิดไม่น้อย รีบพูดว่า “นี่ ไม่ใช่พี่ไม่อยากกินนะ เพียงแต่พี่เกรงใจน่ะ ของซื้อของขายจะมากินแบบนี้ก็ยังไงอยู่”“ถ้างั้นบาสขายในตลาดดีมั้ย” เด็กหนุ่มเสนอ“จะขายเหรอ?”“ล้อเล่นน่ะ ที่จริงแล้วแค่อยากมองหน้าพี่เวลากินเท่านั้นเอง”“ไม่ดีมั้ง...” เมื่อเห็นสายตาที่กำลังจ้องมองมา พี่บีสรีบหลบหน้าไปทางอื่น บาสหัวเราะลำคอหึหึ “จ้องอะไรอยู่ได้ คนกำลังกิน” “ก็มันน่ามองนี่เนอะ” ไม่ว่ามองเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ ใช่มันเป็นความรู้สึกที่พิเศษสุด และบาสไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะมีโอกาสได้มองหน้าพี่เขาใกล้ๆ“นี่บาส ไปเอาสูตรหมูปิ้งมาจากไหนเหรอ” เธอไปไม่เป็นจนต้องเปลี่ยนเรื่องคุย แน่ละเล่นจ้องหน้าขนาดนั้นใครไม่เขินก็แย่เเล้วบาสหันหน้าไปทางอื่นเพื่อให้เธอได้พักหายใจ “จากโทรทัศน์”“ชอบดูเหมือนกันเหรอ พี่ก็ชอบดูนะรายการทำอาหาร” เธอถอนหายใจเล็กน้อย“แล้วพี่อยากทำอะไร? เปิดร้านอาหารเหรอ” บาสถาม “อืมม์...จะว่าไงดี ก็อยากอยู่นะ แต่พี่ต้องเรียนบัญชีต่อ สายอาหารคงไม่ใช่ทางของพี่และมันดูไม่ค่อยมีอนาคต” เสียงของพี่บีสสั่นเล็กน้อย ไม่รู้ว่านี่ใช่ความในใจมั้ย แต่เขารู้ว่าหลังจบไปเธอเป็นพนักงานบัญชีบริษัทแห่งหนึ่ง“อ๋อ...” บาสเพียงร้องอ๋อยิ้มๆ เป็นธรรมดาที่คนเราจะคิดแบบนี้ เป็นลูกจ้างเขามีเงินเดือนที่แน่นอน ซึ่งไม่เหมือนกับการเป็นเจ้าของกิจการเองซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าจะเจ๊งวันไหน การขายอาหารเองก็เหมือนกัน มันมีความเสี่ยง“นี่ๆ พี่ไม่ได้หมายความว่ายังงั้นนะ เพียงแต่...พี่ไม่ชอบการที่ต้องยืนอยู่ต่อหน้าคนเยอะๆ” พี่บีสกลัวว่าบาสจะเข้าใจผิด เพราะว่าครอบครัวเขาตอนนี้ก็ขายของในตลาด คำพูดที่ว่าไร้อนาคตมันฟังดูโหดร้ายเกินไป ใช่มันเป็นคำที่ไม่สมควรพูด“บาสเข้าใจพี่ ใครๆต่างก็มองอาชีพค้าคายต่ำกันทั้งนั้น แต่อย่างใดก็ตามบาสไม่คิดงั้น” เสียงของเด็กหนุ่มช่างฟังดูลึกลับ“แล้วบาสคิดยังไง” เธอดูสนใจไม่น้อย อยากรู้เหลือเกินว่าเขาจะตอบยังไง “มันเป็นอาชีพทีมีเกียรติ! และหาเงินให้เรามากกว่าพนักงานออฟฟิศ เอาล่ะตอนนี้ก็หลายนาทีแล้ว เรากลับขึ้นไปขายของเถอะ” บาสปัดฝุ่นเล็กน้อยแล้วยื่นมือออกไป พี่บีสยังสงสัยในคำพูดนั้น แต่ก็จับมือเด็กหนุ่มลุกขึ้นมาพวกเขานั่งตรงขอบสระ ซึ่งเป็นพื้นคอนกรีต มีบันไดลงไปให้อาหารปลา คนมักจะมาที่นี่เพื่อให้อาหารหรือไม่ก็ชมอาทิตย์ยามเย็น บาสมองพี่บีสกลับไปร้านขนมไทย ดวงตาของเขาดูเหม่อลอยครู่หนึ่ง ถึงแม้เขาจะชอบพี่บีสแต่ก็ไม่รู้ว่าแท้จริงนิสัยเธอเป็นยังไง รู้เพียงแต่ว่าชอบแค่นั้น ใช่มันเป็นความรู้สึกไม่ได้มีอะไรลึกซึ้งในหัวใจ“นี่ไปทำอะไรมาตั้งนาน! อย่าบอกนะว่าทำอะไรพี่เขา” เมื่อมาถึงก็ถูกพี่เมย์ซัดเป็นชุด“ก็แค่นั่งดูน้ำ...ดวงอาทิตย์ที่กำลังตก” บาสตอบตามตรง แต่มีหรือที่พี่เมย์จะเชื่อ“อ๋อเหรอ พี่ก็นึกว่าแกทำอะไรกับพี่บีสซะอีก”“บ้าใครล่ะจะกล้าทำ” “นี่ๆ ทั้งสองคนเลิกคุยกันได้แล้ว หันมาช่วยพี่น้ำขายของหน่อยสิลูก” พ่อรุ้งที่กำลังย่างปลาดุกเอ็ด ทั้งสองจำต้องเลิกกัดกันแล้วหันมาขายปลาดุกย่างวันนี้เองก็เหมือนเมื่อวาน ฟาดไปสองพันเหนาะๆ พ่อรุ้งมีความสุขมากเมื่อเห็นเงินที่ได้มา บาสไปซื้อน้ำเป๊บซี่มาสี่ขวด วางไว้บนโต๊ะพับก่อนจะเปิดขวดตัวเองแล้วยกดื่มพี่น้ำพี่เมย์ พ่อรุ้งเองก็เริ่มดื่มเหมือนกัน“พ่อคิดว่าเงินสองพันพอใช้มั้ย” อยู่ๆบาสก็ถามขึ้นมา สร้างความสนใจให้พ่อรุ้งไม่น้อย “จะว่าพอก็พอ จะว่าไม่พอก็ไม่พอ” เมื่อเห็นว่าปลาขายได้หลายตังค์ด้วยไอเดียที่ลูกชายบอก พ่อรุ้งจึงคิดว่าครั้งนี้เองก็เหมือนกัน บาสจะต้องมีไอเดียสนุกๆมาเสนออีกแน่ และเงินที่ได้รับคงไม่น้อย“บาส มีอะไรน่าสนใจอีกแล้วเหรอ?” พี่น้ำถามพี่เมย์รีบขัด “คงไม่หรอกมั้ง ไม่ใช่ว่าจะให้พ่อไปขอสาวที่ตลาดเหรอ”“เลิกแกล้งน้องได้แล้วน่าเมย์” พ่อรุ้งดุ “เอาล่ะบาสไหนลองบอกพ่อมาสิ”พ่อรุ้งถูมือไปมา สร้างความขบขันให้บาสไม่น้อย สงสัยแกอยากจะรู้เต็มแก่ แต่ก็เอาเถอะถือเป็นเรื่องดีที่แกสนใจแหละนะ บาสขยับเข้ามาใกล้ๆ ทำมือประมาณว่าให้ล้อมวงกันเข้ามา เมื่อล้อมวงเข้ามาแล้ว บาสบอกว่า “ถ้าบาสจำไม่ผิด ที่นาจะมีแมลงกระชอนใช่มั้ย”“ใช่ ทำไมเหรอ?” พ่อรุ้งมองบาสอย่างงงๆ แมลงกระชอนมันทำไมนะ “งั้นพ่อก็ไปดักมันสิ” “ดักแมลงกระชอน? แล้วพ่อจะดักยังไงล่ะ อีกอย่างพ่อหาปลามาก็เหนื่อยพอแรงแล้ว จะให้ไปดักแมลงก็ยังไงอยู่นะ” การหาปลาไม่ใช่เรื่องง่าย และพ่อรุ้งเองก็เหนื่อยมากพอแล้ว จะให้จับแมลงด้วยเหรอ...ไม่ดีมั้ง“นั่นสิบาส แกจะทำอะไรวะ?” พี่เมย์ดูเอาเรื่องไม่น้อย เธอไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ “การดักแมลงมันไม่ได้เหนื่อยเลย แค่มีสังกะสี หลอดไฟ กะละมังใส่น้ำแค่นี้ก็ดักแมลงได้แล้ว” บาสรีบบอกความคิดตัวเองออกไป เพราะเกรงว่าหากช้ากว่านี้คงถูกพี่เมย์จัดการ“ง่ายขนาดนั้นเชียว?” พี่น้ำเอียงคอเล็กน้อย “แล้วแมลงล่ะ เราจะจับมันยังไง” “ก็รอตอนเช้าไง เราจับมันตอนเช้า พอถึงตอนนั้นมันก็อยู่ในกะละมังแล้ว เราไม่จำเป็นต้องไปดักจับมัน เพียงแค่เปิดไฟตอนกลางคืน ตื่นเช้าไปเอากะละมังกลับบ้านแค่นี้ก็ได้แมลงมาหลายโลแล้ว”
ตอนนี้ยังไม่มีใครดักจับแมลง เพราะงั้นจึงน่าจะมีแมลงเยอะ แมลงขายได้ราคาดี ไม่ว่าจะขายสดหรือทอดขายล้วนได้ราคาทั้งนั้น แต่แมลงกระชอนที่บาสพูดถึงเหมาะที่จะขายแบบสด อีกทั้งยังเป็นการลงทุนที่ไม่ต้องเหนื่อย เพียงเย็นก็ไปเปิดไฟดักแมลง ตอนเช้าก็ไปเก็บกะละมัง ง่ายนิดเดียวแถมยังเพิ่มเงินในกระเป๋า พ่อรุ้งฟังความคิดของบาสคราวแรกไม่เห็นด้วยเพราะกลัวเหนื่อย แต่เมื่อรู้ว่าแค่เปิดไฟแล้วรอให้ถึงเช้าแมลงก็จะตกลงไปในกะละมัง แกจึงตกลง เมื่อเป็นเช่นนั้น ก่อนกลับพ่อรุ้งจึงแวะร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า ซื้อปั๊กไฟยาวหลายเมตรและไฟแบล็คไลท์ ฯลฯ เมื่อได้ของแล้วก็ขับกลับบ้าน ...... เดินมาถึงนาแล้ว ซึ่งนาที่ว่าก็เป็นนาผืนเล็กอยู่หลังบ้าน มันเป็นนาผืนน้อยที่ไว้ปลูกข้าวกิน ส่วนปลูกขายเป็นนาผืนใหญ่หลายไร่“เอ้อนี่ลูก พ่อลืมไปว่าบ้านเราไม่มีสังกะสี” พ่อรุ้งเกาหัวแกรกๆ เมื่อนึกขึ้นได้ว่าที่บ้านไม่มีสังกะสีเหลือใช้บาสวางกะละมังลง จากนั้นเดินไปข้างหน้า ตอนนี้ข้าวเขียวชอุ่ม อีกไม่นานก็น่าจะเป็นสีเหลืองทองเก็บเกี่ยวได้ “ไม่เป็นไรครับ เราไม่จำเป็นต้องใช้สังกะสีก็ได้ ที่บ้านมีสแลนมั้ยครับ” “มีสิลูก จะเอามันไปทำไมเหรอ?” “ก็จะเอามาใช้แทนสังกะสี เมื่อแมลงบินมามันก็จะติดอยู่ในสแลน แล้วร่วงลงกะละมังที่ใส่น้ำไว้”“อย่างนี้นี่เอง เดี๋ยวรอพ่อแป๊บนะ” พ่อรุ้งวางมีดและหลอดไฟไว้ก่อนจะเดินกลับบ้านบาสหยีบมีดอีโต้ขึ้นมา จากนั้นมองหากิ่งไม้ไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไปเพื่อนำมาตั้งแสลนและหลอดไฟ เมื่อหาได้ก็ใช้มีดอีโต้ฟันลงไป แม้จะออกกำลังกาย แต่มันก็แค่ไม่กี่วันเท่านั้น บาสมีแรงไม่เยอะสุดท้ายจึงกลายเป็นหน้าที่ของพ่อรุ้ง เมื่อตั้งเสาไม้เสร็จ บาสก็ลากปั๊กไฟที่ซื้อมาไปต่อในบ้าน ต่อสายไฟอะไรเรียบร้อย ขึงผ้าสแลนหลอดไฟแล้วรอเวลากลางคืนเพื่อเปิดไฟ“มันจะได้ผลจริงๆ เหรอลูก” พ่อรุ้งมองไปที่เสาไม้ตั้งแปลกๆก่อนจะถามบาส มีแค่หลอดไฟ สแลน กะละมังใส่น้ำจะได้แมงหลายกิโลจริงหรือ “ได้สิครับพ่อ รับรองเลยร้อยเปอร์เซ็นต์!” บาสเต็มไปด้วยความมั่นใจวิธีนี้เป็นวิธีที่ได้ผลดี แต่หากเปิดเสียงแมลงผ่านลำโพงด้วยนั่นจะดีไม่น้อย แต่อย่างใดก็ตามเขาไม่มีโทรศัพท์และคลิปเสียงที่ว่า จึงทำแค่ตามมีตามเกิด เมื่อตั้งทุกอย่างเรียบร้อยทั้งสองก็กลับเข้าบ้าน อาบน้ำกินข้าวดูทีวี บาสมองดูนาฬิกาที่ติดอยู่ใต้ถุนบ้านก่อนจะไปตามพ่อรุ้ง แต่พ่อรุ้งดันท้องเสียซะได้ เขาเลยต้องไปคนเดียว“จะให้แม่ไปเป็นเพื่อนมั้ยลูก” แม่หน่อยเป็นห่วงบาส ตอนนี้กลางค่ำกลางคืนมันอันตราย “ไม่เป็นไรหรอกครับแม่ นาก็อยู่แค่หลังบ้านเอง” ว่าแล้วบาสก็หยิบไฟฉายเล็กเดินไปหลังบ้าน เดินตามสายไฟจนไปถึงที่ตั้งเสาไม้แปลกๆ แต่ที่นั่นกับไม่ได้มีแค่เสาไม้ กลับมีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่เถียงนา เธอสวมชุดสีขาว ผมดำยาว...บาสถึงกับขนลุกซู่ ใครที่ไหนกันมานั่งเล่นเวลาแบบนี้ อีกทั้งนี่ยังเป็นนาบ้านเขา จะเป็นขโมยหรือเปล่านะ หรือว่าเป็น...? ตอนนั้นเองบาสเหลือบไปเห็นศาลพระภูมิที่เลยออกไป มันเป็นศาลไม้เก่าๆที่ล้มอยู่ข้างต้นไม้ มีนางรำหล่นอยู่บนพื้นโคลน และทันใดนั้นเอง...มีลมวูบหนึ่งเย็นๆอยู่หลังคอ“บาส”