ตอนที่ถังชวน “กวาดล้าง”ถนนหนทางในเมืองตงไห่เหมือนซอมบี้ตนหนึ่งโจวฉวินที่เพิ่งจะเลิกคาบการทบทวนบทเรียนด้วยตนเองใน่เย็นก็กลับไปถึงที่พักของตนเองกางสมุดการบ้านที่เก็บมา แล้วเริ่มตรวจการบ้านพร้อมเขียนคำวิจารณ์ให้เหล่านักเรียน
หลายวันมานี้โจวฉวินอารมณ์ไม่ดีในใจมักจะรู้สึกผิดปกติเล็กน้อย ตอนสอนก็มักจะเหม่อลอย ขมับเต้นตุบๆทั้งที่ไม่มีเื่อะไร และรู้สึกคลื่นไส้ตลอด แรกเริ่มเธอนึกว่าประจำเดือนมาจึงไม่ได้เอามาใส่ใจ แต่รอจนถึงวันที่ถาม ประจำเดือนเดือนนี้เหมือนกับเ้าลูกเต่าถังชวนที่ควรจะมาแต่ก็ไม่มา!
ตรวจการบ้านเสร็จไปสามกองโจวฉวินพลันรู้สึกว่าหายไปหนึ่งเล่ม จึงค้นหาสมุดการบ้านกองโตครู่หนึ่งถึงตระหนักได้ว่า ที่แท้ถังชวนก็ไม่ได้ส่งการบ้าน
โจวฉวินถอนหายใจจู่ๆ ก็รู้สึกหงุดหงิดใจไปชั่วขณะ เธอตบโต๊ะแล้วโยนสมุดการบ้านตรงหน้าไปไว้อีกด้าน มือหนึ่งก็นวดขมับตนเองอีกมือหนึ่งก็ก่ายหน้าผาก
เ้าเด็กนี่มันยังไงกันแน่ตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอว่าวันรุ่งขึ้นจะมาเรียนน่ะ
เมื่อวานหลี่ตงหยางโทรศัพท์มาหาเธอบอกว่าจัดการเื่นี้เรียบร้อยแล้ว ว่ากันตามเหตุผล เื่นี้ควรจะผ่านไปแล้ว เธอควรจะสบายใจถึงจะถูกแต่ในใจโจวฉวินมักจะรู้สึกไม่สบายใจรางๆความรู้สึกที่ไร้ความมั่นคงเช่นนี้เหมือนกับต้นหญ้าเล็กๆต้นหนึ่งในรอยแยกของก้อนหิน ตอนแรกเริ่มไม่ได้ใส่ใจ แต่หลายวันมานี้ วัชพืชต้นนี้กลับเติบโตอย่างบ้าคลั่งจนเต็มหัวใจเธอตามเวลาที่ตำแหน่งที่นั่งของถังชวนว่างเปล่า!
อย่าให้เจอเ้าเด็กนี่เชียวฉันจะตีก้นเขาให้ดู!
เมื่อวานวิ่งแจ้นไปที่บ้านเขาแต่กลับไม่พบคน แม่เฒ่าหวงบอกว่า เขาไม่ได้กลับมาสองวันแล้ว เขาจะไปที่ไหนได้กันจะเกิดอุบัติเหตุอะไรหรือเปล่า
โจวฉวินยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิดเหลือบตาขึ้นมองกระจกบนโต๊ะเขียนหนังสือตรงหน้าตนเอง
หญิงสาวในกระจกเบ้าตาลึกโหลใต้ตาสองข้างนั้นดำคล้ำมาก ผิวซีดเซียวคล้ายกับมีอาการป่วยเรือนผมที่ปกติดำสลวยไร้ความเงาวาวจนเหมือนกับวัชพืชที่แห้งเหี่ยวกอหนึ่ง
โจวฉวินสะดุ้งใรีบขยี้ตานึกว่าตนเองตาฝาด
หญิงสาวในกระจกที่ซีดเซียวเหมือนคนสูบฝิ่นคนนั้นคือตนเองเหรอ
เธอลูบใบหน้าตนเองด้วยความสงสัยและไม่เข้าใจก็ยังคงเกลี้ยงเกลาและเนียนนุ่มมาก แล้วเธอก็ยื่นมือไปลูบผู้หญิงในกระจกคนนั้น
เฮ้อเป็ครูที่ปรึกษาจนกลายสภาพเป็แบบนี้ ความกดดันมากเกินไปแล้ว! หากเป็แบบนี้ต่อไปผ่านไปอีกสองปีได้กลายเป็หญิงแก่แน่!
โจวฉวินยิ้มเจื่อนหว่างคิ้วสะท้อนให้เห็นถึงความอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด เธอซุกหน้าลงกับแขนแล้วถอนหายใจยาว
ผู้หญิงโสดคนหนึ่งทำงานต่างถิ่น ไม่มีเพื่อน ไม่เข้าสังคม กระทั่งคนที่จะคุยความในใจด้วยก็ไม่มีหมกมุ่นอยู่กับการดูแลนักเรียนและชั้นเรียน วันเวลาแบบนี้ก็กดดันเกินไปเล็กน้อยเธอที่เป็เด็กสาววัยรุ่นอายุยี่สิบสี่ที่เพิ่งจะลืมตาอ้าปากได้นิดหน่อยแม้จะมีจิตใจที่ทุ่มเทให้กับการทำงานและชอบเอาชนะแต่ก็มีเพียงแค่ตอนที่เงียบเหงาเช่นนี้ ความกดดันกับความหดหู่ในใจถึงได้ค่อยๆตกตะกอน สะสมจนกลายเป็สิ่งสกปรกในใจเธอ
กำจัดไม่ออกไล่ก็ไม่ไป
บางทีเธอควรจะหาอ้อมแขนแข็งแกร่งทรงพลังพึ่งพิงสักหน่อย ตนเองจะได้แอบอิงอยู่ในแผงอกกว้างเหมือนเด็กสาวตัวเล็กน่ารักแล้วพูดจาออดอ้อนเล็กน้อยตอนที่อารมณ์ไม่ดีก็ระบายอารมณ์บนกล้ามเนื้อแข็งแรงบนแขนเขาสักนิดตอนที่อารมณ์ดีก็สามารถโหนอยู่บนร่างเขาแล้วหมุนไปมาเหมือนโคอาล่าตัวหนึ่ง
โจวฉวินคิดไปคิดมามุมปากตนเองก็แย้มรอยยิ้มบางๆ แล้วมองกระจก ตนเองยิ้ม ผู้หญิงคนนั้นก็ยิ้ม ตนเองทำหน้าทะเล้นผู้หญิงคนนั้นก็ทำหน้าทะเล้นเช่นกัน โจวฉวินเล่นทำหน้าประหลาดต่างๆอยู่หน้ากระจกคนเดียวอย่างมีความสุขมองสีหน้าท่าทางประหลาดของตนเองในกระจกแล้วก็หัวเราะท้องคัดท้องแข็ง
เธอรวบผมมาไว้ด้านหน้าผมเผ้าสยาย เลียนแบบผีซาดาโกะ เอ่ยสองสามประโยคโดยการกดเสียงให้ต่ำลงสุดท้ายเธอหัวเราะได้พักหนึ่งก็ไม่ได้เลียนแบบต่อเสียงหัวเราะคิกคักของเธอเจือไปด้วยการระบายความเครียด
หัวเราะอยู่ครู่หนึ่งโจวฉวินก็พิงเก้าอี้มองกำแพงสีขาวราวกับหิมะรอยยิ้มบนใบหน้าคล้ายกับดอกไห่ถังที่ผลิบานโดดเดี่ยวเธอเงยหน้าด้วยจิตใจที่ว้าวุ่น ในใจพลันรู้สึกแปลกๆราวกับว่ามีคนคนหนึ่งะโเรียกเธอจากที่ปลายทางด้านหนึ่งของซอยเสียงนั้นเลือนรางจนได้ยินรายละเอียดไม่ชัดรู้สึกเพียงแค่ว่าเสียงนี้แ่เบาราวกับลมหนาวระลอกหนึ่งที่พัดใบไม้สีเหลืองให้ร่วงหล่น
โจวฉวินหัวเราะไม่เก็บมาใส่ใจ เธอยิ้มมุมปาก ตบหน้าตัวเองหนึ่งที แล้วกางแขนออกอย่างแรง “เยี่ยม พยายามต่อไป!”
เธอพยักหน้าแต่รอยยิ้มบนใบหน้ากลับค่อยๆ แข็งค้าง คลื่นความกลัวและประหลาดใจในแววตาพลันเพิ่มขึ้นสูงจนกลบฝังเธอทันที!
ในกระจกตรงหน้ายังคงเป็เธอที่ผมเผ้าสยายแต่กลับมีแววตาเ็าจ้องมองโจวฉวินผ่านเรือนผมสีดำ!
นี่!!
โจวฉวินขนลุกชันไปทั้งตัวทันที!
เธอใจนเอนตัวไปด้านหลังเก้าอี้พลันส่งเสียงดังแสบหูสะท้อนไปมาภายในห้องที่เงียบสงัดแห่งนี้ราวกับเสียงครวญครางก่อนตายของผู้คน
สองคนสบตากันโดยมีกระจกกั้น
โจวฉวินรู้สึกว่าสายตาผูกพยาบาทที่น่าสะพรึงนี้เหมือนมือข้างหนึ่งที่ทะลุช่องว่างเข้ามาในร่างกายเธอแล้วบีบหัวใจเธอแน่นจนหายใจไม่ออก
รอบด้านเงียบมากมีเพียงแค่เสียงหัวใจที่เต้นดังราวกับกลอง ร่างกายเธอแข็งทื่อจนเกือบจะไร้ความรู้สึกคล้ายกับผ่านไปนานหลายศตวรรษ
จู่ๆนิ้วมือของโจวฉวินก็กระดิก ขยับได้แล้ว เธอสั่นสะท้านไปทั้งร่างยื่นมือที่สั่นระริกออกไปลูบกระจกบานนั้นแต่ผู้หญิงในกระจกกลับไม่มีความเคลื่อนไหวเลยสักนิด เพียงจ้องเธอเงียบๆด้วยดวงตาเ็าคู่นั้น
ขอบกระจกเย็นะเืเหมือนขอบโลงศพโจวฉวินยกกระจกขึ้นมาสั่นๆ คล้ายกับรู้สึกว่า มีประกายแสงบางอย่างไหววูบ เชิญชวนและดึงดูดให้เธอเข้าไปสำรวจดวงตาของผู้หญิงคนนี้ไม่หยุด
เธอยกกระจกขึ้นมาตรงหน้าค่อยๆ มองไปยังดวงตาที่น่าสะพรึงกลัวคู่นั้น
เมื่อดวงตาสองคู่สบประสานโจวฉวินก็รู้สึกว่าทั้งร่างเป็อัมพาต ความชิงชัง คำสาปแช่ง และความดุร้ายซัดสาดเธออย่างคลั่งราวกับกระแสน้ำเธอไม่มีโอกาสกระทั่งจะดิ้นรนต่อต้านเลยสักนิด!
ท่วงทำนองกับจังหวะที่เต็มไปด้วยเสียงของฉาบกับซอค่อยๆดังขึ้น ภาพเหตุการณ์ฉากแล้วฉากเล่าพาดผ่านดวงตาโจวฉวินไปเหมือนกับม้วนภาพวาดในประวัติศาสตร์ที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน
“แม่คะหนูไม่อยากเหยียดขา เจ็บมาก!” เดือนสิบสองที่หิมะปลิวว่อนซึ่งเป็่เวลาที่เหน็บหนาวที่สุดของเหมันต์ฤดูฟ้าดินปกคลุมไปด้วยทิวทัศน์สีขาวโพลนอันสวยงามภายในเรือนสี่ประสานทรงสี่เหลี่ยมแห่งหนึ่งหญิงสาวที่งามเฉิดฉายกำลังทับอยู่บนร่างของเด็กหญิงคนหนึ่งเด็กหญิงใต้ร่างเธอถูกทับจนลำตัวเหยียดตรง เธอเจ็บจนะโร้องไห้ไม่หยุด
หญิงสาวมีสีหน้าไร้ความรู้สึกน้ำเสียงเย็นเยียบยิ่งกว่าเกล็ดหิมะที่ลอยละล่อง “อดทนอีกหน่อย อดทนอีกนิดจะเสร็จแล้ว!”
“แม่คะข้างล่างมีคนเยอะขนาดนั้น หนู หนูกลัว!” นอกประตูหน้าเมืองซีจูแห่งเป่ยผิง[1] ด้านล่างเวทีของโรงละครงิ้วไคิมีผู้คนมากมายเด็กหญิงที่แต่งหน้าหนาเข้มแอบอยู่หลังม่านของเวที หมวกบนศีรษะสั่นไหว เธอดูขลาดเขลาคล้ายกับหัวใจของเธอหมึกเข้มบนใบหน้าก็ไม่สามารถบดบังความสวยกับรูปโฉมที่งามล่มเมืองซึ่งมีแต่กำเนิดของเธอได้
หญิงสาวยืนอยู่ข้างกายเธอโดยที่ยังคงมีรูปร่างหน้าตางดงาม เพียงแต่หางตามีความเหน็ดเหนื่อยและประสบการณ์ในการผ่านโลกมาอย่างโชกโชนเล็กน้อย“เมื่อขึ้นเวทีก็จะไม่กลัวแล้ว!”น้ำเสียงยังคงเ็าเช่นเคย
เสียงปืนใหญ่ดังไปทั่วกองทัพเคลื่อนพลทำา กลางห้องโถงเก่าแก่ที่ตกแต่งเรียบง่ายมีทหารนายหนึ่งยืนตัวตรงมองหญิงสาวด้วยสีหน้าลำบากใจ เขาอยากจะหารือจึงลองพูดหยั่งเชิง“คุณนายน้อยฮวา คนที่คนผู้นั้นถูกใจคือเธอ...”
สายตาของนายทหารมองไปทางเด็กสาวที่เริ่มจะโตเป็สาวรูปร่างและรูปโฉมที่งดงามโดดเด่นกว่าใครทั้งหมดนั้นพลันล่อลวงจิตใจของเขาไปในทันที
เด็กสาวเห็นสายตานั้นก็สั่นไปทั้งร่างแล้วคว้ามือของหญิงสาวไว้แน่น พลางเอ่ยหน้าวิงวอน “แม่คะ...”
หญิงสาวกัดริมฝีปากแน่นแววตาค่อยๆ เย็นะเื
เปลวเพลิงแห่งาลุกลามไปทั่วทุกแห่งเสินโจว[2]ประสบหายนะแม้ว่าภายในตรอกเล็กที่ลึกและเงียบจะสงบแต่ยังคงอำพรางเสียงร้องะโและเสียงลี้ภัยที่ดังลอยมาไม่ขาดสายข้างนอกประตูไม่ได้
เด็กสาวที่น้ำตาอาบแก้มยืนถือเหล้าน้ำข้าวอยู่หน้าโต๊ะที่ไร้ผู้คนพลางพึมพำกับตนเอง“คำสาบานว่าจะรักและซื่อสัตย์ซึ่งกันและกันตลอดไปนั้นต้านทานะุปืนใหญ่ที่ชาวตงหยางยิงออกมาไม่ได้เมื่อาเริ่มต้น ก็ใช้ชีวิตราวกับตกอยู่ในห้วงแห่งภาพลวงซึ่งไม่อาจคาดเดาเปลวเพลิงที่ลุกโชนก็แผดเผาแผ่นดินเสินโจวจนมีสภาพน่าสลดใจอย่างยิ่ง! ฉันเป็ดั่งดอกหลิวที่ปลิวไปตามลมฝนเดิมไม่ควรจะเสียเวลาอย่างไร้ประโยชน์บนโลกใบนี้ ะโถามคู่กรรมอย่างท่าน เหตุใดถึงต้องรีบร้อนจากไปถึงเพียงนี้กระทั่ง “ฌ้อปาอ๋องอำลาสนม” เพลงงิ้วสุดท้ายของฉันก็ยังไม่ทันได้ฟัง”
โจวฉวินยืนนิ่งอึ้งเธอมึนงงและโง่งมไปแล้ว เธอยืนนิ่งเหมือนตุ๊กตาดินเผาอยู่กลางห้องโถงใหญ่มองหญิงสาวที่งดงามมีเสน่ห์ราวเทพธิดาอมยิ้มทั้งน้ำตา ผมเผ้ายาวสยายสวมรองเท้าปักสีแดงเพลิง คลุมชุดสีดำพริ้วไหว แล้วขับร้องบทเพลง“นับั้แ่ข้าติดตามท่านอ๋องทำศึกาไปทั่วทุกสารทิศ ก็ประสบกับความตรากตรำลำบากแสนสาหัสปีแล้วปีเล่าจะแค้นก็แค้นที่อู๋ต้าฉินทำให้ประชาชนเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้าทำร้ายปวงประชาให้ลำบากอย่างยิ่ง”
“ตึง!!”
โจวฉวินตะลึงหญิงสาวที่เดี๋ยวรำพึงรำพัน เดี๋ยวขับขานบทเพลง เดี๋ยวร้องไห้เดี๋ยวหัวเราะตรงหน้าพลันหายไป เมื่อเสียงเก้าอี้ล้มด้านหลังดังขึ้นมา
โจวฉวินสั่นสะท้านความมืดมิดด้านหลังราวกับเข็มที่ทิ่มแทงแผ่นหลัง ขนทุกเส้นคล้ายกับกำลังสั่นระริกในใจเธอคล้ายกับมีลางสังหรณ์ที่ไม่ดียิ่งรางๆ จนไม่กล้าหันไป
ทว่าท่ามกลางสถานการณ์ที่ผู้คนไม่อาจคาดการณ์ได้นี้คล้ายกับมีพลังหนึ่งบอกกับเธอว่าที่นี่เกิดอะไรขึ้น
ภายในห้องส่วนตัวหรูหรามีกระจกที่ขอบทำจากไม้แดง ในกระจกสะท้อนภาพผู้หญิงคนหนึ่งแขวนคออยู่ร่างเธอแกว่งไปมา รองเท้าปักสีแดงสดคู่หนึ่งลอยตามอย่างเงียบๆท่ามกลางทัศนียภาพขาวดำราวแสงผีที่ไม่ดับดวงหนึ่ง
โจวฉวินกรีดร้องด้วยความกลัวสุดขีด!!
เธอได้สติกลับมาทันทีเหงื่อไหลโซมกาย ในมือยังคงถือกระจกเล็กๆ บานนั้นอยู่รอบด้านยังคงเป็หอพักและสภาพแวดล้อมที่ตนเองคุ้นเคย
แต่เมื่อเธอมองไปรอบๆกลับรู้สึกว่าทุกแห่งล้วนแปลกไปหมดทุกแห่งล้วนเต็มไปด้วยความน่ากลัวจากความเงียบงันบีบคั้นผู้คน หัวใจเธอเต้นระรัว ร่างกายอ่อนยวบ
“ไม่ต้องกลัวก็แค่ภาพหลอนเท่านั้นเอง!”โจวฉวินมองท่าทางหวาดกลัวของตนเองในกระจก แล้วหอบหายใจ พลางพูดพึมพำกับตนเอง
เธอเพิ่งจะเอ่ยจบก็มีมือขาวซีดคู่หนึ่งวางลงบนไหล่เธอดัง “แปะ!”
เสียงในลำคอของโจวฉวินเงียบหายไปในทันทีราวกับถูกหินก้อนั์ทุบอย่างแรง แล้วโยนเข้าไปในหล่มโคลน
เธอพลันรู้สึกหายใจไม่ออกร่างกายเริ่มสั่นเทิ้มรุนแรง ั์ตากลอกไปทางหางตาโดยไม่รู้ตัว เห็นมือขาวราวกับหินปูนคู่หนึ่งวางลงบนไหล่เธอมีลมหนาวพัดลอยมาจากท้ายทอยระลอกหนึ่ง เสียงนุ่มดังขึ้นข้างใบหูเบาๆ “ท่านอ๋อง! หม่อมฉันสวยไหมเพคะ”
“กรี๊ด!!!”
เสียงกรีดร้องนี้น่าเวทนาแทบขาดใจ!!
โจวฉวินะโขึ้นจากเก้าอี้ราวกับเป็โรคประสาททันทีเธอกรีดร้องเสียงแหลม ะโเสียงดัง เหวี่ยงมือสองข้างไปมาราวกับพยายามไล่อะไรบางสิ่งอย่างบ้าคลั่ง
แต่เธอกลับค้นพบว่าตนเองยังคงอยู่หน้าโต๊ะหนังสือกระจกบนโต๊ะบานนั้นไม่ได้ถูกเธอถือขึ้นมาเลยด้วยซ้ำ
นี่!!
นี่ทั้งหมดนี้...สิ่งไหนที่เป็ความฝันกันแน่
เมื่อครู่นี้หรือว่าตอนนี้สรุปว่าฉันตื่นจากฝันร้ายแล้วหรือยัง
โจวฉวินตะลึงสีหน้าของเธอซับซ้อนยิ่ง คล้ายกับอยากจะหัวเราะให้กับความฝันนี้
มุมปากเธอขยับเล็กน้อยแต่น้ำตากลับรินไหลลงมาโดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้นเธอก็คว้ากระจกบนโต๊ะบานนั้นขึ้นมา แล้วเขวี้ยงไปทางมุมกำแพงอย่างแรง และเธอก็พุ่งเข้าไปในห้องน้ำราวกับเป็บ้าด้านในมีเสียงโครมครามดังลอยมาระยะหนึ่ง
กระจกทุกบานถูกเธอทำลายจนหมด...
เธอขดตัวอยู่ในมุมหนึ่งร่างสั่นระริก ขณะยกมือลูบใบหน้าตนเอง
ไม่มีกระจกแล้วตอนนี้ฉันมีสภาพเป็แบบไหนกันแน่นะ
เธอร้องไห้ความเข้มแข็งที่แสร้งทำขึ้นมาเหมือนแนวป้องกันอันอ่อนแอแนวหนึ่งนั้นพังทลายทันทีที่รู้สึกว่าตกอยู่ในกำมือของผู้อื่น
ทันใดนั้นโจวฉวินหวังเป็อย่างยิ่งว่าจะมีแหล่งพักพิงซึ่งแข็งแกร่งและสงบเงียบที่สามารถพึ่งพิงได้
เธอหลับไปท่ามกลางเสียงสะอื้นไห้ในความฝัน เธอฝันเห็นคุณพ่อของตนเอง ฝันเห็นแฟนหนุ่มซึ่งเป็รักแรกฝันเห็นหลี่ตงหยาง และสุดท้ายก็ฝันเห็นดวงหน้าเยาว์วัยเล็กน้อยแต่กลับเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยว
ถังชวน...
[1] เป่ยผิง คือชื่อเก่าของปักกิ่ง
[2] เสินโจวหรือดินแดนแห่ง์ เป็คำที่ใช้เรียกประเทศจีนในยุคโบราณ