Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 429 เติมพลังงาน

เติมพลังงาน

 

            กัสฝึกเข้มนานถึง 3 ชั่วโมงครึ่งเขาก็จำต้องหยุดพักอย่างเลี่ยงไม่ได้เพราะคริสตัลได้มาถึงขีดจำกัดของเธอแล้ว ทำให้เธอไม่อาจฝืนฝึกฝนร่วมกับเขาได้อีก

            เมื่อเห็นแบบนั้นกัสก็อมยิ้มแล้วปลอบโยนคริสตัลเล็กน้อย ก่อนจะบอกให้เธอขยับไปด้านข้าง จากนั้นจึงฝึกฝนต่อเพียงลำพังซึ่งทำให้คริสตัลประหลาดใจ

            “ไม่ต้องแปลกใจ ท่านแม่ปรับปรุงข่ายอาคมใหม่แล้ว ท่านคงจะรู้ว่าเจ้าไม่อาจฝึกร่วมกับข้าได้นานนัก ท่านเลยทำให้ข่ายอาคมสามารถดูดซับความร้อนจากร่างกายของข้าได้โดยตรงนะ”

            “เข้าใจแล้วค่ะท่านกัส..ขอโทษด้วยนะคะที่ช่วยท่านได้ไม่มากพอ”

            “อย่าคิดมาก..เจ้าเป็นภรรยาของข้า สามีอย่างข้าสิสมควรที่จะช่วยเจ้า ส่วนตัวเจ้า..สักวันก็คลอดลูกที่น่ารักให้ข้าสักหลายๆ คนก็พอ”

            พูดแล้วกัสก็ยิ้มกริ่ม แต่มันออกมาดูน่ารักมากกว่าเนื่องจากรูปร่างหน้าตาของเขาตอนนี้ดูไม่ต่างอะไรจากเด็กผู้ชายตัวน้อย ทำให้คริสตัลอดไม่ได้ที่จะยิ้มขำ แต่ก็แอบเขินนิดๆ กับคำพูดของเขา

            ส่วนตัวกัสนั้นเขาไม่ได้คิดมาก นอกจากแอบหงุดหงิดเล็กๆ พลางตรวจสอบร่างกายที่เติบโตขึ้นมาเกือบ 10 เซนติเมตรด้วยความพึงพอใจ จากนั้นฝึกฝนต่อไปอย่างตั้งใจ

            คราวนี้การฝึกฝนของกัสทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ความร้อนในร่างกายของเขาเพิ่มสูงขึ้นไปอีกระดับ จนทำให้เกิดเป็นเส้นแสงสีแดงบนข่ายอาคม ลากยาวไปยังบ่อน้ำแข็งใต้ปราสาทซึ่งท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทฝึกฝนอยู่

            ชั่วขณะนั้นดวงตาของท่านหญิงเบิกกว้างขึ้นด้วยความประหลาดใจ เธออุทานออกมาอย่างหาได้ยาก ก่อนจะหยุดนิ่งไปชั่วครู่และยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจเพราะเธอตระหนักว่าอารมณ์ที่ถูกแช่แข็งของเธอหลอมละลายไปหลายส่วนแล้ว

            ‘น่าตกใจจริงๆ นึกไม่ถึงว่าลูกเขยของข้าคนนี้จะมีความสามารถขนาดนี้..นับว่าข้านั้นโชคดีนัก’

            รอยยิ้มที่อ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทขณะที่คิดถึงลูกเขยของเธอและอนาคตของลูกสาวที่เธอเป็นห่วงมากที่สุด ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้งและดูดซับความร้อนจากเพลิงแห่งชีวิตที่รุนแรงกว่าเมื่อก่อนนับสิบเท่า

            ในขณะเดียวกันกัสก็ยิ่งทวีความเข้มข้นในการฝึกฝนมากยิ่งขึ้น จนถึงจุดที่ทำให้ความร้อนในร่างกายของเขาพุ่งทะลุขีดจำกัดในสมัยก่อนไปเรียบร้อยและยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

            ไม่นานนักความร้อนจากเพลิงแห่งชีวิตก็เกิดความเปลี่ยนแปลง จากประกายเพลิงที่เกิดจากแรงกดดันของพลังชีวิตและร่างกาย ก็กลายเป็นเปลวไฟของจริงขึ้นมาและเริ่มลุกไหม้ร่างกายของกัสจนทำให้ความเร็วในการฝึกฝนของเขาเพิ่มขึ้นไปอีกหลายสิบเท่า

            ทันทีที่ประกายเพลิงแห่งชีวิตลุกโหมกลายเป็นเปลวเพลิง สีหน้าของกัสก็เปลี่ยนไป พร้อมกันนั้นข่ายอาคมของท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทก็เริ่มหลอมละลาย ก่อนจะทำให้บ่อน้ำแข็งของเธอเดือดขึ้นมาในชั่วอึดใจ

            ช่วงเวลานั้นทั้งสองสื่อสารกันผ่านสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ในพริบตา จากนั้นกัสก็ตัดสินใจหยุดการฝึกฝนของเขาเอาไว้ทันทีทำให้เปลวไฟอ่อนกำลังลงทีละน้อยและหายไปในที่สุด

            พร้อมกันนั้นท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทก็หรี่ตาลง ประกายแสงในดวงตากลายเป็นเย็นเยือกจนถึงขีดสุด พริบตานั้นข่ายอาคมที่กำลังหลอมละลายก็หยุดนิ่งและกลับเป็นผลึกน้ำแข็งตามเดิม บ่อน้ำแข็งที่กลายเป็นน้ำเดือดก็กลับกลายเป็นน้ำแข็งในช่วงเวลาสั้นๆ

            ใบหน้าของท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทปรากฏสีแดงซ่านที่ดูงดงามและยั่วยวนใจปรากฏขึ้น ก่อนที่เธอจะยิ้มน้อยๆ ด้วยความพึงพอใจที่ได้ดูดซับเพลิงแห่งชีวิตที่แท้จริงของกัส

            “ขอบใจเจ้ามากนะกัส..”

            “ไม่เป็นไรครับท่านแม่..”

            ทั้งสองสื่อสารกันเพียงชั่วครู่จากนั้นกัสก็ลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปหาคริสตัลที่มองมาด้วยความเป็นห่วงเพราะอยู่ๆ ร่างกายของเขาก็ลุกเป็นไฟขึ้นมา เขาใช้เวลาอธิบายและปลอบใจคริสตัลเล็กน้อยจนทำให้เธอผ่อนคลายและกลายเป็นตื่นเต้นยินดีขึ้นมา

            “ท่านกัสจุดเพลิงแห่งชีวิตได้แล้วหรือคะ สุดยอดไปเลย! ยินดีด้วยนะคะ!!”

            “ขอบใจนะคริสตัล ข้าเองก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่ามันจะกลายเป็นเพลิงแห่งชีวิตจริงๆ ขึ้นมาได้แบบนี้”

            เรื่องนี้แม้จะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนักเพราะก่อนที่กัสจะก้าวข้ามขอบเขตมาได้ เขาก็มีประกายเพลิงแต่แรก แต่การเปลี่ยนประกายเพลิงให้กลายเป็นเปลวเพลิงที่แท้จริงนั้น มันไม่น่าจะง่ายแบบนี้ก็เท่านั้น

            ด้วยเหตุนี้กัสจึงแปลกใจอยู่นิดหน่อย แต่ก็คิดว่าน่าจะเป็นเพราะปราณลึกลับของเขาที่ช่วยกระตุ้นทำให้เปลวเพลิงแห่งชีวิตของเขาเกิดขึ้นมาได้เร็วขนาดนี้

            นับจากเวลาที่เขาสร้างร่างเทวะได้สำเร็จมันผ่านไปไม่ถึง 10 ชั่วโมงเลยด้วยซ้ำ พูดได้ว่าความเร็วในการพัฒนานี้แทบจะทำลายสถิติของตระกูลไปแล้ว

            หากไม่ติดว่ามีคนที่ทำได้เร็วกว่ากัสอยู่ แต่นั่นก็เพราะอีกฝ่ายมีพรศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวกับไฟเลยทำได้ง่ายโดยธรรมชาติ

            ในขณะที่กัสไม่ได้มีพลังของพรศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวกับไฟแต่กลับทำได้เร็วขนาดนี้ ตัวเขานับว่าเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้มาจากสายตระกูลเกรทเฟรมที่ทำแบบนี้ได้

            แต่ก็แน่นอนว่ากัสไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลยสักนิดเพราะเขาไม่ได้มีความคิดที่จะแข่งกับใครแต่แรก

            สิ่งเดียวที่กัสคิดในตอนนี้คือ ทำยังไงถึงจะแก้ปัญหาขาดแคลนพลังงานของเขาได้ก็เท่านั้น

            ผลลัพธ์จากการฝึกฝน 4 ชั่วโมง มันทำให้พลังงานสะสมของกัสแทบจะแห้งเหือด ทำให้เขาจำต้องหาพลังงานมาเติมเต็มอย่างเร่งด่วน

            พลังในธรรมชาตินั้นถูกกัสสูบจนแห้งไปก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งต่อให้พลังยังเต็มเหมือนเดิม เขาก็ไม่คิดว่ามันจะพอ ส่วนอาหารนั้นหลังจากกินไปส่วนหนึ่งในตอนแรก เขาก็ไม่อยากกินอีกเพราะหายนะที่เขากลัวกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว

            เมื่อหายนะเกิดขึ้น อาหารคือสิ่งที่มีความสำคัญที่สุดสำหรับทุกคน เขาเลยไม่อยากสิ้นเปลืองนัก

            ขณะที่คิดหาวิธีอยู่นั้น ญาณศักดิ์สิทธิ์ก็ส่งคำตอบมาให้เขาอย่างที่เขาเองก็นึกไม่ถึง

            ‘บันทึกของนายหญิงแห่งตำหนักผู้รักษา..เจ้าลืมไปแล้วหรือกัส’

            ดวงตาของกัสเบิกกว้างขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึงบันทึกของนายหญิงที่เขาได้รับมาเมื่อนานมาแล้ว แต่กลับไม่ได้ใช้มันเท่าที่ควร นอกจากให้มันกับบราวนี่เพื่อให้เธอค้นหาเมนูอาหารที่น่าสนใจเพื่อทำให้เขากินเท่านั้น

            ทว่าตอนนี้เขาตระหนักได้อย่างชัดเจนถึงคุณค่าที่เขามองข้ามไปตลอด

            “จริงด้วยสินะ..นอกจากสูตรอาหารแล้ว ในบันทึกยังมีคำอธิบายเกี่ยวกับวัตถุดิบทั้งหมดที่หาได้จากดันเจี้ยนด้วย”

            ทันทีที่คิดได้กัสก็รีบบอกลาคริสตัลและท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทจากนั้นพุ่งทะยานออกไปราวกับดาวหางดวงหนึ่ง บินออกไปจากดินแดนพายุหิมะแล้วกลับไปยังดินแดนหลัก ก่อนจะมองไปรอบๆ และหยุดลงที่ห้องครัวหลัก

            กัสบินตรงไปในทันทีแล้วหยิบเอาบันทึกที่เก็บเอาไว้ในตู้กระจกออกมาแล้วเปิดอ่านมันด้วยความตื่นเต้น

            เพียงชั่วครู่สายตาของกัสก็กวาดผ่านรายชื่อวัตถุดิบทั้งหมดที่มีอยู่ในบันทึก ก่อนจะหลับตาลงและส่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขาออกไป

            ‘วัตถุดิบที่คนทั่วไปกินได้คงไม่เหมาะ..ที่น่าสนใจคือวัตถุดิบจำพวกเครื่องปรุงที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ของพวกนี้คนปกติกินลงไปตรงๆ ไม่ได้ แต่ข้าทำได้!!’

            วินาทีที่คิดได้กัสก็นึกไปถึงดินโป่งที่เขาเคยกินสมัยที่มายังดันเจี้ยนใหม่ๆ ซึ่งตอนนั้นเขาขาดแคลนอาหารทำให้เขาต้องกินดินเพื่อให้ได้สารอาหารสำหรับฝึกฝน

            แต่หลังจากที่มีอาหารเพียบพร้อมกัสก็ไม่เคยกลับไปกินดินอีกเลย แม้จะรู้ว่ามันมีประโยชน์สำหรับเขาก็ตาม

            ทว่าตอนนี้เขาคิดถึงสิ่งนี้ได้ในทันที จากนั้นส่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ออกไป ม้วนกวาดพื้นดินและแทรกซึมลงไปใต้ดินเพื่อค้นหาดินโป่งที่เขาเคยกิน จากนั้นหัวสิงโตสีดำแดงก็ปรากฏขึ้นและกลืนดินโป่งที่อยู่ใต้ดินเข้าไปจนเกิดโพรงดินจำนวนมาก

            กัสกวาดสัมผัสออกไปทั่วดินแดนของเขา ตระเวนหาของกินที่คนปกติกินไม่ได้ หรือไม่นิยมกินกัน ขอเพียงมันมีคุณค่าทางโภชนาการเขาก็กินหมด

            ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ใบหญ้า ก้อนหินดินทราย หรือต่อให้เป็นแร่ธาตุบางอย่างเขาก็กิน ขอเพียงมันให้พลังงาน มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์เขาก็กินมันเข้าไปโดยไม่ลังเลเลย

            เพียง 1 ชั่วโมง ดินแดนของกัสก็ราวกับพบเจอกับหายนะ ป่าหลายแห่งเหลือเพียงพื้นที่รกร้างว่างเปล่า ทุ่งหญ้ากลายเป็นหลุมเป็นบ่อ พื้นดินถูกขุดกลายเป็นหลุมลึกจำนวนมาก

            ขนาดแม่น้ำสายเล็กสายน้อย ทะเลสาบ สัตว์ป่าบางชนิด หรือแม้แต่เหมืองแร่ก็ยังถูกกินจนกลายเป็นพื้นดินรกร้างที่ไร้ซึ่งชีวิต

            กัสที่กวาดทุกสิ่งทุกอย่างที่กินได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิตของเขาไปก็เรอออกมาคำหนึ่ง แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าไม่พอใจ เขาเลยบินเข้าไปยังดินแดนย่อยของเขาและทำแบบเดียวกัน

            ทว่าดินแดนอื่นนั้นยากที่จะหาของกินได้เหมือนดินแดนหลักที่มีความหลากหลายทางภูมิประเทศและทรัพยากร

            นอกจากนั้นดินแดนย่อยของกัสก็มักจะเป็นดินแดนที่มีรูปแบบเฉพาะ ซึ่งถูกซื้อมาเพื่อเป้าหมายบางอย่าง มันเลยไม่มีอาหารมากนัก

            กัสใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงกับดินแดนย่อยทั้งหมด เว้นเพียงดินแดนชายทะเลเพราะมันเป็นพื้นที่ที่ได้รับการปรับปรุงจนกลายเป็นภูมิประเทศจำลองไปแล้ว เขาจึงไม่อยากทำลายมัน

            เมื่อไม่มีอะไรกินแล้วกัสก็มองไปยังดินแดนอื่นแทน จากนั้นไปยังดินแดนของโกลเด้นเทลที่แต่ก่อนเป็นดินแดนขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยทรัพยากรมากมาย

            แต่ปัจจุบันมันมีขนาดเล็กกว่าดินแดนของเขาเสียอีก แต่มันก็ยังมีข้อดีอยู่นั้นเป็นเพราะมันเป็นดินแดนที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเลี้ยงดูคนจำนวนมากแต่แรก ทำให้พื้นฐานทางด้านทรัพยากรอาหารของดินแดนแห่งนี้สูงกว่าดินแดนของกัส

            ในดินแดนของกัสนั้นหากไม่พึ่งพาการเกษตรแบบอุตสาหกรรม อาหารที่ดินแดนของเขาผลิตได้ย่อมไม่อาจเทียบได้กับดินแดนของโกลเด้นเทลที่มีดินแดนย่อยสำหรับผลิตอาหารโดยเฉพาะถึง 2 แห่ง อย่างดินแดนแห่งทุ่งหญ้าและดินแดนแห่งป่า

            ทั้งสองแห่งนี้ แห่งหนึ่งเป็นพื้นที่ปศุสัตว์ขนาดใหญ่ที่มีสัตว์เลี้ยงนับแสนนับล้านตัว ในขณะที่พื้นที่ป่านั้นเต็มไปด้วยของป่ามากมายตามธรรมชาติ ในระดับที่ต่อให้ไม่ได้ปรับปรุงมันเป็นพิเศษ ก็ยังให้ผลผลิตที่สูงพอจะเลี้ยงคนเป็นพันคนได้อย่างสบายๆ

            ยิ่งหลังจากผ่านการปรับปรุงโดยเทคโนโลยีที่ทันสมัยซึ่งพัฒนาโดยแองจี้ด้วยแล้ว อัตราการผลิตของดินแดนทั้งสองแห่งก็เพิ่มขึ้นอีกมาก

            เนื่องจากดินแดนของโกลเด้นเทลนั้นไม่จำเป็นต้องสนใจ DP แองจี้จึงสามารถจัดการระบบทั้งหมดด้วยหุ่นยนต์ได้อย่างสมบูรณ์

            ด้วยเหตุนี้การผลิตของดินแดนแห่งนี้จึงสูงกว่าดินแดนของกัสเล็กน้อย แม้จะมีขนาดที่เล็กกว่า

            แต่ถึงจะมีมากกว่า มันก็ถูกกัสกวาดจนแทบจะไม่มีเหลือในเวลาเพียง 1 ชั่วโมงเศษและเหตุผลที่เขาใช้เวลานานแบบนี้ก็เพราะเขาต้องคอยระวังไม่ให้เผลอกินวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตหรือทรัพยากรบางอย่างที่เป็นอาหารสัตว์นั่นเอง

            เมื่อต้องคอยระมัดระวังกัสก็เลยกินได้ไม่เร็วเท่าไหร่ แต่หลังจากใช้เวลาอยู่นานเขาก็ผ่อนคลายลง ก่อนจะกลับไปยังดินแดนของเขาในสภาพที่อิ่มนิดๆ

            “พลังงานที่ได้มานี่มากพอดูแฮะ..แต่ก็ยังไม่พออยู่ดี”

            กัสส่ายหน้าน้อยๆ ด้วยความผิดหวังเพราะการกินวัตถุดิบทั่วไปนั้น ต่อให้กินเข้าไปในปริมาณที่มากยังไง มันก็เทียบไม่ได้กับการกินวัตถุดิบระดับสูงอย่างเนื้อราชาอสูรหรือผลผลิตวิเศษ

            แต่จะให้เข้ามากินของพวกนี้ กัสก็รู้สึกเสียดายเพราะหายนะกำลังจะมาถึง เขาไม่อยากทำให้แผนการของเขาต้องมีปัญหา

            สุดท้ายกัสก็ทำได้เพียงถอนหายใจ ก่อนจะมองไปรอบๆ มองผ่านดินแดนอื่นที่เชื่อมต่อกับดินแดนของเขา ไม่ว่าจะเป็นดินแดนของบลูอาย ดินแดนของน้องสาวคนอื่นๆ ที่สร้างขึ้นและเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายพันธมิตร

            ทว่าดินแดนเหล่านั้นไม่น่าดึงดูดเท่าไหร่สำหรับกัสเพราะมันมีขนาดเล็กเกินไปและมีผลผลิตที่เฉพาะทางเสียส่วนใหญ่เนื่องจากเป็นดินแดนที่ถูกสร้างขึ้นด้วยจุดประสงค์พิเศษโดยเฉพาะ

            กัสมองไปรอบๆ มองดูดินแดนเหล่านี้ ก่อนจะหยุดลงที่ดินแดนของท่านหญิงมิวลีฟเขาก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา

            หากเทียบดินแดนของเขาแล้ว ดินแดนของท่านหญิงมิวลีฟนับว่าใหญ่กว่ามาก ความอุดมสมบูรณ์ก็มากกว่า มันแทบจะก่อเกิดเป็นภูมิประเทศที่สมบูรณ์ไปแล้วด้วยซ้ำ

            แต่เมื่อคิดถึงเรื่องนี้กัสก็เกิดความลังเลขึ้นมาเพราะเขาไม่อยากเข้าไปรบกวน เนื่องจากกลัวว่าเขาจะทำให้ภูมิประเทศที่สมบูรณ์ต้องพังทลายลง

            หลังจากลังเลอยู่นานสองนาน กัสก็ตัดสินใจเข้าไปเยี่ยมชมสักหน่อยด้วยความคิดที่ว่าบางทีเขาอาจจะขอยืมดินแดนย่อยสักแห่งเพื่อสร้างเป็นดินแดนสำหรับผลิตอาหาร

            ทันทีที่ตัดสินใจได้กัสก็เดินผ่านเข้าไปและถูกข้ารับใช้ที่เฝ้าอยู่สังเกตเห็นได้ในทันที

            สีหน้าของข้ารับใช้สาวเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย เธอยิ้มน้อยๆ ด้วยความนึกเอ็นดูกัสที่มีหน้าตาเหมือนเด็ก ก่อนจะสอบถามเขาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนซึ่งแฝงไว้ด้วยความเอ็นดู

            “คุณชายน้อย..ท่านมาจากไหนหรือคะ”

            รอยยิ้มของกัสสั่นกระตุกเบาๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความอ่อนใจ จากนั้นปลดปล่อยกลิ่นอายของตัวตนระดับเทวะออกมา

            พริบตานั้นรอยยิ้มของข้ารับใช้สาวก็แข็งค้างไป ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตระหนก ก่อนจะอุทานออกมาเมื่อค้นพบความคล้ายของตัวเขาในปัจจุบันกับตัวเขาก่อนหน้านี้

            “ท..ท่านกัสโทนีย่า!”

            “อือ..ข้าเอง”

            กัสยิ้มขมๆ ก่อนถอนหายใจออกมาอีกครั้งเมื่อข้ารับใช้สาวมีสีหน้าเปลี่ยนเป็นประทับใจ ก่อนจะเข้าใจได้ในเวลาอันสั้น

            “แบบนี้เอง! ข้าเข้าใจแล้วค่ะ ข้าจะไปแจ้งคุณหนูเดี๋ยวนี้!”

            พูดจบข้ารับใช้สาวก็ทำท่าจะจากไป แต่ก่อนที่เธอจะขยับตัว เสียงของคุณหนูเฟิร์สก็ดังขึ้นมาก่อน พร้อมกับการปรากฏตัวของเธอในชุดเดรสฟูฟ่องที่น่ารัก

            “ไม่ต้องหรอก ข้ามาแล้ว!!”

            คุณหนูเฟิร์สปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม ก่อนจะดวงตาสว่างวูบเมื่อเห็นกัสที่ดูราวกับเด็ก จากนั้นก็บินตรงเข้าไปหาเขาแล้วกอดแน่นในทันที

            “ฮะๆ น่ารักจัง! นี่ท่านหรือกัส! หวาๆ น่ารักที่สุด”

            กัสถูกอุ้มและหมุนไปรอบๆ เริ่มหน้าแดงด้วยความขัดเขิน แต่เขาก็ไม่กล้ารุนแรงใส่คุณหนู เขาถึงได้ส่งสายตาขอความเห็นใจไปให้ แต่แทนที่คุณหนูเฟิร์สจะหยุด เธอกลับยิ้มหวานและกอดเขาแน่นขึ้นไปอีก

            หลังจากนั้นเพียงอึดใจคุณหนูเซคันด์ก็ตามมา พร้อมกับคุณหนูเธิร์ดที่บินตามมาติดๆ ก่อนที่ทั้งสองคนจะเบิกตากว้างตอนที่เห็นกัสและยิ้มกว้าง จากนั้นบินเข้ามาเกาะติดเขาด้วยเช่นกัน

            กัสที่ถูกกอด ถูกดึง ถูกแย่งราวกับของเล่นนั้นถึงกับหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ ข้ารับใช้คนอื่นๆ ที่มองเห็นก็ยิ้มฝืนๆ ด้วยความเห็นใจ

            ความวุ่นวายเล็กๆ นี้ดำเนินต่อไปเกือบสิบนาที คุณหนูทั้งสามถึงได้สงบใจลงได้ แต่พวกเธอก็ยังไม่ยอมปล่อยกัสไปอยู่ดี

            โดยเฉพาะคุณหนูเธิร์ดที่แทบจะเอาหน้าแนบกับหน้าของเขาอยู่ตลอด แถมยังกอดคอแน่นราวกับเขาเป็นตุ๊กตาสักตัวหนึ่ง

            ส่วนคุณหนูเฟิร์สนั้นก็จับเขามานั่งตักและกอดเอาไว้ด้วยอภิสิทธิ์ของความเป็นพี่สาว ทำให้คุณหนูเซคันด์มองดูด้วยความหงุดหงิดใจเพราะเธอเข้าไปแทรกไม่ได้เลย จึงทำได้เพียงดึงแขนกัสไว้ข้างหนึ่ง

            สภาพของกัสที่ราวกับตุ๊กตาที่ถูกแย่งนั้นตกอยู่ในสายตาของข้ารับใช้ทุกคนตลอดเวลา ทำให้เขาไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ถึงจะดี

            “ค..คุณหนู ปล่อยข้าก่อนได้ไหมครับ..”

            คุณหนูเฟิร์สยิ้มน้อยๆ แล้วมองดูกัสในอ้อมกอด จากนั้นหยุดคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้ารับ

            “ได้สิ...แต่เจ้าต้องจุ๊บข้าก่อนนะ”

            พูดแล้วคุณหนูเฟิร์สก็ชี้นิ้วมาที่ริมฝีปากของเธอจนทำให้กัสตัวแข็งไปชั่วขณะ ตามมาด้วยคุณหนูเซคันด์ที่พยักหน้ารับรัวๆ ด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อ สุดท้ายคือคุณหนูเธิร์ดที่เบิกตากว้างเล็กน้อย ก่อนจะหันมามองเขาแล้วจูบเข้าในทันที

            “จุ๊บๆ”

            คุณหนูเธิร์ดจูบกัสเบาๆ ราวกับเด็กน้อย มันเป็นจูบแบบเด็กๆ ที่แค่นำริมฝีปากมาชนกันเท่านั้น จากนั้นคุณหนูเธิร์ดก็หมุนตัวบินออกไปด้วยความขัดเขินพลางร้องกรีดออกมาด้วยความดีใจ

            พอเห็นว่าคุณหนูเธิร์ดชิงจูบกัสไปแล้ว คุณหนูเซคันด์ก็ไม่ยอมแพ้ เธอจับใบหน้าของเขาหันมาแล้วจูบทันทีและจูบเขานานกว่าคุณหนูเธิร์ดที่เป็นเหมือนเด็กสาวไร้เดียงสานิดหน่อย ก่อนจะถอนริมฝีปากออกมาด้วยดวงตาที่หวานฉ่ำ

            ถัดจากนั้นเพียงอึดใจคุณหนูเฟิร์สก็หมุนตัวกัสกลับมาแล้วมองหน้าเขา ก่อนจะหลับตาราวกับรอให้เขาเป็นฝ่ายจูบเธอแทน

            กัสเห็นแบบนั้นก็อึ้งจนไม่รู้จะพูดยังไงดีเพราะในสายตาของเขาคุณหนูทั้งสามไม่ต่างอะไรจากเด็กสาวคนหนึ่ง เพียงแต่เธอมีความทรงจำร่วมกับท่านหญิงมิวลีฟเท่านั้น

            แม้ว่าเขาจะมองว่าคุณหนูทั้งสามเป็นเด็กสาวได้ แต่เขาก็ไม่กล้าที่จะทำอะไรเกินเลยแบบนี้กับพวกเธอจริงๆ ทำให้เขาไม่รู้ว่าจะตอบรับหรือปฏิเสธได้

            เมื่อคุณหนูเฟิร์สเห็นว่ากัสไม่ยอมจูบเธอ สายตาออดอ้อนของเธอก็กลายเป็นความผิดหวัง จนทำให้เขาหัวใจอ่อนยวบลงทันที จนท้ายที่สุดก็ทำได้เพียงยื่นใบหน้าไปด้วยความคิดว่าจะจูบแบบเด็กๆ เป็นเชิงปลอบโยน

            ทว่าทันทีที่ริมฝีปากของเขาสัมผัสกับริมฝีปากของคุณหนูเฟิร์ส เด็กสาวที่ดูไร้เดียงสาก็เปิดเผยด้านที่เป็นผู้ใหญ่ของเธอออกมาทันที

            ริมฝีปากที่นุ่มและชุ่มชื้น ความรู้สึกวาบหวานและรสชาติที่หอมหวานจากการจูบที่ดูดดื่มทำให้กัสลืมตัวไปชั่วขณะและจูบตอบกลับไปอย่างดูดดื่มไม่แพ้กัน

            การจูบครั้งนี้ไม่ได้ต่างจากตอนที่เขาจูบภรรยาที่รักเลย เสียงครางดังขึ้นในลำคอของคุณหนูเฟิร์สก่อนที่เธอจะถอนตัวกลับไปด้วยใบหน้าแดงก่ำและดวงตาที่หวานฉ่ำ ก่อนจะเลียริมฝีปากช้าๆ ด้วยสีหน้าที่ยั่วยวนเป็นที่สุด

            “ฮิฮิ..ขอบคุณนะกัส..รสชาติแบบนี้ข้าชอบที่สุดเลย..”

            

คล้ายกับเรื่องGustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ ที่คุณอ่าน