เครื่องประดับแต่ละชิ้นล้วนประณีตงดงามมีคุณภาพดีเยี่ยม และคาดว่ามีมูลค่าไม่น้อย นางซูส่ายหน้าถอนหายใจ“ของขวัญของคุณชายเจ้าของห้างล้ำค่าเกินไปนักพวกเราจะกล้ารับได้อย่างไรกันเจ้าคะ?”
“เมื่อเขามาหาแล้วไม่ไปหาตอบก็ถือว่าเสียมารยาท ไม่ต้องเกรงใจ” เผยรุ่นจือนึกถึงตุ๊กตาไล่ฝนที่แถมมาด้วย จึงยิ้มที่มุมปากลึกขึ้น
เย่ชิงชิงไม่ค่อยเข้าใจว่าการรับเครื่องประดับจากผู้อื่นในยุคนี้มีความหมายอื่นใดแฝงอยู่หรือไม่จึงไม่พูดอะไรมาก ปล่อยให้นางซูเป็นผู้ตัดสินใจ
“นี่ไม่เหมาะสมเลยเจ้าค่ะ” นางซูส่ายหน้าปฏิเสธอีกครั้งพวกเขากับห้างร้านไท่หรานซื้อขายกันมาตลอด ค่าบ้าน ค่าเปิดร้านใหม่เทศกาลไหว้พระจันทร์และปีใหม่ คุณชายเจ้าของห้างก็ส่งของขวัญมาให้ตลอดแม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวสำหรับเผยรุ่นจือแต่พวกเขาไม่มีสิ่งใดที่จะมอบตอบแทนให้แก่เขาได้เลย หากเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆจะเป็นเช่นไรกัน?
“ท่านป้าซูพูดเช่นนี้ช่างห่างเหินยิ่งนัก” เผยรุ่นจือแสร้งทำเป็นเสียใจ“ข้ายังคิดจะหาเวลาพาน้องสาวไปเยี่ยมหมู่บ้านเถียนซินอีกครั้งอยู่เลย...ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่กล้าไปแล้วขอรับ”
คำพูดของเขามิใช่คำโกหกแต่อย่างใดหลังจากขุดบ่อปลาครั้งหนึ่ง เผยฉางสี่ก็อยากจะไปเที่ยวอีกครั้งอยู่เสมอการไปเที่ยวเล่นที่นั่นสนุกกว่าการอยู่กับคุณหนูผู้ดีปักผ้าหรือเล่นผีเสื้อเป็นไหนๆ!
“คุณชายเจ้าของห้างกล่าวเกินไปแล้วเจ้าค่ะ...” นางซูถอนหายใจเบาๆจากนั้นจึงกล่าวว่า “หากไม่มีของเหล่านี้พวกเราก็ยินดีต้อนรับท่านมาเยี่ยมเยียนอยู่แล้วเจ้าค่ะต้องขอบพระคุณคุณหนูที่ไม่รังเกียจพวกเรา”
สุดท้ายนางซูก็ไม่อาจโต้แย้งเผยรุ่นจือได้จึงจำใจรับกล่องของขวัญล้ำค่าเหล่านั้นมาถือไว้ในมือ ภายในใจรู้สึกหนักอึ้งเครื่องประดับแต่ละชุดมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าหลายร้อยตำลึงเงิน ไม่สบายใจเอาเสียเลย
นางซูถือของเข้าไปยังลานบ้านด้านหลังก่อนจะเดินเข้าประตู นางย้อนกลับไปมองเผยรุ่นจือกำลังเอื้อมมือเล่นกับปิ่นลูกบอลขนปุยบนศีรษะของเย่ชิงชิงในใจพลันผุดความคิดขึ้นมาว่า ‘อย่าบอกนะว่าคุณชายเจ้าของห้างคิดหมายปองบุตรสาวของนาง?’
เมื่อคิดเช่นนั้นนางก็หัวเราะออกมา มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน? ชิงชิงยังเด็กนักไม่เพียงเท่านั้น แม้จะน่ารัก แต่นางก็ไม่ได้งามเลิศล่มเมืองแถมตอนที่เพิ่งรู้จักกัน ใบหน้าของนางก็เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นรุนแรงดูเหมือนหญิงอัปลักษณ์คนหนึ่งเลยทีเดียว
นางซูส่ายหน้าไม่คิดฟุ้งซ่านอีก คุณชายเจ้าของห้างเป็นคนเรียบง่าย และยังดูแลพวกตนเป็นพิเศษนั่นก็เป็นเพียงความมีน้ำใจของเขาเท่านั้น
การปรากฏตัวของแยมเฉ่าเหมยนั้นเกินความคาดหมายของใครหลายคนเมื่อปิดฝาไหให้แน่นหนา ก็สามารถเก็บไว้ได้หนึ่งถึงสองเดือนเลยทีเดียวทำให้แม้ผลเฉ่าเหมยจะพ้นฤดูไปแล้ว ก็ยังสามารถลิ้มรสได้อยู่ ช่างดีเลิศยิ่งนัก
ยิ่งไปกว่านั้นขนมหวานที่ห้างร้านไท่หรานนำเสนอ ก็เป็นที่ชื่นชอบของเด็กเล็กและสตรีเป็นอย่างมากแม้แต่ผู้ที่ไม่นิยมของหวาน เมื่อได้เห็นขนมหวานหน้าตาน่ารักรสเปรี้ยวอมหวานก็อดใจไม่ได้ที่จะกินเพิ่มอีกหลายชิ้น
ฤดูใบไม้ผลิผันผ่านฤดูใบไม้ร่วงมาเยือนโดยไม่รู้ตัว เย่ชิงชิงได้ข้ามมิติมาถึงสามปีแล้วการค้าขายของร้านไป่เว่ยก็มั่นคงเนื้อหมูตุ๋นหม้อดินและปลาหมักหม้อดินก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
คนสมัยโบราณเป็นผู้ใหญ่เร็วนักอายุสิบกว่าขวบก็ถือว่าเริ่มเข้าสู่วัยสาวแล้วควรจะเริ่มเรียนงานเย็บปักถักร้อยและเย็บชุดแต่งงาน...
บ้านเรือนเล็กๆมักจะเย็บชุดแต่งงานด้วยตนเอง ซึ่งโดยมากจะใช้เวลาหนึ่งถึงสองปีแต่ละเข็มแต่ละด้ายล้วนซ่อนความคิดอันสับสนของหญิงที่กำลังจะแต่งงานไว้
เย่ชิงชิงไม่ใช่คนอดทนการให้นางนั่งนิ่งๆ เล่นกับเข็มและด้ายนั้นเป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุนี้นางซูจึงตัดสินใจสอนด้วยตนเอง
“...”นางแกล้งทำเป็นสลบได้หรือไม่?
นางซูร้อยเข็มพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง“แม่รู้ว่าลูกไม่ชอบงานพวกนี้ แต่ลูกก็ควรจะเรียนรู้บ้างนะลองดูบ้านเรือนใหญ่ๆ เหล่านั้นสิมีบ้านไหนที่ฮูหยินหรือคุณหนูต้องลงมือตัดเย็บเสื้อผ้าเองบ้าง? แต่พวกเขาก็ต้องเรียนรู้เพราะสิ่งนี้เกี่ยวข้องกับหน้าตาของลูกเมื่อต้องไปอยู่บ้านสามีในอนาคต”
จะทำหรือไม่ทำก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งแต่จะทำเป็นหรือไม่เป็นมันก็คนละเรื่องเช่นกัน
เหตุผลที่นางซูว่างงานเช่นนี้ก็เพราะว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมา พวกเขาไม่ได้เพียงแต่เปิดร้านค้าเท่านั้นแต่ยังซื้อภูเขาเพื่อเพาะปลูกไม้ผลอีกและด้วยเหตุนี้จึงจ้างคนงานระยะยาวเจ็ดแปดคนมาช่วยงาน ส่วนเนื้อหมูตุ๋นหม้อดินปลาหมักหม้อดิน และสินค้าอื่นๆ ก็มีคนช่วยทำนางซูจึงไม่จำเป็นต้องเหน็ดเหนื่อยกับการทำงานและเดินทางไปมาอีกต่อไป
มีหน้ามีตาในบ้านสามี?เย่ชิงชิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “ท่านแม่ไม่ได้เร่งรัดเกินไปหน่อยหรือเจ้าคะ?”
“บ้านไหนๆ ก็เป็นเช่นนี้กันทั้งนั้น” นางซูบีบแก้มเปล่งปลั่งของนางผิวที่เคยเป็นแผลเป็นบัดนี้เนียนนุ่มดุจหยกนางจะทนส่งลูกสาวสุดที่รักไปมีสามีเร็วเช่นนี้ได้อย่างไร?
เมื่อว่างงานเย่ชิงชิงก็ไม่ขัดใจนาง เริ่มเรียนรู้งานฝีมืออย่างจริงจัง
บางสิ่งบางอย่างก็ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์เย่ฝูหรงเริ่มเรียนปักถุงผ้าตั้งแต่หกเจ็ดขวบ ดูเหมือนจะได้รับคำชมมากมายอีกด้วยตอนนี้ถึงคราวที่เย่ชิงชิงต้องถูกบังคับให้จับเข็ม ไม่นานก็มีเลือดซึมออกมาจากมือ
“ข้าไม่เรียนแล้ว” ไม่สนุกเลยสักนิดเย่ชิงชิงจะไม่ยอมให้ร่วมมือด้วยเป็นอันขาด
นางซูส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มอย่างขบขันมีเพียงตอนที่บุตรสาวของนางประพฤติตัวดื้อดึงเท่านั้น นางถึงจะแสดงอาการแบบเด็กๆออกมาให้เห็น
“เอาเถอะ เช่นนั้นพักไว้ก่อน” นางซูไม่อยากจะบังคับมากเกินไปจึงกล่าวว่า “ค่อยเรียนต่ออีกสักพักก็แล้วกัน”
“อ้าว?” นึกว่าจะรอดพ้นไปได้แล้วเชียวไม่นึกเลยว่ามารดาจะยังไม่ยอมแพ้ เย่ชิงชิงรู้สึกจนปัญญาได้แต่คอยผัดวันประกันพรุ่งไปก่อน
เดิมทีคิดว่าเรื่องงานฝีมือจะถูกยกเลิกไปชั่วคราวทว่านางกลับทายถูกเพียงแค่จุดเริ่มต้น แต่ไม่สามารถทายจุดจบได้เลย
ฮูหยินหญิงรองเผยซึ่งเป็นมารดาของเผยฉางสี่ โปรดปรานการปลูกดอกไม้ เมื่อเห็นว่าอากาศแจ่มใสจึงจัดงานเลี้ยงชมสวน เชิญบรรดาฮูหยินและคุณหนูที่คุ้นเคยมาชมดอกไม้ด้วยกันเมื่อถึงเวลา ดอกไม้หลากหลายชนิดจะบานสะพรั่งและย่อมมีบทเพลงและการฟ้อนรำเพื่อสร้างความบันเทิงด้วย
เผยฉางสี่เคยมาเที่ยวหมู่บ้านเถียนซินสองครั้งจึงค่อนข้างคุ้นเคยกับเย่ชิงชิง และย่อมส่งบัตรเชิญให้นางด้วยเช่นกัน
เย่ชิงชิงนึกไม่ถึงเลยว่างานเลี้ยงชมสวนที่จัดขึ้นอย่างดีงามขนาดนี้จะเกี่ยวข้องกับงานฝีมือด้วย?