หลังจากกินอาหารเสร็จ เซิ่งซีกับเหล่าศิษย์พี่ของนางก็มุ่งหน้าไปยังทางเข้าแดนลับ
เมื่อมองเห็นอาคารสูงใหญ่อันโอ่อ่าและเคร่งขรึมตรงหน้า พร้อมป้ายชื่อที่สลักคำว่า 'หอผู้คุมกฎ' ไว้อย่างทรงพลัง เซิ่งซีที่นึกเนื้อหาบางส่วนในนิยายต้นฉบับออกก็รู้สึกปวดมวนในท้องขึ้นมาทันที
ในนิยายต้นฉบับ กลุ่มของเซิ่งหรูเยว่เดินผ่านหอผู้คุมกฎ และเห็นศิษย์สำนักเวิ่นซินกำลังบุกรุกเข้าไป จึงเข้าร่วมการต่อสู้เพื่อขัดขวาง ผลปรากฏว่าทางเข้าแดนลับเปิดออกในตอนนั้นพอดี ทำให้คนกลุ่มนี้ถูกดูดเข้าไปในแดนลับพร้อมกัน
เซียวหลีลั่วนั้นต่อสู้เก่งมาก เซิ่งซีจึงไม่กลัวที่จะมีเื่กับพวกเขา แต่ปัญหาคือผู้ฝึกตนที่เข้าสู่แดนลับจะถูกสุ่มส่งไปยังจุดต่าง ๆ ซึ่งในนิยายนั้นเซียวหลีลั่วถูกส่งไปเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรพร้อมกับเซิ่งหรูเยว่พอดี
เซียวหลีลั่วรับบทเป็วีรบุรุษช่วยสาวงาม และได้ร่วมสำรวจแดนลับกับเซิ่งหรูเยว่จนเกิดความผูกพันอันลึกซึ้ง ยังไม่ทันจะออกจากแดนลับ เขาก็ตกหลุมพรางเสน่ห์ของนางเอกจนถอนตัวไม่ขึ้น แม้แต่ใบไม้ไร้ลักษณ์ที่หามาได้ก็ยังยกให้นางเอกไปเสียหมด
เซิ่งซีแอบไว้อาลัยให้จิ้งเฉินหยวนจวินในนิยาย ก่อนจะคว้ามือเซียวหลีลั่วไว้แน่น "ศิษย์พี่เ้าคะ เดี๋ยวตอนเข้าแดนลับ ท่านห้ามปล่อยมือข้าเด็ดขาดเลยนะเ้าคะ"
ลวี่เสี่ยงรีบค้านเป็คนแรก "ศิษย์น้องเล็ก ในแดนลับเ้าต้องอยู่ห่างจากศิษย์น้องห้าไว้ให้มากที่สุดนะ การตามเขาเข้าไปในแดนลับน่ะมันคือความซวยระดับตำนานเลยล่ะ"
ในนิยายตอนที่เซียวหลีลั่วอยู่กับเซิ่งหรูเยว่นั้น… ก็ซวยจริง ๆ นั่นแหละ
ด่านเคราะห์กรรมที่คนอับโชคควรจะเจอ เขาก็เจอหมดทุกอย่าง ส่วนของรางวัลหลังจากผ่านด่านได้สำเร็จกลับตกเป็ของนางเอกแต่เพียงผู้เดียว ตอนกลับมาสมทบกับเหล่าศิษย์พี่ เซียวหลีลั่วที่สะบักสะบอมไปทั้งตัวจนแทบจะยืนไม่อยู่ ยังมานั่งยิ้มหน้าบานคิดว่าการได้พบเซิ่งหรูเยว่คือวาสนาที่สั่งสมมาสามชาติของเขาเสียอย่างนั้น
เซิ่งซีเปลี่ยนดวงชะตาอับโชคของเซียวหลีลั่วไม่ได้ แต่อย่างน้อยนางก็จะไม่ยอมให้เขาเป็สุนัขเลียให้ใครหลอกอีก
"ข้าต้องคอยเฝ้าเขาไว้ ไม่เป็ไรหรอกเ้าค่ะศิษย์พี่สี่ ถ้าท่านเข้าไปในแดนลับแล้ว ให้ระวังหินที่มันเรืองแสงได้เอาไว้ให้ดีนะเ้าคะ" เซิ่งซีกำชับอย่างจริงจัง
เวินเจ๋อิสงสัย "เ้ารู้เื่ข้างในแดนลับอันสุ่ยซานด้วยรึ?"
"ข้าเคยได้ยินคนในสำนักลั่วเฟิงคุยกันน่ะเ้าค่ะ" เซิ่งซีแถไปเรื่อย นางจะบอกไม่ได้เด็ดขาดว่าเคยอ่านนิยายมา "ศิษย์พี่รองเ้าคะ ในแดนลับอันสุ่ยซานมีหญ้าแย้มสรวลที่ชอบพูดโกหกอยู่ ท่านต้องระวังให้ดีนะเ้าคะ"
หญ้าแย้มสรวลคือสมุนไพริญญาชนิดหนึ่ง หากให้ศิลาิญญาเป็ค่าตอบแทน มันจะสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในบริเวณที่มันเติบโตได้ เป็วัตถุดิบหลักในการหลอมโอสถเบิกความสัตย์
ในโลกผู้ฝึกตนต่างคิดว่าสมุนไพรชนิดนี้ไม่มีสติปัญญา เพียงแค่เลียนแบบเสียงมนุษย์เท่านั้น แต่ในนิยายต้นฉบับนั้น เวินเจ๋อิถูกหญ้าแย้มสรวลหลอกจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด
ในขณะที่พวกเขายืนคุยกันหน้าประตูนานเกินไป จนทำให้ศิษย์หอผู้คุมกฎสังเกตเห็นและเดินเข้ามาถาม "พวกเ้ามาทำอะไรกันที่นี่?"
เวินเจ๋อิเอ่ยอย่างสุภาพ "สหายเต๋าท่านนี้ พวกเราอยากจะเข้าไปเยี่ยมชมภายในหอผู้คุมกฎสักหน่อยน่ะ"
ศิษย์ในชุดสีน้ำเงินตรงหน้ากลอกตาใส่ "ที่นี่คือหอผู้คุมกฎ ไม่ใช่โรงน้ำชา ไม่เปิดให้คนนอกเข้า ไสหัวไปได้แล้ว!"
เขายื่นมือหมายจะผลักเซิ่งซี แต่ถูกลวี่เสี่ยงขวางไว้ "อย่าแตะต้องศิษย์น้องข้า"
ศิษย์คนนั้นกวาดตามองลวี่เสี่ยง เมื่อเห็นว่าเป็เพียงขั้นสร้างรากฐานจึงไม่แยแส "ข้าจะผลักแล้วจะทำไม?"
เขายื่นมือมาอีกครั้งหวังจะผลักเซิ่งซี แต่กลับถูกเซียวหลีลั่วเตะจนกระเด็นล้มคว่ำ "ฟังภาษาคนไม่รู้เื่หรือ? บอกว่าอย่ามาแตะต้องศิษย์น้องข้า!"
ศิษย์คนนั้นมีระดับพลังขั้นแก่นพลังทองคำเช่นกัน ย่อมไม่อาจยอมรับความอับอายนี้ได้ เขาหยิบยันต์แผ่นหนึ่งออกมาหมายจะโจมตีเซียวหลีลั่ว
เซียวหลีลั่วพาเซิ่งซีหลบออกมา เตรียมจะชักกระบี่สวนกลับ แต่ก็ถูกเซิ่งซีห้ามไว้ "ไม่สู้แล้วเ้าค่ะ บุกเข้าไปเลย!"
นางััได้ถึงพลังิญญาที่ผิดปกติ คาดว่าคงเป็ทางเข้าแดนลับที่เริ่มสั่นคลอนและมีพลังรั่วไหลออกมา
เซียวหลีลั่วได้ยินดังนั้นก็พาเซิ่งซีทะยานเข้าไปทันที โดยมีลวี่เสี่ยงที่ทิ้งประทัดิญญาไว้ชุดใหญ่และเวินเจ๋อิตามหลังมาติด ๆ
ประทัดะเิใส่ศิษย์ชุดน้ำเงินคนนั้น เขาแค่นเสียงเหอะอย่างดูแคลน "ขยะแบบนี้ยังกล้าเอาออกมาขายหน้าอีกหรือ?"
อึดใจต่อมา เสียงประทัดก็ะเิดังสนั่นหวั่นไหว จนซัดคนระดับขั้นแก่นพลังทองคำอย่างเขาปลิวไปไกลถึงสิบจั้ง และร่วงลงตรงหน้าเซิ่งหรูเยว่พอดี
"เกิดอะไรขึ้น?" หลี่เหยียนรุ่ยใมาก รีบเข้าไปพยุงคนขึ้นมา
เซวียเฟยเฉินแผ่จิตหยั่งรู้ออกไป เมื่อััได้ว่าเป็กลุ่มของเซิ่งซี จึงรีบตามไปทันที "เป็พวกนั้นจริง ๆ !"
ภายในหอผู้คุมกฎ กลุ่มของเซิ่งซีมาถึงลานฝึกยุทธ์ บนลานกว้างนั้นมีแสงระยิบระยับของผิวน้ำกระเพื่อมไหว และมีพลังิญญาประหลาดแผ่ออกมามากขึ้นเรื่อย ๆ
ทว่าที่ทางเข้าลานฝึกยุทธ์กลับมีหุ่นเชิดนักรบขนาดมหึมายืนตระหง่านอยู่ หากมีใครกล้าก้าวเข้าไป ก็จะถูกหุ่นเชิดขวางไว้ราวกับเป็ทวารบาลที่ไม่มีใครผ่านไปได้
แสงสะท้อนของน้ำที่ลอยเด่นอยู่กลางอากาศค่อย ๆ สงบลง เมื่อมันก่อตัวเป็ระลอกคลื่นที่สม่ำเสมอ นั่นก็หมายความว่าทางเข้าแดนลับได้เปิดออกอย่างมั่นคงแล้ว และสามารถเข้าไปข้างในได้อย่างปลอดภัย
ทันใดนั้น หุ่นเชิดนักรบก็ถูกซัดจนปลิว เซวียเฟยเฉินถือกระบี่พุ่งพรวดเข้ามา เมื่อเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า เขาก็ถึงกับตกตะลึงไป "แดนลับอันสุ่ยซาน?!"
ในระหว่างนั้น กลุ่มของเซิ่งหรูเยว่ก็ตามมาถึง ทั้งสองฝ่ายยืนคุมเชิงกันอยู่คนละฝั่งของทางเข้าแดนลับอย่างชัดเจน
เซวียเฟยเฉินรีบส่งข่าวบอกสำนักว่าแดนลับเปิดออกแล้ว ก่อนจะจ้องเซิ่งซีอย่างระแวดระวัง "พวกเ้าบังอาจบุกรุกหอผู้คุมกฎ เพียงเพื่อจะเข้าแดนลับอันสุ่ยซานอย่างนั้นรึ?"
เซียวหลีลั่วกำลังจะตอบรับอย่างโอหัง แต่ก็ถูกเซิ่งซีเหยียบเท้าไว้ ก่อนที่นางจะชิงพูดด้วยท่าทางซื่อ ๆ ว่า "เปล่านะเ้าคะ พวกเราก็แค่อยากเข้ามาเยี่ยมชมหอผู้คุมกฎเท่านั้นเอง"
เซวียเฟยเฉินหัวเราะเยาะ "หอผู้คุมกฎมีอะไรน่าชม? พวกเ้าตั้งใจมาเพื่อทางเข้านี้ชัด ๆ !"
ทางเข้าแดนลับที่รู้จักกันทั้งหมดล้วนถูกสำนักลั่วเฟิงส่งคนไปเฝ้าไว้และห้ามคนนอกเข้า ในขณะที่ทางเข้าที่หอผู้คุมกฎแห่งนี้ปรากฏออกมาเป็ครั้งแรก เซิ่งซีย่อมไม่มีทางยอมรับว่านี่คือสิ่งที่จิ้งเฉินหยวนจวินคำนวณมา จึงย้อนถามเซวียเฟยเฉินว่า "ตำแหน่งและเวลาเปิดของแดนลับอันสุ่ยซานเป็แบบสุ่มนะเ้าคะ พวกเราจะไปรู้ได้ยังไงว่ามีทางเข้าอยู่ที่นี่?"
เซวียเฟยเฉินถึงกับพูดไม่ออก
ในตอนนั้นเอง ทางเข้าแดนลับก็ได้เปิดออกอย่างมั่นคง
"ไป!" เซิ่งซีคว้ามือเซียวหลีลั่วไว้แน่น นางขว้างบางอย่างใส่เซวียเฟยเฉิน ก่อนจะะโเข้าแดนลับไปพร้อมกับศิษย์พี่ทั้งสามคน
"ถอยหลัง!" เซวียเฟยเฉินคว้าตัวเซิ่งหรูเยว่แล้วพุ่งหนีไปไกล
ทว่าการโจมตีที่คาดไว้กลับไม่เกิดขึ้น สิ่งที่เซิ่งซีขว้างมาเป็เพียงก้อนหินธรรมดา ๆ ก้อนหนึ่งเท่านั้น
"นางหลอกพวกเรา!" เซิ่งหรูเยว่โกรธจัด เมื่อมองไปยังทางเข้าแดนลับที่ว่างเปล่าและรู้ว่ากลุ่มของเซิ่งซีเข้าไปแล้ว นางจึงไม่ยอมแพ้ "ศิษย์พี่ใหญ่ พวกเราก็เข้าไปกันเถอะเ้าค่ะ"
เซวียเฟยเฉินนึกถึงภาพที่เซิ่งซีกอดแขนเซียวหลีลั่วไว้แน่นก่อนเข้าแดนลับแล้วขมวดคิ้วแน่น เขาหันไปสั่งศิษย์หอผู้คุมกฎให้เฝ้าทางเข้าไว้ให้ดี จากนั้นจึงพาพวกเซิ่งหรูเยว่ก้าวเข้าสู่แดนลับ
...
ทางเข้าแดนลับมีลักษณะคล้ายกับค่ายกลเคลื่อนย้าย เซิ่งซีถูกเหวี่ยงจนหัวหมุน แม้จะพยายามกอดเซียวหลีลั่วไว้แน่นเพียงใด แต่ด้วยกลไกพิเศษของแดนลับ นางก็ยังถูกแยกจากเซียวหลีลั่วอยู่ดี
เซิ่งซีร่วงลงมาจากกลางอากาศ นางรีบหยิบเมฆสีทองออกมาประคองตัวไว้ได้ทันท่วงที เพื่อไม่ให้ตกลงไปกระแทกพื้น จากนั้นเซิ่งซีก็นั่งบนเมฆสีทองพลางสำรวจแดนลับแห่งนี้
ท้องฟ้าในแดนลับมืดครึ้ม ราวกับวันที่มีฝนตกหนักจนไม่มีแม้แต่ดวงอาทิตย์ อีกทั้งเมฆยังลอยต่ำมากจนดูเหมือนจะเอื้อมมือไปคว้าได้
เซิ่งซีลองยื่นมือออกไป ปรากฏว่านางััโดนชั้นบาง ๆ ที่ให้ความรู้สึกอุ่น ๆ และเหนียวเหนอะหนะเล็กน้อยจริง ๆ ด้วย
จู่ ๆ นางก็มีความรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี นางจึงนั่งเมฆสีทองบินสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ จนปลายนิ้วััเข้ากับของแข็งบางอย่าง
ของแข็งชิ้นนั้นแผ่ขยายออกไปรอบทิศทาง ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดเหนือศีรษะนาง และยังััได้ถึงไอร้อนจาง ๆ ที่แผ่ออกมาด้วย
หรือว่า... นางจะััโดนท้องฟ้าเข้าให้แล้ว?
เซิ่งซีใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะชักกระบี่ยาวออกมา และมองไปยังท้องฟ้าสีเทาหม่นเหนือศีรษะด้วยความคาดหวัง
ขอให้นางได้ลองทิ่มท้องฟ้าเล่นดูสักหน่อยเถอะ