ค่ำคืนที่เหวินหยางใบหน้าดูอมทุกข์เหมือนกำลังคอยใครบางคนอยู่แถวประตูโรงน้ำชาหลูฟาง หลินลี่ที่สังเกตเห็นว่าทั้งวันหลังจากเหวินหยางกลับจากสำนักหมู่ตึกอักษรก็ไม่ร่าเริงอีก ตนที่เป็ห่วงจึงตัดสินใจเข้าไปไถ่ถาม ก่อนที่เหวินหยางจะค่อยๆอธิบายเหตุการณ์ในวันนี้ให้หลินลี่ฟัง หลินลี่ที่ได้รับรู้เื่ราวก็แสดงความเสียใจกับเหวินหยางและพยายามพูดให้กำลังใจ บางทีผู้าุโฟ่านหลิงอาจจะมีทางออกให้จริงๆ
เมื่อถึงเวลานัดหมายผู้าุโฟ่านหลิงก็เดินเข้ามาภายในโรงน้ำชา สายตากวาดไปรอบๆก่อนที่จะสายตาจะไปหยุดที่เหวินหยาง ทั้งคู่นั้นได้สบตากันก่อนที่ผู้าุโฟ่านหลิงจะพยักหน้าให้หนึ่งคราด้วยใบหน้าที่เ็า เหวินหยางที่เห็นก็รีบเดินตามผู้าุโฟ่านหลิงขึ้นบันไดไปยังชั้นสองของโรงน้ำชา
ผู้าุโฟ่านหลิงเดินไปและนั่งลงบนพื้นที่โต๊ะนอกระเบียงชั้นสอง ถึงจะแปลกเสียหน่อยที่นอกระเบียงนี้จะมีเพียงโต๊ะเดียว เหมือนจะจัดตั้งขึ้นเพื่อรับรองแขกพิเศษโดยเฉพาะ บนโต๊ะมีกาน้ำชาและแก้วน้ำชาขนาดเล็กวางอยู่ ข้างๆกาน้ำชาก็มีตะเกียงสว่างไสวให้ขับไล่ความมืดมิดไปได้บ้าง เหวินหยางที่เดินตามไปและนั่งลงด้านหลังผู้าุโฟ่านหลิง เพราะฝั่งตรงข้ามมีชายชุดขาวนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เหวินหยางเมื่อมองหน้าชายที่อยู่ตรงข้ามก็ต้องแปลกใจยิ่งนัก ชายผู้นี้มีใบหน้าที่ดูๆแล้วอายุก็คงรุ่นราวคราวเดียวกับผู้าุโฟ่านหลิงแต่ทว่าไม่ว่าจะเป็ขนคิ้วหรือเส้นผมล้วนขาวดังหิมะเฉกเช่นเดียวกับชุดเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่
“ ให้ข้ามารอเนี่ยไม่สมกับเป็เ้าเลยนะฟ่านหลิน ” ชายชุดขาวกล่าวพร้อมกับยกน้ำชาเข้าปาก
“ ติดธุระที่สำนัก ” ผู้าุโฟ่านหลิงตอบเพียงสั้นๆด้วยใบหน้าที่นิ่งสงบ
ชายชุดขาวถอนหายใจคราหนึ่งก่อนที่จะเข้าประเด็น
“ พูดเื่ที่เ้าอยากให้ข้าช่วยดีกว่า ”
ผู้าุโฟ่านหลิงยื่นจดหมายของอาหญิงให้ชายชุดขาวอ่าน ชายชุดขาวค่อยๆเปิดอ่านจดหมายอยู่ครู่หนึ่ง
“ เื่นี้เ้าตรวจสอบแน่ใจแล้วหรือ ” ชายชุดขาวถามเพื่อนยืนยันสิ่งที่ได้อ่าน
“ ลายมือกับกระบี่ที่เด็กคนนี้ถือ รวมถึงข้อความลับในจดหมายที่มีแค่ข้ากับนางที่รู้ ไม่ผิดแน่ ”
ชายชุดขาวพยักหน้าสองสามทีก่อนที่จะค่อยๆยื่นจดหมายไปยังตะเกียงบนโต๊ะ จดหมายค่อยๆถูกเผาไปอย่างช้าๆ เหวินหยางที่เห็นก็ไม่เข้าใจทำได้แต่เพียงนั่งมองจดหมายถูกเผาไปอย่างช้าๆ
เหวินหยางสังเกตว่าในจดหมายในส่วนสุดท้ายได้ลงนามผู้เขียนไว้ว่า “ ปิงปิง ” คิดแล้วก็แปลกใจยิ่งนัก ผู้เขียนควรจะเป็อาหญิงของตนแท้ๆเหตุใดต้องลงนามเป็ผู้อื่น
“ อยากให้ข้าช่วยดูปัญหาของเด็กผู้นี้อย่างนั้นหรือ ” ชายชุดขาวกล่าว
ผู้าุโฟ่านหลิงรีบกล่าวปฏิเสธและเล่าถึงปัญหาของเหวินหยางให้ชายชุดขาวฟัง
“ ข้าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ข้าไม่ใช่หมอคงรักษาให้เด็กนี้มิได้หรอกนะ ” ชายชุดขาวกล่าวพร้อมกับเอามือเท้าค้างไว้และมองไปที่เหวินหยาง
“ ยอดยุทธไม่จำเป็ต้องมีลมปราณที่เปียมล้น ” ผู้าุโฟ่านหลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นิ่งดังชาที่อยู่ในแก้ว
“ โหว โหว เ้าคงไม่ได้ให้ข้า !! ”
“ รับเด็กหนุ่มคนนี้เป็ศิษย์ ” ผู้าุโฟ่านหลิงรีบกล่าวแทรกชายชุดขาวทั้งที
“ เดี๋ยวนะ ๆ ฟ่านหลินนี่เ้า !! ”
“ ท่านจะไม่รักษาคำพูดหรือ ”
ชายชุดขาวหลับตาลงและถอนหายใจใหญ่ครั้งหนึ่ง
“ นี่คือผู้าุโชางยวิ๋น ข้ามั่นใจว่าเขาฝีมือไม่เป็รองใครในยุทธภพ รีบไปคำนับอาจารย์เ้าเสีย ” ผู้าุโฟ่านหลิงหันไปพูดกับเหวินหยางพร้อมกับยกแก้วน้ำชาในมือให้
เหวินหยางที่ไม่รู้ต้องทำเช่นไรดีก่อนที่จะมองหน้าผู้าุโฟ่านหลิงอีกครั้ง เหวินหยางที่สบตากับใบหน้าที่เ็านั้น ในแววตาดูจริงจังคล้ายดุดันกำลังจ้องเหวินหยางอยู่ เหวินหยางที่เห็นเช่นนี้ก็รีบรับน้ำชาและค่อยๆคลานเข่าไปหาชางยวิ๋น
“ ข้าน้อยเหวินหยาง คารวะอาจารย์ ”
ชายชุดขาวจ้องมองกลับไปที่ผู้าุโฟ่านหลิงด้วยใบหน้าที่เป็กังวล
“ เ้าก็น่าจะรู้ดีว่าข้านั้นไม่มีเวลามากพอที่จะรับศิษย์ ” ชายชุดขาวถามผู้าุโฟ่านหลิงเพื่อยืนยันบางอย่าง
“ ถ้าเ้าไม่รับศิษย์ลมปราณที่เ้าอุส่ายากลำบากฝึกฝนมาก็จะสูญเปล่า ”
ชายชุดขาวถอนหายใจอีกหนึ่งคราก่อนที่จะรับแก้วน้ำชาจากเหวินหยาง
“ รีบไปเก็บของของเ้า เสร็จแล้วกลับมาหาข้าที่นี่ ” ชางยวิ๋นกล่าวกับเหวินหยางด้วยท่าทีที่เร่งรีบ
“ รีบเช่นนี้เชียว ” เหวินหยางตอบด้วยความแปลกใจ
“ พึ่งจะเป็ศิษย์นี่คิดจะขัดคำสั่งอาจารย์แล้วหรือ ”
เหวินหยางรีบกล่าวขอโทษและเดินจากไป ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นเร็วมากจนเหวินหยางเองก็ไม่ได้คาดคิดมาก่อนและไม่รู้จะทำเช่นไรดี เหวินหยางรีบกลับไปที่ห้องและเก็บข้าวของที่จำเป็แล้วรีบเดินออกมา หลินลี่ที่เห็นก็อดสงสัยไม่ได้ เหวินหยางจึงได้รีบอธิบายให้ฟังสั้นๆ ก่อนที่จะกลับไปหาผู้เป็อาจารย์ของตน
เหวินหยางกล่าวขอบคุณผู้าุโฟ่านหลิงก่อนที่จะรีบติดตามผู้เป็อาจารย์ที่บัดนี้ได้เดินจากไปก่อนแล้ว
“ อาจารย์นี่เราจะไปที่ใด ” เหวินหยางถามด้วยความสงสัย
“ แน่นอนว่าต้องเป็เรือนของอาจารย์เ้าอยู่แล้วสิ ”
ชางยวิ๋นพาศิษย์ของตนออกจากประตูเมืองไปและเดินทางเข้ายังไปป่าแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงไปห้าหกลี้
ทั้งสองเมื่อเดินทางต่อไปอีกสักพักก็พบเรือนหลายหลังอยู่ติดกัน รอบๆนั้นถูกประดับด้วยโคมไฟคล้ายว่าคงมีผู้อยู่อาศัยก่อนแล้ว เหวินหยางที่เดินเข้าไปใกล้ก็พบว่าเรือนกลางป่าเช่นนี้กลับถูกสร้างอย่างประณีตไม่เหมือนบ้านผู้คนทั่วไป นั้นก็แปลว่าผู้อยู่อาศัยย่อมไม่ใช่คนธรรมดา
เหวินหยางเดินติดตามอาจารย์ไปที่ห้องแห่งหนึ่ง ก่อนจะเปิดประตูห้องเหวินหยางสังเกตว่าอาจารย์หยิบตะเกียงไฟข้างทางเดิน ก่อนจะเปิดห้องและเดินเข้าไปในห้องที่มืดสนิท ชางยวิ๋นสะบัดแขนเสื้อเล็กน้อยก็คล้ายเกิดประกายไฟเล็กๆพุ่งไปทั่วห้องด้วยความเร็วก่อนที่ทำห้องนั้นจะสว่างไสวขึ้นมาจากเทียนไขที่อยู่ตามจุดต่างๆภายในห้อง เหวินหยางที่พึ่งเคยพบเคยเห็นเช่นนี้ก็ใยิ่ง นี่มันวิชาอันใดกันแน่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
“ นี่เป็ห้องของข้า เ้าก็พักที่นี่ไปก่อนพรุ่งนี้ค่อยจัดแจงห้องให้เ้าใหม่ ”
เหวินหยางรีบรับคำก่อนที่อาจารย์นั้นจะเดินจากไป
“ แล้วท่านจะไปที่ใด ” เหวินหยางถาม
“ มีธุระ รีบพักผ่อนพรุ่งนี้ค่อยคุยกัน ”
พอชางยวิ๋นเดินพ้นประตูห้องไปประตูห้องเองก็ค่อยๆปิดลงอย่างช้าๆ