[NC] บทที่ 30 ความปรารถนาที่อัดอั้นมานาน
โม่เฟิงออกมาจากบ้านของหานเซี่ยวตอนเที่ยงคืนพอดี เขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการกล่อมให้เธอหลับ ในขณะนี้สายลมเย็น ๆ ช่วยให้ความปรารถนาในใจของเขาสงบลงได้บ้าง โม่เฟิงรู้สึกจนใจ เพราะตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว เขาไม่อยากไปรบกวนจูลี่ จึงตัดสินใจเข้านอนไปทั้งอย่างนั้น
ฤดูหนาวที่หนานผิงนั้นไม่หนาวมาก แต่นั่นอาจเป็เพราะฤดูร้อนที่นี่ร้อนจัด ผู้คนจึงคุ้นเคยกับการสวมเสื้อผ้าหนา ๆ เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว ผู้คนจึงเลือกที่จะสวมเสื้อผ้ากันหนาวหนา ๆ เหมือนกับเฉินชิงเพื่อนร่วมชั้นของหานเสี่ยว เพราะแบบนี้ พวกหื่นกามตามท้องถนนจึงลดลงอย่างมาก เพราะการสวมใส่เสื้อผ้าหนา ๆ ทำให้มองไม่ออกว่าใครหุ่นดีหรือไม่ดี ไม่มีอะไรให้เห็น ดังนั้น ฤดูหนาวก็มีข้อดีเหมือนกัน
โม่เฟิงส่งข้อความหาเซี่ยวเซี่ยว บอกให้เธอสวมเสื้อผ้าหนา ๆ ก่อนจะลุกจากเตียงอย่างอารมณ์ดี แม้เมื่อคืนเขาจะไม่ได้ล้ำเส้นขั้นสุดท้าย แต่เขาก็รู้สึกว่าต้องรับผิดชอบเธอสักหน่อย อย่างน้อยก็ต้องส่งข้อความไปปลอบใจ เื่นี้โม่เฟิงรู้สึกว่าตัวเองทำได้แย่มาก ต้องรอให้เซี่ยวเซี่ยวเตือนถึงจะนึกออก ถ้าหากแต่ก่อนเขาใส่ใจเื่พวกนี้มากกว่านี้ ชีวิตของเขาจะวุ่นวายแบบนี้หรือเปล่านะ?
เช้าวันต่อมา… จูลี่ตื่นนอนั้แ่เช้าตรู่ ที่แท้เมื่อคืนนี้จูลี่นอนไม่หลับ เลยตื่นเช้ามาซื้อขนม แล้วเอามากินกับโม่เฟิง ตอนแรกโม่เฟิงอยากจะปลดปล่อยความปรารถนาที่อัดอั้นมาทั้งคืน แต่ดูจากเวลาแล้วคงไม่ทัน เพราะจูลี่เป็คนตรงต่อเวลากับการทำงานมาก เธอไม่ชอบไปสาย กว่าจะกินข้าวเสร็จก็คงได้เวลาออกจากบ้านพอดี สุดท้ายโม่เฟิงจึงได้แต่ล้มเลิกความตั้งใจ เพราะเขาเองก็ไม่ชอบบังคับจูลี่ ที่สำคัญคือเขารู้สึกผิดกับเธอมากพอแล้ว เขาไม่อยากทำร้ายจิตใจเธออีก
หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ ทั้งสองคนก็ออกไปทำงานด้วยกัน ระหว่างทาง จูลี่เล่าเหตุผลที่ทำให้เธอตื่นเช้าให้โม่เฟิงฟัง ที่จริงแล้ว พ่อแม่ของเธออยากเจอโม่เฟิง จึงอยากให้เขาหาเวลาว่างไปทานข้าวด้วยกัน โม่เฟิงได้แต่ตอบตกลง เพราะเขาพาลูกสาวของคนอื่นกลับบ้านมาหลายครั้งแล้ว การไปพบพ่อแม่ของเธอจึงเป็เื่ที่สมควรทำ
เมื่อมาถึงออฟฟิศ โม่เฟิงกำลังครุ่นคิดว่าจะซื้ออะไรไปฝากพ่อแม่ของจูลี่ดี ทันใดนั้นประตูห้องก็ถูกเปิดออก โม่เฟิงไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็ใคร นอกจากหลัวเสี่ยวเฟิงแล้ว คงไม่มีใครกล้ามาที่นี่ เพราะแม้จะทำงานที่เดียวกัน แต่ทุกคนก็มีงานของตัวเอง จึงไม่ค่อยมีใครไปรบกวนคนอื่น
เมื่อเห็นแววตาหม่นหมองของหลัวเสี่ยวเฟิง โม่เฟิงก็รู้ได้ทันทีว่าเกิดจากอะไร ่นี้เธอต้องทำตามแผนการของหวังเหล่ย จึงต้องประชุมกับติงหรูจวินทุกวัน เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด ไม่รู้ว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้น ติงหรูจวินถึงไม่ได้เรียกเขาไปประชุม เขาจึงได้นั่งพักอยู่ในห้องทำงานอย่างสบายใจ
หลัวเสี่ยวเฟิงนั่งลงบนโต๊ะทำงานของโม่เฟิง เธอกางขาออกเล็กน้อย เผยให้เห็นชุดชั้นในลูกไม้สีแดง ที่บริษัทเฟยอวิ๋น พนักงานทุกคนมีห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าส่วนตัว เพราะอากาศข้างนอกกับข้างในแตกต่างกันมาก หากต้องใส่เสื้อผ้าหนา ๆ ในออฟฟิศก็อาจจะเหงื่อออกจนท่วมตัวได้ ดังนั้น หลัวเสี่ยวเฟิงจึงสวมชุดทำงาน แต่กระโปรงของเธอนั้นค่อนข้างสั้น เผยให้เห็นเรียวขายาวเกือบทุกสัดส่วน จุดสุดยอดของเรียวขานั้นช่างเย้ายวนใจ
โม่เฟิงเองก็อัดอั้นมานาน พอถูกหลัวเสี่ยวเฟิงยั่วยวนเข้าแบบนี้ เขาก็ทนไม่ไหว จึงค่อย ๆ ยื่นมือไปลูบไล้เรียวขาขาวเนียนของเธออย่างอ่อนโยน แล้วค่อย ๆ ไล่สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ
หลัวเสี่ยวเฟิงส่งสายตาหวานเยิ้ม พร้อมกับครางออกมาเบา ๆ “น้องเฟิง ไม่ได้เจอกันตั้งนาน คิดจะใช้นิ้วแก้ขัดจริง ๆ เหรอ?”
โม่เฟิงได้แต่ยิ้มกริ่ม สำหรับเขาแล้ว หลัวเสี่ยวเฟิงไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลย เธอเป็เพียงแค่ของเล่นแก้เบื่อในออฟฟิศเท่านั้น เขาถอดกางเกงออกอย่างรวดเร็ว แล้วกระแทกเข้าหาเธออย่างดุดัน เพื่อปลดปล่อยความปรารถนาที่อัดอั้นมาทั้งคืน
ขณะนี้ในห้องทำงานของติงหรูจวิน เธอกำลังมองโทรศัพท์ในมือ คิ้วเรียวขมวดกันเล็กน้อย เธอพึมพำกับตัวเอง “ตอนนี้เขาน่าจะอยู่ที่ออฟฟิศแล้ว ฉันควรจะไปหาเขาไหมนะ? แต่ถ้าทำแบบนั้น ต่อไปเราคงสนิทกันมากขึ้น อาจจะทำให้คนอื่นสงสัยและเป็ผลเสียต่อหน้าที่การงานของเขา แต่ทุกทีก็เพราะเื่งาน มันดูไม่มีอะไรเลย ช่างเถอะ! วันนี้อยู่เฉย ๆ ก็เบื่อ งั้นไปหาเขาก็แล้วกัน ฉันไม่จำเป็ต้องมาลังเลใจแบบนี้เลยด้วยซ้ำ คนที่ควรกังวลน่าจะเป็เขามากกว่าสิ ใครใช้ให้เขาไม่เอาไหน จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรเป็ชิ้นเป็อัน!”
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ติงหรูจวินก็เดินตรงไปที่ห้องทำงานของโม่เฟิงทันที เพราะผู้หญิงมักจะมืดบอดในเื่ความรัก แม้เธอจะรู้ว่าการกระทำแบบนี้มันไม่ถูกต้อง แต่เธอก็ห้ามใจตัวเองไม่ได้ เธออยากเจอเขาและอยากชวนเขาไปทานข้าวเที่ยงด้วยกัน โดยอ้างว่าเป็การขอบคุณที่เขาช่วยเหลือเธอ แต่จริง ๆ แล้ว เธอแค่อยากอยู่กับเขาสองต่อสอง
แต่คู่รักภายในห้องทำงานกำลังมัวแต่ปลดปล่อยความ้า ไม่รู้เลยว่ากำลังจะมีคนมาเห็น เพราะตลอดมาที่นี่เงียบมาก ตอนนี้โม่เฟิงกำลังก้มหน้าก้มตาคลอเคลียอยู่กับหน้าอกอิ่มของหลัวเสี่ยวเฟิง น้ำลายไหลเยิ้มหยาดไปทั่วเรือนร่างของเธอ ส่วนท่อนล่างก็ขยับเข้าออกอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ห้องของทั้งสองคนอยู่ไม่ไกลกัน เดินเลี้ยวแค่หัวมุมก็ถึง ติงหรูจวินยืนอยู่หน้าห้องทำงานของโม่เฟิง เมื่อเห็นว่าพนักงานคนอื่น ๆ ไม่มีท่าทางผิดปกติ หัวใจที่เต้นระทึกของเธอก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง แต่เธอก็ยังลังเลว่าจะเคาะประตูดีหรือไม่
ในขณะเดียวกัน โม่เฟิงก็ใกล้จะถึงจุดสุดยอดแล้ว เขาคำรามออกมาเบา ๆ ปลดปล่อยของเหลวสีขาวขุ่นออกมา ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนร่างของหลัวเสี่ยวเฟิงอย่างเหนื่อยอ่อน แต่ดูเหมือนหลัวเสี่ยวเฟิงจะยังไม่หนำใจ ในที่สุดเธอก็ได้เขามาเชยชม เธอจะปล่อยเขาไปง่าย ๆ ได้ยังไง
ทั้งสองคนกำลังกอดจูบกันอย่างดูดดื่มราวกับว่าน้ำผึ้งในปากของอีกฝ่ายคือยาวิเศษ ทันใดนั้น ประตูห้องก็ถูกเปิดออก ติงหรูจวินยืนตะลึง เบิกตากกว้างมองภาพตรงหน้า ก่อนจะรีบปิดประตูลง แล้วหันหลังกลับไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตอนนี้เธอรู้สึกเหมือนหัวใจแตกสลาย
ทั้งสองคนที่กำลังตกอยู่ในห้วงรัก สะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที โม่เฟิงรีบแต่งตัว แล้ววิ่งตามเธอออกไป แม้เขาจะไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไง แต่เขาก็อยากจะตามเธอไปเพื่ออธิบาย
ส่วนหลัวเสี่ยวเฟิงมุมปากของเธอกลับยกยิ้มขึ้น เธอค่อย ๆ เช็ดคราบของเหลวสีขาวขุ่นที่เลอะอยู่ ก่อนจะโยนทิชชู่ลงบนโต๊ะ แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรออก
อีกฝั่งของปลายสายก็มีเสียงผู้หญิงดังขึ้นอย่างรวดเร็ว รู้สึกเหมือนเพิ่งตื่นนอน เธอเอ่ยเบา ๆ ว่า “สำเร็จแล้ว!”
สีหน้าของหลัวเสี่ยวเฟิงดูจริงจังขึ้นมาทันที ราวกับว่าอีกฝ่ายยืนอยู่ตรงหน้า “เมื่อกี้ ติงหรูจวินเห็นตอนที่ฉันกับโม่เฟิงมีอะไรกันพอดี คาดว่าตอนนี้เธอคงเกลียดโม่เฟิงเข้ากระดูกดำ คงไม่ยอมช่วยเหลือเขาอีกแล้วล่ะ!”