ตอนที่ 7 เดินทางสู่ดินแดนฟู่หรง(3)
สีจิ้นหงที่เห็นการเคลื่อนไหวตรงรถม้าของจิวฮวาจึงเดินมาดูด้วยความเป็ห่วง “จะไปไหนกันหรือ” เขาเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
จิวฮวาคลี่ยิ้มอย่างดีใจ ก่อนที่จะกล่าวตอบสีจิ้นหง “ท่านพี่จิ้นเหอ บอกจะพาข้าเดิมชมตลาดนอกเมืองเ้าค่ะ”
สีจิ้นหงพยักหน้ารักทราบ แต่เมื่อมองไปยังสาวน้อยตรงหน้า เธอเป็เด็กสาวที่มีความสวยโดดเด่น แปลกตาเป็อย่างยิ่ง ถ้าจะให้พูดง่ายๆจิวฮวาก็เปรียบเสมือนการผสมผสานระหว่างตะวันออก และตะวันตกอย่างลงตัว เธอมีผมยาวสลวยสีน้ำตาลเข้ม หากแต่เมื่อต้องแสงแดดก็จะเปลี่ยนประกายเป็สีทอง เพราะได้รับการดูแลอย่างดีใน่ที่เดินทาง 7 เดือนนี้ จึงทำให้ผมของเธอมีสุขภาพดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
อีกทั้งใบหน้าที่เคยซูบตอบ และผิวที่หยาบกร้าน บัดนี้ก็เปลี่ยนเป็เริ่มมีเนื้อหนัง ส่งผลให้โครงหน้าสวยอยู่แล้ว ยิ่งสวยสง่าได้รูป ผิวก็ขาวเนียน อมชมพู ราวกับมุกงาม แม้จะไม่ได้แต่งหน้า แต่ก็มีความงามโดดเด่นเป็ธรรมชาติ
ยิ่งยามนี้หญิงสาวอยู่ในชุดกระโปรงยาวสีชมพูอ่อน ปักลายดอกเหมย คลุมด้วยผ้าคลุมขนจิ้งจอกสีขาวผืนหนา ยิ่งทำให้เธอดูสดใสและสง่างามเพิ่มขึ้นไปอีก อยู่ๆสีจิ้นหงก็รู้สึกหวงน้องสาวที่กำลังจะอายุ 16 หนาว เมื่อผ่านหน้าหนาวนี้ไปขึ้นมา “เ้ารอตรงนี้สักครู่เถิด” หลังจากกล่าวจบสีจิ้นหงก็เดินหายไปจากขบวนสักพัก ก่อนที่จะกลับมาพร้อมหมวกสานที่ถูกเย็บชายให้เป็ผ้าบางสีขาวยาว ไว้สำหรับปิดบังหน้าตาของผู้ที่สวมใส่ สิ่งนี้เป็สินค้าที่นิยมมากของสตรีในชุมชนชั้นสูง ที่ไม่นิยมเผยหน้าตาให้บุคคลภายนอกเห็นมากนัก
“เป็ข้าที่คิดน้อยไป ขอบคุณท่านพี่จิ้นหงมากขอรับ” สีจิ้นเหอกล่าวขอบคุณสีจิ้งหงขณะที่ช่วยน้องสาวจัดการปลายผ้าด้านหลัง เพื่อดูว่าหมวกนี้ปิดบังรอบกายได้เรียบร้อยดีแล้ว
สีจิ้นหงพยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนที่จะกล่าวตอบ “ไม่เป็ไร ข้าเข้าใจว่าวัฒนะธรรมของชาวตะวันตกนั้นเปิดเผยกว่าเรายิ่งนัก หากแต่เมื่อมาอยู่ที่นี่แล้ว ก็ควรทำตัวตามวัฒนะธรรมของที่แห่งนี้”
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย สีจิ้นเหอ และจิวฮวา รวมองค์รักษ์ที่ติดตามประมาณ 3 คน ก็เดินออกนอกขบวนไปยังตลาดด้านข้าง
สินค้าส่วนมากของสองข้างทางเป็สินค้าทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็ผักสด ผลไม้ และเนื้อสัตว์ มีบ้างที่จะจำหน่ายสินค้าแปรรูปต่างๆ เช่นขนม หรืออาหารแห้ง รวมถึงเครื่องประดับไม้ เสื้อผ้า ของใช้ และของเล่น หากจะให้จิวฮวากล่าวตลาดนอกเมืองนี้ก็คล้ายคลึงกับตลาดนัด หรือตลาดกลางคืนในโลกที่เธอจากมายิ่งนัก
“ตลาดนอกเมืองนี้จะตั้งขายตลอดวัน ตามเวลาเปิดปิดของประตูเมือง ประตูเมืองจะเปิด่เวลายามเหม่า (5.00-6.59น.) และปิดตอนยามซวี(19.00-20.59น.)” จิ้นเหอกล่าวอธิบายน้องสาว ที่ตอนนี้สองมือเต็มไปด้วยขนมในแบบต่างๆ
จิวฮวาพยักหน้ารับรู้ หลังจากกลืนขนมที่เป็ลักษณะแป้งทอด ยัดไส้ด้วยเผือกกวนมีกลิ่นหอมรสชาติหวานอร่อย ที่รู้จักกันในชื่อว่าเซาปิ่งลงคอไปแล้ว จิวฮวาก็เอ่ยถามเื่ที่สงสัยออกมา “ท่านพี่ ขาสังเกตว่าตลาดแห่งนี้คนเยอะนัก บางคนก็ออกจากประตูเมือง แล้วอย่างนี้มันคุ้มค่าหรือเ้าคะ ที่จะยอมจ่ายถึง 20 อีแปะ เพียงเพื่อออกมาซื้อของ”
“ตามกฏหมายแล้ว หากเป็ผู้ที่ลงทะเบียนอาศัยอยู่ในเมือง การออกมานอกเมืองในลักษณะเช้า แล้วกลับเข้าเมืองตอนเย็นจะไม่เสียค่าธรรมเนียม หากแต่การเข้าออกลักษณะนี้ไม่สามารถนำรถม้า หรือเกวียนออกมาด้วยได้ และหากกลับไม่ทันก่อนประตูปิด ก็ต้องรอจนกระทั่งวันถัดไป จากนั้นจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียนเข้าออกเมืองเป็จำนวนเงิน 20อีแปะ” จิ้นเหออธิบาย
“และหากผู้ที่้าเดินทางไปต่างถิ่น เ้าเห็นตรงนั้นหรือไม่?” จิ้นเหอกล่าวถาม แล้วชี้ไปยังบริเวณด้านขวาของประตูเมือง ตรงส่วนนั้นมีรถม้า และเกวียนจอดอยู่มากมาย กินพื้นที่เป็บริเวณกว้าง “นั่นเรียกว่าสถานีขนส่ง จะเป็จุดบริการให้เช่ารถม้า เกวียน พาหนะในการขนส่ง จุดรับฝาก และมีบริการรถม้าสาธารณะไปยังส่วนต่างๆทั่วอาณาจักรฟู่หรงอีกด้วย”
จิวฮวาพยักหน้ารับทราบ เมื่อมองไปตามมือของจิ้นเหอ เธอก็เห็นเด็กหนุ่มบางคน ถือป้ายไม้ และะโหาผู้โดยสารเสียงดังฟังชัด “เมืองเป่ยิ 3 ที่สุดท้าย 20 อีแปะ จะออกเดินทางในครึ่งชั่วยาม เต็มก่อนออกก่อนขอรับ” เสียงดังวุ่นวายคล้ายกับสถานีขนส่งในยุคที่เธอจากมา
หลังจากเดินสำรวจบริเวณโดยรอบจนเป็ที่น่าพอใจ ก็มีองค์รักษ์คนหนึ่งวิ่งเข้ามาตามกลุ่มของจิวฮวากลับไปยังขบวน เพื่อเข้าเมืองเนื่องจากถึงตาที่กลุ่มของพวกเขาต้องลงทะเบียนกลับเข้าเมืองกันแล้ว
ณ ตรงประตูเมืองมีทหารหน้าตาจริงจัง ด้านข้างเขามีลูกแก้วคริสตอลสีใสอยู่ บนโต๊ะนอกจากแฟ้มเอกสารมากมายแล้ว ยังมีกระดานลักษณะคล้ายกระดานฉนวนตั้งอยู่ด้วย เมื่อมีคนนำมือไปวางบนคริสตอล คริสตอลนั้นก็จะเปล่งแสงออกมาเป็สีตามอ่อร่าเวทย์มนต์ ก่อนที่กระดานฉนวนจะปรากฏแสงสว่างวาบ และขึ้นเป็รูปและข้อมูลคร่าวๆ เช่นชื่อ ที่อยู่ และอายุ รวมถึงวันที่เดินทางออกจากเมืองของคนผู้นั้น
เมื่อจิวฮวามองเห็นก็ให้ตกตะลึงยิ่งนัก นอกจากจิวฮวาแล้ว แม้แต่คณะเดินทางของเธอเองก็มีสีหน้าประหลาดใจไม่แพ้กัน
“พี่ชายท่านนี้ สิ่งนี้คืออะไรงั้นหรือ ข้าและคณะออกเดินทางไปค้าขายยังต่างแดนั้แ่เมื่อหนึ่งปีก่อน ตอนนี้เพิ่งกลับมาถึง เมื่อครั้งออกไปยังไม่เห็นเ้าสิ่งนี้เลย” สีจิ้นหงเอ่ยถาม
“สิ่งนี้เรียกว่าอุปกรณ์บันทึกข้อมูลและตรวจสอบ เป็อุปกรณ์ที่หน่วยวิจัยเวทย์มนต์ของอาณาจักรบัมแบร์คคิดค้นร่วมกับอาณาจักรฟู่หรงและอาณาจักรอูบีโน สิ่งนี้จะทำการบันทึกข้อมูลประชากรภายในอาณาจักร โดยการจดจำอัตลักษณ์ ได้แก่ออร่า ลายนิ้วมือ และอื่นๆ และทำการแสดงข้อมูล โดยย่อขึ้นบนสิ่งที่เรียกว่าหน้าจอ โดยทางอาณาจักรเราเพิ่งทำการติดตั้ง และเริ่มทดสอบการใช้งานในเมืองหลวงเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว ผลการทดสอบตอนนี้ออกมาเป็ที่น่าพอใจยิ่งนัก คาดว่าน่าจะมีการกระจายใช้ทั่วอาณาจักรภายใน 4เดือน” ทหารนายหนึ่งกล่าวอธิบายสีจิ้นหง
“ในเมื่อคณะพวกท่านได้ออกเดินทางไปก่อนการเริ่มใช้งาน เยี่ยงนั้นคงยังไม่มีข้อมูล เช่นนั้นคณะพวกท่านสามารถผ่านทางได้ด้วยการลงทะเบียนแบบเก่าก่อน จากนั้นให้ท่านไปที่หน่วยงานประชากร ณ กระทรวงขุนนาง เพื่อทำการลงบันทึกข้อมูลส่วนตัวภายใน 3 วัน ไม่เช่นนั้นจะถือว่าผิดกฎหมายขอรับ” ทหารคนเดิมกล่าวอธิบาย ก่อนที่จะรับเอกสารจากสีจิ้นหงมาตรวจเทียบเพื่อทำการบันทึกข้อมูล
“ในคณะของข้ามีญาติที่มาจากต่างอาณาจักรด้วย ้าที่จะเข้ามาเป็พลเมืองของฟู่หรง ยังสามารถทำได้อยู่หรือไม่” สีจิ้นหงเอ่ยถามต่อ
ทหารผู้นั้นละสายตาจากเอกสารตรงหน้า ก่อนที่จะมองตรงมายังจิวฮวาและเจียงมามา “ท่านนี้ดูเหมือนชาวฟู่หรงยิ่งนัก ไม่ทราบว่ามาจากอาณาจักรไหนหรือขอรับ” ทหารผู้นั้นกล่าวถามถึงเจียงมามา
สีจิ้นหงจึงกล่าวอธิบาย เจียงมามานั้นเป็ชาวฟู่หรงอยู่แล้ว แต่ออกจากอาณาจักรไป 20 กว่าปี ทำให้สามารถใช้การลงทะเบียนแบบชาวฟู่หรงคนอื่นๆในคณะที่เป็ชาวฟู่หรงอยู่แล้วได้เลย หากแต่จิวฮวานั้นยุ่งยากเพิ่มขึ้นอีกหน่อย
“ทางคุณหนูที่เป็ชาวเฟเรนซ์นั้น สิ่งแรกต้องทำการทดสอบออร่า และบันทึกความสามารถในการใช้ธาตุเวทย์มนต์ และจำเป็ที่จะต้องผ่านการอบรมหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานแบบเดียวกับชาวฟู่หรงคนอื่นๆก่อน นั่นคือการอ่าน เขียน และการคำนวณ หลักสูตร 2 ปีก่อน โดยระหว่าง 2 ปีนี้จะถูกลงทะเบียนเป็นักเรียนชั่วคร่าว มีค่าธรรมเนียม 1,000 ตำลึงทอง เมื่อจบหลักสูตรแล้วจำเป็ที่จะต้องทำข้อสอบ หากสอบผ่าน และจ่ายค่าธรรมเนียมจำนวน 5,000 ตำลึงทอง แล้วก็สามารถเป็ประชากรอาณาจักรฟู่หรงได้ขอรับ” ทหารคนนั้นกล่าวอธิบาย
“แล้วในกรณีที่สามารถอ่านเขียนได้อยู่แล้วเล่าเ้าคะ” จินฮวาเอ่ยถามต่อ
“เช่นนั้นก็สามารถทดลองทำข้อสอบได้เลยขอรับ ที่หน่วยงานประชากร หากสอบผ่าน จ่ายค่าธรรมเนียม 6,000 ตำลึงทอง ก็สามารถได้สิทธิ์เป็ประชากรฟู่หรงได้เลย ซึ่งการสอบมีโอกาสครั้งเดียวเท่านั้น หากสอบไม่ผ่าน ก็จำเป็ต้องเข้าหลักสูตรอบรมตามที่แจ้งไปก่อนหน้าขอรับ ส่วนตอนนี้ท่านก็สามารถพำนักในอาณาจักรฟู่หรงได้ตามที่ลงทะเบียนมาเมื่อตอนผ่านชายแดนขอรับ และต้องดำเนินเื่ให้แล้วเสร็จก่อนครบกำหนดพักอาศัย ไม่เช่นนั้นจะมีค่าปรับ หากไม่จ่ายค่าปรับจะถูกผลักดันให้ออกนอกอาณาจักร และถูกขึ้นบัญชีห้ามเข้าอาณาจักรเป็เวลา 3 ปีขอรับ” ทหารคนเดิมกล่าวอธิบายอย่างเป็มืออาชีพ
ในที่สุดเื่ราวของเอกสารก็จบลง กลุ่มคณะจ่ายค่าธรรมเนียมเข้าเมืองคนละ 20 อีแปะ ของจิวฮวา 500 อีแปะ เนื่องจากถูกตีว่าเป็ชาวต่างชาติ ส่วนพี่ชายของเธอสีจิ้นเหอนั้น ก่อนออกเดินทางได้ทำการลงทะเบียนเป็ชาวฟู่หรงไปเรียบร้อยแล้ว จึงถือว่าเป็ชาวฟู่หรงเช่นเดียวกับคนอื่นๆ
ขบวนรถม้าผ่านประตูเมืองเข้ามา ด้านหลังประตูเมืองเป็ลานกว้างขนาดใหญ่ ที่เป็พื้นที่จอดรถม้า มีบริการขนส่งสาธารณะภายในตัวเมือง และบริการเช่าที่ฝากยานพาหนะ รวมถึงเช่าพาหนะสำหรับใช้ในตัวเมืองด้วย
เพราะจิวฮวาเป็ชาวต่างชาติ ดังนั้นทหารเฝ้าประตูเมืองจึงใจดีมอบแผนที่เมืองให้เธอหนึ่งใบ ในแผนที่เมืองแสดงอาณาเขต เมืองฟู่กงนั้นเป็เมืองหลวงขนาดใหญ่ของอาณาจักรฟู่หรง ถูกแบ่งออกเป็ 4 โซน และ ประตูเมือง 4 ทิศ ซึ่งมีการทำงานคล้ายกันหมด และตรงกลางเป็พระราชวัง
จิวฮวาผ่านประตูเมืองเข้ามาทางประตูทิศเหนือ ภายในตัวเมืองจะถูกแบ่งเป็ 4 ระดับ ส่วนนอกสุดที่ติดประตูเมือง ส่วนมากเป็ย่านการค้า ถัดมาระดับที่ 2 จะเป็ที่อยู่อาศัยของชนชั้นกลาง เช่นข้าราชการตำแหน่งเล็กๆ วาณิชย์บางคนที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในร้านค้า หรือชาวบ้านทั่วไป ถัดมาระดับ 3 จะเป็ที่พักอาศัยของผู้มีฐานะ ตระกูลสีเองก็มีจวนอยู่ในเมืองส่วนนี้เช่นกัน รับดับที่ 4 เป็ส่วนติดกับพระราชวัง ซึ่งถือว่าเป็ส่วนพิเศษ จะเป็ที่อยู่อาศัยของเชื้อพระวงศ์ เหล่าองค์ชาย และหน่วยงานกระทรวงต่างๆ
รถม้าเคลื่อนไปบนถนนที่ปูด้วยหิน ที่ถูกตัดเรียบเนียนเป็แผ่น สองข้างทางในตอนแรกก็มีเสียพูดคุย ะโเสียงดัง ก่อนที่เสียงนั้นจะค่อยๆเงียบลง เมื่อเคลื่อนผ่านทางโซนเมืองเข้ามาด้านในมากขึ้น จนในที่สุด 2 ข้างทางก็เงียบสงบ จิวฮวาได้ยินเพียงเสียงล้อรถเคลื่อนบดถนน และเสียงกีบเท้าของม้ากระทบกับหิน
เด็กสาวอดที่จะใจสั่นไม่ได้ เมื่อรถม้าค่อยๆชะลอตัวช้าลง บัดนี้ภายในรถม้ามีเพียงเธอที่นั่งอยู่เพียงลำพัง เจียงมามานั้นนั่งรถม้าอีกคันตามหลังมา ส่วนสีจิ้นเหอ และสีจิ้นหงขี่ม้าประกบตามมา 2 ข้าง
ในที่สุดรถม้าก็หยุดลง ประตูรถม้ารูปทรงแบบตะวันตกที่เธอนั่งมาค่อยๆเปิดออกช้าๆ มือหยาบและเหี่ยวย่นของเจียงมามาถูกยื่นมาตรงหน้า ช่วยประครองจิวฮวาให้ก้าวลงจากรถม้ามาได้สะดวกยิ่งขึ้น