บทที่ 23 ไม่อาจใช้การฝึกิญญาเล่นได้อีกต่อไป
“เริ่มได้ หยุดเมื่อถึงเวลาสมควร อย่าให้ถึงตาย” เมิ่งโค่วสั่ง
การแข่งขันครั้งนี้ไม่สำคัญว่าเขาจะชนะหรือแพ้ อย่างแย่ที่สุดเขาก็แค่ให้เจียงผิงอันรับตำแหน่งนายกองขั้นสอง
ทันทีที่การต่อสู้เริ่มต้นขึ้น หยางหู่ก็พุ่งเข้ามาพร้อมด้วยดาบเก้าห่วง
ผู้ฝึกยุทธ์ที่มีประสบการณ์ต่างรู้ว่าถ้า้าเอาชนะผู้ฝึกิญญา จะต้องเข้าสู้กับอีกฝ่ายในระยะประชิด
ในระดับเดียวกัน ผู้ฝึกิญญาจะไม่ทรงพลังพอ จึงเป็เื่ง่ายที่จะขัดขวางการใช้คาถาด้วยการต่อสู้ระยะประชิด
สรุปในประโยคเดียวคือจุดอ่อนของการฝึกิญญาคือการขาดความสามารถในการต่อสู้ระยะประชิด
ผู้ฝึกิญญาจำนวนมากจึงมักฝึกฝนวิชากระบี่ วิชาดาบ และอาวุธอื่น ๆ เพื่อชดเชยข้อบกพร่องนี้
เจียงผิงอันร่ายคาถานี้อย่างรวดเร็วและใช้ ‘วิชาปราการธรณี’
ดินใต้เท้าของหยางหู่ก่อตัวสูงฉับพลัน หากเขาไม่ตั้งตัวดี ๆ เขาอาจล้มลงได้
แม้ว่าหยางหู่จะดูหยาบกระด้าง แต่เขาก็มีจิตใจที่ละเอียดอ่อน ด้วยขาที่แข็งแกร่ง เขาะโสูงเพื่อหลบกำแพงดินใต้เท้า แล้วสะบั้นดาบฟันไปทางเจียงผิงอัน
เจียงผิงอันปล่อยลูกไฟออกไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งลูกไฟขนาดเท่าหัวมนุษย์ที่ปล่อยเปลวเพลิงอันน่าสะพรึงกลัวออกมาเข้าโจมตีหยางหู่กลางอากาศ
มันเป็เื่ยากมากที่จะหลบการโจมตีจากกลางอากาศ
นี่คือจุดประสงค์ของเขา
หยางหู่คำรามเสียงดังพลางเหวี่ยงดาบในมือออกไป
คมดาบอันดุร้ายผ่าลูกไฟออกจากกันทันที
เมื่อเห็นคู่ต่อสู้พุ่งเข้ามา เจียงผิงอันก็ะโขึ้นสูง แล้วะโต่อไปบนหลังคา ก่อนจะใช้วิชาลูกไฟเพื่อโจมตีต่อ
หยางหู่ที่ร่อนลงบนพื้นเกร็งขาแล้วดีดตัวขึ้นอย่างแรง พุ่งตรงเข้าหาเจียงผิงอันที่อยู่บนหลังคา
ทางเจียงผิงอันเองก็ไม่รอช้า เขาใช้ท่าเหยียบวายุเคลื่อนตัวไปตามหลังคาอย่างรวดเร็ว
การใช้ท่าเหยียบวายุนี้ จะทำให้พลังงานในร่างกายส่วนขาไหลเวียนจนส่งผลให้เคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น โดยเมื่อถึงสภาวะสูงสุดก็จะสามารถย่างเดินบนสายลมได้
เขาได้เรียนรู้ทั้งสี่คาถาที่ได้รับมาจากเ้าเคราแพะนั่นแล้ว
หยางหู่ใช้ดาบไล่ตามมาติด ๆ แต่เจียงผิงอันไม่ได้สู้กับอีกฝ่ายตรง ๆ เขาะโขึ้นไปบนหลังคา พลางปล่อยลูกไฟเป็ครั้งคราวราวกับกำลังเล่นว่าว
“ไอ้หนู! จะหนีอะไรนักหนา? นี่เ้ายังเป็ลูกผู้ชายอยู่หรือไม่?”
หยางหู่ไม่ยืดหยุ่นนักและทำได้เพียงะโไปบนหลังคาเท่านั้น หากไม่ระวัง เท้าของเขาจะลื่นตกจนยากจะตามคู่ต่อสู้ได้ทัน
“ข้ามิใช่ลูกผู้ชาย ข้ายังเป็แค่เด็ก”
เจียงผิงอันไม่ได้ตกหลุมพรางการยั่วยุดังกล่าว และยังคงะโขึ้นลงอย่างต่อเนื่องโดยไม่เข้าต่อสู้ระยะประชิด โดยปล่อยการโจมตีด้วยลูกไฟเป็ครั้งคราว
“ท่านแม่ทัพ! เด็กคนนี้กำลังโกง!” หยางหู่หันไปฟ้องเมิ่งโค่ว หากยังเป็แบบนี้เขาจะไม่สามารถทุบตีอีกฝ่ายได้
เมิ่งโค่วพูดอย่างใจเย็น "ในโลกนี้ไม่มีศึกใดที่ยุติธรรม"
ครั้นเห็นว่าแม่ทัพไม่มีความตั้งใจที่จะหยุดเด็กหนุ่ม หยางหู่จึงทำได้เพียงกัดฟันไล่ตามต่อไป
พวกเขาทั้งสองไล่ล่ากันบนหลังคานานอยู่หนึ่งถ้วยชา จนทุกคนที่กำลังชมการต่อสู้พากันหาวหวอด
หยางหู่ทรุด ไม่ว่าเขาจะไล่ตามหนักแค่ไหนเขาก็ไม่สามารถตามเจียงผิงอันทัน ทั้งลูกไฟยังเฉียดร่างไปบ่อยครั้ง จนเคราของเขาเกือบถูกเผา
"ว๊ากกก!"
หยางหู่คำรามเสียงดังจนพุ่งทะลุเมฆา ก่อนร่างจะตกลงมาจากหลังคาอย่างแรง
“ไม่สู้แล้ว! ไร้ความหมายสิ้นดี! ตำแหน่งนายกองขั้นหนึ่งนี่ อยากได้ก็เอาไป!”
เขาเป็คนอารมณ์ร้อน จึงทนความทรมานของการต่อสู้อันไร้ที่สิ้นสุดนี้ไม่ได้ ทั้งเขายังถูกโจมตีใส่อยู่ฝ่ายเดียว แต่กลับแตะชายเสื้อของอีกฝ่ายไม่ได้ด้วยซ้ำ
“เ้าเป็คนอารมณ์ร้อน และไม่มีสมองพอที่จะเป็นายกองขั้นหนึ่ง”
เจียงผิงอันที่ยืนอยู่บนหลังคาพูดขึ้นอย่างใจเย็น
ทุกคน "..."
ถ้าคนอื่นพูดเช่นนี้พวกเขาจะคิดว่าอีกฝ่ายพูดถูก
ปัญหาคือผู้ที่กล่าวเป็เพียงเด็กหนุ่มอายุสิบสี่ปี พอได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยจึงรู้สึกแปร่งหูพิกล
“เ้าเด็กเวรนี่!”
หยางหู่โกรธมากจนหันไปพูดกับชายหนุ่มรูปงามที่อยู่ข้าง ๆ
“พี่เยี่ย โปรดช่วยข้าสอนบทเรียนให้กับเ้าหนูนี่ที! ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม อย่าปล่อยให้เขากลายเป็นายกองขั้นหนึ่ง!”
เยี่ยหลินค่อย ๆ ชักดาบออกจากข้างเอว ก่อนก้าวย่ำรองเท้าหนังไปยังใจกลางลาน แล้วมองเจียงผิงอันยิ้ม ๆ
“เ้าโชคไม่ดีนัก หากเป็ผู้ฝึกกายาคนอื่น พวกเขาอาจตามความเร็วของเ้าไม่ทันก็จริง แต่ข้าบังเอิญเป็ประเภทเน้นความเร็ว”
“ดังนั้นการหลบหลีกและจู่โจมของข้าก็เพียงพอที่จะยับยั้งกลยุทธ์ทิ้งห่างคู่ต่อสู้ของเ้าแล้ว”
ขณะที่พูดนั้น ร่างของเขาก็ทะยานขึ้นไปบนหลังคาด้วยความเร็วที่ว่องไวยิ่ง
หลี่อวิ๋นเทียนจิบสุราแล้วถอนหายใจยาวแรง "เสี่ยวเยี่ยเองโตขึ้นแล้ว"
“อืม อายุยี่สิบเอ็ดปีแล้ว เขาสามารถเป็เสาหลักให้ต้าเซี่ยได้แล้ว ตอนที่ข้ารับเขามา เขาอายุเพียงแปดขวบเท่านั้นเอง” เมิ่งโค่วเอ่ยอย่างหวนนึกถึงอดีต
หลี่อวิ๋นเทียนวางน้ำเต้าสุราลงและจับตาดูเหตุการณ์อย่างระมัดระวัง
“เสี่ยวเยี่ยมุ่งไล่ตามความเร็วมาตลอด ในระดับเดียวกัน ผู้อื่นจึงตามเขาไม่ทันเลย เขาเน้นการสังหารด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว หากเจียงผิงอันประมาท เกรงว่าครั้งนี้คงเป็ฝ่ายพ่ายแพ้”
เมิ่งโค่วพูดอย่างเฉยเมย "หากแพ้ก็ให้เจียงผิงอันเป็นายกองขั้นสองไป แล้วให้เยี่ยหลินมาเป็นายกองขั้นหนึ่งแทน จริง ๆ แล้วมันก็ค่อนข้างเหมาะสมดี"
เมิ่งโค่วชมชอบเยี่ยหลินมาก ชายหนุ่มยังเด็กและแข็งแกร่ง จึงมีแนวโน้มที่จะกลายเป็เสาหลักในอนาคตของอำเภอเหลียนซาน
หากไม่มีเจียงผิงอัน เยี่ยหลินคงถูกวางให้เป็นายกองขั้นหนึ่งแล้ว ซึ่งจะไม่มีใครข้อสงสัยเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของเขา
เจียงผิงอันตะลึงไปกับความเร็วของคู่ต่อสู้ ซึ่งไม่ได้ช้าไปกว่าตอนที่เขาใช้วิชาเหยียบวายุเลย
เยี่ยหลินยืนอยู่ที่มุมหลังคา โดยถือดาบไว้ในมือขวา เส้นผมสีดำโบกสะบัดเบา ๆ ดวงตาสีดำขลับจับจ้องเจียงผิงอันอย่างแน่วแน่
“ข้าจะไม่ยอมให้เด็กอายุสิบสี่ขึ้นมาเป็นายกองขั้นหนึ่งของกองทัพ เพราะนั่นเป็การล้อเล่นกับชีวิตของเหล่าทหาร ฉะนั้นข้าจึงไม่มีทางยอมแพ้”
เร็วเท่าความคิด เจียงผิงอันเรียกใช้ถุงเก็บของผ่านจิตสำนึก และดาบอักขระก็พลันปรากฏขึ้นในมือของเขา
“ข้า้าทรัพยากรที่ดีขึ้นและข้าปรารถนาที่จะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ดังนั้นตำแหน่งนี้ ข้าจะต้องได้มันมา”
ชายคนนี้แข็งแกร่งเกินกว่าจะใช้วิชาิญญาเล่นด้วยได้
ถ้าหยางหู่รู้ว่าเมื่อครู่เจียงผิงอันกำลังเล่นกับเขาอยู่ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะคิดเช่นไร
“โอ้? จะใช้ดาบหรือ? แต่ยังไงก็ไร้ประโยชน์ เมื่อเริ่มสู้ เ้าจะไม่เห็นการโจมตีของข้าด้วยซ้ำ แพ้หรือชนะล้วนถูกกำหนดไว้แล้ว” เยี่ยหลินหัวเราะเบา ๆ
“เริ่มได้” เมิ่งโค่วพูดเบา ๆ
เยี่ยหลินและเจียงผิงอันต่างเคลื่อนไหวพร้อมกัน
ชิ้ง
ประกายไฟวาบขึ้น ก่อนดาบเล่มหนึ่งจะกระเด็นลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า ก่อนตกลงมาปักเข้าที่หินในลาน
ส่วนดาบของเจียงผิงอันนั้นพาดอยู่บนคอของเยี่ยหลิน
รูม่านตาของเมิ่งโค่ว หลี่อวิ๋นเทียน และทหารคนอื่น ๆ ต่างหดลง
ทางหยางหู่ที่กำลังจะส่งเสียงให้กำลังใจเยี่ยหลินก็ตกตะลึงไปเช่นกัน "เกิดอันใดขึ้น? นี่มันเกิดอันใดขึ้นกัน?"
ชั่วขณะที่เขากำลังจะะโว่า ‘สู้เขา’ นั้น พลันมีแสงวาบขึ้น กว่าจะรู้ตัวก็เห็นดาบของเจียงผิงอันพาดอยู่บนคอของเยี่ยหลินแล้ว
เยี่ยหลินแพ้งั้นหรือ?
เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นกัน?
ใบหน้าของบรรดานักรบ ณ ที่นั้นต่างเต็มไปด้วยความหวาดกลัว น้ำเสียงของพวกเขาเองก็สั่นเทา
“เด็กคนนี้ถึงกับผสมผสานวิชาดาบสะท้านเข้ากับดาบมายา! นี่เขาทำได้ยังไงกัน?”
“นี่เรียนรู้ดาบสะท้านขั้นสองในหนึ่งเดือนงั้นหรือ? ข้าต้องใช้เวลาตั้งหลายเดือนกว่าจะเชี่ยวชาญขั้นแรกนะ!”
“ระดับการฝึกกายาของเ้าหนูนี่สูงมาก!”
ความภาคภูมิบนใบหน้าของเยี่ยหลินหายไป เหลือไว้เพียงความใและความสับสนเท่านั้น
ทันทีที่การต่อสู้เริ่มขึ้น ทั้งคู่เคลื่อนไหวพร้อมกัน
เขาเห็นเจียงผิงอันใช้ดาบมายา แต่ด้วยความเร็วนี้ เขาสามารถมองผ่านดาบมายาได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นเขาจึงเหวี่ยงดาบเพื่อโจมตีดาบจริงของคู่ต่อสู้ทันที
ทว่าใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายกลับมีแผนสำรอง มันยังคงมีดาบมายาซ่อนอยู่หลังดาบมายา!
เมื่อทั้งสองปะทะกัน ดาบของเขาก็ถูกกระแทกลอยออกไป
ดาบสะท้านเป็วิชาดาบที่มีชื่อเสียงมากในอำเภอเหลียนซาน โดยแบ่งออกเป็สามขั้น
ในขั้นแรกนั้นแขนของคู่ต่อสู้จะรู้สึกตื้อชา ขั้นที่สอง อาวุธของคู่ต่อสู้จะถูกกระแทกกระเด็นออกไป และในขั้นที่สาม แขนของคู่ต่อสู้จะหัก
และเด็กหนุ่มตรงหน้าเขาก็ได้เชี่ยวชาญดาบสะท้านขั้นที่สองแล้ว!
ที่น่ากลัวคือมันสามารถใช้ร่วมกับดาบมายาได้!
เยี่ยหลินยังคงรู้สึกชาที่แขน
เขาเพิ่งพ่ายแพ้และเกือบถูกฆ่าตาย หากอยู่ในสนามรบ ยามนี้เขาคงกลายเป็ศพไปแล้ว
ชายหนุ่มได้เห็นด้วยตาตัวเองแล้วว่าอัจฉริยะคืออะไร ดังนั้นความหยิ่งผยองในใจจึงหายไปจนสิ้น
เช่นเดียวกับคุณหนู เด็กหนุ่มผู้นี้เป็อัจฉริยะที่ไม่มีผู้ใดเทียบได้