ั้แ่หมู่ตึกบูรพาของมัน เข้ามาตั้งรกรากในจงหยวนก็เริ่มเก็บข้อมูลความเคลื่อนไหว ทุกเื่ของเหล่าชาวยุทธ์ ซ้ำยังรวบรวมข้อมูลย้อนหลังไปอีกนับสิบปี
ดังนั้นแม้หมู่ตึกบูรพา เข้ามาอยู่ในจงหยวนเพียงเจ็ดปีกระนั้นไม่ว่าเื่ราวใด นับแต่อดีตถึงปัจจุบัน ล้วนทราบกระจ่างยิ่งมันในฐานะกงจื่อผู้สืบทอดหมู่ตึก ได้รับอนุญาตให้ศึกษาข้อมูลเหล่านี้ยามว่างมักหยิบบันทึกต่าง ๆ มาอ่านฆ่าเวลาเป็ประจำ
มันยังทราบว่า ท่านพ่อกับท่านโยชิอิ หมายมั่นปั้นมือ้าให้หมู่ตึกบูรพาเป็ผู้ชนะการประลองครั้งนี้ให้ได้ ดังนั้นั้แ่เมื่อปีก่อนพวกท่านก็เริ่มปรึกษาหารือกันแล้ว
การหารือทุกครั้งเป็ความลับ ท่านพ่อกับท่านโยชิอิ สนทนากันเพียงสองคนยกเว้นเมื่อ้าข้อมูลบางอย่าง ค่อยเรียกหัวหน้าหน่วยข่าวเข้าไปชี้แจง
ริวจิสงสัยอย่างยิ่งว่า เหตุใดท่านพ่อและท่านโยชิอิจึงทุ่มเทให้คัมภีร์เล่มหนึ่งถึงเพียงนี้
จากบันทึกมันทราบว่า ผู้ชนะการประลอง จะได้คัมภีร์พันอักษรและหมู่ตึกพันอักษร ซึ่งเป็สถานที่เก็บรักษาคัมภีร์แต่หมู่ตึกบูรพา้าสิ่งเหล่านี้ไปทำไม?
คัมภีร์พันอักษรเล่มนั้น ร่ำลือกันว่าภายใน บรรจุวิทยายุทธ์สุดยอดเยี่ยมของบุรุษแซ่เซียวไว้จนสิ้น
ทว่าท่านโยชิอิมีวิชาดาบล้ำเลิศ ไม่อาจหาผู้ใดทัดเทียมได้แล้วอีกทั้งวิชาในคัมภีร์เป็วิทยายุทธ์จงหยวน พื้นฐานต่างจากวิชาแดนอาทิตย์อุทัยท่านโยชิอิย่อมไม่คิดฝึกปรือ แล้วคัมภีร์นั่นจะมีประโยชน์อะไร?
ตัวหมู่ตึกพันอักษร ย่อมไม่ใช่ทรัพย์สินมีค่ามากมายด้วยฐานะของหมู่ตึกบูรพา สามารถสร้างได้นับสิบหลัง
สิ่งเดียวซึ่งมันเห็นว่า น่าจะเป็ไปได้ที่สุดคือ ‘เกียรติยศชื่อเสียง’
ผู้ชนะการประลอง ย่อมได้รับการยกย่อง เป็ยอดฝีมืออันดับหนึ่ง
หากท่านโยชิอิชนะ หมู่ตึกบูรพาย่อมมีหน้ามีตาอย่างยิ่งอาจยกฐานะขึ้นจนเหนือกว่า ตระกูลใหญ่ทั้งห้าก็เป็ได้ แม้ท่านพ่อ้าชื่อเสียงแล้วท่านโยชิอิล่ะ?
หลังจากพี่ทาคาโกะจากไป เมื่อแปดปีก่อน...กล่าวได้ว่าเวลานี้ท่านโยชิอิชืดชากับทุกสิ่ง ไหนเลยเห็นเื่เหล่านี้อยู่ในสายตาอย่างนั้นท่านพ่อใช้เหตุผลใด จูงใจท่านโยชิอิให้เข้าร่วมการประลอง?
ความสงสัยเหล่านี้ มันไหนเลยกล้าเอ่ยปากถามผู้ใด...
มันทราบว่า ก่อนเทียบเชิญของท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุน จะแจกจ่ายไปทั่วยุทธจักรท่านพ่อกับท่านโยชิอิ ได้กำหนดรายชื่อเหล่ายอดฝีมือ ซึ่งท่านโยชิอิต้องประลองก่อนถึงกำหนดนัดหมาย ณ หมู่ตึกพันอักษร
มันพอรับทราบเื่นี้ ถึงกับงงงวยยิ่ง เหตุใดพวกท่านต้องกระทำเช่นนี้?
กระนั้นทุกครั้งเมื่อถามเหตุผล พวกท่านมักเลี่ยงไม่ตอบเสมอ
หลังออกเดินทางจากหมู่ตึกบูรพา ข้อมูลความเคลื่อนไหวเหล่ายอดฝีมือถูกส่งเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ
ดังนั้นไม่ว่าในยุทธจักร มีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงใดล้วนอยู่ในสายตาพวกมัน จนวันนี้แทบไม่มีเื่ใดเหนือความคาดหมายอีก
แม้แต่กรณีถังกวงิ อาจร่วมมือกับศิษย์พี่กลุ้มรุมท่านโยชิอิก็ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วเช่นกัน เพราะทันทีเมื่อถังกวงิเดินทางเข้าด่านมาหน่วยข่าวก็ส่งสาส์นให้รับทราบทันที
เช่นนี้แล้วเหตุใด ท่านโยชิอิอ่านข้อความในกระดาษนั้นกลับบังเกิดสีหน้าวิตกกังวล จนถึงกับต้องอ่านซ้ำอีกครั้ง?
หรือยังจะมีเื่เหนือการคาดหมาย เกิดขึ้นได้อีก?
ริวจิอยากรู้ยิ่งว่า ในกระดาษทั้งสองแผ่น เป็ข่าวสารใดกันแน่
มันชำเลืองตาไปมองท่านโยชิอิบ่อยครั้ง กลับไม่กล้าเอ่ยปากขออ่านข้อความในกระดาษ
จู่ ๆ นาคามูระ โยชิอิ เอ่ยถามขึ้น
“เ้าคิดว่างานชุมนุมในครั้งนี้ คู่แข่งผู้เข้มแข็งที่สุดเป็ใคร...”
โยชิโอกะ ริวจิกล่าวตอบโดยไม่ต้องขบคิด
“ย่อมเป็เหล่าทายาทตระกูล หลิน ติง ฟาง ซ่างกวน กงซุนตระกูลใหญ่ทั้งห้าแห่งจงหยวน ครั้งนี้คาดว่าคงส่งคนเข้าร่วมงานประลองกันครบ”
นาคามูระ โยชิอิพยักหน้า กล่าวต่อว่า
“ข้อมูลซึ่งพวกเราได้รับ กระทั่งถึงเมื่ออาทิตย์ก่อนระบุว่ามีเพียงสามตระกูลใหญ่ ส่งคนเข้าร่วมการประลองคือ หลินจวี๋ฮวา ติงฝูหรงซ่างกวนิจู ตระกูลกงซุนไม่มีข่าวว่า ท่านผู้เฒ่าให้ใครเข้าร่วมประลองหรือไม่ส่วนตระกูลฟางคาดว่าไม่ส่งผู้ใด”
“ที่แท้เป็เช่นนี้”
“เราบอกแล้วว่า นั่นเป็ข่าวจนถึง เมื่อหนึ่งอาทิตย์ก่อน...”
โยชิโอกะ ริวจิอดชำเลืองมองกระดาษ ทั้งสองแผ่นอีกครั้งไม่ได้มันเอ่ยถามขึ้นอย่างเกรง ๆ
“วันนี้มีการเปลี่ยนแปลงใดหรือ?...”
นาคามูระ โยชิอิไม่ตอบ กลับถามขึ้นอีกว่า
“เ้าคิดว่าทายาทห้าตระกูลใหญ่รุ่นนี้เป็อย่างไร...เริ่มจากตระกูลหลิน...”
โยชิโอกะ ริวจิไม่เข้าใจ เหตุใดท่านโยชิอิจึงถามเช่นนี้
มันคิดว่าท่านโยชิอิ อาจ้าทดสอบ ภูมิความรู้ของมันหลังครุ่นคิดครู่หนึ่ง ค่อยกล่าวว่า
“ใน่เจ็ดปีนี้ ทายาทของห้าตระกูลใหญ่ สามารถกุมความเป็ผู้นำในยุทธจักรได้อย่างมั่นคง ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสมัยบิดาและปู่ของพวกมันตระกูลหลินแม้จอมแพทย์การุณย์ ประกาศไม่รักษาผู้ใดด้วยตนเอง
“ให้ลูกสาวคนโตหลินจวี๋ฮวา ดูแลกิจการของตระกูลแทนแต่นางก็สร้างชื่อเสียงได้ดียิ่ง ถึงจะไม่การุณย์เช่นบิดาแต่การที่ชาวยุทธ์ว่ากล่าว ให้ฉายาไร้ใจแก่นาง เฮอะข้าพเ้าคิดว่าเป็การเกินเลยไป”
โยชิโอกะ ริวจิหยุดนิดหนึ่ง ชำเลืองมองท่านโยชิอิ เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าค่อยกล่าวต่อ
“พลังฝีมือของนางยิ่งสูงเยี่ยม เหล่าาุโในยุทธจักร ผู้เคยได้รับการรักษาด้วยพลังดรรชนีจากนาง ต่างกล่าวเป็เสียงเดียวกันว่า วิชาดรรชนีพิรุณคลุมฟ้าของนางฉับไวแม่นยำ พลังลมปราณกล้าแข็งยิ่ง
“พลังฝีมือนางเวลานี้ ต้องไม่ด้อยกว่าผู้เป็บิดาแน่นอนกล่าวกันว่าอาจบางที เทียบเท่าปู่ของนาง เมื่อครั้งสามารถใช้ดรรชนีพิรุณคลุมฟ้าเอาชนะดรรชนีวชิระของเส้าหลิน นางนับเป็คู่แข่งอันเข้มแข็งยิ่ง”
นาคามูระ โยชิอิพยักหน้า เห็นด้วยอีกครั้ง
โยชิโอกะ ริวจิกล่าวสืบไปว่า
“ส่วนลูกสาวคนรองหลินอิงฮวา แม้พฤติกรรมซุกซนยิ่ง วัน ๆเข้าออกบ่อนพนันไม่หยุด ทั้งยังเที่ยวเกะกะระรานไปทั่ว แต่เหล่าผู้ที่นางสั่งสอนถ้าไม่เป็ผู้ประพฤติชั่วร้าย ก็เป็ศิษย์สำนักธรรมะ ซึ่งประพฤตินอกรีต
“จะว่าไปข้าพเ้าอดชม พฤติกรรมของนางไม่ได้ ส่วนกิจการค้าขายยายิ่งมิต้องพูดถึง เทียบยาของตระกูลหลินเลอเลิศจริง ๆ ไม่ว่าผู้ใดใช้ให้ผลดั่งเซียนแพทย์ มารักษาด้วยตนเอง”
นาคามูระ โยชิอิรับฟังจนจบ ถึงกับบังเกิดรอยยิ้มขึ้นเล็กน้อยอดกล่าวชมเชยมิได้
“เ้าเพิ่งตามมาอยู่ในจงหยวนเพียงปีกว่า คิดไม่ถึงสามารถสรุปเื่ราวในยุทธจักรได้รวบรัดปานนี้”
โยชิโอกะ ริวจิยิ้มแก้มแทบปริ ยากยิ่งท่านโยชิอิจะกล่าวชมผู้ใดมันจึงรีบกล่าวต่อ
“สำหรับตระกูลติง เจ็ดปีนี้ท่านผู้เฒ่าแซ่ติง ออกเดินทางย่ำไปทั่วยุทธจักรอุทิศตนช่วยเหลือผู้คนมากมาย ไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยยากลำบากว่ากันว่าตลอดเจ็ดปี ท่านผู้เฒ่าไม่เคยกลับหมู่ตึกตระกูลติงสักครั้ง
“ส่วนทายาทเพียงคนเดียว ซินแสลิขิตฟ้าติงฝูหรง เป็เช่นเดียวกับบิดานางตระเวนไปทั่วสี่ทิศ หากพบเื่อยุติธรรม ต้องยื่นมือช่วยเหลือคลี่คลายก่อบุญคุณไว้กับสำนักน้อยใหญ่ ทั่วทุกสารทิศ...”
โยชิโอกะ ริวจิหยุดไตร่ตรองครู่หนึ่ง ค่อยกล่าวต่อ
“ตระกูลติงแม้ด้านฐานะทรัพย์สิน ไม่อาจเทียบกับตระกูลอื่นได้แต่ด้านบารมีเกรงว่า ไม่มีตระกูลใดสามารถเทียบเทียมกล่าวกันว่าเพียงท่านผู้เฒ่าแซ่ติง หรือแม่นางติงเอ่ยปากคำเดียวสามารถแม้แต่จะโค่นต้นไม้ทุกต้น รอบเชิงเขาเส้าซื่อลงได้ในพริบตาข้าพเ้ากลับเห็นว่าคำร่ำลือนี้ ออกจะเกินความจริงไปมาก เฮอะ เหล่าหลวงจีนวัดเส้าหลินไหนเลยปล่อยให้ผู้ใดโค่นต้นไม้ เชิงเขาเส้าซื่อจนหมดได้...”
“นั่นย่อมเป็คำกล่าวเปรียบเปรย ไหนเลยยึดถือเป็เื่จริงจังได้แต่ตระกูลติงมีบารมีเหนือทุกตระกูลจริง ๆ”
โยชิโอกะ ริวจิพยักหน้า เห็นด้วยกับท่านโยชิอิ กล่าวต่อไปว่า
“ส่วนตระกูลกงซุน เจ็ดปีก่อน ‘กงซุนจินิ’ลูกชายคนโตของท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุน สามารถชนะการประลองครั้งที่แล้วได้คัมภีร์ และหมู่ตึกพันอักษรสืบต่อจากบิดา แต่มิคาดกงซุนจินิกลับเสียชีวิตในคืนวันแต่งงาน เพราะถูกลอบแพร่ควันพิษทำร้าย ดังนั้นเหล่าชาวยุทธ์เห็นชอบให้ท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุน รับตำแหน่งดูแลหมู่ตึกพันอักษร อีกครั้งแทนบุตรชาย...”
โยชิโอกะ ริวจิยกถ้วยชาขึ้นจิบ ค่อยกล่าวต่อไปว่า
“...หลังจากนั้นเพียงสองปี ท่านผู้เฒ่าวางมือจากกิจการในตระกูลเก็บตัวอยู่แต่ในหมู่ตึกพันอักษร มอบหมายให้บุตรชายคนรอง ‘กงซุนจินผิง’ดูแลกิจการทั้งหมดแทน การค้าของตระกูลกงซุน นับวันยิ่งร่ำรวยรุ่งเรืองคาราวานค้าขายเหนือจรดใต้ ล้วนสะดวกราบรื่น
“สินค้าติดยี่ห้อตระกูลกงซุน เหล่าโจรร้ายต่างไม่กล้าแตะต้องทั้งหมดเป็ความสำเร็จ ของกงซุนจินผิงอย่างแท้จริง แต่มันมุ่งดำเนินกิจการค้าขายมิสนใจฝึกปรือพลังฝีมือ คาดว่าพลังฝีมือคงด้อยที่สุด ในเหล่าทายาทรุ่นเดียวกัน”
นาคามูระ โยชิอิพยักหน้า เห็นด้วยอีกครั้ง กล่าวเสริมว่า
“พลังฝีมือของมัน ด้อยกว่าทายาทตระกูลอื่นจริง ๆ เราประเมินว่า พลังฝีมือมันคงใกล้เคียงกับเ้า”
โยชิโอกะ ริวจิพอได้ฟัง บังเกิดความรู้สึก ไม่ยินยอมพร้อมใจยิ่งน้ำเสียงเจือแวว น้อยเนื้อต่ำใจ
“พลังฝีมือข้าพเ้า...อ่อนด้อยปานนั้น...”
นาคามูระ โยชิอิหันมองหน้าริวจิ น้ำเสียงแฝงแววตำหนิ
“เ้าไม่พอใจเื่ใด? หากคิดว่ากงซุนจินผิงสนใจแต่เื่ค้าขาย พลังฝีมือพื้นเพธรรมดา นับว่าประเมินผู้อื่นต่ำไปแล้วพลังฝีมือของมันแม้ด้อยกว่า ทายาทตระกูลอื่นอักโข แต่ยังนับเป็ยอดฝีมือคนหนึ่ง”
โยชิโอกะ ริวจิรับฟังจบค่อยสบายใจ กล่าวต่อไปว่า
“ฝ่ายตระกูลซ่างกวน ั้แ่บุตรสาวคนโต ‘ซ่างกวนเหม่ยเซียน’ภรรยาคืนเดียวของกงซุนจินิ เสียชีวิตพร้อมสามี ในคืนวันแต่งงานท่านผู้เฒ่าแซ่ซ่างกวนตัดสินใจ ย้ายถิ่นฐานออกจากจงหยวน ไปตั้งรกรากใหม่ ณแดนอาทิตย์อุทัย
“แม้อิทธิพลด้านถิ่นฐานที่ตั้ง ตระกูลซ่างกวนจะหมดอำนาจไปแต่อิทธิพลการค้าทางทะเล นับวันมีแต่จะเติบโต ขยายอิทธิพลกว้างขวางขึ้นเรื่อย ๆดังนั้นแม้ถอนตัวจากจงหยวนไปถึงเจ็ดปี ตระกูลซ่างกวนยังคงเป็หนึ่งในตระกูลทรงอิทธิพลยิ่ง”
นาคามูระ โยชิอิกล่าวเสริมว่า
“หลายเดือนก่อน หลังท่านผู้เฒ่าแซ่ซ่างกวน ได้รับเทียบเชิญให้ไปงานชุมนุมท่านมอบตำแหน่งประมุขตระกูล ให้ลูกสาวคนรอง ‘ซ่างกวนิจู’ขณะนี้นางจึงถือเป็ประมุขตระกูล คาดว่านางกับน้องสาว ‘ซ่างกวนจึงเหม่ย’คงเดินทางใกล้ถึงหมู่ตึกพันอักษรแล้ว”
โยชิโอกะ ริวจิพยักหน้า รับฟังจนจบ จึงกล่าวสืบต่อ
“สำหรับตระกูลฟาง หลังร่วมตัดสินคดีฆาตกรรม ในคืนวันแต่งงานเมื่อเจ็ดปีก่อน‘ฟางเสวี่ยเฟย’ ทายาทคนเดียวของตระกูลฟาง กลับเก็บตัวอยู่แต่ในหมู่ตึกของตนไม่ยุ่งเกี่ยวกับเื่ราวในยุทธจักรอีกเลย
“ทั้งไม่ยอมออกมาพบปะผู้คน ภายนอกหมู่ตึกแม้สักครั้งเดียวร่ำลือกันว่ามันดื่มเหล้าหนักอย่างยิ่ง ขณะนี้ได้กลายเป็ขี้เมาอันดับหนึ่งไปแล้ว”
“เ้าเชื่อเสียงร่ำลือ ในยุทธจักรด้วยหรือ?”
“ข้าพเ้าไม่ทราบ แต่ดูเหมือนทุกผู้คน ล้วนกล่าวถึงมันเช่นนี้”
“เราไม่เชื่อว่าคนเช่นมัน จะกลายเป็ขี้เมาอันดับหนึ่ง”
โยชิโอกะ ริวจิรู้สึกเอะใจขึ้นมา ดูเหมือนท่านโยชิอิจะให้น้ำหนักทายาทตระกูลฟางผู้นี้เป็พิเศษ
นาคามูระ โยชิอิครุ่นคิด ก่อนเอ่ยถามขึ้น
“เ้าเคยอ่านเื่ราวของมันมาบ้างหรือไม่?”
โยชิโอกะ ริวจิส่ายหน้ากล่าวว่า
“ข้าพเ้าตั้งใจอ่าน เื่ในระยะเจ็ดปีนี้ นับแต่หมู่ตึกของเราเข้ามาในจงหยวนเท่านั้น เื่ก่อน่เวลานั้น ทราบเพียงผิวเผินท่านโยชิอิบุคคลผู้นี้ มีสิ่งใดน่าสนใจหรือ?”
นาคามูระ โยชิอิยังไม่ตอบ กลับเอ่ยถามอีกว่า
“ในยุทธจักรมีคำเรียกขาน ‘หนึ่งบุรุษ’ ‘สองเซียน’ ‘สามสมณะ’ ‘สี่กงจื่อ’เ้าเคยได้ยินมาบ้างหรือไม่”
“ข้าพเ้าย่อมเคยได้ยิน คำเรียกเหล่านี้ เหมือนเป็การจัดอันดับเหล่ายอดฝีมือในยุทธจักร คำเรียกขานสามอันดับแรก มีมาเกือบยี่สิบปีแล้ว มีเพียงคำ‘สี่กงจื่อ’ เพิ่งถูกเรียกขาน เมื่อแปดปีก่อน”
นาคามูระ โยชิอิพยักหน้ารับ
โยชิโอกะ ริวจิครุ่นคิดเล็กน้อย จึงโพล่งขึ้นว่า
“ถูกต้อง! ข้าพเ้ากลับหลงลืมไป ฟางเสวี่ยเฟยคือหนึ่งใน‘สี่กงจื่ออัจฉริยะ’ นั่นเอง!”
นาคามูระ โยชิอิพยักหน้าอีกครั้ง ยังเอ่ยถามต่อ
“เ้าทราบหรือไม่ เหตุใดแปดปีก่อน มันจึงถูกเรียกขานเช่นนั้น?”
คราวนี้โยชิโอกะ ริวจิต้องส่ายหน้าอีก
นาคามูระ โยชิอิกล่าวเสียงเคร่งขรึม
“ฟางเสวี่ยเฟยได้รับการเรียกขานเป็หนึ่งในสี่กงจื่ออัจฉริยะ เนื่องเพราะมันสามารถทำลายค่ายกระบี่เจ็ดดาวของสำนักอู่ตังลงได้ ขณะนั้นมันมีอายุเพียงสิบเจ็ดปี...”