หยานเฉินไคพยักหน้าเล็กน้อย จากบันทึกของชายชรา เขาได้เรียนรู้หลายสิ่ง ทั้งเื่โลกภายนอก มารยาท และโครงสร้างของผู้คน เขาจึงไม่ถามซ้ำในสิ่งที่ไม่จำเป็ แต่เลือกคำถามที่ตรงประเด็น
ดวงตาสีแดงนิ่งมองทั้งสอง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ“พวกเ้าคือใคร”น้ำเสียงยังคงเย็น…แต่ไม่กดดันเท่าเดิม
หญิงสาวที่ดูมั่นใจสูดหายใจเล็กน้อย ก่อนจะก้าวออกมาครึ่งก้าว นางประสานมือคำนับอย่างงดงาม ท่าทางสง่างามสมฐานะตระกูลใหญ่
“ฉันชื่อชูเหยี๋ยนค่ะ”เสียงนางนุ่มแต่มั่นคง“ส่วนน้องสาวฉัน…ชูหยวน เรามาจากตระกูลชู”
ชูหยวนที่ยืนข้างกันรีบคำนับตามทันที ท่าทางยังแฝงความเขินเล็กน้อย แต่ก็ยังคงความเรียบร้อย
ทั้งสองยืนเคียงกัน ร่างกายอ่อนช้อยสมส่วน เส้นโค้งเว้าชัดเจนภายใต้ชุดเดรสสีฟ้าที่แนบไปกับสัดส่วนอย่างพอดี ่เอวคอดรับกับสะโพกที่ผายออกเล็กน้อยอย่างเป็ธรรมชาติ หน้าอกอวบอิ่มเคลื่อนไหวเบา ๆ ตามจังหวะหายใจ เพิ่มเสน่ห์แบบหญิงสาวเต็มวัยโดยไม่ต้องพยายาม
ความงามของทั้งคู่แตกต่างกันเล็กน้อย แต่กลับส่งเสริมกันอย่างลงตัว
หนึ่งงามสง่า หนึ่งงามนุ่มนวล
แต่ในสายตาของหยานเฉินไค ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง เขาไม่สนใจตระกูล ไม่สนใจฐานะ เพียงแค่รับรู้…แล้วปล่อยผ่าน
เขาพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยสั้น ๆ“ข้าหยานเฉินไค”ไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม
ไม่มีน้ำเสียงโอ้อวด เรียบง่าย…จนเหมือนไม่มีค่าอะไร สองสาวชะงักเล็กน้อย ก่อนสีหน้าจะผ่อนคลายลงโดยไม่รู้ตัว( ´ω` )
บรรยากาศตึงเครียดก่อนหน้า…เบาบางลงนิดหนึ่ง
หยานเฉินไคเงียบไปชั่วครู่ ราวกับนึกบางอย่างขึ้นได้ ก่อนจะเอ่ยต่ออย่างไม่ใส่อารมณ์“ข้ามีนามแฝงว่าโจวอี้”
เขาหยุดเล็กน้อย ดวงตานิ่งลงลึกกว่าเดิม“บิดาข้า…โจวหยาง”คำพูดสั้น ๆ นั้น ทำให้สายลมรอบตัวเหมือนหยุดไปชั่วขณะ
สองสาวมองหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมาย ชื่อ “โจวหยาง”พวกนางไม่คุ้นแต่บางอย่างในน้ำเสียงนั้น…ทำให้ไม่กล้าถามต่อ
ถนนมืดเงียบอีกครั้งและการพบกันครั้งนี้…เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
ชูเหยี๋ยนและชูหยวนสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนฝ่ายพี่จะรวบรวมความกล้า ก้าวออกมาครึ่งก้าวแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“หากคุณหยานไม่รังเกียจ…เชิญขึ้นรถก่อนดีไหมคะ ถนนแถบนี้กลางคืนอันตรายพอสมควร”
หยานเฉินไคมองพาหนะเหล็กขนาดใหญ่ตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาสีแดงนิ่งลึกสะท้อนแสงไฟหน้ารถ เขาไม่รู้สึกถึงอันตรายจากมัน มีเพียงกลไกภายในที่ส่งเสียงทำงานอย่างสม่ำเสมอ
จากบันทึกของโจวหยาง เขาจำได้ว่าของสิ่งนี้ถูกเรียกว่า “รถยนต์”เขาพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนก้าวขึ้นไปนั่งเบาะหลังอย่างสงบนิ่ง
ประตูรถปิดลงด้วยเสียงทึบหนัก กลิ่นหนังราคาแพงลอยอ่อน ๆ ภายในห้องโดยสาร แสงไฟสลัวจากเพดานส่องลงบนใบหน้าหล่อเหลาราวกับ์ปั้นแต่งของเขา จนแม้แต่คนขับยังเผลอมองผ่านกระจกหลังหลายครั้ง
รถเคลื่อนตัวออกไปอย่างนุ่มนวล
แสงไฟถนนทอดผ่านกระจกเป็เส้นยาวสลับเงามืดของหุบเขา
หยานเฉินไคนั่งตัวตรง มองภาพภายนอกด้วยแววตาสงบ แต่ไม่ปิดบังความสนใจ
“สิ่งนี้…วิ่งโดยไม่ใช้สัตว์ลาก?”เสียงเรียบดังขึ้นกลางความเงียบ
สองสาวชะงักเล็กน้อย ก่อนชูหยวนจะตอบอย่างระมัดระวัง“ค่ะ…มันใช้เครื่องยนต์”
“เครื่องยนต์คืออะไร”
“เอ่อ…” ชูหยวนกระพริบตาถี่ “คือเครื่องจักรที่เปลี่ยนพลังงานเป็แรงขับค่ะ…”
หยานเฉินไคหันมองนางตรง ๆ“พลังงานใด”
“น้ำมันค่ะ…”
“น้ำมันติดไฟได้?”
“ค่ะ”
เขาพยักหน้าช้า ๆ ราวกับกำลังบันทึกข้อมูลทุกคำ
ชูเหยี๋ยนมองเขาผ่านกระจกมองหลัง ก่อนถามอย่างอดสงสัยไม่ได้“คุณหยาน…ไม่เคยเห็นรถมาก่อนหรือคะ?”
“ไม่เคย”คำตอบสั้น กระชับ และจริงจังจนทั้งสองนิ่งไป
“แล้ว…ท่านอาศัยอยู่ที่ใดกันแน่คะ”
“บนูเา”
“ูเาไหน?”
“ไม่ทราบ”
ภายในรถเงียบลงทันที
ชูหยวนกระพริบตาอย่างงุนงง ส่วนชูเหยี๋ยนถึงกับเม้มปากแน่นเพื่อไม่ให้หัวเราะ
หยานเฉินไคไม่ได้สนใจปฏิกิริยาของทั้งสอง เขาหันกลับไปมองทิวทัศน์เบื้องหน้า
แสงเมืองเริ่มปรากฏบนขอบฟ้า ราวกับมหาสมุทรแห่งดวงดาวส่องสว่างอยู่บนพื้นพิภพ อาคารสูงเรียงรายไกลสุดสายตา แสงไฟนับไม่ถ้วนเชื่อมต่อกันเป็สายยาวไม่มีที่สิ้นสุด
ดวงตาสีแดงของเขาหรี่ลงเล็กน้อย
“แสงเ่าั้คืออะไร”
ชูเหยี๋ยนตอบทันที คราวนี้เริ่มผ่อนคลายมากขึ้น“ไฟฟ้าค่ะ เมืองมนุษย์ใช้ไฟฟ้าส่องสว่าง”
“ไฟฟ้า…”
เขาทวนคำเบา ๆ“พลังสายฟ้าที่ถูกกักเก็บ?”
ชูเหยี๋ยนหัวเราะเบา ๆ
“จะอธิบายแบบนั้นก็…ไม่ผิดค่ะ”
หยานเฉินไคพยักหน้าอีกครั้ง เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถามต่อ“โลกนี้ยังมีราชวงศ์หรือไม่”
สองสาวชะงัก
ชูหยวนตอบด้วยสีหน้าลำบากใจ“ไม่มีแล้วค่ะ ตอนนี้ประเทศส่วนใหญ่ใช้รัฐบาลหรือระบบการเมืองสมัยใหม่”
“การเมืองคืออะไร”
“คือ…”
“เอ่อ…”
“มัน…”
สองพี่น้องหันมองหน้ากัน
ก่อนชูเหยี๋ยนจะหัวเราะแห้ง ๆ
“อธิบายยากมากค่ะ…”
หยานเฉินไคพยักหน้าช้า ๆ ราวกับตัดหัวข้อนี้ออกจากลำดับความสำคัญทันที
สายตาของเขาเลื่อนไปยังวัตถุเรืองแสงในมือของชูหยวน
“สิ่งนั้นคืออะไร”
“โทรศัพท์ค่ะ”
“ใช้สื่อสารระยะไกล?”
“ค่ะ!”
ชูหยวนตอบเร็วขึ้นอย่างตื่นเต้น
“มันโทรหาคนอื่น ส่งข้อความ ดูข่าว ดูแผนที่ เล่นเกมได้ด้วย"
“เกมคืออะไร”คำถามนั้นทำให้ทั้งรถเงียบอีกครั้ง
ชูเหยี๋ยนหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ“คุณหยานเหมือนคนหลุดมาจากสมัยโบราณเลยนะคะ”
หยานเฉินไคตอบทันที สีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย“ข้าเพิ่งลงจากเขา”
ทั้งสองนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหลุดหัวเราะพร้อมกัน เสียงหัวเราะสดใสของสองสาวดังขึ้นในรถหรู ทำให้บรรยากาศที่เคยตึงเครียดค่อย ๆ เบาบางลง
ชูเหยี๋ยนยิ้มพลางถามต่อ“แล้วบนูเา…ท่านใช้ชีวิตอย่างไรคะ”
“ฝึกกระบี่”
“ทุกวัน?”
“ทุกวัน”
“ไม่มีวันหยุด?”
“เหตุใดต้องหยุด”
คำตอบนั้นจริงจังจนชูหยวนเผลอกระซิบกับพี่สาวเบา ๆ
“น่ากลัวจัง…”
หยานเฉินไคหันมองทันที
“เ้าพูดสิ่งใด”
“ปะ เปล่าค่ะ!”
นางรีบโบกมือ หน้าแดงจัดจนถึงใบหู
ชูเหยี๋ยนกลั้นหัวเราะ ก่อนถามต่อ
“แล้วท่านไม่เคยดูหนัง? ฟังเพลง? เล่นโทรศัพท์? ใช้อินเทอร์เน็ต?”
“ไม่เคย”
“ไม่เคยเลย?”
“ไม่เคย”
ชูเหยี๋ยนถอนหายใจยาว
“โอ้์…พวกเราต้องสอนท่านทุกอย่างเลยสินะ”
หยานเฉินไคหันมองนางทันที
“อินเทอร์เน็ตคืออะไร”
ชูเหยี๋ยนยิ้มกว้าง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงภาคภูมิ
“ถ้าอธิบายง่าย ๆ…มันคือคลังความรู้ของมนุษย์ทั้งโลกค่ะ”
ครั้งแรกของค่ำคืนนี้
ดวงตาสีแดงของหยานเฉินไคเปล่งประกายขึ้นเล็กน้อย
“...น่าสนใจ”
รถหรูแล่นเข้าสู่ถนนสายหลัก แสงเมืองค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนกลืนกินเส้นขอบฟ้า สองสาวมองชายหนุ่มในชุดดำที่นั่งนิ่งอยู่กลางแสงไฟเมืองด้วยความรู้สึกประหลาด
ชายคนนี้เหมือนหลุดออกมาจากอีกโลกหนึ่ง
โลกที่ห่างไกลจากมนุษย์ธรรมดาโดยสิ้นเชิง และคืนนี้…พวกเธอกำลังจะพา “คนจากโลกนั้น” เข้าสู่โลกมนุษย์อย่างแท้จริง
รถหรูแล่นเข้าสู่เขตเมืองอย่างนุ่มนวล แสงไฟจากตึกสูงและป้ายโฆษณาขนาดมหึมาส่องสะท้อนบนกระจกรถเป็สายยาวไม่สิ้นสุด ผู้คนบนทางเท้า ร้านรวง และเสียงชีวิตยามค่ำคืนหลอมรวมกันเป็ภาพที่แตกต่างจากความเงียบของยอดเขาโดยสิ้นเชิง
หยานเฉินไคมองทุกสิ่งผ่านหน้าต่างด้วยแววตานิ่งลึก ราวกับกำลังสังเกตโลกใบใหม่ที่ไม่เคยอยู่ในประสบการณ์ของเขา
ชูเหยี๋ยนหันกลับมาถามด้วยรอยยิ้ม
“คุณหยาน…หิวไหมคะ?”
“หิวคืออะไร”
สองสาวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนหลุดหัวเราะพร้อมกัน
“งั้นแปลว่าท่านยังไม่เคยกินอาหารปกติสินะ”
หยานเฉินไคไม่ตอบ เพียงมองนางนิ่ง ๆ
ไม่กี่นาทีต่อมา รถหรูมูลค่ามหาศาลก็จอดอยู่หน้าร้านอาหารข้างทางที่คึกคักริมถนน
ภาพนั้นเพียงพอจะทำให้คนทั้งแถบหยุดมอง
รถระดับนี้…มาจอดหน้าร้านเสียบไม้ย่าง?
ประตูรถเปิดออก
ก่อนที่หยานเฉินไคจะก้าวลงมาพร้อมสองสาว
ทันทีที่เขาปรากฏตัว สายตาของผู้คนรอบข้างก็ถูกดึงไปโดยอัตโนมัติ
ชายหนุ่มผู้หนึ่งสวมชุดโบราณสีดำสนิท งดงามราวตัวละครในภาพวาดโบราณ ใบหน้าหล่อเหลาเหนือจริงจนแทบไร้คำอธิบาย เดินเคียงข้างหญิงสาวงามสองคนที่ดูราวกับคุณหนูตระกูลใหญ่
ยิ่งเมื่อมีรถหรูจอดอยู่ด้านหลัง ภาพรวมยิ่งเหนือจริงจนเหมือนฉากถ่ายละคร
คนแถวนั้นเริ่มซุบซิบทันที
“เฮ้ย…กองถ่ายเหรอ?”
“ไม่ใช่มั้ง หล่อเกินไปแล้ว!”
“ผู้ชายคนนั้นมนุษย์จริงดิ?”
“ฉันหายใจไม่ออกแล้ว…”
“สองสาวนั่นก็สวยชิบ—”
ภายในเวลาไม่ถึงนาที โทรศัพท์มือถือหลายเครื่องก็ถูกยกขึ้น
บางคนแอบถ่าย บางคนแกล้งถ่ายอาหารแต่ซูมใส่หน้าเขา บางคนถึงขั้นถ่ายวิดีโอแบบเปิดแฟลช
หยานเฉินไคหันมองรอบตัวเล็กน้อย“เหตุใดพวกเขาจึงชูของสี่เหลี่ยมใส่ข้า”
ชูหยวนหน้าแดง รีบตอบเบา ๆ“พวกเขากำลัง…ถ่ายรูปค่ะ…”
“เพราะเหตุใด”
ชูเหยี๋ยนยิ้มแห้ง“เพราะท่าน…เด่นเกินไปค่ะ”
หยานเฉินไคไม่เข้าใจ
แต่ก็ไม่ได้สนใจ
เขานั่งลงที่โต๊ะเหล็กเล็ก ๆ หน้าร้านอย่างสงบนิ่ง ภาพชายหนุ่มในชุดเซียนนั่งกลางร้านข้างทาง ท่ามกลางควันจากเตาย่างและเสียงพ่อค้าะโขายของ กลายเป็ภาพประหลาดที่ทั้งขัดแย้งและลงตัวอย่างบอกไม่ถูก
ผู้คนมองไม่หยุด
ภายในไม่กี่นาที รูปของเขาก็เริ่มถูกโพสต์ลงโลกออนไลน์
“เจอเทพบุตรชุดโบราณลงจากโรลส์รอยซ์มากินลูกชิ้นหน้าปากซอย???”
“นี่คนหรือตัวละครลับจาก์”
“พิกัดด่วน ใครรู้บอกที”
“ผู้ชายคนนี้หล่อจนเหมือน AI Generate”
“สองสาวข้าง ๆ ก็ระดับนางฟ้า แต่สายตาฉันไปอยู่ที่ผู้ชายหมดแล้ว”
ยอดแชร์พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงสิบนาที ชื่อเล่นใหม่ของเขาก็ถือกำเนิดในโลกอินเทอร์เน็ต
“เทพบุตรชุดดำแห่งถนนกลางคืน”
ขณะที่โลกออนไลน์เริ่มเดือด เ้าตัวกลับนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม มองเสียบไม้ในมือด้วยแววตาสงสัย“สิ่งนี้…กินอย่างไร”
ชูหยวนรีบหยิบเสียบหนึ่งขึ้นสาธิต
“แบบนี้ค่ะ ต้องกัด”
หยานเฉินไคทำตามทันที เขาหยุดนิ่งไปหนึ่งวินาที ดวงตาสีแดงหรี่ลงเล็กน้อย“...”
ชูเหยี๋ยนโน้มตัวมาถามทันทีด้วยความลุ้น
“เป็อย่างไรคะ?”
หยานเฉินไคมองเสียบไม้ในมือก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเหมือนเดิม“...น่าสนใจ”
สองสาวหลุดหัวเราะออกมาทันที
โดยที่ไม่รู้เลยว่า
ในเวลาเดียวกันนั้น
ภาพของชายหนุ่มชุดดำที่นั่งกินอาหารข้างทางอย่างสงบนิ่ง…กำลังะเิทั่วอินเทอร์เน็ตของทั้งเมืองแล้ว
ผู้คนรอบร้านเริ่มรวมตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ
บางคนยืนแอบมอง บางคนแกล้งเดินผ่านหลายรอบ บางคนถึงขั้นแอบไลฟ์สดไปด้วยขณะกินไปด้วย
แต่ตรงกลางกระแสสายตาทั้งหมดนั้น หยานเฉินไคกลับไม่สนใจแม้แต่น้อย
เขานั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกธรรมดาในชุดเซียนสีดำ มือหนึ่งถือไม้เสียบ อีกมือวางบนโต๊ะอย่างสงบนิ่ง ใบหน้าหล่อเหลาเหนืุ์ยังคงเ็า แต่ดวงตากลับจับจ้องอาหารตรงหน้าด้วยความสนใจจริงจัง
“สิ่งนี้เรียกว่าอะไร”
“ลูกชิ้นทอดค่ะ” ชูหยวนตอบพลางยิ้ม
“แล้วนี่?”
“ไก่ย่างค่ะ”
“แล้วนี่?”
“หมึกย่าง…”
ชูเหยี๋ยนหัวเราะเบา ๆ
“คุณหยานชอบอาหารมากกว่าที่คิดนะคะ”
หยานเฉินไคกัดคำหนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ
“อาหารโลกมนุษย์…น่าสนใจกว่าที่คาด”
สองสาวหัวเราะออกมาอีกครั้ง บรรยากาศเต็มไปด้วยความผ่อนคลาย ทว่า…ความสงบนั้นอยู่ได้ไม่นาน