พิมพ์นลินยิ้มหวานพลางชูถุงซิปล็อกที่บรรจุ กางเกงยีนส์ขาดวิ่นเปื้อนคราบเลือด ขึ้นมากลางวง
"กางเกงยีนส์ตัวโปรดของไอ้ชาติ ที่ดิฉันแอบไปหยิงมาจากราวตากผ้าหลังบ้านมันเมื่อเช้าตรู่นี้เองค่ะ!บนกางเกงตัวนี้มีทั้งคราบน้ำลายและ DNA ของเจ้าดุ๊กดิ๊กตรงรอยกัดแถมยังมีคราบเลือดของไอ้ชาติสืบเนื่องจากที่โดนหมากัดในคืนเกิดเหตุและคราบน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดเดียวกับที่ใช้เผามูลนิธิ...มัดแน่นชนิดที่ว่าสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เห็นแล้วต้องปรบมือให้เลยล่ะค่ะ!"
สิ้นเสียงของพิมพ์นลินบรรยากาศรอบโต๊ะพลันเงียบกริบ!
ใบหน้าอ้วนฉุของเสี่ยสุชาติจากที่เคยแดงระเรื่อด้วยความถือดีพลันซีดราวกับศพมือไม้สั่นสะท้านจนถุงใส่แก้วกาแฟในมือหลุดร่วงลงพื้นตำรวจที่พามาด้วยกันถึงกับถอยห่างออกมาหนึ่งก้าว สบตากับภาคินด้วยสีหน้าลำบากใจทันทีเพราะหลักฐานมัดแน่นจนไม่สามารถอุ้มหรือช่วยเหลือได้อีกต่อไป
"แก... ยัยเด็กแสบ!"เสี่ยสุชาติคำรามเสียงพร่า กัดฟันแน่นด้วยความเจ็บใจเจียนบ้า
"ขอยกเลิก...ยกเลิกเรื่องเซ็นเอกสารวันนี้ไปก่อน!"
เสี่ยสุชาติตะกอกเสียงสั่นพยายามรวบรวมเศษหน้าที่แตกยับ พยักหน้าเรียกทนายและลูกน้อง "พวกเรากลับ! ไปตั้งหลักที่บ้านก่อน!"
เสี่ยสุชาติรีบร้อนหมุนตัวพาคนของตัวเองและเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินก้มหน้าก้มตาขึ้นรถหนีไปอย่างรวดเร็วราวกับสัตว์ร้ายบาดเจ็บท่ามกลางเสียงเฮฮาด้วยความสะใจของหมอทิวากร พิมพิกา และคนในมูลนิธิ
ภาคินมองหน้าแฟนสาวจอมแสบที่กำลังยืนยิ้มแป้นควงแฟลชไดร์ฟเล่นอย่างสบายอารมณ์ ทนายหนุ่มถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกก่อนจะสวมกอดและหยิกแก้มเนียนของเธอเล่นด้วยความรักและความทึ่งในไหวพริบอันแพรวพราวของเธอ
++++++++++
ความหวังที่เคยดับมืดกลับมาส่องสว่างอีกครั้งหลังชัยชนะเล็กๆ ในวันที่เสี่ยสุชาติพาคนล่าถอยกลับไป ทว่าท่ามกลางรอยยิ้มรังสีความกังวลยังคงปกคลุมเหนือสนามหญ้าหน้ามูลนิธิบ้านอุ่นใจสี่ขาเพราะความจริงอันน่าอึดอัดยังคงสลักแน่น ไม่ว่าจะอย่างไรโฉนดที่ดินผืนนี้ก็ยังเป็นชื่อของเสี่ยสุชาติอยู่ดี
ทุกคนนั่งล้อมวงกันบนเก้าอี้พลาสติกชั่วคราวเพื่อหาทางออกพิมพิกากอดอก ถอนหายใจยาวพลางตัดพ้อด้วยความซื่อตรง
"เป็นคนดีมันอยู่ยากจริงๆนะคะ พอเราถอย เขาก็จ้องจะรังแก พอเราสู้ด้วยความสุจริตเขาก็เอาอิทธิพลมืดมาข่ม"
หมอทิวากรที่กำลังทำแผลให้อุ้งเท้าเจ้าดุ๊กดิ๊กพยักหน้าเห็นด้วย
"สู้กับคนไม่ดีเราก็ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยพาย อย่าทำตัวเป็น 'คนดีอารี' ไปสู้กับคนไม่ดีให้เขารังแกฝ่ายเดียวแต่เราต้องทำตัวเป็น 'คนไม่ดีสู้กลับ' บ้าง ถึงจะทันเกมพวกมัน"
ภาคินในฐานะมือกฎหมายขมวดคิ้วคิดหนักนัยน์ตาใต้กรอบแว่นฉายแววเครียดขึง
"ในทางอาญากฎหมายมีบทลงโทษตัวการผู้จ้างวานวางเพลิงไว้อย่างหนักครับเสี่ยสุชาติติดคุกแน่ถ้าเราเอาหลักฐานเข้าแจ้งความ... แต่ในทางแพ่งต่อให้เขาติดคุก โฉนดที่ดินผืนนี้ก็ยังตกเป็นของครอบครัวหรือทายาทของเขาอยู่ดีพอหมดสัญญาเช่า เราก็ต้องโดนไล่ออกและมูลนิธิต้องปิดตัวลงอยู่ดี"
บรรยากาศพลันเงียบกริบทุกคนมืดแปดด้านอีกครั้ง... จนกระทั่งพิมพ์นลินจอมแสบยิ้มมุมปากนัยน์ตาสุกใสเป็นประกายอย่างมีเลศนัย
"งั้นเราก็ใช้กฎหมายยึดที่ดินผืนนี้มาเป็นของเราซะเลยสิคะ!"
พิมพ์นลินโพล่งขึ้นมากลางวง ทุกคนหันมองเธอเป็นตาเดียวหมอทิวากรและพิมพิกาอ้าปากค้าง ส่วนภาคินเลิกคิ้วถาม
"ทำยังไงนลิน? ที่ดินมีกรรมสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมายจะไปยึดมาง่ายๆ ได้ยังไง?"
"แบล็กเมลไงคะ!"นลินตอบอย่างฉาดฉานโดยไม่ลังเล ทำเอาทุกคนสะดุ้งสุดตัว
"นลิน!แบล็กเมลเนี่ยนะ?" พิมพิการ์ส่งเสียงอุทานออกมาด้วยความตกใจ
"ฟังนลินก่อนสิคะ!" เด็กแสบหัวเราะร่า
"เราแค่เสนอข้อแลกเปลี่ยนแบบมีชั้นเชิงต่างหาก!เราไปยื่นคำขาดกับเสี่ยสุชาติว่า...ให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินผืนนี้ให้เป็นของมูลนิธิบ้านอุ่นใจสี่ขา 'โดยเสน่หา' ซะดีๆ แลกกับการที่เราจะไม่นำหลักฐานเด็ดทั้งคลิปเสียง จีพีเอส และ DNA บนกางเกงส่งให้ตำรวจฟ้องเขาข้อหาจ้างวานวางเพลิงคดีอาญา!"
นลินยักคิ้วให้หมอทิวากร
"ตามที่หมอกรบอกเป๊ะเลยค่ะ!ในเมื่อเสี่ยใช้ช่องโหว่และอิทธิพลมืดบีบเรา เราก็ทำตัวเป็นคนไม่ดีขู่กลับซะเลยให้เขาลองเลือกระหว่าง 'ยอมเสียที่ดินผืนเดียว' กับ 'ต้องไปนอนกินข้าวแดงในคุกหมดอนาคต' เสี่ยสุชาติเป็นคนโลภแต่กลัวตายนลินรับรองว่าเขาเลือกตัวเลือกแรกแน่นอน!"
พิมพิกาตบมือดังฉาดหมอทิวากรยิ้มร่าอย่างเห็นด้วย มีเพียงภาคินที่แอบอมยิ้มกึ่งเอ็นดูรวมทั้งทึ่งในความแสบของแฟนสาว
"ข้อเสนอนี้...ร้ายกาจมากนลิน แต่ในทางปฏิบัติมันคือการประนีประนอมยอมความก่อนฟ้องคดีอาญาที่ทำได้จริง" ภาคินตบท้ายด้วยรอยยิ้มผู้ชนะ
"ตกลงครับ...เรื่องเจรจาครั้งนี้ ผมขอรับหน้าที่เป็นตัวแทนไปจัดการเอง"
++++++++++
ในห้องทำงานคฤหาสน์หรูเสี่ยสุชาตินั่งหน้าซีดเซียวอยู่หลังโต๊ะทำงาน เมื่อภาคินก้าวเข้ามาอีกครั้งแต่ครั้งนี้ไม่มีการโต้เถียงด้วยข้อกฎหมายอันยืดยาวภาคินเพียงวางสัญญายกที่ดินให้โดยเสน่หาพร้อมกับสแกนคิวอาร์โค้ดเปิดคลิปเสียงและรูปหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ให้เสี่ยสุชาติฟังช้าๆ
"เสี่ยมีเวลาตัดสินใจสิบนาทีครับ"ภาคินเอ่ยน้ำเสียงเรียบเย็นแต่ทรงพลังอย่างน่าประหลาด
"ลงนามโอนที่ดินผืนนี้ให้มูลนิธิแล้วพวกเราจะทำเป็นลืมเรื่องคืนนั้นไป...หรือจะรอให้ตำรวจถือหมายจับมาลากตัวเสี่ยไปนอนคุกชดใช้กรรม?"
ร่างอ้วนฉุสั่นสะท้านมือที่จับปากกาเซ็นชื่อสั่นระริกจนแทบควบคุมไม่ได้เสี่ยสุชาติไม่มีทางเลือกอื่นเลย เมื่อความกลัวติดคุกมีมากกว่าความเสียดายที่ดินเขาจำใจจรดปลายปากกาเซ็นชื่อลงบนเอกสารโอนที่ดินให้มูลนิธิอย่างแทบกระอักเลือด
++++++++++
ไม่กี่วันต่อมา...โฉนดที่ดินผืนใหม่ถูกชูขึ้นสูงกลางสนามหญ้าหน้ามูลนิธิ ชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ถูกเปลี่ยนเป็น"มูลนิธิบ้านอุ่นใจสี่ขา" อย่างสมบูรณ์และถูกต้องตามกฎหมาย
เสียงโห่ร้องยินดีดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณหมอทิวากร พิมพิกา และลุงหมาย โอบกอดกันด้วยความตื้นตันใจสุนัขและแมวต่างวิ่งเล่นกันอย่างร่าเริงบนผืนดินที่เป็นของพวกมันอย่างแท้จริงแล้ว
ภาคินดึงพิมพ์นลินเข้ามาโอบกอดไว้แน่นกอดประคองแฟนสาวจอมแสบผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงกู้วิกฤตครั้งนี้ไว้ด้วยความรักและภูมิใจที่สุด
++++++++++