ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 38 เงินตรา..ตราเงิน ตอน หก

    กลับมาบรรยายมุมมองบุคคลที่หนึ่ง จากเล่าผ่านปากของเกี้ยม

             

            ผมพาหนานหงชุนไปยังจุดที่นัดแนะกับไอ้เพื่อนหน้าขนของผมเอาไว้

            แล้วพวกผมก็มาถึงในตอนที่ 'คุณชายซุนพ่อเทพบุตรสุภาพบุรุษ' ทำแผลให้ 'หนานหงเซีย AKA หญิงสาวผู้ตาบอด' เสร็จพอดี

            ทันทีที่เท้ายังไม่ทันหยุด คนเป็นพี่ก็พุ่งตรงไปหาน้องสาวของมันแทบจะทันที

            ราวกับลืมไปแล้วว่าผมเพิ่งช่วยลากมันหนีตายมาสด ๆ ร้อน ๆ

            “เซียเอ๋อร์...เจ้าเป็นอะไรมากหรือไม่?”

            เสียงมันอ่อนโยนจนผมแทบไม่เชื่อหู

            แปลกดีนะ.. พอเห็นน้องสาวก็ดูละมุนขึ้นมาเลย

             

            หงเซียส่ายหัวช้า ๆ ก่อนจะตอบด้วยเสียงหวานนุ่มจนผมต้องเหล่ตาไปมอง

            “เสด็จพี่น้องปลอดภัยดี..

            ต้องขอบคุณท่านชายซุนที่ช่วยน้อง พร้อมช่วยทำแผลให้”

            เฮ้อ... ตอนเธอพูดประโยคนี้น่ะ

            ใบหน้าก็แดงระเรื่อ สายตาวับวาวราวกับเพิ่งเห็นพระจันทร์ดวงแรกในคืนกลางฤดูใบไม้ผลิ

             

            ผมเหลือบมองโหวหวัง แน่นอนว่าไอ้หมอนั่นไม่พูดอะไรหรอก

            แต่มุมปากมันยกนิด ๆ แบบที่ผมเดาได้เลยว่ามันกำลังตะโกนในใจว่า 'ไงเกลอ.. ดูไวสุภาพบุรุษเขาเป็นเยี่ยงไร'

            เหอะ ๆ

            แต่นั่นยังไม่ใช่ไคลแม็กซ์

             

            เพราะวินาทีต่อมา..

            สายตาของหนานหงเซียก็ปะทะเข้ากับใบหน้าสุดหล่อของผม (ที่เพิ่งโดนฝุ่นถล่มจนเหลือความหล่อแค่เจ็ดส่วน) เธอก็เปล่งคำถามออกมาราวกับแทงเข้ากลางอก

            “แล้วเหตุใดเสด็จพี่ถึงได้มาพร้อมกับเจ้าปีศาจจอมหื่นกามตัวนั้นได้?”

             

            พับผ่าสิ!!

            กับโหวหวังเธอหน้าแดงทำเหนียมอายใส่มัน!!

            แต่กลับผม!!

            ผมกลายเป็นไอ้ 'ปีศาจจอมหื่นกาม'

            ให้ตายสิ!!

            ที่พวกมันฝาแฝดรอดมาได้เนี่ย!! มันก็แผนของผมทั้งนั้น!!

            ไม่ขอบคุณไม่ว่า! แต่ด่าตอบแบบนี้ก็เกินไป!

             

            “อ้ายคนนั้นมันคือเกลอของฉันเอง แม่หงเซีย”

            โหวหวังพูดออกมาในตอนที่เห็นว่าหัวของผมมีควันกรุ่นรอยขึ้น

             

            แต่นางกลับตอบกลับแบบไม่ต้องคิด

            “สหายของท่านชายซุน?

            เป็นไปไม่ได้!

            ที่ท่านชายซุนผู้เป็นสุภาพบุรุษเช่นนี้จะมีเพื่อนเป็นปีศาจจอมหื่นกามได้!”

             

            ผมนี่.. คิ้วกระตุกถี่ยิบทันที

            ดวงตากับสมองของเธอนี่มันคงผิดตำแหน่งกันตั้งแต่เกิดแน่ ๆ หรือไม่ไอ้หน้าขนก็ร่ายมนตร์บางอย่างใส่เธอ ยัยคนนั้นถึงได้กล้าพูดแบบไม่อายปากว่าโหวหวังมันเป็น 'สุภาพบุรุษ'

            ให้ตายเถอะ

             

            ผมอยากรู้จริง ๆ ว่าถ้าหนานหงเซียรู้ว่าตอนสอบเข้าสำนักเมือสองอาทิตย์ก่อน

            ว่า 'สุภาพบุรุษ' คนที่เธอเอ่ยถึงเพิ่งไปขโมยชุดชั้นในมาจากคนตระกูลอุสางิยังจะคิดแบบเดิมอยู่อีกไหม

            ผมล่ะอยากรู้จริง ๆ เลย..

             

            “หนานหงเซียอย่าได้เสียมารยาท!!

            พวกเขาเป็นผู้มีพระคุณของพวกเรา หากไม่มีพวกเขา พวกเราคงตายกันไปนานแล้ว!!”

            น้ำเสียงของหนานหงชุนตอนพูดประโยคนั้น มันเต็มไปด้วยความโล่งอกชนิดที่คนฟังสัมผัสได้

            แล้วเขาก็ลุกขึ้น..

            ยกมือขึ้นกุมมือแน่นพร้อมโค้งเล็กน้อยด้วยความจริงใจแบบชนชั้นสูงในพิธีทางการ

            แต่ที่ดูจริงกว่าพิธีก็คือแววตาของเขา

            “ข้า.. หนานหงชุน!!

            ต้องขอขอบคุณพวกท่านทั้งสองที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ

            หากไม่มีพวกท่าน..

            ข้ากับน้องคงไม่รอดแล้วจริง ๆ !!”

             

            โหวหวังโค้งรับด้วยท่าทางสุภาพอ่อนโยนอย่างกับชายในฝันของแม่หญิงทั้งตำบล

            แน่นอน.. ผมมองภาพนั้นแล้วก็ได้แต่เลิกคิ้วนิด ๆ

            เพราะสำหรับผมที่สนิทกับหมอนี้..

            มันเป็นท่าทางที่แปลกประหลาดจนอยากถ่ายเก็บเอาไว้เลย

            แต่โชคดีที่ยุทธทวีปไม่มีกล้อง ผมเลยได้หันไปถามสองพี่น้องคู่นั้นแทน

            “ว่าแต่.. พวกเจ้าไปทำอะไรมาถึงได้ถูกคนพวกนั้นไล่ล่า?”

             

            หนานหงชุนถอนใจนิดหนึ่ง ก่อนตอบแบบไม่อ้อมค้อม

            “บอกพวกท่านทั้งตามตรง..

            ข้าและน้องมาทำการสืบเรื่องเงินเถื่อนที่กำลังระบาดในแคว้นหงสาฯ ของข้า

            สืบไปสืบมาจึงได้มาถึงที่เมืองมังกรธาราแห่งนี้

            แต่คิดไม่ถึง..

            ว่าพวกมันจะรู้เรื่องที่พวกข้าตามสืบเรื่องนี้อยู่..

            จึงได้ล่อให้พวกข้าตามพวกมันมาจนถึงหมู่บ้านเถื่อนที่เป็นสถานที่ของการหลอมเงินเพื่อหวังฆ่าพวกข้าปิดปาก”

            หงชุดพูดจบ สีหน้าไม่ได้ดูโกรธแค้นนัก

            กลับดูเหมือนคนที่ยอมรับความผิดพลาดของตนเองมากกว่า

             

            ผมพยักหน้า ก่อนจะหันไปทางโหวหวัง ที่ตอนนี้กำลังยืนลูบเคราอย่างใช้ความคิด

            “หมู่บ้านเถื่อนรึ..”

            ผมพูดเสียงต่ำพลางมองสบตากับเจ้าหน้าขน

            “เป็นไปได้หรือไม่ที่คนตระกูลตงจะรู้เห็นเรื่องนี้น่ะโหวหวัง”

             

            พูดตรง ๆ เลยนะพวกนาย

            ผมมันไม่ใช่คนชอบสงสัยใครลอย ๆ โดยไม่มีหลักฐานหรอก

            แต่!! การที่มีโรงหลอมเงินเถื่อนซุกอยู่ใกล้เมืองในเขตปกครองของพวกมันแบบนี้ แล้วไม่มีกลิ่นแม้แต่น้อยหลุดรอดออกไปถึงเจ้าผู้ปกครองท้องถิ่นเลยสักนิด

            ยิ่ง..

            โดยเฉพาะในอาณาจักรปัญจมิตร ที่แต่ละตระกูลมีเขตปกครองของตัวเองชัดเจนแบบนี้ที่เหมือนเส้นกั้นในถาดข้าวโรงเรียน..

            แค่มีแมวแปลกหน้าวิ่งผ่านเข้ามาก็ควรจะรู้แล้วไม่ใช่หรอ ว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล

            ยิ่งเป็นการเคลื่อนไหวของอาณาจักรเพื่อนบ้านที่งอนกันอยู่แบบนี้

            พวกมันไม่สงสัยอะไรบ้างเลยหรือยังไง..

            ผมไม่เชื่อหรอก

             

            โหวหวังส่ายหัวทันทีโดยไม่ต้องคิดนาน

            “เป็นไปไม่ได้..

            หากเป็นสกุลห้าเสาหลักสกุลอื่นนั้นไม่แน่

            แต่หากเป็นสกุลปีกมังกรนั้นตัดทิ้งไปเลย”

            น้ำเสียงมันหนักแน่นแบบที่ผมคุ้นเคยเวลามันพูดเรื่องที่ไม่เคยเปลี่ยนใจ

            มือมันยังคงลูบเคราไปมาแบบคนแก่ในนิทาน ก่อนมันจะพูดประโยคหนึ่งที่ทำให้ผมต้องหรี่ตาฟังทันที

            “เอ็งจำเรื่องที่ฉันเคยเล่าให้เอ็งฟังได้หรือไม่..

            เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่ขาดหายไป..”

            ผมพยักหน้าช้า ๆ

            แล้วเขาก็เริ่มต่อให้

            “ก็นั้นแลเกลอ..

            แคว้นปีกมังกรกับแคว้นวิหคเพลิงหรือแคว้นหงสาเพลิงนิรันดร์ในปัจจุบัน

            แม้จะผ่านมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว

            แต่สำหรับคนสกุลตง

            แคว้นหงสาเพลิงนิรันดร์ที่มีกษัตริย์เป็นคนราชสกุลหนานก็ยังถือเป็นแคว้นคู่แค้นกันอยู่เรื่อยไป

            แล้วก็เช่นเดียวกันกับคนสกุลหนาน ที่จะยังคงขุ่นเคืองคนจากสกุลตงด้วยความบาดหมางจากครั้งอดีต ทำให้สองสกุลนี้เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตั้งแต่กาลครั้งก่อน”

            มันหยุดไปชั่วครู่ แล้วพูดทิ้งท้าย

            “แม้นตอนนี้ฉันจะแน่ใจว่าพวกเขาไม่ได้แค้นกันแล้ว

            แต่ก็ยังคงเรียกได้ว่าเป็นคู่กัด

            ต่อให้สมัยนี้จะมีคำว่า สันติ พันธมิตรหรือความมั่นคงระหว่างแคว้น

            แต่สำหรับคนบางพวก..

            คำเหล่านั้นไม่มีอยู่จริงดอก”

             

            หลังจากฟังคำของโหวหวัง ผมก็หันไปมองหนานหงชุนอีกรอบ

            ฝ่ายนั้นไม่พูดไม่จา แค่พยักหน้าช้า ๆ รับรองคำพูดของเจ้าคนหน้าขนอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

            เงียบแบบนั้นแหละ..

            ยิ่งทำให้ผมรู้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่คาดเดา แต่มันมีอะไรอยู่เบื้องหลังที่ลึกกว่าที่ปากเขายังไม่ทันเล่า

             

            “แล้วเช่นนั้น...

            เจ้าคิดว่าเป็นฝีมือของผู้ใด?”

            ผมถามออกไปในขณะที่สายตายังจ้องเขม็งอยู่ที่เจ้าคนหน้าสวยอย่างหนานหงชุนไม่วางตา

            สีหน้ามันหม่นลงทันที..

            ไม่ใช่แค่สีหน้า แต่ไหล่ก็เหมือนจะตกลงนิด ๆ ด้วย

            “พวกมันไม่ได้เผยอะไรออกมาเลย..”

            ไอ้คนเป็นองค์ชายตอบเสียงต่ำ

            “ข้ารู้แค่ว่ามีคนของราชวงศ์หนานเป็นผู้สั่งการและให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง

            ตามที่ข้าสืบทราบมา..

            ผู้ต้องสงสัยมีเพียงสี่คน”

             

            ผมยังไม่ทันอ้าปาก โหวหวังก็แทรกถามขึ้นมาก่อน

            “ใครบ้าง?”

             

            “หนาน อินกู่ บุตรชายเจ้ากรมพิธีการ

            หนาน ฉุ่ยผิง บุตรชายเจ้ากรมมหาดไทย

            หนาน กงเจี้ยง บุตรชายเจ้ากรมโยธาธิการ

            หนาน เฉิงสือ บุตรชายเจ้ากรมตุลาการ”

            หงชุนพูดชื่อออกมาชัดถ้อยชัดคำ เสียงเรียบแต่ชัดเจนเหมือนนักเรียนท่องบทสวดในห้องสอบ

             

            ในหัวผมตอนนั้น ไม่ได้คิดแค่จำชื่อ แต่กำลังพยายามเชื่อมโยงแต่ละตำแหน่งเข้ากับขบวนการเงินเถื่อน

            พิธีการ.. มหาดไทย.. โยธาฯ.. ตุลาการ

            ฟังดู.. ก็เข้าเค้าหมดแหละ

             

            แต่ก่อนที่ผมจะได้ถามต่อ โหวหวังก็เป็นฝ่ายถามแทนอีกครั้ง

            “หืม.. โผ่มาสี่จากหกกรม..

            แลเหตุใดไม่มีบุตรชายของเจ้ากรมกลาโหมหรือเจ้ากรมการคลังเล่า?

            ถ้าฉันจำไม่ผิด..

            พวกเขาก็เป็นราชบุตรเขยเหมือนกันไม่ใช่ฤๅ?”

             

            ผมหันไปมองโหวหวังด้วยหางตา..

            ไม่ได้ตำหนิ..

            แค่แอบสงสัย..

            ปากของมันผู้นี้เวลาถามมักตอบว่า 'ฉันก็ไม่รู้อะไรมาก'

            แต่เอาเข้าจริง มันกลับรู้ลึกหยั่งกับซ่อนอยู่ใต้โต๊ะราชสำนักหงสาฯ

             

            หนานหงชุนได้ยินก็พยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนเอ่ยตอบด้วยเสียงที่แฝงความรู้สึกเจือจางบางอย่าง

            “บุตรชายของเจ้ากรมการคลังก็คือข้าหนานหงชุน

            ส่วนเจ้ากรมกลาโหม.. เจิ้ง เฉิงฉี เขามีแต่บุตรสาว ไม่มีบุตรชาย

            จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าร่วมแข่งขันตำแหน่งรัชทายาทได้...”

            เขาพูดจบก็เงียบไปพักหนึ่งก่อนจะเสริม

            “การแข่งขันครั้งนี้จึงมีผู้เข้าแข่งขันเพียงห้าคน ซึ่งรวมข้าด้วย

            ส่วนคนอื่นที่เป็นญาติห่าง ๆ หรือไม่ใช่สายตรง พวกเขาต่างเลือกข้างกันไปหมดแล้ว”

             

            ในความคิดของผม

            พูดง่าย ๆ

            คือสนามนี้ถูกแบ่งแล้ว

            เหลือแค่รบกันว่าใครจะสร้างคุณูปการมากกว่าเพื่อแย่งเก้าอี้มงกุฎ

             

            แล้วโหวหวังก็ถามคำถามสุดท้ายขึ้นมาด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ แต่มีน้ำหนัก

            “แล้วพ่อหงชุนคิดว่าเป็นผู้ใดในสี่คนนี้ ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องเงินเถื่อน?”

             

            “อืม...”

            หนานหงชุนก้มหน้าลงเล็กน้อย มือข้างหนึ่งยกแตะคางเหมือนนักปราชญ์ครุ่นคิดในจังหวะที่แสงจันทร์ส่องกระทบแก้มพอดีเป๊ะ

            “หนานเฉิงสือเป็นบุตรชายของเจ้ากรมตุลาการ เขามีนิสัยเที่ยงตรง ยึดมั่นในความยุติธรรมเหมือนกับบิดา

            ข้าคิดว่าเขาไม่น่าจะทำการอันสกปรกเช่นนี้

            ส่วนหนานกงเจี้ยง.. มันเพิ่งจะมีอายุแค่สิบสองปีเอง จะให้มันวางแผนหลอมเงินเถื่อนนี่คงยากไปหน่อย”

            ฟังถึงตรงนี้ ผมแอบเบ้ปากนิด ๆ

            เด็กสิบสองเนี่ยนะ ก็คิดจะแย่งชิงบัลลังก์แล้ว

            คงเป็นฝ่ายพ่อของมันมากกว่าที่คิดวิธีการแบบนี้

            “ที่เหลือก็แค่หนานอินกู่กับหนานฉุ่ยผิง

            แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าเป็นใครกันแน่”

            เสียงเขาหนักแน่นขึ้นเมื่อเอ่ยต่อ

            “แต่ถึงอย่างนั้น..

            พวกมันไม่รู้ได้อย่างไร

            ว่าเงินเถื่อนพวกนั้นไม่ใช่แค่ทำให้กระแสเงินในแคว้นปั่นป่วน แต่มันทำให้ราษฎรตาดำ ๆ ที่หาเช้ากินค่ำต้องเดือดร้อน!

            หากข้ารู้ว่าเป็นผู้ใด!!

            ข้าจะไม่ไว้หน้าพวกมันเด็ดขาด!!”

            มือของเขากำแน่น ราวกับกำลังจะบดคนทั้งวงการการเงินด้วยหมัดเปล่า ๆ

             

            ผมนั่งมองพลางยกคิ้วอย่างไม่แน่ใจว่าควรเอ่ยชมในใจ หรือควรเอ่ยปลอบมันดี

            แต่เอาเถอะ..

            พูดตามตรงเลยนะ ตอนเห็นแววตาของหงชุนตอนนั้น

            ถ้าเจ้าหงชุนคนนี้ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์จริง ๆ

            แคว้นหงสาฯ อาจจะได้กษัตริย์ที่คิดแทนราษฎรจริง ๆ ก็เป็นได้

            ไม่ใช่หุ่นกระบอกในชุดทองคำแบบที่เราเห็นกันจนชิน

             

            “อย่างน้อย ๆ ถ้าข้ามีวิธีทำลายแท่นผลิตเงินเถื่อนได้ก็คงจะดี..”

            มันพึมพำออกมาเบา ๆ

             

            พอได้ยินแบบนั้น..

            ผมก็ยกมือขึ้นมา ยื่นนิ้วชี้สองนิ้วขึ้นอย่างภาคภูมิใจ

            “เช่นนั้นให้พวกข้าช่วยเจ้าดีหรือไม่?”

            ผมเว้นจังหวะให้พวกเขาหันมามอง ก่อนจะยักคิ้วเล็กน้อย แล้วกล่าวต่อ

            “วิชาเนตรของข้าที่เจ้าเห็น..

            มันไม่ได้ทำให้ดวงตาของข้ามองเห็นได้ดีกว่าคนทั่วไปเท่านั้น”

            พูดจบก็เห็นหงชุนขมวดคิ้ว ส่วนโหวหวังกลอกตาใส่ผมอย่างเคย

            แต่ผมไม่สน.. ก็มันเรื่องจริงนี่นา

            “มันยังทำให้ข้ามองเห็นปริมาณของพลังปราณในร่างของคนนั้น ๆ ได้ด้วย คล้ายสิ่งที่จอมยุทธ์ระดับล่วงรู้นภาทำได้

            และด้วยการฝึกของข้า..

            จึงสามารถทำให้ข้าแยกแยะระดับพลังของคนที่ข้าใช้มองได้ว่ามีมากน้อยเพียงใด”

            ผมหยุดนิดหนึ่งให้คนฟังประมวลผล ก่อนจะเน้นเสียงลง

            “ซึ่งตอนที่ข้าได้เฝ้ามองพวกเจ้าอยู่ กลุ่มคนทั้งหกคนนั้นล้วนเป็นจอมยุทธ์ระดับสัมผัสปราณทั้งสิ้น

            แต่มีเพียงแค่สองคนเท่านั้นที่อยู่ใน ‘ขั้นกลาง’

            ซึ่งหมายความว่า..

            พวกมันน่าจะส่งตัวที่แข็งแกร่งที่สุดมาแค่สองคนนี้ เพราะพวกมันไม่รู้หรอกว่าเจ้าจะมีพวกเราตามมาเสริมทีหลัง”

            ดวงตาของหนานหงชุนมีแววสั่นนิด ๆ

            “ดังนั้น..

            ถ้าเป้าหมายแค่ทำลายแท่นหลอมเงินเถื่อน ไม่ใช่บุกกวาดล้างทั้งเครือข่าย

            ข้าว่ามีทางทำได้แน่

            ขอแค่...”

            ผมยกมุมปากขึ้นนิด ๆ

            “..มีคนกล้าพอจะลงมือ”

             

            ผมเห็นหนานหงชุนเงียบไปหลังจากฟังที่ผมพูด

            แล้วเขาก็เริ่มคิดตามเงียบ ๆ อย่างที่คนคิดมากมักทำ

            ก็ดีแล้ว..

            อย่างน้อยก็ทำให้ผมรู้ว่าแผนของผม

            น่าจะดีใช้ได้จนมันต้องคิด

             

            เพราะเอาจริง ๆ ถ้าพวกมันรู้ว่าพี่น้องคู่นี้ตามสืบเรื่องเงินเถื่อนอยู่ แล้วหวังจะฆ่าปิดปากจริง

            พวกมันก็ควรส่งยอดฝีมือที่สุดออกมาตั้งแต่แรก เพื่อกันเหตุผิดพลาด

            แต่ที่ส่งมามีแค่ระดับสัมผัสปราณขั้นกลาง..

            เท่ากับว่านั่นคือระดับสูงสุดที่พวกมันมี

            งั้นก็แปลว่า..

            ขุมกำลังของฝ่ายนั้นยังมีจำกัด และนั่นหมายถึง..

            เรามีโอกาส

             

            “ไหนท่านลองเล่าวิธีของท่านออกมา...”

            หนานหงชุนถามในที่สุดหลังจากไตร่ตรองเสร็จ

             

            ผมยักไหล่น้อย ๆ แบบคนยังไม่ได้ปิ๊งแผนเป๊ะ ๆ ในหัว

            “ตอนนี้ข้ายังคิดไม่ออก”

            ผมตอบตามตรง

            “พวกเราต้องลองสำรวจดูก่อนว่าพวกมันมีกันกี่คน มีเครื่องผลิตเงินเถื่อนกี่เครื่อง แล้วมันเฝ้ายามกันยังไงบ้าง

            อีกอย่าง..

            เป็นพวกเจ้าที่หนีออกมาได้ อย่างน้อย ๆ พวกมันต้องเริ่มระวังตัว แล้วก็อาจส่งคนออกมาตามหา

            เอาไว้พวกเราสืบให้แน่ชัดก่อน แล้วค่อยคิดหาทางเล่นงานพวกมันอีกทีจะดีกว่า”

             

            ยังไม่ทันจบดี เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาอย่างแรง

            “ไม่ได้.. ช้าเกินไป!”

            เสียงหวานแต่แฝงแรงต้านของหนานหงเซียทำเอาทุกคนหันขวับไปหา

            “หากมัวแต่สืบอย่างเจ้าว่า

            ถ้าพวกนั้นจับเราได้ก่อน ไม่ก็ขนของหนีไปก่อนแน่ ๆ!”

             

            ไม่รอให้ผมพูดค้านความเห็นนั้น

            โหวหวังเป็นฝ่ายพูดแทนผมเสียทั้งหมด

            “ไม่หรอกแม่หงเซีย...”

            เสียงโหวหวังเอ่ยขึ้นพลางหัวเราะเบา ๆ

            “ต่อให้คนพวกนั้นคิดย้ายที่อยู่ขึ้นมาจริง ๆ พวกมันก็คงทำไม่ได้สะดวกนัก

            ขั้นแรกพวกมันต้องหาสถานที่ใหม่ที่เป็นที่สำหรับผลิตเงินเถื่อนให้ได้ก่อน

            แล้วการจะหาที่ใหม่ที่ใหญ่เท่ากับหมู่บ้านนั้นก็คงจะไม่ง่ายนัก

            อย่างน้อย ๆ ต้องใช้เวลาราวหนึ่งอาทิตย์กว่าจะทำได้”

             

            ผมหันไปพยักหน้าเสริมตาม

            “ใช่.. เป็นอย่างที่หมอนี่พูด

            ตอนนี้เรามีเวลา แต่ต้องใช้ให้คุ้ม”

            ผมหยุดนิดหนึ่งแล้วพูดต่ออย่างมั่นใจ

            “เอาเป็นข้าและโหวหวังจะเป็นคนสืบเรื่องนี้ให้พวกเจ้าเอง

            อย่างน้อย ๆ ข้าที่มีเนตรจ้าวมังกรก็สามารถตรวจดูได้ว่าพวกมันยังมียอดฝีมือหลบซ่อนอยู่อีกหรือไม่”

            ผมยกสองนิ้วขึ้นมาแบบที่เคยทำเวลาเสนอแผนกลยุทธ์

            “ส่วนพวกเจ้าสองพี่น้องก็ให้หาที่แอบแถว ๆ ถนนทางเข้า

            คอยสังเกตว่าพวกมันได้มีคนใหม่หรือส่งใครออกไปแจ้งข่าวหรือไม่

            หากว่ามีคนใหม่ที่มีระดับพลังสูงกว่าสัมผัสปราณขั้นกลางเข้ามาจริง ๆ

            พวกเราจะได้รู้ล่วงหน้าและจะได้ระวังเอาไว้”

             

            แผนมันเริ่มเข้าที่แล้ว.. แต่ยังไม่ทันได้วางหมดกระดาน

            เสียงของหนานหงชุนก็ดังแทรกขึ้นทันที

            “ไม่! ข้าจะไปกับพวกท่านด้วย”

            ผมหันไปมองเขาแบบ..

            จริงดิ?

            แต่ฝ่ายนั้นก็ได้พูดเหตุผลออกมาก่อนที่ผมจะค้าน

            “ข้ารู้จักคนในราชสำนักหงสาฯ มากกว่าพวกท่าน

            อย่างน้อย ๆ มีข้าไปด้วยหากว่าพบเจอคนที่รู้จัก

            ข้าจะได้รู้ว่าเป็นคนของผู้ใดที่ทำเรื่องชั่วร้ายเช่นนี้อยู่”

            เหตุผลมันก็ฟังขึ้นนะ แต่ผมนึกภาพพวกเราสามคนเดินตบเท้าสืบข่าวด้วยกันไม่ออกเลย

            แล้วเขาก็เว้นจังหวะ..จังหวะหนึ่ง ก่อนหันมามองผมกับโหวหวังอย่างจริงจัง พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่แอบงงเล็กน้อย

            “ระหว่างนี้ข้าต้องรบกวนพี่แซ่ซุน

            และ..เอ่อ..

            พวกท่านชื่ออะไรกันบ้างหรือ?”

             

            “นั่นซุนโหวหวัง...

            ส่วนข้า.. เอ่อ..

            หม่าเจี้ยน..

            เป็นศิษย์สำนักสี่ขุนเขา สาขาอาณาจักรนี้”

            ผมพูดออกไปโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตา

            ก็ต้องโกหกแหละครับ จะให้บอกชื่อจริงว่า 'หลิวเจี้ยน'

            มันที่รู้ว่าผมมีปราณกระบี่ก็คงคิดออกได้ไม่ยากว่าอาป๊าของผมชื่อหลิวหลง

            แบบไม่เอาหรอกครับ..

            ผมยังไม่พร้อมจะรับสายตาตกตะลึงปนตำหนิว่าทำไมลูกคนตระกูลหลิวถึงไปโผล่กลางเรือนบุปผาเมื่อวันก่อน

            และที่สำคัญ...

            หากพวกมันรู้!

            ผมอาจได้โดนลากไปร่วมโต๊ะเจรจาทางการเมืองในฐานะ 'บุตรชายของหนานจื่อฮว่า' องค์หญิงผู้หักหน้าราชวงศ์หนานเมื่อยี่สิบปีก่อน

            ไม่เอาดีกว่า..

             

            ผมเห็นโหวหวังหันขวับมามองทันที พร้อมขยับปากช้า ๆ แบบไร้เสียง

            'หม่าเจี้ยน?'

            ผมเหลือบตาคืนไปอย่างเนียน ๆ ก่อนจะยักคิ้วตอบกลับว่า 'เงียบไว้น่า'

             

            หนานหงชุนไม่ได้จับพิรุธอะไรเลย

            กลับยกมือขึ้นแสดงความเคารพอีกครั้งอย่างจริงใจ

            “พี่ซุน...พี่หม่า... ขอบคุณพวกท่านมากที่ช่วยเหลือพวกข้า

            ต่อให้งานนี้จะสำเร็จหรือไม่..

            บุญคุณในครั้งนี้

            ข้า!!

            หนานหงชุนจะจดจำไปชั่วชีวิต และจะหาทางตอบแทนพวกท่านแน่ หากมีโอกาส”

             

            ผมพยักหน้ารับคำไปเงียบ ๆ ไม่พูดอะไรในตอนแรก

            แต่พอจะเดินหน้าแผน 'ไปด้วยกันสามคน' ผมก็รีบเบรกแทบไม่ทัน

            “เดี๋ยว..! สต็อปปุ..!

            ย้อนกลับไปเรื่องการสืบข่าวก่อนหนานหงชุน

            ข้าว่าให้ข้าไปกับโหวหวังน่ะดีแล้ว เจ้าอยู่กับน้องของเจ้าสองคนน่าจะสะดวกพวกข้ามากกว่า

            เพราะพวกข้าสองคนเป็นสหายกัน น่าจะทำงานร่วมกันได้คล่องกว่าทำกับพวกเจ้า”

             

            “ที่พี่หม่าพูดก็มีเหตุผล

            แต่ข้าคิดว่าที่ข้ากล่าวแต่แรกก็ไม่ผิด

            หากว่าให้ข้าไปด้วย..

            อย่างน้อย ๆ เมื่อข้ารู้ว่าเป็นคนของผู้ใดที่ทำเรื่องพวกนี้

            ข้าจะได้หาวิธีรับมือได้ถูก”

            หงชุนหันไปหันโหวหวัง แล้วกล่าวต่ออย่างเด็ดขาด

            “ได้โปรด...พี่ซุน

            รบกวนท่านดูแลน้องสาวของข้าแทนข้าด้วย ตอนนี้คนที่ข้าไว้ใจก็มีแค่พวกท่านเท่านั้น”

             

            ผมชำเลืองมองโหวหวังที่ยืนยิ้มเบิกบาน

            น่ารำคาญใจยิ่งกว่าตอนมันได้ขาหมูกรอบหนังบางเสียอีก

            “ไม่ต้องห่วง.. พ่อหงชุน

            ฉันจะพาน้องสาวของพ่อไปหาที่หลบแถว ๆ ถนนทางเข้า ไว้ใจฉันได้เลย

            ส่วนเอ็ง..

            หละ.. (หลิว) หมายถึงหม่าเจี้ยน เอ็งก็ระวังตนด้วย”

             

            “แล้วเจ้าเล่า.. เซียเอ๋อร์

            เจ้าขัดข้องหรือไม่ที่จะอยู่ร่วมกับพี่ซุนสักพัก?”

            ภาพที่เกิดขึ้นต่อหน้าผมนี่ เรียกได้ว่าทำผมต้องกลอกตาจนปวดเบ้า

             

            สายตาที่หนานหงเซียมองโหวหวังนี่มันยังไง

            สายตานั้นราวกับเห็นพระเอกหนังยืนกอดอกอยู่..

            “หากเป็นสุภาพบุรุษเช่นท่านชายซุน..

            น้องก็ไม่ขัดข้อง...”

             

            ผมยกมือขึ้นมาเกาหัวทันที

            ไม่ใช่เพราะงงหรอก..

            ผมแค่พยายามควบคุมอารมณ์ไม่ให้ร้องตะโกนออกไปว่า

            'เห้ย! เห้ย!! เห้ยยยย!!! เจ้าไม่รู้หรือไงว่าบุรุษที่อันตรายที่สุดต่อผู้หญิงก็คือคนที่เจ้าเพิ่งเรียกว่าสุภาพบุรุษน่ะ!!!'

            ผมนี่อยากจะรู้นัก...

            ถ้าหากวันหนึ่งยัยนี่รู้ความจริงว่าไอ้หน้าขนนี่แหละ ที่เคย 'คั่ว' สตรีถึงสามคนในคืนเดียวที่เรือนบุปผากลิ่นธารา

            หนานหงเซียจะยังเรียกมันว่า 'สุภาพบุรุษ' อยู่ไหม?

             

            แล้วขอแนะนำสำหรับผู้ปกครองหรือพี่ชายทุกท่านนะครับ

            หากคุณมีน้องสาวหรือลูกสาว

            อย่าได้ฝากพวกเธอไว้กับผู้ชายที่ชื่อว่า

            ซุน โหว หวัง

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน