กลับมาบรรยายมุมมองบุคคลที่หนึ่ง จากเล่าผ่านปากของเกี้ยม
ผมพาหนานหงชุนไปยังจุดที่นัดแนะกับไอ้เพื่อนหน้าขนของผมเอาไว้
แล้วพวกผมก็มาถึงในตอนที่ 'คุณชายซุนพ่อเทพบุตรสุภาพบุรุษ' ทำแผลให้ 'หนานหงเซีย AKA หญิงสาวผู้ตาบอด' เสร็จพอดี
ทันทีที่เท้ายังไม่ทันหยุด คนเป็นพี่ก็พุ่งตรงไปหาน้องสาวของมันแทบจะทันที
ราวกับลืมไปแล้วว่าผมเพิ่งช่วยลากมันหนีตายมาสด ๆ ร้อน ๆ
“เซียเอ๋อร์...เจ้าเป็นอะไรมากหรือไม่?”
เสียงมันอ่อนโยนจนผมแทบไม่เชื่อหู
แปลกดีนะ.. พอเห็นน้องสาวก็ดูละมุนขึ้นมาเลย
หงเซียส่ายหัวช้า ๆ ก่อนจะตอบด้วยเสียงหวานนุ่มจนผมต้องเหล่ตาไปมอง
“เสด็จพี่น้องปลอดภัยดี..
ต้องขอบคุณท่านชายซุนที่ช่วยน้อง พร้อมช่วยทำแผลให้”
เฮ้อ... ตอนเธอพูดประโยคนี้น่ะ
ใบหน้าก็แดงระเรื่อ สายตาวับวาวราวกับเพิ่งเห็นพระจันทร์ดวงแรกในคืนกลางฤดูใบไม้ผลิ
ผมเหลือบมองโหวหวัง แน่นอนว่าไอ้หมอนั่นไม่พูดอะไรหรอก
แต่มุมปากมันยกนิด ๆ แบบที่ผมเดาได้เลยว่ามันกำลังตะโกนในใจว่า 'ไงเกลอ.. ดูไวสุภาพบุรุษเขาเป็นเยี่ยงไร'
เหอะ ๆ
แต่นั่นยังไม่ใช่ไคลแม็กซ์
เพราะวินาทีต่อมา..
สายตาของหนานหงเซียก็ปะทะเข้ากับใบหน้าสุดหล่อของผม (ที่เพิ่งโดนฝุ่นถล่มจนเหลือความหล่อแค่เจ็ดส่วน) เธอก็เปล่งคำถามออกมาราวกับแทงเข้ากลางอก
“แล้วเหตุใดเสด็จพี่ถึงได้มาพร้อมกับเจ้าปีศาจจอมหื่นกามตัวนั้นได้?”
พับผ่าสิ!!
กับโหวหวังเธอหน้าแดงทำเหนียมอายใส่มัน!!
แต่กลับผม!!
ผมกลายเป็นไอ้ 'ปีศาจจอมหื่นกาม'
ให้ตายสิ!!
ที่พวกมันฝาแฝดรอดมาได้เนี่ย!! มันก็แผนของผมทั้งนั้น!!
ไม่ขอบคุณไม่ว่า! แต่ด่าตอบแบบนี้ก็เกินไป!
“อ้ายคนนั้นมันคือเกลอของฉันเอง แม่หงเซีย”
โหวหวังพูดออกมาในตอนที่เห็นว่าหัวของผมมีควันกรุ่นรอยขึ้น
แต่นางกลับตอบกลับแบบไม่ต้องคิด
“สหายของท่านชายซุน?
เป็นไปไม่ได้!
ที่ท่านชายซุนผู้เป็นสุภาพบุรุษเช่นนี้จะมีเพื่อนเป็นปีศาจจอมหื่นกามได้!”
ผมนี่.. คิ้วกระตุกถี่ยิบทันที
ดวงตากับสมองของเธอนี่มันคงผิดตำแหน่งกันตั้งแต่เกิดแน่ ๆ หรือไม่ไอ้หน้าขนก็ร่ายมนตร์บางอย่างใส่เธอ ยัยคนนั้นถึงได้กล้าพูดแบบไม่อายปากว่าโหวหวังมันเป็น 'สุภาพบุรุษ'
ให้ตายเถอะ
ผมอยากรู้จริง ๆ ว่าถ้าหนานหงเซียรู้ว่าตอนสอบเข้าสำนักเมือสองอาทิตย์ก่อน
ว่า 'สุภาพบุรุษ' คนที่เธอเอ่ยถึงเพิ่งไปขโมยชุดชั้นในมาจากคนตระกูลอุสางิยังจะคิดแบบเดิมอยู่อีกไหม
ผมล่ะอยากรู้จริง ๆ เลย..
“หนานหงเซียอย่าได้เสียมารยาท!!
พวกเขาเป็นผู้มีพระคุณของพวกเรา หากไม่มีพวกเขา พวกเราคงตายกันไปนานแล้ว!!”
น้ำเสียงของหนานหงชุนตอนพูดประโยคนั้น มันเต็มไปด้วยความโล่งอกชนิดที่คนฟังสัมผัสได้
แล้วเขาก็ลุกขึ้น..
ยกมือขึ้นกุมมือแน่นพร้อมโค้งเล็กน้อยด้วยความจริงใจแบบชนชั้นสูงในพิธีทางการ
แต่ที่ดูจริงกว่าพิธีก็คือแววตาของเขา
“ข้า.. หนานหงชุน!!
ต้องขอขอบคุณพวกท่านทั้งสองที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ
หากไม่มีพวกท่าน..
ข้ากับน้องคงไม่รอดแล้วจริง ๆ !!”
โหวหวังโค้งรับด้วยท่าทางสุภาพอ่อนโยนอย่างกับชายในฝันของแม่หญิงทั้งตำบล
แน่นอน.. ผมมองภาพนั้นแล้วก็ได้แต่เลิกคิ้วนิด ๆ
เพราะสำหรับผมที่สนิทกับหมอนี้..
มันเป็นท่าทางที่แปลกประหลาดจนอยากถ่ายเก็บเอาไว้เลย
แต่โชคดีที่ยุทธทวีปไม่มีกล้อง ผมเลยได้หันไปถามสองพี่น้องคู่นั้นแทน
“ว่าแต่.. พวกเจ้าไปทำอะไรมาถึงได้ถูกคนพวกนั้นไล่ล่า?”
หนานหงชุนถอนใจนิดหนึ่ง ก่อนตอบแบบไม่อ้อมค้อม
“บอกพวกท่านทั้งตามตรง..
ข้าและน้องมาทำการสืบเรื่องเงินเถื่อนที่กำลังระบาดในแคว้นหงสาฯ ของข้า
สืบไปสืบมาจึงได้มาถึงที่เมืองมังกรธาราแห่งนี้
แต่คิดไม่ถึง..
ว่าพวกมันจะรู้เรื่องที่พวกข้าตามสืบเรื่องนี้อยู่..
จึงได้ล่อให้พวกข้าตามพวกมันมาจนถึงหมู่บ้านเถื่อนที่เป็นสถานที่ของการหลอมเงินเพื่อหวังฆ่าพวกข้าปิดปาก”
หงชุดพูดจบ สีหน้าไม่ได้ดูโกรธแค้นนัก
กลับดูเหมือนคนที่ยอมรับความผิดพลาดของตนเองมากกว่า
ผมพยักหน้า ก่อนจะหันไปทางโหวหวัง ที่ตอนนี้กำลังยืนลูบเคราอย่างใช้ความคิด
“หมู่บ้านเถื่อนรึ..”
ผมพูดเสียงต่ำพลางมองสบตากับเจ้าหน้าขน
“เป็นไปได้หรือไม่ที่คนตระกูลตงจะรู้เห็นเรื่องนี้น่ะโหวหวัง”
พูดตรง ๆ เลยนะพวกนาย
ผมมันไม่ใช่คนชอบสงสัยใครลอย ๆ โดยไม่มีหลักฐานหรอก
แต่!! การที่มีโรงหลอมเงินเถื่อนซุกอยู่ใกล้เมืองในเขตปกครองของพวกมันแบบนี้ แล้วไม่มีกลิ่นแม้แต่น้อยหลุดรอดออกไปถึงเจ้าผู้ปกครองท้องถิ่นเลยสักนิด
ยิ่ง..
โดยเฉพาะในอาณาจักรปัญจมิตร ที่แต่ละตระกูลมีเขตปกครองของตัวเองชัดเจนแบบนี้ที่เหมือนเส้นกั้นในถาดข้าวโรงเรียน..
แค่มีแมวแปลกหน้าวิ่งผ่านเข้ามาก็ควรจะรู้แล้วไม่ใช่หรอ ว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล
ยิ่งเป็นการเคลื่อนไหวของอาณาจักรเพื่อนบ้านที่งอนกันอยู่แบบนี้
พวกมันไม่สงสัยอะไรบ้างเลยหรือยังไง..
ผมไม่เชื่อหรอก
โหวหวังส่ายหัวทันทีโดยไม่ต้องคิดนาน
“เป็นไปไม่ได้..
หากเป็นสกุลห้าเสาหลักสกุลอื่นนั้นไม่แน่
แต่หากเป็นสกุลปีกมังกรนั้นตัดทิ้งไปเลย”
น้ำเสียงมันหนักแน่นแบบที่ผมคุ้นเคยเวลามันพูดเรื่องที่ไม่เคยเปลี่ยนใจ
มือมันยังคงลูบเคราไปมาแบบคนแก่ในนิทาน ก่อนมันจะพูดประโยคหนึ่งที่ทำให้ผมต้องหรี่ตาฟังทันที
“เอ็งจำเรื่องที่ฉันเคยเล่าให้เอ็งฟังได้หรือไม่..
เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่ขาดหายไป..”
ผมพยักหน้าช้า ๆ
แล้วเขาก็เริ่มต่อให้
“ก็นั้นแลเกลอ..
แคว้นปีกมังกรกับแคว้นวิหคเพลิงหรือแคว้นหงสาเพลิงนิรันดร์ในปัจจุบัน
แม้จะผ่านมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว
แต่สำหรับคนสกุลตง
แคว้นหงสาเพลิงนิรันดร์ที่มีกษัตริย์เป็นคนราชสกุลหนานก็ยังถือเป็นแคว้นคู่แค้นกันอยู่เรื่อยไป
แล้วก็เช่นเดียวกันกับคนสกุลหนาน ที่จะยังคงขุ่นเคืองคนจากสกุลตงด้วยความบาดหมางจากครั้งอดีต ทำให้สองสกุลนี้เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตั้งแต่กาลครั้งก่อน”
มันหยุดไปชั่วครู่ แล้วพูดทิ้งท้าย
“แม้นตอนนี้ฉันจะแน่ใจว่าพวกเขาไม่ได้แค้นกันแล้ว
แต่ก็ยังคงเรียกได้ว่าเป็นคู่กัด
ต่อให้สมัยนี้จะมีคำว่า สันติ พันธมิตรหรือความมั่นคงระหว่างแคว้น
แต่สำหรับคนบางพวก..
คำเหล่านั้นไม่มีอยู่จริงดอก”
หลังจากฟังคำของโหวหวัง ผมก็หันไปมองหนานหงชุนอีกรอบ
ฝ่ายนั้นไม่พูดไม่จา แค่พยักหน้าช้า ๆ รับรองคำพูดของเจ้าคนหน้าขนอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
เงียบแบบนั้นแหละ..
ยิ่งทำให้ผมรู้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่คาดเดา แต่มันมีอะไรอยู่เบื้องหลังที่ลึกกว่าที่ปากเขายังไม่ทันเล่า
“แล้วเช่นนั้น...
เจ้าคิดว่าเป็นฝีมือของผู้ใด?”
ผมถามออกไปในขณะที่สายตายังจ้องเขม็งอยู่ที่เจ้าคนหน้าสวยอย่างหนานหงชุนไม่วางตา
สีหน้ามันหม่นลงทันที..
ไม่ใช่แค่สีหน้า แต่ไหล่ก็เหมือนจะตกลงนิด ๆ ด้วย
“พวกมันไม่ได้เผยอะไรออกมาเลย..”
ไอ้คนเป็นองค์ชายตอบเสียงต่ำ
“ข้ารู้แค่ว่ามีคนของราชวงศ์หนานเป็นผู้สั่งการและให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง
ตามที่ข้าสืบทราบมา..
ผู้ต้องสงสัยมีเพียงสี่คน”
ผมยังไม่ทันอ้าปาก โหวหวังก็แทรกถามขึ้นมาก่อน
“ใครบ้าง?”
“หนาน อินกู่ บุตรชายเจ้ากรมพิธีการ
หนาน ฉุ่ยผิง บุตรชายเจ้ากรมมหาดไทย
หนาน กงเจี้ยง บุตรชายเจ้ากรมโยธาธิการ
หนาน เฉิงสือ บุตรชายเจ้ากรมตุลาการ”
หงชุนพูดชื่อออกมาชัดถ้อยชัดคำ เสียงเรียบแต่ชัดเจนเหมือนนักเรียนท่องบทสวดในห้องสอบ
ในหัวผมตอนนั้น ไม่ได้คิดแค่จำชื่อ แต่กำลังพยายามเชื่อมโยงแต่ละตำแหน่งเข้ากับขบวนการเงินเถื่อน
พิธีการ.. มหาดไทย.. โยธาฯ.. ตุลาการ
ฟังดู.. ก็เข้าเค้าหมดแหละ
แต่ก่อนที่ผมจะได้ถามต่อ โหวหวังก็เป็นฝ่ายถามแทนอีกครั้ง
“หืม.. โผ่มาสี่จากหกกรม..
แลเหตุใดไม่มีบุตรชายของเจ้ากรมกลาโหมหรือเจ้ากรมการคลังเล่า?
ถ้าฉันจำไม่ผิด..
พวกเขาก็เป็นราชบุตรเขยเหมือนกันไม่ใช่ฤๅ?”
ผมหันไปมองโหวหวังด้วยหางตา..
ไม่ได้ตำหนิ..
แค่แอบสงสัย..
ปากของมันผู้นี้เวลาถามมักตอบว่า 'ฉันก็ไม่รู้อะไรมาก'
แต่เอาเข้าจริง มันกลับรู้ลึกหยั่งกับซ่อนอยู่ใต้โต๊ะราชสำนักหงสาฯ
หนานหงชุนได้ยินก็พยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนเอ่ยตอบด้วยเสียงที่แฝงความรู้สึกเจือจางบางอย่าง
“บุตรชายของเจ้ากรมการคลังก็คือข้าหนานหงชุน
ส่วนเจ้ากรมกลาโหม.. เจิ้ง เฉิงฉี เขามีแต่บุตรสาว ไม่มีบุตรชาย
จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าร่วมแข่งขันตำแหน่งรัชทายาทได้...”
เขาพูดจบก็เงียบไปพักหนึ่งก่อนจะเสริม
“การแข่งขันครั้งนี้จึงมีผู้เข้าแข่งขันเพียงห้าคน ซึ่งรวมข้าด้วย
ส่วนคนอื่นที่เป็นญาติห่าง ๆ หรือไม่ใช่สายตรง พวกเขาต่างเลือกข้างกันไปหมดแล้ว”
ในความคิดของผม
พูดง่าย ๆ
คือสนามนี้ถูกแบ่งแล้ว
เหลือแค่รบกันว่าใครจะสร้างคุณูปการมากกว่าเพื่อแย่งเก้าอี้มงกุฎ
แล้วโหวหวังก็ถามคำถามสุดท้ายขึ้นมาด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ แต่มีน้ำหนัก
“แล้วพ่อหงชุนคิดว่าเป็นผู้ใดในสี่คนนี้ ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องเงินเถื่อน?”
“อืม...”
หนานหงชุนก้มหน้าลงเล็กน้อย มือข้างหนึ่งยกแตะคางเหมือนนักปราชญ์ครุ่นคิดในจังหวะที่แสงจันทร์ส่องกระทบแก้มพอดีเป๊ะ
“หนานเฉิงสือเป็นบุตรชายของเจ้ากรมตุลาการ เขามีนิสัยเที่ยงตรง ยึดมั่นในความยุติธรรมเหมือนกับบิดา
ข้าคิดว่าเขาไม่น่าจะทำการอันสกปรกเช่นนี้
ส่วนหนานกงเจี้ยง.. มันเพิ่งจะมีอายุแค่สิบสองปีเอง จะให้มันวางแผนหลอมเงินเถื่อนนี่คงยากไปหน่อย”
ฟังถึงตรงนี้ ผมแอบเบ้ปากนิด ๆ
เด็กสิบสองเนี่ยนะ ก็คิดจะแย่งชิงบัลลังก์แล้ว
คงเป็นฝ่ายพ่อของมันมากกว่าที่คิดวิธีการแบบนี้
“ที่เหลือก็แค่หนานอินกู่กับหนานฉุ่ยผิง
แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าเป็นใครกันแน่”
เสียงเขาหนักแน่นขึ้นเมื่อเอ่ยต่อ
“แต่ถึงอย่างนั้น..
พวกมันไม่รู้ได้อย่างไร
ว่าเงินเถื่อนพวกนั้นไม่ใช่แค่ทำให้กระแสเงินในแคว้นปั่นป่วน แต่มันทำให้ราษฎรตาดำ ๆ ที่หาเช้ากินค่ำต้องเดือดร้อน!
หากข้ารู้ว่าเป็นผู้ใด!!
ข้าจะไม่ไว้หน้าพวกมันเด็ดขาด!!”
มือของเขากำแน่น ราวกับกำลังจะบดคนทั้งวงการการเงินด้วยหมัดเปล่า ๆ
ผมนั่งมองพลางยกคิ้วอย่างไม่แน่ใจว่าควรเอ่ยชมในใจ หรือควรเอ่ยปลอบมันดี
แต่เอาเถอะ..
พูดตามตรงเลยนะ ตอนเห็นแววตาของหงชุนตอนนั้น
ถ้าเจ้าหงชุนคนนี้ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์จริง ๆ
แคว้นหงสาฯ อาจจะได้กษัตริย์ที่คิดแทนราษฎรจริง ๆ ก็เป็นได้
ไม่ใช่หุ่นกระบอกในชุดทองคำแบบที่เราเห็นกันจนชิน
“อย่างน้อย ๆ ถ้าข้ามีวิธีทำลายแท่นผลิตเงินเถื่อนได้ก็คงจะดี..”
มันพึมพำออกมาเบา ๆ
พอได้ยินแบบนั้น..
ผมก็ยกมือขึ้นมา ยื่นนิ้วชี้สองนิ้วขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
“เช่นนั้นให้พวกข้าช่วยเจ้าดีหรือไม่?”
ผมเว้นจังหวะให้พวกเขาหันมามอง ก่อนจะยักคิ้วเล็กน้อย แล้วกล่าวต่อ
“วิชาเนตรของข้าที่เจ้าเห็น..
มันไม่ได้ทำให้ดวงตาของข้ามองเห็นได้ดีกว่าคนทั่วไปเท่านั้น”
พูดจบก็เห็นหงชุนขมวดคิ้ว ส่วนโหวหวังกลอกตาใส่ผมอย่างเคย
แต่ผมไม่สน.. ก็มันเรื่องจริงนี่นา
“มันยังทำให้ข้ามองเห็นปริมาณของพลังปราณในร่างของคนนั้น ๆ ได้ด้วย คล้ายสิ่งที่จอมยุทธ์ระดับล่วงรู้นภาทำได้
และด้วยการฝึกของข้า..
จึงสามารถทำให้ข้าแยกแยะระดับพลังของคนที่ข้าใช้มองได้ว่ามีมากน้อยเพียงใด”
ผมหยุดนิดหนึ่งให้คนฟังประมวลผล ก่อนจะเน้นเสียงลง
“ซึ่งตอนที่ข้าได้เฝ้ามองพวกเจ้าอยู่ กลุ่มคนทั้งหกคนนั้นล้วนเป็นจอมยุทธ์ระดับสัมผัสปราณทั้งสิ้น
แต่มีเพียงแค่สองคนเท่านั้นที่อยู่ใน ‘ขั้นกลาง’
ซึ่งหมายความว่า..
พวกมันน่าจะส่งตัวที่แข็งแกร่งที่สุดมาแค่สองคนนี้ เพราะพวกมันไม่รู้หรอกว่าเจ้าจะมีพวกเราตามมาเสริมทีหลัง”
ดวงตาของหนานหงชุนมีแววสั่นนิด ๆ
“ดังนั้น..
ถ้าเป้าหมายแค่ทำลายแท่นหลอมเงินเถื่อน ไม่ใช่บุกกวาดล้างทั้งเครือข่าย
ข้าว่ามีทางทำได้แน่
ขอแค่...”
ผมยกมุมปากขึ้นนิด ๆ
“..มีคนกล้าพอจะลงมือ”
ผมเห็นหนานหงชุนเงียบไปหลังจากฟังที่ผมพูด
แล้วเขาก็เริ่มคิดตามเงียบ ๆ อย่างที่คนคิดมากมักทำ
ก็ดีแล้ว..
อย่างน้อยก็ทำให้ผมรู้ว่าแผนของผม
น่าจะดีใช้ได้จนมันต้องคิด
เพราะเอาจริง ๆ ถ้าพวกมันรู้ว่าพี่น้องคู่นี้ตามสืบเรื่องเงินเถื่อนอยู่ แล้วหวังจะฆ่าปิดปากจริง
พวกมันก็ควรส่งยอดฝีมือที่สุดออกมาตั้งแต่แรก เพื่อกันเหตุผิดพลาด
แต่ที่ส่งมามีแค่ระดับสัมผัสปราณขั้นกลาง..
เท่ากับว่านั่นคือระดับสูงสุดที่พวกมันมี
งั้นก็แปลว่า..
ขุมกำลังของฝ่ายนั้นยังมีจำกัด และนั่นหมายถึง..
เรามีโอกาส
“ไหนท่านลองเล่าวิธีของท่านออกมา...”
หนานหงชุนถามในที่สุดหลังจากไตร่ตรองเสร็จ
ผมยักไหล่น้อย ๆ แบบคนยังไม่ได้ปิ๊งแผนเป๊ะ ๆ ในหัว
“ตอนนี้ข้ายังคิดไม่ออก”
ผมตอบตามตรง
“พวกเราต้องลองสำรวจดูก่อนว่าพวกมันมีกันกี่คน มีเครื่องผลิตเงินเถื่อนกี่เครื่อง แล้วมันเฝ้ายามกันยังไงบ้าง
อีกอย่าง..
เป็นพวกเจ้าที่หนีออกมาได้ อย่างน้อย ๆ พวกมันต้องเริ่มระวังตัว แล้วก็อาจส่งคนออกมาตามหา
เอาไว้พวกเราสืบให้แน่ชัดก่อน แล้วค่อยคิดหาทางเล่นงานพวกมันอีกทีจะดีกว่า”
ยังไม่ทันจบดี เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาอย่างแรง
“ไม่ได้.. ช้าเกินไป!”
เสียงหวานแต่แฝงแรงต้านของหนานหงเซียทำเอาทุกคนหันขวับไปหา
“หากมัวแต่สืบอย่างเจ้าว่า
ถ้าพวกนั้นจับเราได้ก่อน ไม่ก็ขนของหนีไปก่อนแน่ ๆ!”
ไม่รอให้ผมพูดค้านความเห็นนั้น
โหวหวังเป็นฝ่ายพูดแทนผมเสียทั้งหมด
“ไม่หรอกแม่หงเซีย...”
เสียงโหวหวังเอ่ยขึ้นพลางหัวเราะเบา ๆ
“ต่อให้คนพวกนั้นคิดย้ายที่อยู่ขึ้นมาจริง ๆ พวกมันก็คงทำไม่ได้สะดวกนัก
ขั้นแรกพวกมันต้องหาสถานที่ใหม่ที่เป็นที่สำหรับผลิตเงินเถื่อนให้ได้ก่อน
แล้วการจะหาที่ใหม่ที่ใหญ่เท่ากับหมู่บ้านนั้นก็คงจะไม่ง่ายนัก
อย่างน้อย ๆ ต้องใช้เวลาราวหนึ่งอาทิตย์กว่าจะทำได้”
ผมหันไปพยักหน้าเสริมตาม
“ใช่.. เป็นอย่างที่หมอนี่พูด
ตอนนี้เรามีเวลา แต่ต้องใช้ให้คุ้ม”
ผมหยุดนิดหนึ่งแล้วพูดต่ออย่างมั่นใจ
“เอาเป็นข้าและโหวหวังจะเป็นคนสืบเรื่องนี้ให้พวกเจ้าเอง
อย่างน้อย ๆ ข้าที่มีเนตรจ้าวมังกรก็สามารถตรวจดูได้ว่าพวกมันยังมียอดฝีมือหลบซ่อนอยู่อีกหรือไม่”
ผมยกสองนิ้วขึ้นมาแบบที่เคยทำเวลาเสนอแผนกลยุทธ์
“ส่วนพวกเจ้าสองพี่น้องก็ให้หาที่แอบแถว ๆ ถนนทางเข้า
คอยสังเกตว่าพวกมันได้มีคนใหม่หรือส่งใครออกไปแจ้งข่าวหรือไม่
หากว่ามีคนใหม่ที่มีระดับพลังสูงกว่าสัมผัสปราณขั้นกลางเข้ามาจริง ๆ
พวกเราจะได้รู้ล่วงหน้าและจะได้ระวังเอาไว้”
แผนมันเริ่มเข้าที่แล้ว.. แต่ยังไม่ทันได้วางหมดกระดาน
เสียงของหนานหงชุนก็ดังแทรกขึ้นทันที
“ไม่! ข้าจะไปกับพวกท่านด้วย”
ผมหันไปมองเขาแบบ..
จริงดิ?
แต่ฝ่ายนั้นก็ได้พูดเหตุผลออกมาก่อนที่ผมจะค้าน
“ข้ารู้จักคนในราชสำนักหงสาฯ มากกว่าพวกท่าน
อย่างน้อย ๆ มีข้าไปด้วยหากว่าพบเจอคนที่รู้จัก
ข้าจะได้รู้ว่าเป็นคนของผู้ใดที่ทำเรื่องชั่วร้ายเช่นนี้อยู่”
เหตุผลมันก็ฟังขึ้นนะ แต่ผมนึกภาพพวกเราสามคนเดินตบเท้าสืบข่าวด้วยกันไม่ออกเลย
แล้วเขาก็เว้นจังหวะ..จังหวะหนึ่ง ก่อนหันมามองผมกับโหวหวังอย่างจริงจัง พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่แอบงงเล็กน้อย
“ระหว่างนี้ข้าต้องรบกวนพี่แซ่ซุน
และ..เอ่อ..
พวกท่านชื่ออะไรกันบ้างหรือ?”
“นั่นซุนโหวหวัง...
ส่วนข้า.. เอ่อ..
หม่าเจี้ยน..
เป็นศิษย์สำนักสี่ขุนเขา สาขาอาณาจักรนี้”
ผมพูดออกไปโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตา
ก็ต้องโกหกแหละครับ จะให้บอกชื่อจริงว่า 'หลิวเจี้ยน'
มันที่รู้ว่าผมมีปราณกระบี่ก็คงคิดออกได้ไม่ยากว่าอาป๊าของผมชื่อหลิวหลง
แบบไม่เอาหรอกครับ..
ผมยังไม่พร้อมจะรับสายตาตกตะลึงปนตำหนิว่าทำไมลูกคนตระกูลหลิวถึงไปโผล่กลางเรือนบุปผาเมื่อวันก่อน
และที่สำคัญ...
หากพวกมันรู้!
ผมอาจได้โดนลากไปร่วมโต๊ะเจรจาทางการเมืองในฐานะ 'บุตรชายของหนานจื่อฮว่า' องค์หญิงผู้หักหน้าราชวงศ์หนานเมื่อยี่สิบปีก่อน
ไม่เอาดีกว่า..
ผมเห็นโหวหวังหันขวับมามองทันที พร้อมขยับปากช้า ๆ แบบไร้เสียง
'หม่าเจี้ยน?'
ผมเหลือบตาคืนไปอย่างเนียน ๆ ก่อนจะยักคิ้วตอบกลับว่า 'เงียบไว้น่า'
หนานหงชุนไม่ได้จับพิรุธอะไรเลย
กลับยกมือขึ้นแสดงความเคารพอีกครั้งอย่างจริงใจ
“พี่ซุน...พี่หม่า... ขอบคุณพวกท่านมากที่ช่วยเหลือพวกข้า
ต่อให้งานนี้จะสำเร็จหรือไม่..
บุญคุณในครั้งนี้
ข้า!!
หนานหงชุนจะจดจำไปชั่วชีวิต และจะหาทางตอบแทนพวกท่านแน่ หากมีโอกาส”
ผมพยักหน้ารับคำไปเงียบ ๆ ไม่พูดอะไรในตอนแรก
แต่พอจะเดินหน้าแผน 'ไปด้วยกันสามคน' ผมก็รีบเบรกแทบไม่ทัน
“เดี๋ยว..! สต็อปปุ..!
ย้อนกลับไปเรื่องการสืบข่าวก่อนหนานหงชุน
ข้าว่าให้ข้าไปกับโหวหวังน่ะดีแล้ว เจ้าอยู่กับน้องของเจ้าสองคนน่าจะสะดวกพวกข้ามากกว่า
เพราะพวกข้าสองคนเป็นสหายกัน น่าจะทำงานร่วมกันได้คล่องกว่าทำกับพวกเจ้า”
“ที่พี่หม่าพูดก็มีเหตุผล
แต่ข้าคิดว่าที่ข้ากล่าวแต่แรกก็ไม่ผิด
หากว่าให้ข้าไปด้วย..
อย่างน้อย ๆ เมื่อข้ารู้ว่าเป็นคนของผู้ใดที่ทำเรื่องพวกนี้
ข้าจะได้หาวิธีรับมือได้ถูก”
หงชุนหันไปหันโหวหวัง แล้วกล่าวต่ออย่างเด็ดขาด
“ได้โปรด...พี่ซุน
รบกวนท่านดูแลน้องสาวของข้าแทนข้าด้วย ตอนนี้คนที่ข้าไว้ใจก็มีแค่พวกท่านเท่านั้น”
ผมชำเลืองมองโหวหวังที่ยืนยิ้มเบิกบาน
น่ารำคาญใจยิ่งกว่าตอนมันได้ขาหมูกรอบหนังบางเสียอีก
“ไม่ต้องห่วง.. พ่อหงชุน
ฉันจะพาน้องสาวของพ่อไปหาที่หลบแถว ๆ ถนนทางเข้า ไว้ใจฉันได้เลย
ส่วนเอ็ง..
หละ.. (หลิว) หมายถึงหม่าเจี้ยน เอ็งก็ระวังตนด้วย”
“แล้วเจ้าเล่า.. เซียเอ๋อร์
เจ้าขัดข้องหรือไม่ที่จะอยู่ร่วมกับพี่ซุนสักพัก?”
ภาพที่เกิดขึ้นต่อหน้าผมนี่ เรียกได้ว่าทำผมต้องกลอกตาจนปวดเบ้า
สายตาที่หนานหงเซียมองโหวหวังนี่มันยังไง
สายตานั้นราวกับเห็นพระเอกหนังยืนกอดอกอยู่..
“หากเป็นสุภาพบุรุษเช่นท่านชายซุน..
น้องก็ไม่ขัดข้อง...”
ผมยกมือขึ้นมาเกาหัวทันที
ไม่ใช่เพราะงงหรอก..
ผมแค่พยายามควบคุมอารมณ์ไม่ให้ร้องตะโกนออกไปว่า
'เห้ย! เห้ย!! เห้ยยยย!!! เจ้าไม่รู้หรือไงว่าบุรุษที่อันตรายที่สุดต่อผู้หญิงก็คือคนที่เจ้าเพิ่งเรียกว่าสุภาพบุรุษน่ะ!!!'
ผมนี่อยากจะรู้นัก...
ถ้าหากวันหนึ่งยัยนี่รู้ความจริงว่าไอ้หน้าขนนี่แหละ ที่เคย 'คั่ว' สตรีถึงสามคนในคืนเดียวที่เรือนบุปผากลิ่นธารา
หนานหงเซียจะยังเรียกมันว่า 'สุภาพบุรุษ' อยู่ไหม?
แล้วขอแนะนำสำหรับผู้ปกครองหรือพี่ชายทุกท่านนะครับ
หากคุณมีน้องสาวหรือลูกสาว
อย่าได้ฝากพวกเธอไว้กับผู้ชายที่ชื่อว่า
ซุน โหว หวัง