เมื่อเหลือบตามองนาฬิกาก็พบว่าเป็เวลาเที่ยงแล้วซึงฮยอนจึงหยิบข้าวกล่องออกมาทำให้เกิดเสียงฟอยล์ห่ออาหารดังกรอบแกรบภายในมือของเขานี่ก็ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์แล้ว ให้เรียกว่าข้าวกล่องก็ดูจะหรูเกินไปหน่อยมันดูเหมือนข้าวปั้นมากกว่า
น่าอนาถใจชะมัดเป็เพราะเงินเดือนยังไม่เข้าโอนเข้าบัญชี จึงไม่มีเงินพอยาไส้
ไม่สิ!ถึงมีเงินจริงทว่าบริษัทตั้งอยู่ที่แขวงชินซาราคาอาหารของร้านในละแวกนี้แพงหูฉี่ไม่ใช่เล่นๆเขาเลยไม่กล้าซื้ออะไรกิน
แม้โรงอาหารในบริษัทจะเป็ตัวเลือกที่ดีที่สุดทว่าซึงฮยอนยังไม่ได้รับเงินสนับสนุนค่าอาหารอันที่จริงชายหนุ่มสามารถจ่ายเงินซื้อแบบบุคคลภายนอกได้แต่ลองคำนวณแล้วดูเหมือนว่าเขาต้องจ่ายค่าอาหารในราคาที่น่าใไม่น้อยน่าเสียดายชะมัด ถ้าหัวหน้าส่วนนั่งก้นติดเก้าอี้กว่านี้อีกหน่อยคงได้รับการอนุมัติเงินในส่วนนี้เร็วขึ้น
ยังถือว่าโชคดีที่ซึงฮยอนได้หลบมากินอาหารคนเดียวอยู่บ่อยๆเนื่องจากคนในทีมชอบนัดกันไปกินข้าวข้างนอกเลี้ยงข้าวพนักงานฝึกหัดอย่างเต็มที่ก็ทำได้แค่ครั้งสองครั้งให้เขารอกินตลอดคงไม่ได้หรอกเพราะคนพวกนั้นคงไม่กล้าเอ่ยปากขอให้พนักงานฝึกหัดช่วยหารเงิน ไม่เช่นนั้นคงลำบากใจกันซะเปล่าๆ
ทันทีที่ละเลียดกัดเข้าไปหนึ่งคำเพื่อไม่ให้ผงสาหร่ายโรยข้าวปั้นร่วงกราวก็มีเสียงติ๊ดดังมาแต่ไกลคล้ายกับเป็เสียงสแกนบัตรประจำตัวพนักงานตามมาด้วยเสียงฝีเท้าอันรีบร้อนดังก้องไปทั่วออฟฟิศ
อืมมมม...เรากินของแบบนี้ในออฟฟิศได้หรือเปล่านะ
ซึงฮยอนพึมพำและลุกยืนขึ้นในมือถือข้าวปั้นที่เหลือเอาไว้
“คุณอูซึงฮยอน”
จงชานที่มีใบหน้าบึ้งตึงราวกับไม่พอใจอะไรบางอย่างอยู่ๆก็โผล่พรวดมาที่ทีมวางแผนหนึ่งเร็วแรงราวกับพายุพัด
“อะ...อื้ม...”
ซึงฮยอนพูดไม่ได้เพราะกำลังเคี้ยวหงุบหงับอยู่เต็มปากเขาทำได้เพียงพยักหน้าขานรับอย่างแ่เบา สงสัยจงชานเพิ่งรู้ว่าตัวเองโผล่มาในเวลาที่ค่อนข้างประดักประเดิดจึงคลายสีหน้าเ็าลงเล็กน้อย
“ขอโทษครับมะ...มีเื่อะไรเหรอครับ”
“นี่คุณกำลังทำอะไรอยู่”
“เอ่อ...ผมกำลัง...กินมื้อเที่ยงครับ”
“อะไรนะ!นั่นคือมื้อเที่ยงเหรอ ทำไมไม่ไปกินที่โรงอาหาร ไม่สิ! ทำไมถึงกินข้าวคนเดียวล่ะ”
“ครับ? เอ่อ...ก็ทุกคนออกไปเพราะมีนัด...ส่วนโรงอาหาร ผมยังไม่ได้เงินสนับสนุนค่าอาหาร...”
อ๋อ...จงชานเดาะลิ้นด้วยความสมเพชตัวเอง
ทำไมถึงถามคำถามโง่ๆแบบนี้ออกไปนะ
ทีมนี้มีแต่พวกที่อาจโดนงานตัวเองทับตายเข้าสักวันคงไม่มีใครคิดจะเจียดเวลามาดูแลพนักงานฝึกหัดหรอก ถึงอย่างนั้นก็เถอะต่อให้ยุ่งเพียงใดแต่จงชานอดหัวเสียไม่ได้ที่เห็นพนักงานคนอื่นจิกหัวใช้เด็กใหม่โดยอ้างว่ายุ่งน้อยกว่า
“แล้วตอนนี้กำลังทำงานอะไรอยู่หรือเปล่า”
“อ๋อ!ผมกำลังทำงานที่ทีมวิจัยฯ ขอให้ช่วยเมื่อกี้น่ะครับ”
“ขอดูงานที่ทำอยู่ได้ไหม”
“เอ่อ...ครับ”
ซึงฮยอนเบี่ยงตัวออกจากที่นั่งเล็กน้อยลำพังแค่ขยับตัวไม่ใช่เื่ยากแต่ที่ดูอิหลักอิเหลื่อเพราะเขายังไม่ได้ย่อหน้าต่างแมสเซนเจอร์ของจียอนที่เพิ่งคุยเื่ลามกอนาจารและด่ากราดบริษัทลงมาต่างหากอีกฝ่ายคงไม่ได้เปิดอ่านหรอกมั้ง หวังว่านะ...
จงชานโน้มตัวลงมาขยับเมาส์สองสามครั้งดูเหมือนเ้าตัวไม่ได้สนใจแมสเซนเจอร์ที่จ่ออยู่ตรงหน้า ผิดกับที่ซึงฮยอนกังวลถึงหัวหน้าส่วนจะใช้ชีวิตด้วยความเหนื่อยล้าและความหงุดหงิดแต่กลับมีใบหน้าหล่อเหลาเอาการซึ่งเหมาะกับอารมณ์หงุดหงิดงุ่นง่านดังกล่าวเป็อย่างดีทุกครั้งที่เจอจงชาน ซึงฮยอนมักจะรู้สึกเสียดายใบหน้าของอีกฝ่ายเหลือเกินทั้งที่มันไม่ใช่ใบหน้าตัวเองแท้ๆ
ถ้าเกิดเขามีหน้าตาแบบนั้นบ้างขอแค่ยิ้มเก่งสักหน่อยก็คงผ่านการสัมภาษณ์ได้สบายบรื๋อ
“ไฟล์นี้...ทีมวิจัยฯขอให้ช่วยทำอะไรบ้าง”
“เห็นบอกว่าเป็ข้อมูลผู้โฆษณาที่ทีมเรารับผิดชอบร่วมกัน...เลยขอให้กรอกข้อมูลลงในช่องว่างครับ”
“นี่มันข้อมูลดิบ[1]เลยไม่ใช่เหรอ”
“ครับต้นฉบับอยู่บนหน้าเดสก์ท็อป”
หลังจากคลิกเมาส์อีกสองสามครั้งดวงตาของจงชานก็ชักเย็นเยียบขึ้นเรื่อยๆ
นี่ไม่ใช่แค่หาแบบฟอร์มแล้วป้อนข้อมูลใส่แต่ต้องรื้อแก้ใหม่หมด ไม่มีตัวอย่างให้ ไม่จัดเรียงข้อมูลให้แถมยังไม่หาข้อมูลตัวสุดท้ายให้อีก...แค่กวาดตามองของห่วยแตกตรงหน้าก็เห็นได้ชัดว่าผู้โฆษณาต้องไม่พอใจผลลัพธ์นี่แน่ๆ ไม่สิ! มันเป็เอกสารที่สมควรถูกหัวหน้าทีมตีกลับก่อนส่งถึงมือผู้โฆษณาด้วยซ้ำ
ดูจากไฟล์แนบที่อยู่บนทาสก์บาร์ทีละแถวแบบนี้ไม่ต่างกับการโยนงานมาให้ซึงฮยอนรื้อใหม่หมดถึงตอนนี้จะให้สำรวจใหม่คงไม่ไหว ดวงตาของจงชานเริ่มวาววับจนน่ากลัวจะปัดส่งเดชให้ทีมวางแผนหนึ่งคนอื่นทำก็ไม่ได้อีกมีแต่ต้องเล่นตุกติกแสร้งโยนภาระให้พนักงานฝึกหัดหัวอ่อนเท่านั้น
ซึ่งพนักงานฝึกหัดหัวอ่อนที่ว่านี้ก็คืออูซึงฮยอน น้องใหม่หน้าใสกิ๊งของทีมวางแผนหนึ่ง
ถ้าเกิดพนักงานฝึกหัดไม่ได้เื่ได้ความสุดท้ายความรับผิดชอบจะตกเป็ของทีมวางแผนหนึ่งไม่ใช่ของทีมวิจัยการตลาดนี่คืออุบายต่ำช้าที่้าตำหนิพนักงานฝึกหัดผู้ไร้ประสบการณ์ทั้งยังรอดูว่าจงชานจะแก้ปัญหานี้อย่างไร
“คุณซึงฮยอนเองก็คิดว่ามันมีปัญหาเหมือนกันใช่ไหมถึงได้กำลังแก้ไขอยู่”
ซึงฮยอนนิ่งเงียบแต่จงชานตีความอาการดังกล่าวในแง่บวก ไม่สิ! เขาไม่ได้ถามซึงฮยอนเพื่อคาดคั้นเอาคำตอบั้แ่แรกอยู่แล้ว
“ตอนที่ฝ่ายนั้นให้ข้อมูลมาเขาบอกอะไรบ้างบอกให้คุณซึงฮยอนต้องแก้ไขด้วยหรือเปล่า”
“ทีแรกบอกแค่ดูแบบฟอร์มแล้วป้อนข้อมูลง่ายๆครับ...แต่ทำๆไปก็เจอจุดแปลกมากมาย พอผมถามเขาเลยบอกให้ผมแก้ไขส่วนที่รู้สึกแปลกๆให้หมดและส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องมาให้ครับ”
ดวงตาของจงชานเป็ประกายด้วยความพึงพอใจทว่าเพียงชั่วพริบตาใบหน้าของเขาก็กลับมาเฉยเมยอีกครั้งด้วยความที่เกิดขึ้นแวบเดียวตามที่บอกซึงฮยอนจึงไม่ทันสังเกตเห็น
“รู้สึกว่ามีตรงไหนแปลกเหรอ”
“อันดับแรกคือข้อมูลเชิงวัตถุตกหล่นไปหมดไม่มีอะไรเลยั้แ่ความเป็มาของการสำรวจขั้นตอนการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง...ไปจนถึงผลการวิเคราะห์พอเห็นว่าข้อมูลยังขาดๆหายๆ ผมเลยว่าจะวางตำแหน่งข้อมูลสถิติอีกครั้งครับ”
จะโดนดุว่าเอาแต่ยุ่งวุ่นวายโดยเปล่าประโยชน์หรือเปล่าเนี่ย
เพราะแอบหวาดผวาในใจปลายเสียงของซึงฮยอนจึงเริ่มเบาโหวงลงเรื่อยๆ
“ขอโทษ...ครับ...”
“อืม...จบปริญญาโทมาใช้ได้เลยนะ ก่อนอื่น...หยุดทำงานนี้ไปซะ”
“ครับ?”
“เพราะมันไม่ใช่งานของทีมเราผมจะเอาเื่นี้ไปพูดกับทีมวิจัยฯ อีกครั้ง แล้วก็คุณอูซึงฮยอน...”
“ครับ”
“ถ้าทีมอื่นขอเอกสารจากทีมเราหรือมาปรึกษาในลักษณะนี้อีกให้คุณถามผมก่อนเพราะบางครั้งคุณไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจหรือบางอย่างก็ไม่ใช่หน้าที่ของคุณอย่างเช่นงานนี้”
“แต่ผมเห็นหัวหน้าส่วนดูยุ่งๆ...”
“ถึงยุ่งก็ไม่เป็ไรในเมื่อหัวหน้าสั่งแบบนี้คุณต้องทำตาม ถ้าผมไม่อยู่ให้ถามก็ให้คนคนนั้นส่งสิ่งที่อยากไหว้วานมาทางอีเมล อย่าลืม CC คุณอีบอมหรือผมด้วย”
“อ๋อ...ครับ!”
ซึงฮยอนตอบรับด้วยสีหน้าสดใสขึ้นเป็กองเนื่องจากดีใจที่หลุดพ้นจากงานน่ารำคาญนี่สักทีส่วนจงชานยืดตัวขึ้นหลังจากยืนโน้มตัวอิงกับโต๊ะมานานในหัวกำลังครุ่นคิดว่าจะจัดการกับพวกทีมวิจัยฯ ไร้มารยาทอย่างไรดี
“ขอบคุณครับหัวหน้าส่วน”
“ไม่มีอะไรต้องขอบคุณ...”
ตอนนั้นเองสายตาพลันสะดุดเข้ากับกระดาษโน้ตที่เขียนไว้อย่างดิบดีตรงหน้าแป้นพิมพ์ดูเหมือนซึงฮยอนจดสิ่งที่ต้องทำและสิ่งที่ทำเสร็จแล้วลงไปในนั้นไม่ใช่แค่กระดาษโน้ต แต่ยังปรากฏหลักฐานการเรียนรู้งานวางพะเนินเต็มโต๊ะอีกต่างหาก
อะไรกันเนี่ยแสดงว่าที่อยู่ดึกดื่นทุกวันเป็เพราะกำลังอ่านรายงานพวกนี้เองสินะ
แน่นอนว่า...พฤติกรรมของอีกฝ่ายดีกว่าพนักงานฝึกหัดจอมี้เีรุ่นก่อนที่เอาแต่ท่องเว็บไซต์เล่นเป็ไหนๆดูก็รู้ว่าเ้าพวกนั้นมาเพื่อเก็บประวัติการทำงานให้ครบๆแค่นั้นเองจงชานเริ่มเปลี่ยนใจเล็กน้อยในเมื่ออีกฝ่ายขยันขันแข็งแบบนี้ก็ไม่มีเหตุผลต้องมองในแง่ลบอีกต่อไป
“ถ้ายังไม่ได้กินมื้อเที่ยงก็ออกไปกันเถอะส่วนอันนี้เก็บไว้กินเป็ของว่างทีหลัง”
จงชานเคาะนิ้วเรียวยาวตรงโต๊ะที่วางข้าวปั้นซึงฮยอนรู้สึกละอายใจกับอาหารหน้าตาเละตุ้มเป๊ะจึงได้แต่พยักหน้ารับด้วยใบหน้าขึ้นสีเล็กน้อยก่อนเดินเตาะแตะตามหลังจงชานออกไปทั้งอย่างนั้น
จะว่าไปซึงฮยอนยังไม่เคยกินข้าวร่วมกับใครเลยอันที่จริงก็อยากอยู่ ทว่าพอถึง่พักเที่ยงทีไรเ้าตัวกลับต้องกินข้าวเที่ยงคนเดียวอยู่บ่อยครั้งแม้แต่ตอนทำงานล่วงเวลาดึกดื่นที่ต้องกินมื้อเย็นร่วมกับเพื่อนในทีมคนอื่นๆจงชานก็ยังบอกให้ซื้ออาหารง่ายๆมากินแทน
********************
[1]ข้อมูลดิบ (Raw Data) แม้ว่าส่วนใหญ่จะหมายถึงข้อมูลดิบในสถิติแต่ก็มีบริษัทหลายแห่งที่ใช้เรียกข้อมูลทั้งหมดหรือข้อมูลเดิมที่ยังไม่ถูกแก้ไขหรือประมวลผลเป็ข้อมูลเช่นนี้