คืนนี้ อวิ๋นฟานไห่นอนหลับอยู่ในห้องของเฟิงจิงอวี่เทพยุทธ์ตัวจริง
แม้จะนอนอยู่ในห้องหับหรูหรา ไม่ว่าเสื้อผ้าเครื่องนอนก็ล้วนเป็แพรต่วนผ้าไหม ทว่าอวิ๋นฟานไห่กลับพลิกตัวไปมา ทำอย่างไรก็นอนไม่หลับ
วันนี้เกิดเื่ราวมากมาย เื่แล้วเื่เล่าทับถม วาบผ่านตรงหน้าเขาราวกับโคมม้าวิ่ง
ถึงเื่ราวมากมายจะทำให้เขาตราตรึงใจ ทว่ายามเมื่อราตรีค่อย ๆ มืดสงัด แสงจันทร์ราววารีสาดส่องเข้ามาหน้าตั่งเตียง ในสมองของอวิ๋นฟานไห่ก็เหลือไว้เพียงประโยคเดียว ทั้งยังวนเวียนซ้ำไปซ้ำมา
“ขอเพียงเ้าขโมยข้าวของในห้องนี้ออกไปสักชิ้น ข้าจะทำให้ทุกสิ่งที่เ้าใส่ใจหายไปจากโลกใบนี้”
คำพูดนั้นของอวี้โฉวกุยดังก้องซ้ำไปมาในใจของอวิ๋นฟานไห่ราวกับคำสาป
“ทุกสิ่งที่เ้าใส่ใจบนโลกใบนี้... แล้วสิ่งที่ข้าใส่ใจ คืออะไรกันเล่า”
ในใจครุ่นคิดเช่นนี้ ตรงหน้าของอวิ๋นฟานไห่ก็ได้มีบรรดาญาติมิตรในกองโจรเขาเฟยอวิ๋นที่แม้จะหน้าเหลืองผอมแกร็นทว่าสีหน้าเป็มิตรลอยขึ้นมา
ขณะกึ่งหลับกึ่งตื่นนั้น ด้านหลังกลุ่มคนที่อบอุ่นจริงใจก็มีดรุณีน้อยน่ารักไร้เดียงสาผู้หนึ่ง ถักเปียแล้วมวยขึ้นสองข้าง คล้ายจะะโโลดเต้นเข้ามาหาเขาในความมืดมิด
“พี่อวิ๋น พี่อวิ๋น” เด็กหญิงถือดอกไม้ป่ากำหนึ่งไว้ในมือ สองตามองเขาอย่างคะนึงหา เอ่ยถามเขาอย่างว้าวุ่นใจว่า “ท่านดู ท่านดูสิ เสี่ยวเฉ่าเอ๋อร์เด็ดดอกไม้ป่ามาหลายดอก งดงามหรือไม่”
“ไม่งาม” เสียงของตนดังขึ้นท่ามกลางแสงจันทร์สลัว
“ทำไมล่ะ” เด็กหญิงถามอย่างเศร้าใจ
คราวนี้น้ำตาแห่งความน้อยใจเอ่อคลออยู่ในเบ้าตาของนางแล้ว ราวกับแสงจันทร์พิสุทธิ์นอกหน้าต่างในยามนี้
“เพราะว่า เดิมทีพวกมันงดงามมาก แต่ไม่ควรอยู่กับน้องสาวเสี่ยวเฉ่าเอ๋อร์ของพวกเรา พอเปรียบกันแล้ว จึงกลายเป็ไม่งดงามไงละ”
“เอ๋! จริงหรือคะ” เด็กหญิงทั้งใและดีใจ ดวงตาวาบประกายความสุข ดวงหน้าเล็กรูปไข่ก็แดงเรื่อจากความตื่นเต้น
“จริงสิ ข้าไม่เคยโกหกเด็กน้อย” อวิ๋นฟานไห่เอ่ย
“ข้าไม่ใช่เด็กน้อย!” เด็กหญิงเอ่ยค้าน “ข้าอายุสิบปีแล้ว! พวกคุณลุงคุณป้าบอกว่า อีกสี่ปีข้าก็จะเป็เ้าสาวได้แล้ว
“พี่อวิ๋น ท่านเคยพูดกับพวกคนที่ท่านจับมาว่าท่านยังขาดภรรยาหัวหน้าโจรไม่ใช่หรือ พี่อวิ๋น ต่อไปท่านไม่ต้องขู่พวกเขาเช่นนี้แล้ว น้องเสี่ยวเฉ่าเอ๋อร์เป็ภรรยาหัวหน้าโจรให้ท่านได้นะ... อ๊ะ พี่ชาย ท่านหัวเราะอะไร แล้วยังจะหัวเราะดังขนาดนี้อีก... ทำไม น้องเสี่ยวเฉ่าเอ๋อร์พูดผิดไปหรือ...”
คำพูดน่าขบขันของเด็กสะท้อนก้องอยู่ในใจ หัวหน้าเขาเฟยอวิ๋นที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ค่อย ๆ ตกสู่ห้วงนิทราโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว...
เดิมทีอวิ๋นฟานไห่ในฐานะ “โจรป่าโจรเขา” เข้ามาในจวนขุนนางราชสำนักอย่างนี้ย่อมข่มตาหลับไม่ลงหรอก แต่หลังจากที่สาวน้อยผู้น่ารักงดงามปรากฏขึ้นในใจ จู่ ๆ เขาก็ไม่รู้สึกหวาดหวั่น
เพราะเขาพลันค้นพบว่า แม้ตัวจะอยู่ในสถานที่แปลกหน้า แต่เขามีแหล่งพักใจของตน
เพื่อแหล่งพักใจนี้ เขาไม่หวั่นกลัวสิ่งใด
เช้าตรู่วันต่อมา หลักสูตรพิเศษที่องครักษ์เทพยุทธ์ให้อวิ๋นฟานไห่ฝึกเลียนแบบ “เทพยุทธ์แห่งแสง” ก็ได้เริ่มต้นขึ้น
ให้ปุถุชนปลอมเป็เทพยุทธ์ เื่นี้จัดเป็ความลับระดับสูงสำหรับองครักษ์เทพยุทธ์ ฉะนั้นตลอดหลักสูตรอบรมนี้ จึงมีเพียงอวี้โฉวกุยและกวนซานิผู้ช่วยของเขาเพียงสองคนเท่านั้น
อวี้โฉวกุยเป็ผู้บัญชาการใหญ่ขององครักษ์เทพยุทธ์ กวนซานิก็คือรองผู้บัญชาการ มักถูกเรียกว่าหัวหน้าเล็กขององครักษ์เทพยุทธ์เช่นกัน
กวนซานิเป็ลูกหลานสามัญชนของแท้ ต่างจากลูกหลานตระกูลขุนนางอย่างอวี้โฉวกุย อาศัยผลงานการรบหลังเข้าร่วมกองทัพไต่เต้าขึ้นมาจนถึงตำแหน่งในวันนี้
ในฐานะทหาร กวนซานิพบเห็นการเกิดแก่เจ็บตาย ูเาศพทะเลเืมามากมาย เขาจึงทะนุถนอมตำแหน่งรองผู้บัญชาการองครักษ์เทพยุทธ์ที่ค่อนข้างมั่นคงนี้มาก ปกติยามอยู่ในองครักษ์เทพยุทธ์ก็บากบั่นทำงานและเป็มิตรกับผู้คน ไม่เคยสร้างศัตรู
ภาพลักษณ์ของกวนซานิในสายตาของอวิ๋นฟานไห่นั้นเป็คนดีมาก แตกต่างจากอวี้โฉวกุยที่ใบหน้าขาวซีด อายุน้อยแต่ไร้ชีวิตชีวาอย่างชัดเจน
แม้ใบหน้าของกวนซานิจะขาวสะอาด แต่เขามีโครงหน้าเหลี่ยมแบบที่หากอยู่ในยุทธภพก็นับเป็ใบหน้าของผู้กล้าทรงคุณธรรมตามแบบฉบับ
ยิ่งไปกว่านั้นคิ้วตาของเขายังค่อนข้างห่าง จากการดูโหงวเฮ้งที่อวิ๋นฟานไห่เคยได้ยินมาก่อนหน้านี้ คนที่มีหน้าตาเช่นนี้มักมีไมตรีต่อผู้อื่น ไม่มีเจตนาร้ายอะไร
ในความเป็จริง กวนซานิก็มีอัธยาศัยไมตรีกับอวิ๋นฟานไห่มากกว่าอวี้โฉวกุยที่มีท่าทีไม่ทุกข์ไม่ร้อนอย่างเห็นได้ชัด
ดังนั้นหากว่ากันตามความประทับใจแรกแล้ว อวิ๋นฟานไห่ก็รู้สึกว่ารองผู้บัญชาการกวนผู้นี้ เจริญหูเจริญตากว่าอวี้โฉวกุยมาก
ด้วยความประทับใจเช่นนี้ อวิ๋นฟานไห่ก็จินตนาการฟุ้งซ่านต่อไปว่า “หน้าตาก็ถือว่าใช้ได้พอ ๆ กัน เหตุใดถึงแตกต่างกันมากเพียงนี้
“หรือว่าในชื่อของหัวหน้าใหญ่อวี้มีคำว่า ‘กังวล’ (โฉว) อยู่ จึงกระทบจิตใจั้แ่เล็กจนโต ส่งผลต่อความคิดอ่านและรูปลักษณ์ท่าทาง ถึงได้เติบโตมามีกลิ่นอายเช่นนี้”
ถึงตอนนี้เขาก็กระจ่างแล้วว่า ที่แท้หัวหน้าอวี้ชื่อว่า “อวี้โฉวกุย” ที่หมายถึงห่วงกังวล ไม่ใช่ “อวี้โฉวกุย” ที่แปลว่ามีหนี้แค้นกับเต่า
พอคิดเช่นนี้เขาก็แอบรู้สึกระแวง ตัดสินใจว่าในอนาคตหากลูกชายลูกสาวของตนถือกำเนิด จะต้องตั้งชื่อให้ดี... อย่างเช่นว่า ในชื่อจะต้องมีคำพวก “ร่ำรวยเงินทอง” อยู่ด้วย...
หลังการสอนเพิ่งเริ่มต้น อวิ๋นฟานไห่ที่เห็นแก่เงินทองก็เชื่อฟังคำสั่งอย่างว่านอนสอนง่าย แต่พอสอนไปได้สักชั่วยามกว่า ๆ อวิ๋นฟานไห่ก็ทนไม่ไหวในที่สุด
เขาบ่นกะปอดกะแปดกับอวี้โฉวกุย “หัวหน้าอวี้ขอรับ ลูกผู้ชายอกสามศอก เหตุใดต้องทำตัวสงบเสงี่ยมเช่นนี้ด้วย
“อยากพูดก็พูด อยากทำก็ทำ เหตุใดต้องอ้อมค้อมวกวนมากถึงเพียงนั้น
“พูดจาก็ใช้น้ำเสียงบีบสำเนียง แก้ปัญหาก็วกวนไปมา ถ้าเจอคนชั่วไม่ควรทุบตีพวกมันไปเลยหรือไร
“ไฉนถึงต้องยุ่งยากซับซ้อน โน้มน้าวคนกระทำความดีก่อนแล้วถึงค่อยลงมือ? คนเขาไม่ได้บอกกันว่า ‘ลงมือก่อนได้เปรียบ’ หรอกหรือ”
“อ้อ” อวิ๋นฟานไห่พูดมากราวกับพ่นไฟขนาดนั้น แต่อวี้โฉวกุยกลับมองเขาแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “เช่นนี้ถึงจะสง่างามน่ะ”
“นี่!” อวิ๋นฟานไห่ตะลึงงัน จนคำพูดในบัดดล