กลิ่นหอมของเนื้อย่างที่ล่องลอยเข้ามาปะทะจมูกทำให้ไป๋เฟิงตัดสินใจตามกลิ่นหอมไปเขารู้ดีว่าบริเวณชายป่าของป่าต้องห้ามไม่มีผู้ใดกล้าเหยียบย่างเข้ามาแน่เพราะมีสำนักถงซานขวางกั้นเอาไว้จึงทำให้เป็เื่ยากที่บุคคลภายนอกจะเข้ามาจนถึงที่นี่ยิ่งเป็ศิษย์ของสำนักถงซานยิ่งแล้วใหญ่ หากไม่ได้รับอนุญาตจากเ้าสำนักประตูหลังของสำนักไม่มีทางเปิดให้ศิษย์ในสำนักออกมาแน่แต่สิ่งที่ทำให้ไป๋เฟิงคาดไม่ถึงก็คือคนที่กำลังย่างเนื้ออยู่จะเป็เด็กสาวที่สวมใส่ชุดลูกศิษย์ขั้นฝึกตนของสำนักถงซานอีกทั้งยังเป็เด็กสาวที่เขาเคยเห็นตอนที่นางกำลังมีเื่กับคนสกุลซวีเมื่อหลายวันก่อนอีกด้วย
‘ไม่เลว!ไม่ใช่แค่เพียงหลอมยาได้แต่ยังสามารถหลบหนีออกจากสำนักมานั่งย่างเนื้อที่นี่ได้อีกด้วย’ ไป๋เฟิงคิดอยู่ในใจพลางยืนจ้องมองนางอยู่บนโขดหินที่อยู่ไม่ไกลจากบริเวณหน้าผาที่เด็กสาวคนนั้นนั่งย่างเนื้ออยู่
เขาจงใจปิดบังกลิ่นอายของตนเองเอาไว้ด้วยกังวลว่าปี้จื่อสัตว์อสูรที่เขาเลี้ยงเอาไว้ในป่าต้องห้ามแห่งนี้จะตามหาเขาจนเจอแล้วการมาของปี้จื่ออาจจะทำให้เด็กสาวคนที่กำลังย่างเนื้ออยู่ตื่นใเพราะมันแต่แล้วค้างคาวโลหิตที่สุดแสนจะดุร้ายก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าของเด็กสาวไป๋เฟิงตั้งใจว่าจะเข้าไปช่วยเหลือนางแต่เขากลับคิดไม่ถึงว่าเด็กสาวไม่เพียงไม่ตื่นใแถมนางยังมีความกล้าเสียยิ่งกว่าเขานางยื่นเนื้อย่างในมือของตนเองให้ค้างคาวโลหิตอย่างไม่เกรงกลัวไป๋เฟิงตั้งใจว่าจะรีบเข้าไปห้ามปรามนางและช่วยนางให้พ้นจากความดุร้ายของค้างคาวโลหิตแต่สิ่งที่ทำให้เขาคาดไม่ถึงก็คือค้างคาวตัวนั้นจะรับเนื้อย่างจากนางแล้วบินหายลับไปด้วยความยินดี
“…” ไป๋เฟิงจ้องมองท่าทีของเด็กสาวและเสียงบ่นพึมพำว่าเสียดายเนื้อย่างของนางด้วยความประหลาดใจยิ่งนางเอ่ยออกมาว่าน่าจะกัดเนื้อชิ้นนั้นก่อนสักคำเขาก็ยิ่งสรรหาคำพูดที่ตั้งใจว่าจะเข้าไปต่อว่านางไม่ออกยังไม่ทันที่เขาจะได้เดินเข้าไปตำหนินาง ค้างคาวโลหิตตัวนั้นก็บินกลับมาพร้อมด้วยหญ้าค้างคาวโลหิตจำนวนหนึ่ง…
หลังจากนั้นเด็กสาวคนนั้นก็เดินกลับไปนั่งย่างเนื้อต่อแล้วนำเนื้อย่างมาแบ่งปันกับค้างคาวโลหิตอย่างเป็กันเองนางกัดกินเนื้อย่างไปพลางชักชวนให้ค้างคาวโลหิตกินแป้งย่างกับนางไปพลางทั้งนางและค้างคาวโลหิตดูกลมเกลียวกันเป็อย่างยิ่ง ไป๋เฟิงที่เคยถูกค้างคาวโลหิตโจมตีจนได้รับาเ็สาหัสถึงกับไร้ถ้อยคำจะเอื้อนเอ่ยเขายืนจ้องมองความกลมเกลียวตรงหน้าด้วยความเลื่อนลอยแล้วสุดท้ายเมื่อได้เห็นว่าเ้าค้างคาวโลหิตจะกละตัวนั้นบินลงไปนำหญ้าปีกค้างคาวมาให้นางทั้งต้นเขาก็พลันสบถออกมาเสียงเบาในทันที
“เ้าจะกละหากรู้ว่าเ้าซื้อใจได้ง่ายเช่นนี้เมื่อหลายปีก่อนข้าก็คงจะไม่ต้องบุกไปเผาทลายรังของพวกเ้าจนตัวข้าได้รับาเ็สาหัสแน่”เมื่อไป๋เฟิงเอ่ยจบค้างคาวโลหิตตัวนั้นก็เหมือนจะััถึงการมีตัวตนของเขาได้มันจึงพุ่งเป้าโจมตีมาที่เขาในทันที ไป๋เฟิงรีบะโหลบพลางกำหนดจิตแปรเปลี่ยนพลังปราณเป็พลังเพลิงโจมตีค้างคาวโลหิตตัวนั้นในทันทีเช่นกัน
“พรึบ!” พอค้างคาวโลหิตถูกพลังเพลิงโจมตีมันก็ล่าถอยไปไป๋เฟิงตั้งใจจะโจมตีซ้ำแต่เด็กสาวผู้นั้นกลับวิ่งเข้ามาขวางเอาไว้
“ท่านปล่อยมันไปเถิดมันไม่ได้เป็พิษเป็ภัยต่อผู้ใด”ในขณะที่พูดเด็กสาวผู้นั้นก็โบกมือไล่ให้ค้างคาวโลหิตหนีไปดูเหมือนว่าเ้าสัตว์อสูรตัวนี้จะเข้าใจสัญญาณมือของนางมันส่งเสียงข่มขู่เขาครั้งหนึ่งแล้วก็รีบบินจากไปในทันที
“เ้ารู้หรือไม่ว่าพวกมันเคยโจมตีศิษย์ในสำนักของพวกเราการโจมตีในครั้งนั้นทำให้ศิษย์ในสำนักคนหนึ่งต้องจบชีวิตลงก่อนวัยอันควร”ไป๋เฟิงส่งเสียงถามออกมาด้วยความไม่พอใจ แต่นางกลับเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“พวกมันไม่เคยออกห่างจากบริเวณที่พวกมันเกิดหญ้าปีกค้างคาวคืออาหารของพวกมันหากไม่มีผู้ใดเข้าไปแย่งชิงอาหารของพวกมันพวกมันก็จะไม่เปิดฉากโจมตีก่อน”คำพูดของลู่สือม่านทำให้ไป๋เฟิงหรี่ตาลงแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเ็า
“หากข้าเดาไม่ผิดเ้าคงจะเป็คุณหนูใหญ่สกุลลู่กระมังลู่สืออินไม่ได้บอกเ้าหรือว่าที่นี่เป็เขตหวงห้ามและอันตรายเป็อย่างยิ่งเ้าที่เป็แค่เพียงลูกศิษย์ขั้นฝึกตนของสำนักไม่ควรจะมาเยือนสถานที่แห่งนี้ตามลำพัง”เมื่อไป๋เฟิงเอ่ยเช่นนี้ลู่สือม่านก็พยักหน้าแล้วจึงได้เอ่ยออกมาตามตรง
“ในเมื่อท่านรู้จักพี่ใหญ่ของข้าและคาดเดาฐานะของข้าได้ดังนั้นต่อไปพวกเราก็ต่างคนต่างอยู่เถิด จะอันตรายหรือไม่ข้ารู้ดีดูจากชุดที่ท่านสวมใส่และพลังปราณที่ใช้เมื่อครู่นี้ข้าเดาว่าท่านคงจะเป็ศิษย์พี่ที่อยู่ในระดับขั้นที่ไม่ธรรมดาในสำนักถงซานแห่งนี้ด้วยระดับขั้นพลังปราณอันสูงส่งของท่านขออย่าได้ถือสาข้าที่พึ่งเข้ามาในสำนักได้ไม่กี่วันเลยเ้าค่ะ”ลู่สือม่านเอ่ยออกมาพลางคารวะด้วยความนอบน้อมเดิมทีนางตั้งใจจะจากไปโดยไม่สนใจคนตรงหน้าแต่ในเมื่อเขารู้จักพี่ชายของนางแถมยังคาดเดาฐานะของนางได้นางก็จำต้องอ่อนน้อมเข้าไว้เพื่อไม่ให้เขาติดตามหาเื่นางได้ในอนาคต
“ในเมื่อเ้ารู้ดีว่าที่นี่อันตรายแล้วเหตุใดจึงได้มาที่นี่ อีกทั้งเ้ามาที่นี่ได้อย่างไรด้วยลำดับขั้นพลังปราณของเ้าข้าเชื่อว่าจะต้องไม่มีผู้ใดยินยอมให้เ้าออกมานอกกำแพงของสำนักตามลำพังเป็แน่”คำถามของไป๋เฟิงทำให้ลู่สือม่านหรี่ตาลงเช่นเดียวกัน แต่เพราะตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะไม่สร้างศัตรูเพิ่มขึ้นแค่ยามนี้นางมีเื่ขัดแย้งกับคนสกุลซวีก็นับว่าหนักหนาสำหรับนางแล้วหากต้องมีเื่กับศิษย์พี่ที่มีพลังปราณสูงส่งผู้นี้อีกวันหน้านางคงจะอยู่ในสำนักถงซานแห่งนี้ได้อย่างยากลำบากมากกว่านี้เป็แน่
“ข้าเป็ลูกศิษย์สายตรงของท่านอาจารย์ฉินแห่งหอจันทราศิษย์พี่ทั้งสี่ของข้ายื่นข้อเสนอมาว่าหากข้าสามารถนำหญ้าปีกค้างคาวกลับไปได้พวกเขาก็จะยินดีที่จะทำตามคำขอร้องของข้าเื่หนึ่งก่อนหน้านี้ข้าใช้ชีวิตในหอจันทราอย่างยากลำบาก หากสามารถขอร้องให้พวกเขาช่วยดูแลข้าให้ข้ามีชีวิตดีๆในหอจันทราได้ ความเป็อยู่ในหอจันทราของข้าก็คงจะดีขึ้นข้าจึงจำต้องเสี่ยงอันตรายมาหาหญ้าปีกค้างคาวที่นี่”เมื่อลู่สือม่านเอ่ยเช่นนี้ไป๋เฟิงก็จ้องมองนางด้วยความสนใจเขาสาวเท้าก้าวเข้ามาหานางแล้วยื่นมือมาตรวจจับชีพจรของนางพร้อมกับตรวจสอบพลังปราณของนางด้วยสีหน้าจริงจังเมื่อพบว่านางไม่มีพลังปราณแต่กลับได้เป็ศิษย์สายตรงของฉินชวนเขาจึงได้เอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม
“เ้านี่ไม่ธรรมดาเลยนะทั้งที่ไม่มีพลังปราณแต่กลับสามารถเข้ามาอยู่ในสำนักถงซานแห่งนี้ แถมยังได้เป็ลูกศิษย์สายตรงของท่านอาจารย์ฉินแห่งหอจันทราอีกด้วยยามนี้ยังสามารถซื้อใจค้างคาวโลหิตได้อย่างง่ายดายอีกคุณหนูใหญ่ลู่แท้จริงแล้วเ้าจงใจซุกซ่อนความสามารถของตนเองเอาไว้ใช่หรือไม่”เมื่อไป๋เฟิงเอ่ยถามเช่นนี้ลู่สือม่านก็ส่ายหน้าแล้วเอ่ยออกมาเสียงเบา
“เป็แค่เื่บังเอิญเพียงเท่านั้นเ้าค่ะ”เมื่อนางเอ่ยจบก็มีเสียงขู่กรรโชกจากสัตว์อสูรอันทรงพลังลู่สือม่านหันไปมองทางทิศที่มาของเสียงแล้วก็พลันเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวในทันที
“กิเลนเพลิง”นางเอ่ยออกมาพลางขยับกายใช้ร่างของไป๋เฟิงเป็โล่กำบังทันที