ดาราบุรพะดาราปฐมะ
ซวงโจว คือคำเรียกของสองดวงดาวที่งดงามและสงบสุข
มันเป็ดาวถิ่นอาศัยที่ห่างไกลและเป็เอกเทศแต่วันหนึ่งเมื่อภัยพิบัติมาเยือน ซวงโจวที่งามดุจภาพฝันกลับถูกทำลายลงด้วยน้ำมือของเทพมารที่ก้าวผ่านระดับสูงสุดที่เรียกว่าเทวะที่เที่ยงแท้
เมื่อเทพมารเลือกใช้กายของตนเป็เตาหลอมใช้ดวงจิตและปราณเป็เชื้อไฟ บัดนั้นทั้งหมื่นโลกธาตุก็สั่นะเืด้วยแรงกระเพื่อมที่ไม่มีผู้ใดคาดฝันพลังทำลายล้างระดับเหนือเทวะที่เที่ยงแท้ สามารถะเิดวงดาวทั้งสองให้กลายเป็เตาไฟนิรันดรลุกโชติ่อยู่ในจักรวาลอันมืดมิด
ดาวเพลิงลุกโหมอยู่หนึ่งแสนปีจึงดับลงเหลือไว้เพียงซากดวงดาวสองดวงที่กลายเป็ธุลีจักรวาล
เฮือก !
ร่างเล็กทะลึ่งกายขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อสองตาลืมขึ้นเ้าของร่างก็พบว่านางอยู่บนเตียงหลังเก่าในเรือนอวี้ย่วน ซึ่งเป็เรือนที่อาศัยมาเกือบ๗ ปี
“ฝันบ้า ๆ”เด็กน้อยพึมพำกับตนเองอย่างไม่ชอบใจมันไม่ใช่ครั้งแรกที่นางฝันถึงดวงดาวประหลาดทั้งสอง
ฝันที่ไม่มีที่มาที่ไปนี้เกิดขึ้นมาแล้วเกือบสิบครั้งบางครั้งฝันก็ซ้ำเดิม บางครั้งก็มีเหตุการณ์ใหม่ ๆ เกิดขึ้น
ทีแรกนางเข้าใจว่าตนหมกมุ่นกับการอ่านบันทึกท่องแดนมากเกินไปแต่พอคิดดูดี ๆ ความฝันคล้ายกำลังจะบอกอะไรบางอย่างกับนาง กระนั้นเด็กน้อยวัยใกล้๙ ขวบเช่นฝูอวี้ฉยงก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่ามันหมายถึงสิ่งไหน
ดาราบุรพะดาราปฐมะ คือนามที่นางจำได้ขึ้นใจ แต่ไม่ว่าจะหาจากตำรับตำราที่มีอยู่มากมายนับพันเล่มในเรือนก็ไม่เคยผ่านตาคำเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย
นางจึงสรุปเอาเองว่าเป็เพียงความเพ้อพกของตนดังคนว่าไว้ว่ายามกินกินมากไป ยามนอนจึงฝันมากตาม คิดได้ดังนี้เลยเลิกคิดฟุ้งซ่านและพยายามตัดมันออกจากความคิด
แต่ที่นางไม่ชอบใจที่สุดก็คือ...ทุกครั้งหลังจากตื่นนางจะรู้สึกว่าร่างกายเหนื่อยล้าคล้ายกับคนออกแรงหนัก ๆ ทั้งยังเหนื่อยหอบอยู่พักใหญ่กว่าจะบรรเทาลง
“คุณหนูตื่นแล้วหรือเ้าคะ”เสียงของหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งดังขึ้น นางวางมือขวาทับมือซ้ายใกล้ ๆสะเอวด้านขวาแล้วย่อกายลงคารวะในฐานะบ่าวรับใช้ แม้ซูเฉี่ยนจะเป็แม่นมคนสนิทที่เลี้ยงดูเด็กน้อยมาั้แ่เล็กแต่ซูเฉี่ยนผู้นี้กลับแบ่งแยกฐานะนายบ่าวไว้ชัดเจน ต่อให้คนทั้งจวนโหวไม่เห็นคุณหนูของนางอยู่ในสายตาแต่ฐานะของคุณหนูสำหรับนางก็ยังคงเป็เ้านายผู้สูงส่ง
“ยามใดแล้ว”
“กลางยามโหย่ว[1]เ้าค่ะ”ซูเฉี่ยนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ พลางถือถาดไม้ที่วางอ่างล้างหน้าขนาดเล็กและผ้าสำหรับเช็ดหน้าเช็ดมือเข้าไปวางใกล้ ๆ โต๊ะข้างเตียงของผู้เป็นาย
เมื่อวางของเสร็จเรียบร้อยซูเฉี่ยนก็ช่วยพยุงร่างเล็กให้มานั่งห้อยขาอยู่ที่ขอบเตียง
“จิงเว่ยเล่า”เด็กน้อยเอ่ยถามถึงสาวใช้คนสนิทวัย ๑๓ ขวบ ซึ่งเป็หลานสาวของแม่นมซู
“ไปที่ห้องครัวเ้าค่ะวันนี้มีงานเลี้ยงฉลองที่โหวเหย[2]ได้เลื่อนขั้นมีขุนนางมาร่วมงานหลายคน” หญิงวัยสามสิบตอนกลางตอบอย่างระวัง ...นางยื่นผ้าเช็ดหน้าไปให้หลังเด็กน้อยวักน้ำลูบหน้าลูบตาจนพอใจ
“อ้อ” ดรุณีน้อยรับคำเบา ๆไม่ได้รู้สึกอะไรกับ ผิงโหว[3]ผู้เป็ประมุขคนปัจจุบันของตระกูลฝู แม้ชายผู้นั้นจะเป็อาแท้ ๆ ของนางแต่ชะตาอาภัพของฝูอวี้ฉยงก็ผลักไสให้ญาติใกล้ชิดเหมือนไม่ใช่ญาติ หลังมารดาจากไปเมื่อตอนขวบเศษ ฝูอวี้ฉยง ก็ถูกย้ายมาอยู่เรือนท้ายจวนหลังนี้พร้อมกับแม่นมซูและสาวใช้จิงเว่ย
เรือนอวี้ย่วน ...ตั้งตามนามของผู้เป็เ้าของคำว่า “อวี้” คือไร้กังวล อวี้ย่วนจึงห่างไกลและถูกตัดขาดจากเรือนอื่นๆ แม้มีสัมพันธ์ฉันญาติมิตร ...แต่คนในจวนโหวเกือบร้อยชีวิตกลับมีเพียง ฝูหว่านถิงหรือคุณหนูห้า และสาวใช้สองสามคนเท่านั้นที่จริงใจต่อนาง
ฝูอวี้ฉยงไม่ได้ขาดแคลนทรัพย์สิน ไม่ได้สิ้นไร้ไม้ต่อทว่านางเกิดมาพิการ ขาทั้งสองข้างไร้เรี่ยวแรงจนต้องนั่งรถเข็นตลอดเวลา มิหนำซ้ำร่างกายยังถูกพิษเป็เหตุให้ชีพจรในร่างเหือดแห้งดุจทะเลทรายร่างกายอ่อนแอดุจซากไม้ผุพัง นางจึงมิต่างอะไรจากตะเกียงที่ใกล้หมดแสง ไส้แห่งชีวิตถูกปลิดไปวันแล้ววันเล่าแม้แต่แพทย์โอสถผู้เก่งกาจของแคว้นยังไม่อาจรักษา
เมื่อ ๓ เดือนก่อนนางล้มป่วยอย่างหนักจนคิดว่าชีวิตคงจบสิ้นลงในคราวนั้นเป็แน่แท้ เมื่อความทราบถึงเหลียนต้าหวาง เ้าผู้ครองแคว้นเหลียนจึงมีพระบัญชาส่งแพทย์โอสถหลิวซึ่งเป็แพทย์โอสถระดับสูงและเป็หัวหน้าแพทย์หลวงให้มารักษานางแม้จะเก็บชีวิตกลับมาจากปรโลกได้ แต่สิ่งที่ได้รู้จากปากของท่านหมอหลิวก็คือ นางจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน๒๐ ปี เนื่องจากชีพจรของนางได้ตีบตันอย่างสมบูรณ์แล้วที่ยังรักษาชีวิตอยู่ได้ก็เพราะโอสถวิเศษที่ต้าหวางพระราชทานมาให้ทุกเดือน
แต่ร่างกายของนางอ่อนแอมากเกินไปจนโอสถวิเศษนั้นทำได้เพียงพยุงอาการมิให้แย่ลงก็เท่านั้น
หลังแพทย์โอสถหลิวกลับไปถวายรายงานแก่เหลียนต้าหวางเพียงหนึ่งวันหลังจากนั้นก็มีราชโองการจากวังหลวง พระราชทานหมั้นหมาย ฝูอวี้ฉยงกับ ท่านชายเหอวั่ง โอรสเพียงคนเดียวของเซียวเหยาหวาง [4]ผู้เป็พระอนุชาร่วมพระมารดาของต้าหวางพระองค์ก่อนและมีฐานะเป็พระปิตุลา (อา) ของเหลียนต้าหวางพระองค์ปัจจุบัน
มองเผิน ๆ นี่คือคำปลอบใจจากต้าหวางผู้อารีทว่าการหมั้นหมายที่รู้อยู่แล้วว่าผู้เป็ว่าที่เ้าสาวมีอายุแสนสั้นมองอย่างไรก็รู้ว่ามันไม่ชอบมาพากล แม้แต่ฝูอวี้ฉยงวัยใกล้ ๙ ขวบก็ยังรู้ว่าการหมั้นหมายครั้งนี้มีเล่ห์อุบายบางอย่างซ่อนไว้นางเป็เพียงหมากที่ต้าหวางหยิบมาใช้เพื่อจัดการกับฐานอำนาจของเซียวเหยาหวางก็เท่านั้น
สำหรับคนที่เกิดมาอาภัพเช่นนางและใช้ชีวิตอยู่ในสถานะ คนไร้ค่า เป็เพียงความอัปยศที่มีลมหายใจของตระกูลฝูมาตลอด๘ ปีกว่า นางย่อมไม่คิดอ่านไปถึงการแต่งงาน การที่ได้รู้ว่าตนเองจะมีอายุได้ไม่เกิน๒๐ ปี คือคำเตือนชั้นดีที่ทำให้นางต้องตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตในแต่ละวัน การคิดกังวลถึงเื่ที่ยังไม่เกิดจึงเป็การเสียเวลาอย่างเปล่าประโยชน์
กลิ่นหอมของอาหารลอยลมมาจากทางเข้าเรือนอวี้ย่วนแค่ได้ยินฝีเท้าที่เร็วและหนักก็รู้ทันทีว่าผู้มาเป็ใคร และฝูอวี้ฉยงก็รู้ว่าหลังจากนี้แม่นมซูที่กำลังปรนนิบัตินางอยู่จะพูดว่าอะไร
“กิริยาหยาบคายนักบอกกี่ครั้งแล้วว่าให้สำรวมยามอยู่ต่อหน้าคุณหนู” หญิงวัยกลางคนยืดกายขึ้นและหันไปทางประตูเข้าห้องซึ่งมีร่างของเด็กสาววัย ๑๓ ปีกำลังถือปิ่นโตไม้ทรงกลมขนาดใหญ่ที่ซ้อนกันถึงสามชั้นขนาดของมันใหญ่และดูหนักเกินกว่าที่เด็กสาวร่างผอมโหย่งผู้นั้นจะถือได้กระนั้นท่าทางและการแสดงออกของผู้มาใหม่กลับบอกชัดว่ามันไม่ได้หนักอะไรเลยสำหรับนาง
เหตุผลนั้นง่ายดายนัก แค่เพราะที่นี่คือโลกของผู้ฝึกตนสิ่งที่ดูไม่น่าเป็ไปได้จึงบังเกิดขึ้นให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แม้แต่สาวใช้ฐานะต่ำต้อยอย่างจิงเว่ยก็ยังเป็ผู้มีชีพจรยุทธ์ระดับแรกเริ่มขั้นสูงสุดและใกล้จะบรรลุระดับรากยุทธ์ในไม่ช้า
ระดับแรกเริ่มแม้เป็เพียงบันไดด่านแรกสุดของโลกแห่งการฝึกตนทว่าสำหรับคนทั่ว ๆ ไป ระดับแรกเริ่มก็ยังทำให้สมรรถภาพทางกายเพิ่มขึ้นอย่างมากจิงเว่ยแม้เป็เด็กผู้หญิงร่างผอมไร้เรี่ยวแรง แต่ก็สามารถยกศิลาน้ำหนักร้อยจิน[5]ได้อย่างง่ายดายทั้งร่างกายก็ยังคล่องแคล่ว ว่องไว กว่าคนทั่วไป เมื่อบรรลุสู่ระดับถัดไปคือรากยุทธ์เมื่อนั้นจะสามารถรวบรวมพลังปราณในธรรมชาติและชักนำเข้าสู่ตันเถียนเพื่อสะสมและบ่มเพาะการฝึกตนในระดับที่สูงขึ้นได้เพราะตันเถียนสามารถสะสมปราณชนชั้นรากยุทธ์จึงสามารถใช้ธาตุประจำกายของตนได้บางส่วน
“โธ่!ท่านป้าท่านเอ็ดข้ามาตั้งกี่ปีข้าเคยฟังหรือไร”จิงเว่ยยิ้มกว้างแถมยังตอบกลับผู้เป็ป้าด้วยท่าทางทะเล้น...ฝูอวี้ฉยงที่นั่งห้อยขาอยู่ขอบเตียงเลยพลอยยิ้มตามเพราะสองป้าหลานคู่นี้มีเื่ให้ต้องลับฝีปากกันอยู่ทุกวัน
“วันนี้มีอะไรกินบ้างล่ะ”
“รากบัวยัดไส้ หอยผัดดอกกุ้ยฉ่าย แล้วก็น้ำแกงเผือกหอมเ้าค่ะน้ำแกงเผือกนี้คุณหนูห้าสั่งให้ป้าหวังเตรียมให้คุณหนูโดยเฉพาะเลยนะเ้าคะ เห็นว่าเคี่ยวจนเผือกละลายกลายเป็น้ำข้นกินแล้วละลายในปากรสชาติดีมากเลยบ่าวแอบชิมดูแล้ว”รอยยิ้มสดใสปรากฏขึ้นแถมยังกล้าบอกว่าแอบกินก่อนผู้เป็นาย...ดูท่าจะมีแค่สาวใช้จิงเว่ยนางนี้ผู้เดียวเท่านั้นกระมัง
“นังเด็กคนนี้ สั่งสอนไม่รู้จักจำ”ผู้เป็ป้าอยากหยิกหลานสาวให้รู้สำนึกเสียจริงถ้าไม่ติดว่าคุณหนูกำลังหัวเราะกับท่าทางของจิงเว่ยอยู่ แขนทั้งสองของเด็กหญิงร่างผอมแห้งคงเป็รอยไปแล้ว
ซูเฉี่ยนหยุดบ่นหลานสาวพลางเข้าไปใกล้ผู้เป็นายก่อนจะอุ้มอีกฝ่ายอย่างคล่องแคล่วซูเฉี่ยนเป็สตรีร่างโปร่งสูงแม้อายุจะเกินสามสิบห้าปีแล้วแต่ก็ยังจัดเป็สาวงามผู้หนึ่ง ยิ่งโลกของผู้ฝึกตนด้วยแล้วอายุอย่าง
ซูเฉี่ยนยังไม่ถือว่าเข้าสู่่กลางคนเลยด้วยซ้ำ
ทั้งระดับของซูเฉี่ยนก็อยู่ในชั้นรากยุทธ์ขั้นสูงสุดฐานะเช่นนางไม่จำเป็ต้องเป็บ่าวรับใช้ของใครด้วยซ้ำแต่ซูเฉี่ยนผู้นี้กลับเต็มใจรั้งอยู่ที่จวนโหวเพื่อดูแลบุตรสาวเพียงคนเดียวของผู้มีพระคุณ
ตัวของฝูอวี้ฉยงเองไม่ได้รู้เื่อะไรมากนักรู้แค่ว่ามารดาของนางเคยช่วยเหลือซูเฉี่ยนและหลานสาวไว้เมื่อสิบกว่าปีก่อนจากนั้นเป็ต้นมาซูเฉี่ยนก็ติดตามรับใช้มารดาของนางมาตลอด ...นับั้แ่จำความได้ก็มีแต่ซูเฉี่ยนและจิงเว่ยที่อยู่ข้างกายของนาง
จิงเว่ยหยิบอาหารวางลงบนโต๊ะกลมใหญ่ เรียงรายกันอย่างคล่องแคล่วเพราะเป็สิ่งที่ทำเป็ประจำอยู่ทุกวันเมื่อเสร็จก็นำปิ่นโตไม้ไปวางไว้ที่โต๊ะด้านข้าง
“เป็อย่างไรบ้างเ้าคะ”ซูเฉี่ยนถามขึ้นหลังจากนายน้อยคีบรากบัวยัดไส้เข้าปาก
“เนื้อปลานุ่มไม่คาว รสกำลังพอเหมาะน้ำมันก็ไม่มากเกินไป” เด็กน้อยเคี้ยวอาหารจนเสร็จแล้วตอบด้วยท่าทีพอใจ
ครัวจวนโหวรู้ดีว่าร่างกายของคุณหนูหกผู้นี้อ่อนแอกว่าคนทั่วไปมากอาหารที่ส่งมาเรือนอวี้ย่วนจึงค่อนข้างพิถีพิถันและปรุงอย่างระมัดระวังโดยเฉพาะป้าหวังซึ่งเป็หนึ่งในสองแม่ครัวมือฉมังของจวน นางเป็หนึ่งในคนที่เคยรับน้ำใจจากมารดาของฝูอวี้ฉยงมาก่อนนางจึงไม่ลำบากใจอะไรเวลาที่แม่นมซูหรือจิงเว่ยขอให้ปรุงอาหารแบบพิเศษให้คุณหนูน้อยผู้นี้
รากบัวยัดไส้โดยทั่วไปของคนผีโจวมีทั้งแบบยัดไส้ข้าวเหนียวและแบบยัดไส้เนื้อสัตว์ ซึ่งปกติจะใช้เนื้อหมูเนื้อไก่หรือไม่ก็เนื้อวัวนำมาสับแล้วปรุงรสด้วยซีอิ๊วน้ำตาล เกลือ และเครื่องเทศ แล้วยัดไส้รากบัวที่ฝานเป็แผ่นบาง ๆสองแผ่นประกบไส้ตรงกลาง จากนั้นนำไปทอดบนกระทะด้วยไฟกลาง รอจนเนื้อสุก รากบัวเปลี่ยนเป็สีเหลืองทองเสมอกันก็ยกขึ้นพักให้หายร้อนนิยมทานกันตอนอุ่น ๆ จะได้รสชาติที่ดี
แต่รากบัวยัดไส้ของแม่ครัวหวังวันนี้ทำจากเนื้อปลาหัวโตซึ่งเป็ปลาเนื้อขาวมันน้อยสับหยาบ ๆ ผสมต้นหอมซอยจากนั้นก็ปรุงรส แล้วใช้วิธีจี่บนกระทะที่ทาน้ำมันบางๆ ใช้ไฟกลางค่อนไปทางอ่อนค่อย ๆ จี่จนสุกทั่วกันทั้งชิ้น รสชาติจึงอร่อยถูกปากคนกินอย่างมาก
หลังลองรากบัวยัดไส้เนื้อปลาหัวโตแล้วฝูอวี้ฉยงก็ลองกินอาหารอีกสองจานที่เหลือ และก็พบว่ารสชาติทั้งสองจานค่อนข้างถูกปากโดยเฉพาะน้ำแกงเผือกหอมที่เคี่ยวจนเนื้อนุ่มเนียนดุจน้ำนม เวลากินก็ลื่นคล่องคอ ทั้งยังปรุงรสมาอ่อนๆ เน้นชูรสชาติของเผือกหอมเป็พิเศษ น้ำแกงเผือกเลยถูกเติมใส่ถ้วยเล็กตรงหน้าคุณหนูน้อยผู้นี้ถึงสองครั้งด้วยกัน
เห็นนายน้อยเจริญอาหารเช่นนี้ซูเฉี่ยนก็ลอบยิ้มอย่างพอใจเช่นเดียวกับจิงเว่ยที่รู้สึกมีความสุขเพราะปกตินายน้อยของนางกินอาหารได้ไม่มากนักจนทำให้ร่างกายผอมบางและเล็กกว่าเด็กวัยเดียวกัน
“น้ำชาเ้าค่ะ” กลิ่นหอมของขิงลอยเตะจมูกทันทีที่จิงเว่ยรินชาใส่จอกนอกจากกลิ่นของขิงยังมีกลิ่นของสมุนไพรอีกตัวที่เจือมาจาง ๆ แต่ร่างเล็กก็คิดไม่ออกว่ามันคืออะไร
“ขิงกับกานเฉ่า[6]เ้าค่ะ”สาวใช้คนสนิทรีบตอบทันทีที่เห็นว่าหัวคิ้วของผู้เป็นายเลิกขึ้นราวกับสงสัย
“อ้อ”คุณหนูน้อยรับคำก่อนจะยกจอกชาขึ้นมาเป่าคลายร้อน แล้วจิบทีละน้อยเพียงไม่นานก็หมดจอกรสชาติชาขิงวันนี้ค่อนข้างดีกว่า
วันก่อน ๆ เพราะเติมกานเฉ่าเข้าไปจึงทำให้มีกลิ่นหอมพิเศษเพิ่มเติมเข้ามาทั้งตัวของกานเฉ่าเองก็มีรสชาติหวานทำให้ชาดื่มได้ง่ายขึ้น
ร่างกายของคุณหนูฝูผู้นี้อ่อนแอกว่าคนทั่วไปมากชาจากต้นชาไม่ว่าคุณภาพเพียงใด ชั้นเลิศเพียงไหนก็ล้วนส่งผลต่อสุขภาพของนางทั้งสิ้น คำกล่าวโบราณที่ว่าดื่มชาทุกวัน จิตใจเบิกบานดูจะเป็ข้อต้องห้ามสำหรับนางโดยเด็ดขาด ชาของเรือนอวี้ย่วนแม้เรียกว่าชาแต่ก็ไม่มีชนิดใดเลยที่มาจากต้นชา
***********************************
[1] ๑๗.๐๐-๑๙.๐๐ น. กลางยามโหย่วจึงเท่ากับเวลา ๑๘.๐๐ น.
[2]คำที่ผู้น้อยใช้เรียกผู้มีบรรดาศักดิ์โหวด้วยความเคารพ หมายถึง ท่านโหว
[3]บรรดาศักดิ์ขุนนาง เรียงจากสูงไปต่ำ กง โหว ป๋อจื่อ และหนาน
[4]หวางหรือ อ๋อง บรรดาศักดิ์สูงสุดที่พระราชทานแก่องค์ชาย เชื้อพระวงศ์หรือขุนนางที่ทำคุณประโยชน์ต่อแผ่นดินอย่างมาก
[5]จิน หรือ ชั่ง เดิม ๑ จินหนักประมาณ ๖๐๐ กรัมปัจจุบัน ๑ จินหนัก ๕๐๐ กรัม ซึ่งในเื่ใช้เกณฑ์ของปัจจุบันเพื่อความสะดวกของผู้อ่าน ร้อยจินจึงหนักประมาณ๕๐ กิโลกรัม
[6]กานเฉ่า หรือ ชะเอมเทศ มีรสชาติหวาน มีสรรพคุณ ขับพิษ คลายร้อน แก้ไอเป็รสหวานธรรมชาตินิยมใส่ในน้ำเก๊กฮวย