แต่เมื่อเวลาได้ผ่านพ้นไปเพียงไม่กี่อึดใจความรู้สึกตื่นเต้นก็ค่อยๆลดลง พร้อมกับส่ายศรีษะไปมาด้วยใบหน้าเศร้าสลดเพราะสิ่งที่เขาคิด มันยากที่จะเป็จริงขึ้นมาได้เพราะด้วยเวลาที่ล่วงเลยมาถึงสิบห้าปี อีกทั้งดวงจิตเ่าั้ได้กระจัดกระจายไปทั่วโลกที่กว้างใหญ่ใบนี้ มันจะเป็เื่ที่ง่ายดายอย่างที่ตัวเขาคิดขึ้นมาได้อย่างไรกัน
หลังจากนั่งพักได้ชั่วครู่จูเยว่ได้สำรวจร่างกายอีกครั้ง จึงนึกถึงข้อมูลในตำราขึ้นมาว่ากล้ามเนื้อและอวัยวะภายในของตนที่แปลกๆ เกิดจากการที่มันกักเก็บตัวยาและสมุนไพรไว้เป็จำนวนมากเขาคาดเดาได้ว่า น่าจะเกิดจากการที่ตนในอดีตได้กินเม็ดยาและแช่สมุนไพรอยู่เป็ประจำ
หลังจากที่ได้ศึกษาจากตำราการที่จะเพิ่มระดับพลังลมปราณ นอกจากจะเข้าฌานเพื่อรวบรวมพลังฟ้าดินเพื่อแปรเปลี่ยนเป็พลังลมปราณแล้วการที่กินสมุนไพรหรือเม็ดยาก็จะช่วยยกระดับได้เช่นกัน
“ข้าน่าจะสามารถย่อยสรรพคุณของสมุนไพรที่อยู่ในอวัยวะภายในและกล้ามเนื้อของข้าได้เช่นกัน...”
จูเยว่จึงเริ่มหมุนเวียนพลังลมปราณเพื่อดึงเอาสรรพคุณของสมุนไพรที่ตกค้างอยู่ภายในร่าง ให้แปรเปลี่ยนเป็พลังลมปราณผ่านไปไม่กี่อึดใจ เสียงที่คุ้นหูก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
ปัง!!
“ระดับรวมลมปราณขั้นที่ 2”จูเยว่กล่าวออกมาพร้อมกับยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย
“จากตัวยาที่เหลืออยู่...น่าจะเพียงพอให้ไปถึงระดับรวมลมปราณขั้นที่ 4 ได้” เมื่อกล่าวจบ จูเยว่ก็เริ่มหมุนเวียนพลังลมปราณต่อ
...ผ่านไป 1 เค่อ เสียงได้ดังขึ้นอีกครั้งจากภายในตันเถียน
ปัง!!
ระดับพลังของจูเยว่ได้เข้าสู่รวมลมปราณขั้นที่3!
เมื่อเวลาผ่านไปอีก 2 เค่อ ฤทธิ์สมุนไพรที่ตกข้างในร่างก็หมดลงจูเยว่ก็รู้สึกว่าขาดพลังลมปราณอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเพื่อจะทะลวงไปยังระดับรวมลมปราณขั้นที่ 4
“น่าเสียดาย...ที่ไม่สามารถทะลวงถึงระดับรวมลมปราณขั้นที่ 4 ได้” เขากล่าวออกมาพร้อมทั้งส่ายศรีษะ
“การที่ลมปราณมีธาตุสองธาตุดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่เป็ข้อดีเพียงอย่างเดียว ตันเถียนและเส้นลมปราณของข้าใหญ่กว่าปกติถึง 2 เท่าทำให้ยากที่จะเลื่อนระดับได้อย่างรวดเร็ว ถ้าข้ามีเส้นลมปราณทั่วไป ตอนนี้...น่าจะทะลวงถึงระดับรวมลมปราณขั้นที่ 5-6 เป็อย่างน้อย”
หากผู้ใดในเมืองทราบว่าตัวเขาคิดเช่นนี้คงอยากจะฆ่าให้ตายยิ่งนัก ต่อให้เป็ระดับอัจฉริยะภายในเมืองแห่งนี้ยามเมื่อเริ่มฝึกยุทธก็ยังต้องใช้ระยะเวลา 1-2 ปี เพื่อทะลวงผ่าน 3 ระดับแต่ในเวลาไม่ถึงครึ่งวันเช่นนี้ ท่านกลับยังไม่พอใจ!!
“เอาล่ะ! ได้เวลาลองดู ว่าข้าจะสามารถใช้เวทย์ได้เช่นเดียวกับในอดีตหรือไม่” เขากล่าวออกมาด้วยดวงตาที่เป็ประกาย
“อ๊ะ! ข้าลืมไปได้อย่างไรกัน...ต้องลองปรับแต่งธาตุที่มี เพื่อสร้างผังเวทย์ขึ้นมาในดวงจิตซะก่อน”
เพราะธาตุทั้งสองที่จูเยว่มีนั้นมันแตกต่างจากในอดีตที่เขาเคยฝึกฝน แต่เขาก็พยามยามศึกษาโครงสร้างธาตุดังกล่าวโดยใช้ความรู้ในอดีต สร้างเป็เวทย์ที่สอดคล้องกับธาตุนั้นออกมา
ผ่านไปเพียงครึ่งชั่วยามจูเยว่ได้สร้างผังเวทย์ไว้ในดวงจิตได้สำเร็จ แต่เขายังไม่แน่ใจมากนักว่าจะทำได้อย่างที่คาดคิดเอาไว้หรือไม่? จึงเริ่มลำดับขั้นตอนการใช้เวทย์ ด้วยวิธีใหม่ที่เขาคิดขึ้นอีกครั้ง
“ปรกติข้าจะใช้อำนาจจิตรวบรวมพลังเวทย์จากภายนอก แต่ตอนนี้ข้ามีตันเถียนที่กักเก็บพลังเอาไว้นั้นหมายความว่า... ข้าไม่จำเป็ต้องเสียเวลา รวบรวมพลังจากภายนอกแล้วสินะ? ถ้าเช่นนั้นละก็...”
เมื่อครุ่นคิดเสร็จเขาก็เริ่มใช้อำนาจจิตกระตุ้นผังเวทย์จากภายในดวงจิตขึ้นมา พร้อมกับหมุนเวียนพลังลมปราณในตันเถียนแทนการดูดกลืนพลังธรรมชาติเช่นในอดีต เกิดกระแสพลังสีทองอ่อนหนาเพียง 1 ชุ่น ปกคลุมขึ้นมารอบตัวของจูเยว่ทันที มันเป็ดั่งเช่นเวทย์ป้องกันธาตุดินขั้นพื้นฐานปราการศิลาในโลกเก่าของเขาแต่ต่างเพียงแค่กระแสพลังที่ควรเป็สีน้ำตาลกลับเป็สีเหลืองทอง
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
“ช่างเหลือเชื่อยิ่งนัก!!ข้าสามารถใช้เวทย์ได้ด้วยการใช้พลังอำนาจจิตเพียงเท่านั้นไม่ต้องอาศัยการร่ายบทเวทย์ ดั่งเช่นในอดีตแต่อย่างใด! อีกทั้งยังไม่ปรากฏวงเวทย์ขึ้นมาอีกด้วย!หากข้าสามารถกลับไปยังเอลเดียร์ได้ ไม่ใช่ว่าข้าสามารถสยบาาปีศาจต่างมิติลงได้อย่างง่ายดายหรอกรึ?!!” แววตาเขาประกายเจิดจ้าเต็มไปด้วยความหวังเพราะเหล่าปีศาจที่บุกมายัง เอลเดียร์ โลกที่เขาจากมา
แม้าาปีศาจจะมีพลังอำนาจใกล้เคียงกับตนในอดีตแต่มันไม่จำเป็ต้องรวบรวมอำนาจจิต หรือร่ายบทเวทย์แต่อย่างใดก็สามารถสำแดงพลังทั้งหมดได้ ทำให้เขาไม่สามารถที่จะเอาชนะมัน
ในตอนแรกเมื่อจิติญญาของเขาได้เกิดใหม่ในโลกใบนี้ จูเยว่หาได้้ากลับไปยังโลกใบเดิมที่เขาจากมาจึงไม่คิดที่จะนึกถึงเื่ราว ที่ผ่านมาในโลกใบนั้นอีกครั้งเพราะมันทำให้ตนรู้สึกเศร้าเสียใจ
แต่ในตอนนี้เมื่อคิดว่ามีโอกาสที่จะสังหารปีศาจเ่าั้ลงได้ความรู้สึกที่้าจะกลับไปยังโลกที่เขาจากมา ก็ปรากฏขึ้นมาจากภายในอย่างรุนแรงเพราะอย่างไร ที่นั่นก็คือบ้านเกิดที่แท้จริงของตน!
ในตอนนี้จูเยว่รู้สึกตื่นเต้นเป็อย่างมากแต่ก็เป็เพียงเวลาชั่วครู่ ก่อนที่ใบหน้าจะกลับมาหม่นหมองอีกครั้ง
“ถึงเป็เช่นนั้น...แล้วจะทำเช่นใดได้ ไม่เพียงข้าไม่ทราบ ว่าจะกลับไปที่นั้นได้อย่างไรและถึงแม้มีวิธี กว่าที่ข้าจะมีพลังเพียงพอที่จะกลับไปโลกใบนั้นอาจสูญสิ้นไปแล้วก็เป็ได้...”
เป็เพราะเวลาได้ล่วงเลยมา 15-16ปีหลังจากที่จิติญญาของจูเยว่ได้เดินทางข้ามมายังโลกแห่งนี้ เขาจึงทำได้เพียงคิดขึ้นมาด้วยความสิ้นหวัง
เพราะตัวเขาที่เป็ถึงนักเวทย์ระดับพระเ้าผู้มีความเข้าใจธาตุทั้ง 6 ในระดับสูงสุดในโลกเอลเดียร์ถึงแม้จะมีเวทย์ที่ทำให้สามารถถือกำเนิดในโลกใบเดิมได้
แต่หากตนใช้เวทย์ดังกล่าวและถือกำเนิดขึ้นมาในโลกที่ไม่มีความหวังเหลืออยู่ ก็คงทำได้เพียงรอความตายหรือเป็ทาสรับใช้ของเหล่าปีศาจ ที่ปกครองโลกใบนั้นอยู่อย่างแน่นอน...
เมื่อนึกถึงเื่ราวในอดีตที่ไม่สามารถแก้ไขได้จูเยว่จึงหยุดคิดถึงมันและกลับมาสู่ปัจจุบัน
“ในเมื่อพลังลมปราณของโลกใบนี้หลอมรวมเข้ากับธาตุทั้งสอง ซึ่งเกิดจากการใช้อำนาจจิตที่ใช้ควบคุมพลังเวทย์จากโลกในอดีตของข้า ถ้าเช่นนั้น... เรียกมันว่า ลมปราณเวทย์ ก็แล้วกัน”
เมื่อจูเยว่ตัดสินในตั้งนามให้แก่ลมปราณของตนเสร็จสิ้นจึงเริ่มสำรวจระดับพลังลมปราณเวทย์ของตนอย่างละเอียดอีกครั้ง
“อืม...ดูเหมือนว่าระดับลมปราณเวทย์ของข้า จะสอดคล้องกับระดับพลังเวทย์ที่ข้ามีหากเป็เช่นนั้น... เพียงข้าเลื่อนระดับขั้นลมปราณ ก็เท่ากับว่า...ระดับพลังเวทย์ข้าก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย”
“นั้นหมายความว่า...นอกจากข้าจะอยู่ในระดับขั้นรวมลมปราณขั้นที่ 3 แล้ว ข้ายังเป็ผู้ใช้เวทย์ขั้นต้นธาตุไม้และธาตุทอง ขั้นที่ 3 ด้วยเช่นกัน!”
หลังจากที่จูเยว่ได้ทราบว่าสามารถที่จะพัฒนาระดับขั้นลมปราณ ไปพร้อมกับระดับพลังเวทย์ได้ความรู้สึกมีความสุขได้ผุดขึ้นมาภายในจิตใจจนสามารถเห็นรอยยิ้มที่ฉีกกว้างบนใบหน้า พร้อมกับเริ่มครุ่นคิดถึงบางสิ่ง
“แม้ว่าผู้ใช้เวทย์ขั้นต้นจะสามารถใช้ได้เพียงเวทย์สนับสนุนเท่านั้นยังไม่สามารถที่จะควบรวมเพื่อใช้โจมตีออกไปได้ ถ้าเป็โลกในอดีตของข้าแล้วคงไม่มีประโยชน์สักเท่าใดนัก แต่...”
“โลกใบนี้ร่างกายของผู้ฝึกฝนลมปราณมีความแข็งแกร่งเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว หากข้าเสริมพลังร่างกายด้วยเวทย์สนับสนุนแล้วละก็... มันต้องทำให้ข้ามีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์!” ตอนนี้เขารู้สึกอยากทดสอบพลังที่ตนมีเป็อย่างมาก