ตอนที่ 20 นักเดินทาง
นิทานขนลุกชูชัน ร่างกายพลันพุ่งออกไปข้างหน้า สองมือคว้าหยิบมีดสั้นในกระเป๋าซัดไปทางต้นเสียงอย่างไม่มีลังเล
คีตาที่ใพอ ๆ กันที่อีกฝ่ายสามารถเข้ามาใกล้นิทานได้ขนาดนี้โดยที่ตนไม่รู้ตัวทะยานร่างะโไปขวางหน้านิทานทันที ในปากคาบผ้าคลุมหนังตุ่นดินเกล็ดเหล็กพร้อมรับการโจมตีใด ๆ ก็ตามที่อาจคุกคามชีวิตครอบครัวของตน
พลังฉันจะไม่เหลืออยู่แล้วนะเว้ย นิทานขมวดคิ้ว
นิทานสมองหมุนวนเร็วจี๋ ความวิตกปรากฏขึ้นเต็มใบหน้า เขตนี้เป็เขตออกล่าของหมีขนมรกต ดังนั้นพื้นที่นี้ย่อมไม่มีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งรุกล้ำเข้ามา หากเขาโชคร้ายมีสัตว์อสูรตัวอื่นรุกล้ำเขตเข้ามาจริง ๆ นิทานยังมั่นใจว่าเขาและคีตาสามารถตรวจจับล่วงหน้าและหลบหนีไปได้
แต่คนน่าสงสัยคนนี้เข้ามาใกล้เขาโดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย
"เด็กสมัยนี้ใจร้อนจริง ๆ" เสียงแฝงรอยยิ้มดังออกมาจากด้านหลังนิทานอีกครั้ง มีดสั้นที่ถูกซัดออกไปพลันหยุดเคลื่อนไหวกลางอากาศ มีดสั้นสั่นเล็กน้อย แล้วจึงลอยกลับเข้ามือของนิทานอย่างไร้ทางต้าน
นิทานเมื่อได้ยินเสียงเข้าประชิด พยายามพุ่งตัวทิ้งระยะออกไปอีกครั้ง แต่เขากลับพบว่าร่างของตนไม่อาจขยับเขยื้อนใด ๆ ได้เลย
ราวกับอากาศรอบ ๆ ตัวของเขากลายสภาพเป็กรงขัง
นิทานชำเลืองมองไปที่คีตา พบว่าอีกฝ่ายตกอยู่ในสภาพเดียวกัน ร่างกายแข็งค้างไม่อาจขยับเขยื้อน แม้แต่น้ำลายที่หยดลงจากปากยังหยุดนิ่งอยู่ที่ริมฝีปากอย่างฝืนกฎธรรมชาติ
นิทานม่านตาหดวูบเมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น
หยุดเวลา? แถมระดับพลังยังสูงมาก อริยะเหรอ หรือสูงกว่านั้นอีก
นิทานลองขยายการเชื่อมโยงตนเองกับคีตา เขา้าข้อมูลทุกอย่างที่เป็ไปได้เพื่อหาทางรอด
ร่างกายภายในยังทำงานปกติ เืลมไหลเวียน หัวใจยังเต้นอยู่ ไม่ใช่หยุดเวลา นี่มัน นิทานขมวดคิ้ว
ผนึกมิติ!?
ร่างของพรตโผล่ออกมาจากความว่างเปล่าเบื้องหน้านิทานและคีตา
ร่างนั้นยิ้มน้อย ๆ มองไปที่ทั้งสองที่ยังคงไม่อาจขยับเขยื้อน
"จะกังวลไปทำไม ถ้าอยากสังหาร ข้าสังหารพวกเ้าไปนานแล้ว จะเสียเวลามาทักมาทายทำไม" พรตยิ้ม
ร่างของนิทานและคีตาพลันกลับมาขยับได้อีกครั้ง ทุกสิ่งกลับสู่ความปกติ แม้แต่มีดสั้นในมือก็ราวกับไม่เคยถูกโยนมาก่อน
คีตาวิ่งกลับมาอยู่ข้างกายนิทาน สองตาจับจ้องไปยังพรตปริศนาตรงหน้า แม้จะไม่มีท่าทีเตรียมโจมตีอีกแล้ว แต่ั์ตายังเต็มไปด้วยความระแวง พร้อมะเิศึกได้ทุกเมื่อ
นิทานที่ยังระแวงไม่แพ้กันพลางเป่าปากถอนหายใจ ตั้งสติมั่น พนมมือไหว้ทักทายอีกฝ่ายอย่างมีมารยาท
"ขออภัยด้วยครับที่ผู้น้อยเสียมารยาทไปเมื่อครู่ ผู้น้อยอยู่ในป่ามานาน ปฏิกิริยาตอบสนองจึงอาจจะดูรุนแรงไปบ้าง" นิทานพูด
"โฮ่ โฮ่ นี่สินะการไหว้ การทักทายด้วยความเคารพในวัฒนธรรมของอาณาจักรไฟกัลป์" พรตยังคงยิ้มแย้ม
"ไม่ทราบว่าผู้าุโคือ" นิทานถาม
"ผู้าุโอะไรเล่า! ข้าแค่ไว้หนวดเท่านั้น ดูดี ๆ สิ ข้ายังหล่อกว่าเ้าตั้งเยอะ" พรตหุบรอยยิ้ม ขมวดคิ้วพูด
"เอ่อ...ครับ ไม่ทราบว่าท่านลุง"
"คุณอาก็พอ!" พรตตวาด
"ไม่ทราบว่าท่านอาคือ" นิทานหางคิ้วกระตุก
"ต้องอย่างนี้สิค่อยรื่นหูหน่อย” พรตยิ้มแป้น หยักหน้าอย่างพออกพอใจ
“เ้ายังไม่มีคุณสมบัติพอจะรู้นามของข้า แต่คนส่วนใหญ่เรียกข้าว่า นักเดินทาง เ้าจะเรียกตามนั้นก็ได้ นักเดินทางผู้เสาะแสวงพื้นที่ที่ไม่เคยมีใครค้นพบ ข้าเพียงเดินทางไปทั่วเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมต่าง ๆ เท่านั้น" นักเดินทางฉีกยิ้ม
"ผู้น้อยเพียงเดินทางเข้าป่ามาเพื่อกำจัดสัตว์อสูรหมีขนมรกตเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาจะล่วงเกินนักเดินทาง" นิทานยังคงสำรวม พยายามอย่างเต็มที่ไม่ให้ผู้แข็งแกร่งเกินจินตนาการตรงหน้าทำร้ายตนและคีตา
"โฮ่ โฮ่ เด็กน้อยมากมารยาทยิ่งนัก ไม่ต้องห่วงไป ข้าไม่ได้มาเพื่อถือสาหาความอะไรกับชนรุ่นหลังแบบเ้า ข้าบอกไปแล้วไม่ใช่รึไงถึงเหตุผลที่ข้ามาปรากฏตัว" นักเดินทางยิ้มน้อย ๆ
นิทานนึกย้อนไปถึงวินาทีที่นักเดินทางแปลกหน้าผู้นี้ปรากฏตัว
"หรือนักเดินทางจะหมายถึงเื่ที่ผู้น้อยพึมพำเมื่อครู่" นิทานเงยหน้า
"ย่อมใช่ เ้าไม่อยากรู้รึไง ทำไมเ้าสุนัขตัวนั้นถึงแข็งแกร่งนัก" นักเดินทางชี้ไปทางคีตา
นิทานยังไม่ทันเอ่ยปากนักเดินทางก็พูดต่อ
"เ้าคงยังไม่สังเกตสินะ เ้าสุนัขตัวนั้นน่ะ ค้นพบคำแห่งพลังเช่นเดียวกันกับเ้า"
"ค้นพบคำแห่งพลัง??" นิทานทวนคำอย่างงุนงงพลางหันไปมองคีตา
"จะแปลกใจทำไม คิดว่ามีแค่สัตว์อสูรและเผ่าพันธุ์ทรงปัญญาต่าง ๆ รึไงที่ค้นพบคำแห่งพลังได้ สัตว์ทั่วไปก็ทำได้ เพียงแค่ไม่ค่อยพบเจอเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็อัจฉริยะในหมู่สัตว์ก็ได้ล่ะนะ" นักเดินทางสองมือสอดเข้าแขนเสื้อ บรรยายความรู้ ให้ความรู้สึกราวกับปราชญ์ที่เร้นกาย
"จากที่ข้าสังเกต มันสมควรค้นพบได้สี่คำแล้ว" นักเดินทางยิ้ม
สี่คำ! นิทานเบิกตากว้าง
"คำแรกสมควรเป็คำเกี่ยวกับการค้นหาหรือการตรวจจับ อาจจะเป็ประสาทัั ตรวจจับ รับรู้ หรืออะไรทำนองนั้น" นักเดินทางชูนิ้วแรก
"คำที่สองสมควรเสริมความแข็งแกร่งของร่างกาย พวกร่างคงกระพัน แข็งตัว" นักเดินทางชูนิ้วที่สอง
"คำที่สามนั้นข้าไม่แน่ใจ จากที่ข้าสังเกตสมควรเป็คำประเภทเสริมพลังเช่นกัน แต่คำนี้ครอบคลุมทั้งกำลังกาย ความเร็ว ความอดทน และพลังจิติญญา เรียกได้ว่าครอบคลุมในทุก ๆ ด้าน”
“แม้สุนัขตัวนั้นยังเป็เพียงแรกเกิดแต่กลับต่อกรกับหมีขนมรกตได้ ในสายตาข้า คำแห่งพลังคำนี้สมควรเป็คำที่ระดับสูงยิ่ง” นักเดินทางชูนิ้วที่สาม
"ส่วนคำที่สี่นั้นข้าไม่อาจคาดเดาได้แม้เพียงน้อย ความสามารถคืออะไรข้าก็ยังไม่ทราบ หากข้าไม่ได้ตรวจจับได้ด้วยพลังของข้า ข้าคงคิดว่ามันมีแค่ 3 คำ แต่ดูเหมือนมันจะใช้อยู่ตลอดเวลา ข้าจึงสามารถตรวจจับได้ง่ายดายเช่นนี้" นักเดินทางชูนิ้วที่สี่
นิทานตาเบิกกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกประโยคที่นักเดินทางพูดออกมา ภาพต่าง ๆ ที่คีตาร่วมสู้กับตนฉายซ้ำในหัวไปมา
มิน่าล่ะ…
แถมยังเป็สี่คำอีก คีตาปีนี้กี่ขวบนะ??
"ศักยภาพเหลือล้นเลยล่ะ สุนัขของเ้าน่ะ" นักเดินทางหัวเราะอารมณ์ดี
คีตาที่เป็ศูนย์รวมสายตาเวลานี้ยังคงทำหน้าเด๋อด๋ามองซ้ายทีขวาที แต่มันรับรู้ได้ว่าคนรอบตัวรู้สึกดีกับมัน มันจึงกระดิกหางน้อย ๆ
"ส่วนเ้าก็ใช้ได้เลยนี่ ข้าเห็นการต่อสู้ของพวกเ้ากับหมีขนมรกตแล้ว หมีขนมรกตแข็งแกร่งกว่าสัตว์อสูรระดับเดียวกันตามธรรมชาติขั้นหนึ่ง แถมยังเป็ระดับสี่คำอีก ต่อให้นักผจญภัยระดับมรกตมารุมห้าถึงหกคนก็ใช่ว่าจะได้ชัย ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงว่าจะมีผู้เสียสละมากมายขนาดไหน" นักเดินทางมองไปยังซากของหมีขนมรกต
"ผู้น้อยเพียงโชคดีเล็กน้อย" นิทานแม้ในใจจะยังว้าวุ่นแต่ยังคงเก็บสีหน้า ตอบกลับอย่างสำรวม
"ไม่ต้องถ่อมตัวไป โดยเฉพาะการโจมตีสุดท้ายนั่น ประยุกต์ใช้พลังและสมบัติได้ชาญฉลาดจริง ๆ ข้าขอชมเชยจากใจ" นักเดินทางหัวเราะ
"หอกสว่านหมุนแม่เหล็กไฟฟ้าเป็สิ่งที่ผู้น้อยเพียงบังเอิญคิดขึ้นได้ครับ" นิทานพลางยิ้ม การโจมตีหอกสว่านหมุนแม่เหล็กไฟฟ้าเป็ท่าโจมตีที่เขาภูมิใจ
"แต่ชื่อของมันค่อนข้าง เอ่อ.. ช่างมันเถอะ เป็การโจมตีที่ดี" นักเดินทางกระแอม
นิทานคิ้วกระตุกเล็กน้อย นี่เป็คนที่ 2แล้วที่ไม่ชอบชื่อนี้ คนแรกคือคีตาที่กลอกตาใส่เขาตอนเขาบอกชื่อของท่านี้ยามซ้อม
"โฮ่ง!"
เชย!
“ผู้น้อยบังอาจของความเห็นของนักเดินทางได้รึไม่ครับ” นิทานถอนหายใจ
“โฮ่ โฮ่ เ้าแน่ใจรึ นี่เป็ครั้งแรกที่เราได้พบกัน ส่วนท่าโจมตีนี้เ้าสามารถใช้ไปได้อีกนานแสนนาน”
“การได้พานพบกับนักเดินทางผู้แข็งแกร่งถือเป็มหาวาสนา และนี่ก็เป็ครั้งแรกที่ผู้น้อยใช้ท่านั้นในการต่อสู้จริง หากนักเดินทางช่วยเหลือ ย่อมเป็นิมิตหมายอันดีในอนาคตครับ” นิทานตอบ
สำหรับนิทานแล้ว การได้พบกับผู้แข็งแกร่งที่โอบอ้อมเช่นนี้เป็วาสนาจริง ๆ เขาย่อมไม่ถือสาหากอีกฝ่ายจะตั้งชื่อให้กับท่าโจมตีของเขา
“พูดได้ดี ไอ้หนุ่ม พูดได้ดี!” นักเดินทางหัวเราะร่า
“ตอนข้าเห็นท่านั้นจากไกล ๆ สิ่งที่ปรากฏขึ้นมาในหัวข้าคือดาวหางทรงพลังดวงหนึ่งที่ห่อหุ้มด้วยสายฟ้า แต่ดาวหางนั้นอ่อนแอ เพียงไม่อาจถึงที่หมายก็สลายกลายเป็ผง ต่างกับหอกของเ้าที่ทะลวงได้แม้แต่ภูผาหรือมหานที!”
นักเดินทางสองตาเรืองแสงสีเทา ภาพหอกสว่านหมุนแม่เหล็กไฟฟ้าฉายวนซ้ำอีกครั้งกลางท้องนภา นิทานั์ตาเบิกกว้าง ปากอ้าค้างกับความสามารถของนักเดินทางที่สามารถฉายภาพอดีตได้อย่างชัดเจนราวกับเกิดขึ้นอีกครั้งเบื้องหน้า
“ดาวตกต่างหากจึงเหมาะกับการโจมตีของเ้า ผสานกับสายฟ้าปริมาณมหาศาล อืม ข้าตัดสินใจได้แล้ว” นักเดินทางฉีกยิ้ม ภาพของหอกสว่านหมุนแม่เหล็กไฟฟ้าพลันขยายใหญ่ขึ้น ผืนฟ้าสั่นะเือย่างรุนแรง สายลมพัดม้วนอย่างบ้าคลั่ง
“นามของมันนับจากนี้ วัชระดาวตก!” นักเดินทางะโเสียงดัง ชูสองมือขึ้นฟ้าอย่างภูมิใจ บนท้องฟ้าปรากฏดาวตกมากมายพุ่งผ่านท้องฟ้าก่อนหายลับไปในหมู่เมฆ
คีตาอ้าปากค้าง นิทานเพียงพยายามฝืนไม่ให้แสดงสีหน้า
แค่ตั้งชื่อท่าต้องอลังการขนาดนี้เลยเหรอ
วัชระดาวตก!
คีตาที่หายใแล้วพลันนึกถึงชื่อเมื่อครู่ คีตาหางส่ายอย่างรวดเร็ว ะโไปมาอย่างมีความสุข
“โฮ่ง!”
เท่สุด ๆ!
"จริง ๆ ที่ข้ามาปรากฏตัวต่อหน้าเ้าในวันนี้ ข้าเพียงนึกสนุกเล็กน้อยเท่านั้น แต่ในเมื่อเราทั้งสองมีชะตาต้องกันแล้ว ข้าคงไม่อาจไม่ทิ้งของขวัญไว้ให้เ้าสักชิ้น" นักเดินทางกล่าวต่อ
"ข้ามองไปในอดีตเหนือห้วงเวลา เ้าทำพิธีสลักคำั้แ่อายุยังน้อย ทอดทิ้งพร์ของตนไปใช่รึไม่” นักเดินทางจ้องมองไปทางนิทาน
"ผู้น้อยไม่มีทางเลือก คีตาคือครอ.."
"หยุด ข้าไม่ได้มาเพื่อตำหนิเ้า กลับกัน ข้านั้นชื่นชมคนที่ซื่อสัตย์และเห็นความสำคัญของคนรอบตัวเช่นเ้ายิ่งนัก" นักเดินทางฉีกยิ้มพูดตัดบท
"เ้ารู้ใช่รึไม่ว่ามีบางคนที่สามารถทำพิธีสลักคำครั้งที่สองได้สำเร็จจริง" นักเดินทางถาม
"ผู้น้อยทราบ บางคนฝืนสลักคำทั้ง ๆ ที่น้ำในมหานทีรากิญญาแทบจะเหือดแห้งแล้ว แต่ด้วย ปาฏิหาริย์จากฟ้ากลับมาสามารถสำเร็จได้"
"ถูกต้อง เหตุผลหลัก ๆ ที่พิธีสลักคำสามารถทำได้เพียงครั้งเดียวคือน้ำในมหานทีรากิญญานั้นไม่เพียงพอ แต่หากข้าบอกเ้าว่า สมบัติตามธรรมชาติบางชิ้นสามารถเติมน้ำนั้นได้ล่ะ" นักเดินทางยิ้มมุมปาก
คำพูดนั้นของนักเดินทางสลักลึกลงในใจของนิทาน เขาหายใจเร็วขึ้น เสียงหัวใจเต้นอย่างตื่นเต้นดังขึ้นจนเขารู้สึกได้
"เหล่าลูกหลานพวกชาติตระกูลสูงหรือศิษย์เอกของยอดคนน่ะ มักมีสมบัติเหล่านี้ที่ได้รับการประทานจากอาจารย์หรือผู้ใหญ่ในตระกูล"
"สมบัติพวกนั้นแม้ไม่อาจเติมน้ำในมหานทีจนเต็มแต่ก็เพิ่มโอกาสในการสำเร็จพิธีสลักคำขึ้นอีกครั้ง ข้ายังเคยพบยอดคนที่รักในตัวลูกหลานของตนมากจนยอมสละสมบัติเช่นนี้นับร้อยชิ้นให้ลูกหลานผู้นั้นทำพิธีสลักคำถึงสามครั้งด้วยซ้ำ คนผู้นั้นไม่ได้มีพร์สูงส่งจึงสละไปนับร้อยชิ้นเพื่อการทำพิธีสลักคำถึงสามครั้งจึงครบห้าคำ"
"ร้อยชิ้น..." นิทานพูดอย่างเหม่อลอย
แค่ชิ้นเดียวเขายังไม่มีเลย! อย่าว่าแต่มีเลย เขาพึ่งเคยได้ยินเื่สมบัติตามธรรมชาติประเภทนี้เป็ครั้งแรกด้วยซ้ำ!
"อย่าฝันหวานไป สมบัติระดับนั้นแม้ชิ้นเดียวก็นับเป็ยอดสมบัติยิ่งกว่าวัตถุสลักคำระดับอริยะแล้ว ยอดคนที่จะมีสมบัติระดับนั้นมากถึงเพียงนั้นในอาณาจักรนี้ บางทีคงมีแค่เด็กหญิงน้อยโกเมน"
เด็กหญิงน้อยโกเมน ชื่อนี้คุ้นหูนิทานเป็อย่างยิ่ง เขาจิตใจตกวูบเมื่อเขาดันนึกไปถึงคนผู้หนึ่ง
จุดสูงสุดแห่งอาณาจักรไฟกัลป์ องค์ราชินี โกเมน อัคนี ไฟกัลป์
เรียกองค์ราชินีว่าเด็กหญิงน้อย... ไม่หรอก บางทีอาจจะเป็คนชื่อเหมือนกันก็ได้ นิทานกลั้นหายใจ
"ทับทิมไฟลุกอย่างเด็กหญิงน้อยโกเมนอาจจะมีมากกว่านั้นซะอีก ยังไงเธอก็เป็ผู้ปกครองอาณาจักรนี้" นักเดินทางถอนหายใจ
หมายถึงองค์ราชินีจริงๆ ด้วย... นักเดินทางพิลึกคนนี้อยู่ในระดับไหนกันแน่ นิทานหางตากระตุกเป็่ ๆ เขาเกิดความสงสัยในตัวของชายเบื้องหน้าเป็อย่างยิ่ง
"ผู้น้อยนามนิทานและคีตา นิทานขอขอบคุณนักเดินทางมากสำหรับความเมตตาในครั้งนี้ หากมีโอกาสตอบแทนใด ๆ ผู้น้อยย่อมไม่บ่ายเบี่ยง" นิทานไหว้ขอบคุณ
"พอเลยพอ กว่าเ้าจะตอบแทนข้าได้ยังอีกนานนัก และเมื่อเ้าถึงระดับข้าแล้ว เ้าจะรู้เองว่าการสร้างกุศลกรรมดีนั้นเป็เื่ที่ทำได้อย่างง่ายดาย" นักเดินทางยิ้ม
"หมดธุระแล้ว ข้าไปก่อนล่ะ จงหมั่นเพียรฝึกตนในการขีดเขียนชะตา หากมีวาสนาเ้าอาจจะได้เจอข้าอีก" ร่างของนักเดินทางหายวับไปราวกับภาพมายา เหมือนกับไม่เคยคงอยู่ั้แ่แรก
ััอะไรไม่ได้เลย เหมือนอยู่ ๆ ก็หายไปเฉย ๆ นิทานคิดขณะที่รับััจากคีตา
"เื่สุดท้าย สมบัติแบบที่ว่า มีชิ้นหนึ่งที่เ้าอาจคว้ามาครองได้ ปีหน้า่ฤดูใบไม้ผลิ จักรวรรดิมาลาไคจะจัดงานประลองงานหนึ่งที่จัดขึ้นทุก ๆ สิบปี ผู้ที่เข้าร่วมต้องอายุน้อยกว่า 40ปี"
เสียงของนักเดินทางดังแว่วมา
"รางวัลอันดับหนึ่งคือสมบัติตามธรรมชาติน้ำค้างกลั่นจันทรา สามารถเติมน้ำในรากิญญาได้ระดับหนึ่ง"
เมื่อกล่าวจบ เสียงของนักเดินทางก็เลือนหายไป ไม่มีร่องรอยของนักเดินทางผู้นั้นอีกเลย หากนามของสมบัติตามธรรมชาติชิ้นนั้นยังคงก้องวนเวียน
น้ำค้างกลั่นจันทรา!