มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 63 เรือลำเล็ก

    บทที่63เรือลำเล็ก


            ปู้ชิงเถาถูกความเจ็บปวดแผ่ลามไปทั่วร่างราวกับว่าพลังรูปอสรพิษกำลังชอนไชเข้าไปตามกระแสเลือดของมันก็ปาน ชายหนุ่มจึงมีเลือดลมปั่นป่วนจนร่างจะระเบิดออกมา

     

            เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดนี้ทำให้ทั่วบริเวณต้องเงียบสงัดเหล่าผู้กล้าที่เดินทางผ่านมาหวังเข้าสู่ลานศิลาล้วนหยุดชะงักมิเข้าใกล้ ผู้คนที่ออกันแน่นจึงดูแออัดมากมายเป็นเหตุให้เจิ้งกวนต้องรีบทำอะไรซักอย่างเพราะเกรงว่าจะเป็นจุดสนใจจนสร้างปัญหาตามมาภายหลังมันจึงรั้งพลังอสรพิษคืนกลับ คมเขี้ยวที่กำลังฝังลึกแลแพร่พลังกำจายไปยังโลหิตต้องหยุดชะงักพลังของอสรพิษแปรเปลี่ยนเป็นแส้พันธนาการร่างของชายหนุ่ม จากนั้นเจิ้งกวนก็ออกแรงฉุดกระชากร่างของปู้ชิงเถาให้ลอยละลิ่วมุ่งออกไปในที่ลับตาผู้คนทันที

             

            “ครานี้เจ้าก็จะได้ทรมานอย่างเต็มที่แล้ว"

            น้ำเสียงอันเย็นเยียบดังกระทบโสตของปู้ชิงเถาแต่ปู้ชิงเถาไหนเลยจะเกรงกลัวคำขู่จนสติหลุดลอย ตลอดมาแม้จะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างสาหัสแต่มันก็ยังมองหาจังหวะและโอกาสอยู่เสมออาศัยช่วงเวลาที่พลังคุกคามชีวิตทดถอย พลังลมปราณที่ถูกมันรวมรั้งไว้ที่หมัดก็ปล่อยออกกระบวนท่าที่สี่ในเคล็ดวิชาท่องไพศาลถูกปลดปล่อย หมัดทะลวงนภาส่งพลังลมปราณที่ทอดออกราวเสาขนาดใหญ่ขวางแผ่นฟ้าพลังที่อัดแน่นในเสาลมปราณซึ่งทอดขวางราวกับมวลอากาศที่ถูกบีบอัดภายใต้พลังที่พันธนาการเส้นสายพลังสีเทาที่พันธนาการร่างของชายหนุ่มไว้จึงบวมเต่ง และในที่สุดก็เกิดการระเบิดออกอย่างรุนแรง

             

            ตูมมม!!

             

            ร่างของปู้ชิงเถาเมื่อหลุดออกจากการคร่ากุมมันก็ล้มกลิ้งอัดกระแทกไปตามถนนสายหนึ่งที่แคบเล็กร่างกลิ้งปะทะเข้าใส่เสาไม้ของร้านรวงตามรายทางหลายหลังจนหักโค่นคนค่อยหยุดชะงักลงได้

             

            เจิ้งกวนได้เห็นพลังลมปราณสามัญของศัตรูทำลายพลังปาฏิหาริย์ของตนได้ก็บังเกิดความเหลือเชื่อดูเหมือนเคล็ดวิชาที่ร้ายกาจเป็นทุนเดิมอยู่แล้วของชายหนุ่มจะได้รับการขัดเกลาเพิ่มพูนขึ้นเป็นอย่างมากช่วงเวลาที่มันหลบหนีไปนี้มิรู้ว่ามันไปพานพบวาสนาใดเข้า

             

            ปู้ชิงเถามันไม่ได้เจอวาสนาแต่มันโชคดีที่ได้พานพบน้องร่วมสาบานซึ่งมีเคล็ดวิชาที่มันขาดไปอยู่พอดี ประการสำคัญสติปัญญาของน้องร่วมสาบานมันผู้นี้ยังเทียบเทียมผู้ฝึกมหาวิถีวจนะปัญญาระดับสูงสามารถแปรเปลี่ยนเคล็ดวิชาเดิมที่ร้ายกาจอยู่แล้วให้ร้ายกาจขึ้นไปอีกขั้นจนแทบจะปิดช่องโหว่ได้หมดสิ้น

             

            ขณะที่เจิ้งกวนบังเกิดความแตกตื่นสงสัยหนึ่งกระบี่ร่องธาราก็แผ่พุ่งมาจากร้านรวงข้างถนนที่พังไปทั้งแถบ คมกระบี่ที่คล้ายซุกซ่อนใต้ท้องคลื่นโหมซัดปลายกระบี่กระหน่ำแทงแลฟาดฟันเข้าใส่เป้าหมายเป็นพัลวัล

             

            ปู้ชิงเถาชิงลงมือมิหลบหนีมีแต่ต้องทำให้บุรุษชราพลาดพลั้ง มันถึงจะมีโอกาสรอดพ้นจากเงื้อมมือ

             

            “เป็นการดิ้นรนที่เปล่าประโยชน์!”

            เจิ้งกวนตั้งหลักไม้เท้าในมือปัดป้องกระบี่ที่รุกโหมแลเคลื่อนมาอย่างพริ้วแผ่วดั่งคลื่นใต้ท้องธารานี้อย่างหมดจดทุกหนึ่งการกระแทกของไม้เท้าราวกับภูษาเหล็กหล่นทับ ข้อแขนของปู้ชิงเถากระตุกวูบรวดร้าวกระบี่ในมือแทบร่วงหล่น ร่างถูกไม้เท้ากระแทกใส่จนเซถลาล้มลงหลายรอบ โลหิตสดกระอักออกมาคำแล้วคำเล่าทว่าปู้ชิงเถาก็ยังกัดฟันสู้อย่างยิบตา

             

            ยิ่งสู้ความเฉียบคมและจิตสังหารของปู้ชิงเถาก็ยิ่งเพิ่มพูนกระบี่ในมือที่ทิ่มแทงก็ฉับไว พลังลมปราณสามัญถ่ายทอดอย่างต่อเนื่องมิขาดตก เมื่อกอปรรวมเข้ากับท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาความรวดเร็วก็ยิ่งเพิ่มพูนจนละลานตา เจิ้งกวนได้เห็นยังต้องขมวดคิ้ว แม้นการลงมือของฝั่งตรงข้ามจะสร้างอันตรายแก่ตนได้เพียงรอยแผลเล็กๆภายนอก แต่นี่ก็แสดงให้เห็นถึงความร้ายกาจที่จะถูกต่อยอดได้ในภายภาคหน้า หากอาศัยเคล็ดวิชานี้ผสานรวมเข้ากับเคล็ดลมปราณที่ลึกล้ำกว่านี้การต่อสู้ครั้งต่อไปจะยิ่งตรึงมือขึ้นอีกแน่ เช่นนั้นมันจะปล่อยให้โอกาสดังกล่าวเกิดขึ้นมิได้!

             

            เจิ้งกวนถลึงตา

            “อย่าได้ใจนัก!”

             

            มันพลิกตัวฟาดฝ่ามือเข้าใส่แผ่นอกของปู้ชิงเถาพลังวจนะยุทธ์สีเทาพวยพุ่งกระแทกร่างของชายหนุ่มจนกระเด็นอัดกระแทกเข้าช่องประตูของอาคารหลังหนึ่งพลังฝ่ามือนี้ของเจิ้งกวนปลดปล่อยมหาวิถีแห่งวจนะยุทธ์ขั้นสูงสุดเท่าที่มันจะปลดปล่อยออกมาได้มันจึงแน่ใจว่าเมื่อรับพลังการโจมตี เพียงผู้มีพลังลมปราณสามัญหากไม่ตายก็จะต้องพิการมิอาจลุกเดินได้ต่อ

             

            แต่ทว่าพอมันติดตามเข้าไปยังช่องประตูที่พังทลายร่างที่สมควรนอนจมกองโลหิตกลับเลือนหาย!

             

            ปู้ชิงเถากลับใช้ท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาอาศัยอาคารที่บดบังสายตาหลบหนีไปอย่างเงียบเชียบแล้ว

             

            เจิ้งกวนเบิกตา

            “เป็นไปไม่ได้"

             

            ปู้ชิงเถาตั้งแต่ต้นชายหนุ่มมิได้หวังสู้เอาชนะเจิ้งกวนเพราะมันสำนึกในพลังลมปราณของตนดี เช่นนั้นที่มันต่อสู้จึงเพียงเป็นการสู้เพื่อหาโอกาสมันมองช่องทางที่จะหลบหนี แลกำหนดจุดที่จะรับการปะทะอยู่เสมอ การต่อสู้ที่มันชิงจู่โจมออกทุกครั้งจึงมิใช่การชิงลงมือหวังผลแต่อย่างเดียวแต่มันลงมือเพื่อบีบให้ฝ่ายตรงข้ามตอบโต้ในทิศทางที่มันตั้งใจไว้ นับว่าชายหนุ่มอาศัยการจู่โจมเป็นตัวล่อในการป้องกันทุกหนึ่งการใช้กระบวนท่าของชายหนุ่มจึงแฝงด้วยการป้องกันทั้งสิ้น รอจนพลังของฝ่ายตรงข้ามจู่โจมสวนมากอปรกับอาศัยการที่เข้าใจในนิสัยใจคอของฝ่ายตรงข้ามเป็นอย่างดี มันจึงแสร้งรับพลังการโจมตีโดยปลดปล่อยพลังต้านรับถึงขีดสุด ถลาตัวตามแรงโจมตีไปในช่องทางที่เลือกไว้ จากนั้นก็ฝืนร่างกายใช้ท่าเท้าอันแผ่วเบาราวเหยียบบนม่านเมฆาในที่บดบังตาคนหลบหนีออกไปยังอีกฝั่งทันที

             

            เพียงชั่วพริบตาที่เจิ้งกวนคิดว่าปู้ชิงเถาพลาดท่าปู้ชิงเถาก็ได้หลบหนีไปไกลแล้ว

             

            เจิ้งกวนรู้ตัวว่าตนหลงกลของฝ่ายตรงข้ามมันก็บังเกิดโทสะฟาดฝ่ามือเข้าใส่ผนังอาคารจนดังโครมใหญ่ พร้อมแผดเสียงดังลั่น

            “ตามตัวมันให้พบ!”

            คำสั่งนี้ถ่ายทอดออกเหล่าขอทานที่ติดตามอยู่รอบนอกก็วิ่งทะยานออกไปในทันที ส่วนขอทานที่เหลือ เจิ้งกวนได้นำพาพวกมันไปเฝ้าปิดล้อมบริเวณทุกจุดที่สามารถไปรวมกลุ่มกับเจ็ดพรรคใหญ่ไว้แล้ว

             

            ไม่ว่าอย่างไรวันนี้ปู้ชิงเถาก็จักต้องออกจากเมืองหลวงมิได้โดยเด็ดขาด!

             

            ขอทานแห่งพรรคเอกยาจกเคลื่อนไหวทั่วเมืองแต่พวกมันก็มิได้ไปตอแยในส่วนของการชุมนุมเหล่าผู้กล้า เพียงแต่คอยเฝ้าระวังแลจับตามิให้ปู้ชิงเถาเข้าไปร่วมในขบวนเท่านั้นด้านปู้ชิงเถาที่แม้หลบหนีได้ ทว่าฝ่ามือสุดท้ายของเจิ้งกวนที่ฟาดมาก็ทำให้มันต้องบาดเจ็บสาหัสแลหอบหายใจติดขัดมันกระอักโลหิตออกมาจนแทบหมดร่างกาย ดีที่ได้ยาบำรุงร่างกายที่ฮุ่ยจวินมอบติดตัวไว้ให้จึงยังประคับประคองร่างกายของตนได้

             

            ที่เมืองหลวงแคว้นเว่ยมีแม่น้ำจิ่งซึ่งมีต้นกำเนิดจากเขาเถาหมิงซานไหลผ่านและแม่น้ำสายนี้ก็ยังทอดไปสู่เมืองต่างๆ ทะลุไปจนถึงแม่น้ำร้อยลี้ เช่นนั้นเมืองหลวงแห่งนี้จึงยึดแม่น้ำจิ่งเป็นแม่น้ำสำคัญสายหลักที่ใช้เป็นทางสัญจรเพื่อเดินทางและขนส่งสินค้าสู่เมืองต่างๆทั้งตะวันออกและตะวันตก แม่น้ำสายนี้ยังไหลไปถึงท่าน้ำซุนเฮียงอันเป็นท่าน้ำสุดท้ายของแคว้นเว่ยและเป็นท่าน้ำที่ทอดออกสู่สถานที่อันเป็นปริศนาอย่างแม่น้ำร้อยลี้ ท่าน้ำแห่งนั้นเป็นท่าน้ำที่ใกล้กับแม่น้ำร้อยลี้เป็นที่สุดทว่ากลับไม่มีเรือลำใดที่คิดจะแล่นเข้าสู่แม่น้ำร้อยลี้ในบริเวณแห่งนั้นแม้เพียงนิดหากต้องการข้ามแม่น้ำร้อยลี้ไปยังแผ่นดินใหญ่อีกฟากที่ฝั่งตะวันออก พวกมันจะเลือกเดินทางลัดเลาะไปข้ามที่จุดปลอดภัยของแม่น้ำร้อยลี้ซึ่งอยู่ตอนใต้ของแผ่นดินใหญ่ทั้งสิ้นเพราะว่ากันว่า เรือที่เข้าไปในแม่น้ำร้อยลี้ผ่านบริเวณอื่นล้วนไม่เคยมีข่าวว่ามันจะได้กลับออกมาแม้แต่ลำเดียวแต่ท่าน้ำที่อยู่สุดปลายสายของแม่น้ำจิ่งที่ว่า ก็คือจุดนัดหมายสุดท้ายของภาคีเจ็ดพรรคใหญ่ฝั่งตะวันตกที่จะรวมตัวเพื่อออกสู่แม่น้ำร้อยลี้!

             

            ปู้ชิงเถาเมื่อมิอาจฝ่าเหล่าขอทานจากพรรคเอกยาจกไปรวมกับเหล่าผู้กล้าที่ลานศิลากลางเมืองได้มันจึงฝืนพาสังขารอันสาหัสหลบมาที่ท่าเรือของเมืองหลวง ปู้ชิงเถามันไม่รู้แผนการเดินทางของเจ็ดพรรคใหญ่แต่เมื่อคำนวนจากระยะทางและเหล่าผู้กล้าที่รวมตัวกันจำนวนมากแล้ว การสัญจรทางเรือจึงนับเป็นหนทางที่ประเสริฐที่สุดมันจึงคาดเดาว่าการเดินทางครั้งนี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะโดยสารผ่านทางเรือ

             

            เมื่อหลบตามซอกซอยมาจนถึงท่าน้ำมันก็พบว่ามีเรือขนาดใหญ่ลำหนึ่งเทียบท่าอยู่ ดูจากธงสัญลักษณ์เจ็ดผืน แน่นอนว่านั่นคือเรือของภาคีเจ็ดพรรคใหญ่พวกมันจักเดินทางโดยเรือจริงๆ

             

            เห็นดังนั้นปู้ชิงเถาก็บังเกิดความยินดีคนจึงรีบที่จะลอบขึ้นเรือก่อนใครเพื่อน ท่าเรือในเมืองหลวงแห่งนี้มีเรือเล็กใหญ่เทียบท่าอยู่หลายลำผู้คนก็มากหน้าหลายตา ขบวนขนส่งสินค้าก็วุ่นวาย การแฝงตัวและหลบหนีจึงเป็นไปได้อย่างง่ายดายแต่ด้วยความโดดเด่นของเรือ จึงไปกระตุ้นความสนใจของเหล่าขอทานเข้า ความคิดแวบแรกของพวกมันจึงไม่ผิดเพี้ยนไปจากปู้ชิงเถาแม้แต่น้อยปู้ชิงเถาคิดว่าขบวนผู้กล้าจะเดินทางด้วยเรือ เหล่าขอทานเองก็คาดเดาอย่างนั้นเช่นเดียวกันพวกมันจึงส่งกำลังคนจำนวนมากมาจับตาและเฝ้าดูมิให้คลาด หากมีสิ่งใดผิดปกติ พวกมันก็พร้อมจะลงมือทันที

             

            ปู้ชิงเถาที่กำลังจะบรรลุถึงเรือลำใหญ่อยู่แล้วเป็นต้องชะงักจนตัวโก่งยิ่งตอนนี้จื่อจิ้งผู้อาวุโสคนใหม่ได้มาสมทบกับประมุขเจิ้งกวนของมันแล้ว สถานการณ์ของปู้ชิงเถาก็ยิ่งวิกฤติและน่าหวาดเสียวมากกว่าเดิม

             

            จื่อจิ้งเดินลาดตระเวนมาพร้อมกับขอทานนับสิบส่งให้ปู้ชิงเถาต้องทะยานกายไปยังเรือลำหนึ่งที่เต็มไปด้วยถังและหีบห่อหลายใบ มันรีบนอนซุกตัวในกองสัมภาระนั่นพร้อมดึงผ้าใบผืนหนึ่งออกมาปิดคลุม

             

            จุดที่มันซ่อนตัวโชคดีว่าเป็นที่เก็บถังน้ำและอาหารแห้ง ช่วยให้ชายหนุ่มได้ดื่มเพื่อแก้กระหาย เมื่อความชุ่มฉ่ำของน้ำเคลื่อนลงผ่านลำคออาการบาดเจ็บก็คล้ายไฟถูกน้ำมันราดรด ความเจ็บปวดจึงพุ่งขึ้นสู่ห้วงแห่งความรู้สึกของชายหนุ่มคนจึงหลุดส่งเสียงครวญครางในลำคอออกมา น้ำนี้ช่วยแก้กระหาย แต่กลับกระตุ้นความเจ็บปวดของมันให้ปรากฏขึ้นวูบและบังเอิญที่จื่อจิ้งผ่านทางมาพอดี หูของมันแว่วยินเสียง ฝีเท้าจึงหยุดชะงัก ส่วนสายตาได้สาดส่องจ้องเขม็งไปทั่วบริเวณ

             

            ครู่ใหญ่สายตาของจื่อจิ้งจึงตกไปยังผ้าคลุมสัมภาระของเรือลำหนึ่งมันขมวดคิ้วก่อนเดินผ่านไป แต่แล้วท่าทีที่เดินผ่านกลับชะงัก เพราะแม้ร่างของมันจะผ่านไปแล้วแต่มือของมันยังอยู่ มันกระชากผ้าคลุมสัมภาระบนเรือลำนั้นขึ้นมาทันใด!

             

            ทว่าสิ่งที่เห็นนอกจากจะเป็นถังน้ำทั่วไปก็ไม่มีสิ่งใดปะปนอยู่อีก

             

            จื่อจิ้งวางผ้าใบในมือลงคนมองไปที่เรืออีกลำซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน มันจ้องมองผ้าใบอีกผืนที่คลุมบนสัมภาระ มือเอื้อมลงไปคว้าแต่ขณะที่จะทำการเลิกผ้าคลุมขึ้นมา เสียงอันทรงพลังของคนผู้หนึ่งก็ดังขึ้น

             

            “เจ้ามีปัญหาใดกับเรือของข้าหรือ"

             

            มือที่กำชับอยู่บนผ้าคลุมของจื่อจิ้งจึงหยุดชะงักพอมันหันไปมองผู้ที่กล่าววาจา มันก็ต้องรีบผสานมือบอกปัดเป็นเชิงว่าเข้าใจผิดในทันใดก่อนที่พวกมันจะพากันเดินลาดตะเวนไปยังสถานที่แห่งอื่นโดยรอบท่าเรือต่อทันที

             

            เจ้าของเสียงผู้นั้นหรี่ตามองเหล่าขอทานที่มีท่าทางลับๆล่อๆ คล้ายกำลังทำสิ่งใด

             

            ส่วนปู้ชิงเถาได้แต่ถอนลมหายใจอย่างเนิบช้าแผ่วเบาเพราะหากเมื่อครู่ผ้าคลุมถูกเลิกขึ้น ชีวิตของมันได้จบสิ้นแน่!

             

            แต่ถึงแม้ชายหนุ่มจะรอดในตอนนี้แต่ทว่าหนทางที่จะมุ่งไปสู่เรือลำใหญ่ก็ได้ถูกปิดตายไปแล้ว เหล่าขอทานกระจายตัวกันจนเห็นได้ชัดเจิ้งกวนและจื่อจิ้งก็ได้มารวมตัวกันแล้ว ต่อให้มันแปลงร่างเป็นแมลงได้ก็มิอาจหลบรอดจากสายตาของเหล่าขอทาน

             

            เมื่อเป็นเช่นนี้ปู้ชิงเถาก็มิอาจที่จะไปขึ้นเรือยิ่งพอเห็นเหล่าผู้กล้าพากันทยอยขึ้นเรือจนหมดสิ้นแล้ว มันก็ยิ่งบังเกิดความร้อนใจอย่างยิ่งยวดในขณะที่กำลังจะวางแผนหาทางใหม่เพื่อขึ้นเรือของภาคีเจ็ดพรรคใหญ่ฝั่งตะวันตกนี้ เสียงฝีเท้าสามเสียงก็ดังขึ้นบนเรือที่มันหลบซ่อนอยู่

             

            เรือโคลงไปมาแผ่วเบาครู่หนึ่งโดยมิทันที่ปู้ชิงเถาจะได้คิดสิ่งใด เรือลำที่มันกำลังซ่อนตัวอยู่นี้ก็แล่นออกจากท่าน้ำเมืองหลวงไปอย่างรวดเร็วแล้ว!

             

             

             

             

             

             

             

     

    คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน