อุ๊แว้ อุแว้ “คลอดแล้วเจ้าค่ะ คลอดแล้ว” จางเหมี่ยนร้องตะโกนวิ่งกระวีกระวาดออกมาแจ้งแม่ทัพทั้งสอง
“คลอดแล้วเจ้าค่ะนายท่าน เป็นคุณชายน้อยเจ้าค่ะ” แม่ทัพทั้งสองต่างถอนหายใจพร้อมกัน โล่งใจเหมือนได้ยกภูเขาทั้งลูกออกจากอกก็ไม่ปาน หลังจากทำความสะอาด และจัดการให้ฉางหลิวหลีพักผ่อนแล้ว เจิ้งมู่หรง
ก็อุ้มทารกน้อยออกมาให้แม่ทัพทั้งสองได้เชยชม
“ท่านพ่อตั้งชื่อให้เหลนสิเจ้าคะ” นางพูดกับพ่อสามี
ในดวงตาของแม่ทัพอาวุโสเอ่อคลอด้วยน้ำตา แม้จะได้ชัยชนะสิบครั้งก็คงไม่ดีใจเท่าครั้งนี้
“อันนี้หลิวหลีให้มาเจ้าค่ะ” ฮูหยินฉางนำกระพรวนเงินใส่แขนให้ทารกน้อย
“เช่นนั้นก็ให้ชื่อคุณชายน้อยผิงอันก็แล้วกันคุณชายน้อยคนนี้เป็นลูกหลานของตระกูลฉางแต่เพียงผู้เดียว” อดีตแม่ทัพใหญ่กล่าวอย่างหนักแน่น
เสื้อนอกและในถูกถอดออกจนหมด อกกว้างถูกผลักให้นอนราบลงกับเตียง แผ่นหลังเปลือยเปล่าเมื่อสัมผัสกับความเย็นทำให้สติของหย่งซีเฉินกลับคืนมา ท่านอ๋องลืมตาขึ้นมองเห็นใบหน้าของกัวรุ่ยหานอยู่ใกล้แค่ฝ่ามือเดียวเขาจึงผลักนางกระเด็นลงจากเตียงแล้วตะโกนเรียกเวินฉงหลินเสียงดัง
“เวินฉงหลิน!!” เวินฉงหลินที่เพื่งกลับมาจากส่งเซียวซ่งหลานก็รีบวิ่งเข้าไปในห้องของหย่งซีเฉิน
“ท่านอ๋องเป็นอะไรหรือขอรับ”
“เจ้ายังจะถามข้าอีกหรือตอบมาว่ามันคืออะไร” ฉงหลินเหลือบไปเห็นกัวรุ่ยหานร่างกายเกือบเปลือยเปล่านั่งตัวสั่นอยู่ข้างเตียงก็เข้าใจทันที
“กระหม่อมขออภัยพะยะค่ะแม่นางรุ่ยหานบอกว่าเอาน้ำแกงสร่างเมามาส่งท่าน กระหม่อมเลยให้นางเข้าไปพะยะค่ะ ไม่คิดว่า”
“ไม่ต้องพูดข้าเคยบอกเจ้าแล้วใช่ไหม ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน ก็ห้ามมีสตรีในเรือนของข้าเด็ดขาด ไปตามผู้ว่าการมาพบข้า”
กัวปินมาถึงก็รีบคุกเข่าลงต่อหน้าหย่งซีเฉิน เพราะดูจากอารมณ์ของท่านอ๋องคงจะไม่สุนทรีย์เหมือนอย่างที่เขาคิดไว้
“ครั้งนี้ข้าจะให้อภัยท่านแต่อย่าให้มีครั้งหน้าอีก ไม่เช่นนั้นเมืองหลินโจวแห่งนี้จะไม่มีชื่อของตระกูลกัวอีกต่อไป”
“กระหม่อมทราบแล้วพะยะค่ะ”
สองพ่อลูกลนลานออกไปด้วยความกลัวสุดขีด
“ท่านเจ้าเมืองมีคนมาขอพบท่านขอรับ” บ่าวรับใช้เข้ามารายงานสวีจวิ้น
“ข้าน้อยคาราวะท่านเจ้าเมืองขอรับ”
“ท่านมาหาข้าด้วยเรื่องอันใดหรือ"สวีจวิ้นถามเพราะไม่เคยเห็นหน้าคนผู้นี้มาก่อน
“ข้ามาจากเมืองหลวงนำจดหมายของนายท่านมาส่งให้ท่านขอรับ”
“นายท่านของท่านเป็นใครหรือ” สวีจวื้นยังสงสัย
“ท่านอ่านจดหมายท่านจะเข้าใจเองขอรับ” สวีจื้นเปิดจดหมายในมือออกอ่าน
“และนี่เป็นของที่นายท่าน ฝากมาให้ท่านขอรับ” หีบไม้ใบใหญ่วางอยู่บนโต๊ะเมื่อสวีจวิ้นเปิดดูข้างในกลับเต็มไปด้วยทองคำและของมีค่า อ่านเนื้อความจดหมายแล้วสวีจวื้นก็เข้าใจทันที
“ข้าฝากบอกนายของท่านด้วย ข้าเป็นเพียงขุนนางตัวเล็กๆไม่ได้มีเส้นสายอะไร หากจะให้ข้ารวบรวมขุนนางแล้วนัดหมายให้นายขอท่าน ข้าคงทำไม่ได้”
“ท่านคิดดีแล้วหรือที่ปฎิเสธนายท่านของข้า”
“ข้าเป็นขุนนาง หากเป็นเรื่องเดือดร้อนหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมข้าช่วยเหลือท่านได้แน่ แต่ถ้าเป็นเรื่องอี่นข้าต้องขออภัย” เด็กๆส่งแขก
“อย่าลืมเอาของ ของท่านกลับไปด้วย”
“ท่านอย่าเสียใจทีหลังล่ะท่านเจ้าเมือง”
“รัชทายาทจะไปต้าโจวจริงๆหรือพะยะค่ะ” หยวนเซาองครักษ์คนสนิทของซือฟางเจี้ยนถาม
“ใช่ ข้าต้องไปดูหน่อยเมื่อก่อนเสด็จพ่อไม่ยอมให้ข้าไปเพราะข้ายังเด็ก แต่ตอนนี้เสด็จพ่อไม่ห้ามข้าแล้ว”
“กระหม่อมได้ข่าวว่าอีกไม่นานอ๋องเฉินก็จะเดินทางกลับต้าโจวแล้ว หากพระองค์ไปจะไม่เป็นอันตรายหรือขอรับ” หยวนเซาออกความเห็น
“เขาไม่กล้าทำอะไรข้าหรอก เพราะหากเขาลงมือกับข้าที่ต้าโจวสองแคว้นต้องเกิดสงครามใหญ่แน่นอน”
“แล้วพระองค์จะออกเดินทางเมื่อไหร่”
“คืนนี้เจ้าเตรียมตัวไว้ก่อน ออกเดินทางเมื่อไหร่ข้าจะบอกอีกที”
“ไม่รีบร้อนไปหน่อยหรือขอรับ”
“เราต้องไปให้ถึงก่อนที่หย่งซีเฉินจะไปถึง”
“เช่นนั้นกระหม่อมขอตัวไปเก็บของขอรับ”