บทที่ 55 ขายหมี
นับตั้งแต่โรงพนันในหมู่บ้านเปิดทำการ ชีวิตของเฉินผิงอันก็เหลือเพียงสองที่ คือนอนอยู่บ้าน หรือไม่ก็ไปโรงพนัน
ที่ดินที่ปล่อยให้คนอื่นเช่ายังมีรายได้ดี แต่พื้นที่อีกสองไร่ที่เหลือนั้นถูกปกคลุมไปด้วยหญ้า
เฉินผิงอันไม่ใส่ใจนัก เพราะอย่างไรเสียก็ยังมีรายได้จากค่าเช่าที่ดินทุกปี แค่ปล่อยที่ดินรกร้างไปสองไร่คงไม่เป็นไรหรอก หลินชุนฮวาเองก็ไม่ได้สนใจ ยิ่งไปกว่านั้น ค่าเช่าที่เก็บมาได้ทั้งหมดก็อยู่ในมือนาง นางจึงเป็นคนจัดการค่าใช้จ่ายในครอบครัวทั้งหมด แม้แต่ค่าอาหารก็ยังประหยัด
ในช่วงนี้เฉินเถียนเถียนยุ่งอยู่กับการล่าสัตว์และเก็บอาหารต่าง ๆ ไว้ใช้เอง จึงไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้มากนัก
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากทานอาหารเสร็จ เฉินผิงอันก็ไปโรงพนันตามปกติ
หลินชุนฮวานำอาหารไปให้เฉินเฉิงเยี่ย และก็กลับมาแต่งตัวสวยอีกครั้ง
เฉินเฉินรู้สึกหิวมาก แต่พอนึกได้ว่าวันนี้จะได้เรียนหนังสือ ก็ตื่นเต้นจนลืมความหิวไปเลย
เฉินเฉิงเยี่ยที่คิดว่าวันนี้เฉินเฉินต้องมาขอให้เขาสอนหนังสืออีก จึงยกยิ้มมุมปาก กำลังคิดว่าจะแกล้งเด็กนั่นอย่างไรดี
แต่ใครจะคิดว่าเฉินเฉินกลับอาบน้ำแต่งตัวอย่างรวดเร็ว แล้วถือหนังสือออกจากเรือนไป เฉินเฉิงเยี่ยสงสัยเป็นอย่างมาก แต่เขาก็ไม่อยากออกจากเรือน เนื่องจากผู้คนในหมู่บ้านยังคงพูดถึงเรื่องของเขา เขาจึงไม่อยากออกไปฟังคำซุบซิบนินทา
เด็กนั่นไม่มารบกวนเขาก็ดีแล้ว ในปีหน้าช่วงฤดูใบไม้ผลิจะมีการสอบวัดระดับมณฑล และในช่วงฤดูใบไม้ร่วงจะเป็นการสอบวัดระดับภาค เฉินเฉิงเยี่ยที่ผ่านการสอบวัดระดับมณฑลแล้ว ในปีหน้าเขาก็ต้องผ่านการสอบวัดระดับภาคเช่นกัน
เฉินเฉินเดินออกมาจากเรือนแล้ว เฉินเถียนเถียนจึงออกตามหลังไป ถึงแม้นางจะง่วงนอนมาก แต่ในเมื่อสัญญากับเฉินเฉินไว้แล้ว จึงต้องรักษาคำพูด
เฉินเถียนเถียนนั่งลงข้างลำธารและเปิดหนังสือ หนังสือเล่มนี้มีสภาพค่อนข้างทรุดโทรม มุมหนังสือขาดเล็กน้อย แถมยังมีรอยหมึกเปื้อนอยู่ด้วย เห็นได้ชัดว่าเฉินเฉิงเยี่ยไม่ได้สนใจหนังสือเล่มนี้เลย
แต่ตัวอักษรข้างในยังคงเห็นได้ชัดเจน ที่แท้ก็เป็นตัวอักษรจีนโบราณที่เฉินเถียนเถียนเคยเรียนมาจากคุณปู่ในยุคปัจจุบันนั่นเอง
“ธรรมชาติโดยกำเนิดของมนุษย์…”
เฉินเถียนเถียนเปิดหนังสือและสอนเฉินเฉินให้อ่านทีละคำ จากนั้นก็ใช้กิ่งไม้มาสอนเขียนตัวอักษรลงบนพื้น
เมื่อเจอประโยคที่เข้าใจยาก เฉินเถียนเถียนก็จะอธิบายอย่างใจเย็น ซึ่งต่างจากการสอนของผู้อาวุโสคนอื่น ๆ
เฉินเฉินชอบมาก เขารู้สึกตื่นเต้นและเพลิดเพลินไปกับการเรียนหนังสือ
แค่เพียงวันเดียวเฉินเฉินก็เรียนรู้ตัวอักษรได้ไม่ต่ำกว่าห้าสิบคำ
สุดท้ายเฉินเถียนเถียนจึงคิดได้ว่า ถ้าสอนเฉินเฉินมากเกินไปกลัวว่าเขาจะจำไม่ได้ ดังนั้น จึงหยุดเรียนไว้ก่อน
หลังจากสอนหนังสือเฉินเฉินเสร็จแล้ว เฉินเถียนเถียนจึงสั่งให้เขาฝึกเขียนตัวอักษรด้วยกิ่งไม้ แล้วนางก็รีบไปเตรียมตัวเข้าเมือง
เฉินเถียนเถียนไม่เคยเข้าเมืองมาก่อน แต่นางก็ไม่มีความกลัวใด ๆ เพราะนางไม่ใช่หญิงที่ขี้ขลาดและอ่อนแอ แต่เป็นถึงตำรวจหญิงเฉินเถียนเถียน!
ก่อนหน้านี้ อวิ๋นเคอให้เงินนางไว้เพื่อใช้จ่ายค่าเดินทาง นางจึงเอาเงินไปจ้างคนขับเกวียน
คนขับเกวียนก็เป็นชาวบ้านในหมู่บ้านเซินหนี่ คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านนี้มีนามสกุลเฉิน จึงมีความสัมพันธ์เป็นญาติห่าง ๆ กันทั้งนั้น
เช่นเดียวกับชายชราที่ขับเกวียนคนนี้ เฉินเถียนเถียนเรียกเขาว่าลุง
เด็กสาวก้มหน้าอาย ๆ แล้วเรียกลุงเบา ๆ ชายชราที่อารมณ์ดีจึงขับเกวียนเข้าเมือง
แม้ว่าเฉินเถียนเถียนจะไม่เคยเข้าเมืองมาก่อน แต่นางก็ย้ำเตือนกับตนเองหลายครั้งว่าอย่าเดินเตร่ไปไหน ให้รีบไปตามนัดหมายของอวิ๋นเคอ เมื่อเสร็จธุระก็รีบกลับทันที
เฉินเถียนเถียนยอมรับความห่วงใยและความหวังดีจากคนแปลกหน้าอย่างเปิดเผย ในยุคนี้คนใจดีมีอยู่มาก ส่วนคนใจร้ายอย่างหลินชุนฮวานั้นมีอยู่น้อย
ผ่านไปไม่นาน อวิ๋นเคอก็ปรากฏตัว
เฉินเถียนเถียนเดินตามเขาไปอย่างเงียบ ๆ ไม่ใกล้ไม่ไกล ในที่สุดก็มาหยุดลงในตรอกที่แทบไม่มีผู้คนผ่านไปมา จากนั้นก็ลากหมีป่าตัวนั้นออกมาจากเถาเป่า ซึ่งสิ่งของที่เก็บไว้ในเถาเป่ายังคงสดใหม่เสมอ
อวิ๋นเคอไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร เขาจัดการแบกหมีตัวนั้นเดินไปที่ประตูหลังของเรือนหลังหนึ่งในตรอก จากนั้นก็เคาะประตู
ประตูถูกเปิดออกโดยพ่อบ้าน เมื่อพ่อบ้านเห็นพรานผู้หนึ่งแบกหมีอยู่บนไหล่ เขาก็อดตกใจไม่ได้ พลางคิดในใจว่า คนผู้นี้ช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก
“ข้าได้ยินมาว่านายน้อยของท่านชอบทานเนื้อสัตว์ป่า ไม่ทราบว่าท่านต้องการซื้อหมีป่าตัวนี้หรือไม่?”
พ่อบ้านรีบพยักหน้ารัว ๆ เขาซื้อแน่นอน มีของดีแบบนี้ไปขอรางวัลจากนายน้อย ย่อมเป็นเรื่องที่ดี
อวิ๋นเคอแบกหมีเข้าไปข้างใน แล้วโยนลงบนพื้นอย่างแรง ทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจาย
“นี่คือหมีทั้งตัวที่ยังมีสภาพสมบูรณ์ ท่านลองดูสิว่าจะให้ราคาเท่าไหร่”
พ่อบ้านก้มลงมองดู หมีตัวนี้ยังสมบูรณ์อยู่มากจริง ๆ แม้แต่ขนก็ไม่ได้เสียหายมากนัก อุ้งเท้าหมีที่มีค่าที่สุดไม่ได้รับความเสียหายแม้แต่น้อย โดยเฉพาะถุงน้ำดีในตัวหมียังสามารถนำไปทำเป็นยาได้ จากนั้นพ่อบ้านก็ทำการประเมินราคา
“แปดร้อยตำลึง”
แปดร้อยตำลึงนี่มันเท่ากับแปดหมื่นเลยนะ!
ถึงแม้เสี่ยวเถาจะขายได้ราคาที่สูงกว่า แต่ในเมืองเล็ก ๆ เช่นนี้ ราคาเท่านี้ก็ถือว่าสูงมากแล้ว
อวิ๋นเคอและเฉินเถียนเถียนพยักหน้าตกลงรับเงิน แล้วทั้งคู่ก็ออกไปพร้อมกับเงินก้อนโต เห็นได้ชัดว่าพ่อบ้านผู้นี้ก็มีความฉลาด เขาไม่ยอมเสียเปรียบง่าย ๆ
เมื่อออกมาจากเรือนหลังนั้น เงินแปดใบก็ถูกแบ่งเป็นสองส่วน อวิ๋นเคอยื่นเงินสี่ใบให้เฉินเถียนเถียน แต่นางกลับหยิบเงินไปเพียงใบเดียว และกล่าวว่า “อวิ๋นเคอ หากข้าไม่มีท่านอยู่ด้วยตอนเจอหมีตัวใหญ่นั่น ข้าคงเอาชีวิตไม่รอด ในเมื่อท่านออกแรงมากที่สุด ก็สมควรได้รับส่วนแบ่งที่เหมาะสม ข้าขอเพียงใบเดียวเท่านั้น”
อวิ๋นเคอตกใจเล็กน้อย ตามหลักแล้วจิตใจมนุษย์ล้วนมีความโลภกันทั้งนั้น โดยเฉพาะเฉินเถียนเถียนที่ตกอยู่ในความยากลำบาก หากนางมีคนเงินมากขึ้น วันข้างหน้าก็จะสบายขึ้นมาก ทว่าหญิงสาวผู้นี้กลับเอาเงินเพียงใบเดียว และให้เงินที่เหลือทั้งหมดแก่เขา
“รับไปเถอะ ท่านกำลังต้องการเงินเพื่อสร้างบ้านไม่ใช่หรือ? หากท่านรู้สึกว่าเอาเปรียบข้า ก็ค่อยตอบแทนข้าเมื่อมีโอกาส ถึงแม้ข้าอาจจะต้องแต่งงานและย้ายออกไป แต่ข้ายังมีน้องชายอยู่ในบ้านหลังนั้น และเขาก็ไม่ได้รับความรักจากมารดาเช่นเดียวกับข้า ดังนั้น ข้าอยากให้ท่านคอยช่วยเหลือเขา”
อวิ๋นเคอยอมรับเงินส่วนนั้นไปอย่างเงียบ ๆ ทำให้เฉินเถียนเถียนยิ้มอย่างพอใจ
ชายผู้นี้จริงจังกับคำสัญญา ดังนั้น การรับเงินส่วนนี้ไปก็เท่ากับให้คำสัญญากับนาง หากวันหนึ่งนางทนแรงกดดันไม่ไหวต้องแต่งงานออกไปจริง ๆ อย่างน้อยเฉินเฉินก็จะไม่อดตาย