ในค่ำคืนวันสิ้นปี รถราสัญจรไปมา ผู้คนควักไขว่หนาตา บ้างก็ชุมนุมนัดเจอตามห้างร้าน ผับบาร์
ณ.โรงแรมหรูใจกลางเมือง ภู่กันต์ตรงดิ่งไปยังห้องของคุณหนู ผู้เป็นทายาทของโรงแรมหรูแห่งนี้ ติ๊งต่องๆๆ “คุณแต่งตัวเถอะที่รัก เดี๋ยวผมไปเปิดประตูเอง” ชายหนุ่มที่ขึ้นชื่อว่าเป็นไฮโซยันตัวขึ้นนั่ง ประทับจุมพิตหน้าผากนวลที่กำลังติดสายโทรศัพท์กับเพื่อนอยู่
“โอ้ย อะไรวะ” เสียงแหกปากลั่นด้วยความเจ็บปวดดังมาจากด้านหน้าประตู มารียารีบสาวเท้าไปตามต้นเสียง พบธนากรนอนหงายท้องกองอยู่ที่พื้น ใช้มือซ้ายประกบปากที่มีเลือดไหลซิบ ที่หน้าประตูพบชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ที่หล่อนพึ่งบอกเลิกไปเมื่อไม่นานมานี้ “ไอ้หน้าจืดนี่หรอ ที่ทำให้มิ้งค์ทิ้งกันต์ไปหามัน” เขายกกำปั้นขึ้นถลาตัวเข้าหาคนที่นอนแอ้งแม้งอยู่ที่พื้น แต่ถูกหญิงสาวในชุดผ้าขนหนูขวางไว้ “หยุดนะ” มารียาตวาดเสียงแข็งหวังหยุดการกระทำของชายหนุ่ม แต่ไม่เป็นผล เขายิ่งพุ่งเข้าหาอย่างไม่ลดละ หล่อนจึงใช้ฝ่ามือเล็กฟาดไปสุดแรง จนใบหน้าของภู่กันต์สั่นสะท้านตามแรงเหวี่ยง “มันมีอะไรดี มิ้งค์ถึงเลือกมัน” “เขาใส่ใจเราทุกอย่าง อยู่ด้วยทุกครั้งที่ต้องการ ไปด้วยทุกที่ที่อยากไป และที่สำคัญความเหมาะสมไงกันต์” “กันต์ขอโอกาสอีกครั้งนะมิ้งค์ กันต์จะปรับปรุงตัวเอง จะตามใจทุกอย่าง จะพาไปทุกที่” ภู่กันต์เอื้อมมือไปจับมือเรียว ร้องขอโอกาสที่เขาทำหลุดมือไป “มั่นใจหรอว่าทำได้ แกมีปัญญาดูแลมิ้งค์ได้ดีอย่างฉันหรอ ฉันให้ทุกอย่างที่มิ้งค์ต้องการได้เพียงกระดิกนิ้ว แต่แก! ผ่านมา3ปีแล้ว แค่ความสุขยังให้มิ้งค์ไม่ได้ หึ! หัดส่องกระจกดูสภาพตัวเองบ้าง” ธนากรยันตัวลุกจากพื้นขึ้นยืน พูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันเชิงดูถูก “เรารักกันไม่ใช่หรอ ที่ผ่านมา กันต์พลาด เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไหม” ขอบตาที่เริ่มแดงก่ำ น้ำเสียงเริ่มสั่นเครือ เขากระชับมือของหญิงสาวเบาๆ “รักหรอ แค่รักมันไม่พอหรอกนะ กันต์เข้าใจใช่ไหม” มารียาชักมือกลับแต่ถูกภู่กันต์ยื้อเอาไว้ แววตาวิงวอนขอความเห็นใจ แต่มารียากลับหลุบตาลงต่ำเพราะกลัวใจอ่อน ออกแรงสะบัดมือจนอีกฝ่ายซวนเซแทบล้ม แต่มีมือของอีกคนยื่นมาประครองที่ไหล่กว้างทั้งสองข้างไว้ทัน “พี่ธัน” นาทีที่หันไปเจอหน้าธันวา เขื่อนน้ำตาของเขาก็พังทลายไหลเป็นสายอาบสองแก้ม ทั้งที่พยายามข่มกลั้นมานาน เขาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ใช้มือทั้งสองเกาะขาของชายหนุ่มเพื่อช่วยในการทรงตัว ดูทีหล่อนคงไม่เหลือเยื้อใยกับเขาแล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะรั้งคนหมดใจไว้ให้ตัวเองต้องเจ็บ “ขอให้มีความสุขกับสิ่งทีเลือก แต่ช่วยจำเอาไว้ หัวใจนี้ที่ทิ้งไป มิ้งค์จะไม่มีวันได้คืน” สายตาเศร้าเอ่ยคำพูดเพียงแผ่วเบาเขาไม่แม้แต่จะมองหน้าคนที่กำลังสื่อสารให้ด้วยซ้ำ ไม่ผิดหรอกนอกจากความรักแล้วเขาก็ไม่มีอะไรเทียบผู้ชายอีกคนของหล่อนได้เลย แต่กลับไม่เคยเสียดายวันเวลาที่คบกันมา จะถือเป็นบทเรียนที่มีค่า จะท่องจำให้ขึ้นใจ หากมีโอกาสครั้งต่อไปเขาจะไม่ยอมปล่อยคนของใจออกจากชีวิตด้วยเหตุผลเหล่านี้ “กลับกันเถอะ” ธันวาพยุงคนที่นั่งกองอยู่กับพื้น ที่ตอนนี้ดูไร้วิญญาณไม่ต่างอะไรกับซอมบี้ ทั้งคู่เดินหันหลังให้กับชายหญิงที่อยู่หน้าประตู “ฝากดูแลด้วยนะ”มารียาเอ่ยเสียงเบามองดูทั้งคู่เดินห่างออกไปจนลับตา
5 4 3 2 1 ปังๆๆๆ HAPPY NEW YEAR เสียงพลุดังสนั่นทั่วกรุง ผู้คนเฮลั่นฉลองต้อนรับปีใหม่ แต่เขากลับต้องฉลองกับผีซอมบี้ไร้วิญญาณ บนรถแท็กซี่ ธันวาทอดสายตาออกไปนอกรถมองแสงสีพลุสะท้อนกับกระจกรถตลอดทาง
ในห้องสี่เหลี่ยมมืดสนิท ภู่กันต์นั่งกอดเข่าอยู่ตรงมุมห้อง เขาใช้เวลาราวๆ24 ชั่วโมงในการทบทวนเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมาเขาพยายามอย่างสุดความสามารถในการเอาชนะครอบครัวฝ่ายหญิง แต่เขากลับลืมสิ่งหนึ่งไป คือการใช้หัวใจ เขาใช้เพียงสมองเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย รู้ตัวอีกทีก็ช้าเกินไป และในตอนนี้ก็ได้เข้าใจอะไรมากขึ้น วิถีชีวิตที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว คนหนึ่งชอบกินหรูอยู่สบาย ใช้เสื้อผ้าเครื่องประดับแบรนดัง อยู่ในสังคมไฮโซ ส่วนอีกคนติดดินกินอาหารข้างถนน ความแตกต่างกันเกินไปทำเขาต้องปล่อยเธอไปเพราะไม่สามารถตอบรับทุกความต้องการของแฟนสาว “เฮ้อ” เสียงถอนหายใจยาว มือที่หยาบกร้านคู่นี้ไม่อาจฉุดรั้งเธอไว้ได้อีก
“นี่ก็ผ่านไปเป็นวันแล้ว ทำไมยังไม่ยอมโผล่หน้าออกมาอีกนะ” ธันวาร้อนใจเดินวนอยู่ในบ้านหลายรอบ ตั้งแต่เมื่อคืนที่กลับจากโรงแรม จนตอนนี้เวลาก็ล่วงเลยไป1คืนกับ1วันแล้ว ทั้งที่เป็นห่วงแต่ก็ไม่กล้าเข้าไปก้าวก่าย ทำได้แค่ปล่อยให้เวลาเยียวยาทุกสิ่ง แต่ไหนๆก็ทำอาหารจนเต็มโต๊ะแล้วจะเททิ้งก็ยังไงอยู่ “ก๊อกๆๆๆ” ธันวาถือวิสาสะเปิดประตูห้องโดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของ เขาเพ่งสายตาฝ่าความมืดเข้าไปเจอร่างใหญ่นั่งก้มหน้าอยู่มุมห้อง “นายควรกินอะไรบ้างนะ” ภู่กันต์เงยหน้ามองหาต้นเสียง พบร่างสูงถูกสะท้อนจากแสงด้านนอก ทอดเป็นเงาเข้ามาในห้อง เขารู้สึกเหมือนหัวใจที่หนาวเหน็บและมืดมัว ได้เจอแสงสว่างที่ทำให้ใจเริ่มอบอุ่นขึ้น เขายันตัวลุกขึ้นจากมุมห้องเดินตามหลังธันวาเข้าไปในครัว “โห เยอะขนาดนี้จะกินยังไงหมดเนี่ย” ภู่กันต์อุทานตาโต อาหารราวๆสี่ถึงห้าอย่าง สำหรับทานสองคนออกจะเยอะไปหน่อย เขารับจานข้าวจากคนสวมผ้ากันเปื้อนสีเหลืองลายเป็นน้อย ที่ดูเหมือนจะเป็นเชฟเจ้าของรายการอาหารบนโต๊ะ ภู่กันต์ไม่รีรอเพราะกลิ่นหอมของไข่เจียว สีสันน่าทานของต้มยำกุ้งยั่วน้ำลายของคนที่ไม่มีอะไรตกถึงท้องมาทั้งคืน “ซู๊ดดดดด...แค่รกๆๆๆ” เสียงสำลักจากการซดน้ำต้มยำไปคำใหญ่ ธันวารีบลุกไปรินน้ำยื่นให้ อีกฝ่ายรีบรับแก้วไม่ทันระวังจึงคว้าหมับเข้าที่มือของธันวา แล้วดึงไปทั้งอย่างนั้นจนคนร่างสูงตัวเอนไปหาอีกคนอย่างรวดเร็ว ยังดีที่อีกมือยันโต๊ะไว้ทัน ไม่อย่างนั้นคงกลายเป็นภาพที่ไม่น่าดูเท่าไหร่นัก “ช้าๆ เดี๋ยวได้สำลักตายพอดี” ธันวากล่าวเสียงเรียบ แต่สีหน้าตระหนกตกใจ ไม่รู้ว่ากลัวอีกคนสำลักอาหารฝีมือเขาตาย หรือกลัวถูกดึงจนล้มทับกองกันที่พื้นกันแน่ “ขอข้าวเพิ่มอีกจานครับ” เป็นอย่างที่คิดไว้ไม่ผิดว่าคนที่หิวโซต้องจัดการอาหารของเขาจนเกลี้ยง “ไม่น่าเชื่อเนาะ ว่าเราสองคนจะกินทั้งหมดนี่จนไม่เหลือซาก” “เรา! นายคนเดียวสิไม่ว่า” “แฮร่” ภู่กันต์เกาหัวแครกๆยิ้มแหยๆ “น่าอายชะมัด” ภู่กันต์มองคนตรงหน้าระหว่างที่กำลังเคลียร์โต๊ะอาหาร ธันวามองกลับมาสบตาแวบหนึ่งก่อนจะหันไปจัดการกับโต๊ะอาหารต่อ “เรื่องที่นายกินเป็นพายุฤดูร้อนแบบนี้นะหรอ” ชายหนุ่มพูดพลางยกจานไปเก็บที่อ่างเตรียมล้าง “เปล่า เรื่องเมื่อคืน ที่ผมร้องไห้กอดขาพี่อ่ะ ไม่น่าสมเพชหรอ” นอกจากเรื่องอกหักแล้วก็มีเรื่องนี้แหล่ะที่เขานักใจ เป็นผู้ชายแมนๆ ทั้งแท่ง เสียภาพลักษณ์หมด “คนขาดสติ จะทำอะไรเกินความคาดหมายไปบ้างก็ไม่แปลก” “มู่ธัน ทำอาหารก็เก่ง แถมยังอร่อยอีก ใครได้เป็นแฟนคงโชคดีมากแน่ๆ” พูดพลางพิงขอบอ่างล้างจานห่างจากธันวาไม่ถึงสิบเซนต์ “นายโอเคใช่ไหม” ธันวาเอ่ยถามพร้อมทั้งหันมามองคนที่ยืนอยู่ข้างๆ “จริงๆ ก็พอรู้อยู่บ้าง พักหลังมิ้งคแปลกๆไป แต่ผมคิดว่าคงไม่มีอะไร ตอนนี้ก็เริ่มทำใจได้ละ” พูดจบคนตัวใหญ่ก็เดินทอดน่องจากไป ทิ้งตัวลงนอนที่โซฟา ‘แค่คืนเดียว ต่างกับฉันที่ใช้เวลาถึง3ปี’ สายตาเศร้ามองออกนอกหน้าต่างห้องครัวไปในความมืด ขนตายาวเป็นแพกระพริบลงนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนลืมตาขึ้นด้วยสายตาเย็นชา “ฮัลโหล....เออกำลังไป” น้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยถูกกรอกลงในสาย ก่อนพาร่างไร้วิญญาณเดินหายเข้าไปในห้อง “นายจะไปไหน” ธันวาเรียกถามเมื่อเห็นภู่กันต์ที่พลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเดินไปที่ประตูหน้าบ้าน “เข้าร้านครับ ผู้จัดการบ่นจนหูชาหมดแล้ว” เขาตอบขณะสวมใส่รองเท้า ก่อนออกจากบ้าน ยังไม่ลืมที่จะกล่าวกับคนที่ยืนเกาะขอบประตูชะเง้อมองจากในครัว “เจอกันพรุ่งนี้ครับ มู๋ธัน”