ยามบ่ายที่ท้องฟ้ามืดมิด เกิดแสงสว่างวูบวาบอย่างต่อเนื่อง เสียงลมกระโชกปรากฏบ่อยครั้งพร้อมกับเสียงคำรามของท้องฟ้าดังขึ้น
เพียงไม่นานสายฝนก็เริ่มโปรยลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ภายในป่าแห่งหนึ่ง
ชายชราอายุประมาณหกสิบถึงเจ็ดสิบปีในชุดผ้าธรรมดา เส้นผมสีดอกเลา รูปร่างผอมสูง ที่ด้านหลังของเขาแบกตะกร้าขนาดใหญ่ไว้
ภายในตะกร้าเต็มไปด้วยสมุนไพรนับไม่ถ้วนที่ใช่ในชีวิตประจำวัน
ชายชรามองดูท้องฟ้าที่มืดมิดพร้อมกับสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างบ้าคลั่ง จากนั้นเขาก็หยิบตะกร้าจากด้านหลังออกมาตรวจสอบสมุนไพรทันที
“ แม้ว่าจะไม่มากเท่ากับเมื่อวันก่อนแต่ก็นับว่าเพียงพอต่อความ้าแล้ว ” ชายชราพึมพำออกมาพร้อมกับแบกตะกร้าอีกครั้งหนึ่ง
ในขณะที่ชายชรากำลังเดินทางกลับหมู่บ้าน จู่ๆเขาก็ได้ยินเสียงร้องของเด็กทารกดังขึ้น
ชายชราหยุดชะงักก่อนที่จะมองดูรอบๆด้วยความประหลาดใจ สงสัยและหวาดกลัว
ความคิดมากมายหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็สัตว์ร้ายหรือแม้กระทั้งภูตผี
เมื่อคิดถึงสิ่งที่ตัวเองคิด สีหน้าของชายชราเริ่มแย่ลง เม็ดเหงื่อจำนวนมากปรากฏออกมา จากนั้นเขาก็รีบก้าวเดินอย่างรวดเร็ว
ยิ่งเขาเดินมากเท่าไหร่เสียงเด็กทารกก็ยิ่งแจ่มชัดมากยิ่งขึ้น
“ หรือว่าจะเป็เด็กทารกจริงๆ? ไม่สิมันเป็ไปไม่ได้ที่เด็กทารกจะร้องเสียงดังขนาดนี้ ” ชายชรามองดูรอบๆด้วยความหวาดกลัว เพราะั้แ่เขาได้ยินเสียงเด็กทารกหลายสิบเมตรก่อนหน้านี้แล้ว
ภายในป่าตอนนี้นั้นมืดมิดแต่ก็ยังพอที่จะมองเห็นทางเดินอยู่ นอกจากนี้สายฝนก็ยังโปรยลงมาอย่างต่อเนื่องทำให้การเดินทางในป่าเต็มไปด้วยความยากลำบากมากกว่าเดิม แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังจำเส้นทางที่จะกลับหมู่บ้านได้
เวลานี้ชายชราเต็มไปด้วยความลังเลใจ เนื่องจากเขาใจหนึ่งก็อยากที่จะกลับบ้านของเขา อีกใจหนึ่งก็อยากไปดูว่าเสียงนั้นคือเสียงของเด็กทารกจริงๆใช่ไหม
ไม่นานชายชราก็ตัดสินใจได้
“ เป็ไงเป็กัน ลองไปดูสักหน่อยก็ไม่เสียหายอะไร! ” ชายชรากัดฟันพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
หลังจากที่ตัดสินใจได้แล้ว ชายชราก็เดินตามเสียงร้องของเด็กทารกไปทันที
ไม่ถึงสามเมตร
ในที่สุดชายชราก็เจอต้นตอของเสียงทารก
ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง มีเด็กทารกกำลังนอนร้องไห้เสียงดัง
ชายชรามองดูรอบๆเพื่อความปลอดภัย เขาไม่กล้าที่จะเข้าไปอุ้มเด็กทารกทันที
หลังจากที่ตรวจสอบดูเรียบร้อยแล้ว เมื่อเห็นว่าไม่มีกับดักหรืออะไรเขาก็ค่อยๆเข้าไปอุ้มเด็กทารกขึ้น
“ ให้ตายเถอะ ใครกล้าทิ้งเด็กน่ารักคนนี้ได้ลงคอ ” ชายชราถอนหายใจออกมา เด็กทารกนี้คาดว่าอายุเพียงแค่ห้าถึงหกเดือนเท่านั้น
“ เอาเถอะ หลังจากนี้ไปเดี๋ยวข้าจะเป็คนเลี้ยงดูเ้าเอง ” ชายชราส่ายหน้าเบาๆก่อนที่จะอุ้มเด็กทารกไว้ในอ้อมกอดและค่อยๆพากลับบ้านของตน
นอกจากนี้ชายชราก็ยังหาใบ้ไม้ขนาดใหญ่มาบังไม่ให้สายฝนโดยตัวของเด็กทารก
เวลาผ่านไปประมาณสองเค่อ
ชายชราก็มองเห็นแสงสว่างที่อยู่ด้านหน้า
“ ในที่สุดก็ถึงสักที ” ชายชราถอนหายใจ พร้อมกับค่อยๆเช็ดใบหน้าที่เปียกไปด้วยเหงื่อและฝน ก่อนที่จะกลับไปที่บ้านของตน
ชายชราค่อยๆวางเด็กทารกไว้บนเตียงด้วยความเอ็นดู
ทันใดนั้นสีหน้าของชายชราก็เปลื่ยนไปเมื่อเห็นว่าสีหน้าของเด็กทารกแดงขึ้น เขาก็รู้ได้ทันทีว่าเด็กทารกไม่สบาย
“ ให้ตายเถอะ เพราะฝนบ้าๆนั้นแท้ๆ ” ชายชราบ่นออกมาด้วยความไม่พอใจ ก่อนที่เขาจะเดินไปหยิบสมุนไพรออกมาสามสี่ชนิดก่อนที่จะบดให้ละเอียดก่อนที่จะผสมกับน้ำอุ่นๆ
รอประมาณสิบนาทีเพื่อให้น้ำมันเย็นลงก่อนที่จะค่อยๆป้อนให้เด็กทารกดื่ม
“ ให้ตายเถอะ ข้าไม่คิดเลยว่าจะต้องมาเลี้ยงดูเด็กทารกด้วยวัยเท่านี้ ” ชายชราถอนหายใจพร้อมกับมองดูเด็กทารกด้วยแววตาสั่นไหว
ชายชราผู้นี้มีชื่อว่า หยวนเฉิง เขาเป็หมอยาที่อาศัยในหมู่บ้านฟ้าครามมานานหลายสิบปี ในฐานะหมอยาเขาจึงมีความรู้เื่สมุนไพรภายในป่ามาก ไม่แปลกที่เขาจะสามารถรับรู้ถึงความผิดปกติของเด็กทารกได้อย่างรวดเร็ว
พริบตาเดียวก็ผ่านไปกว่าหกปี
ณ หมู่บ้านฟ้าคราม หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งที่ติดอยู่กับป่าเฮยกัง
หมู่บ้านแห่งนี้มีประชากรราวๆสามร้อยคน ทุกๆคนในหมู่บ้านอาศัยการเข้าป่าเพื่อยังชีพ
บ้านแห่งหนึ่งที่ดูหรูที่สุดในหมู่บ้าน
ภายในห้องนั่งเล่นมีเด็กน้อยวัยหกขวบกำลังนั่งอ่านตำราเกี่ยวกับสมุนไพรอยู่
โดยที่ห่างออกไปมีชายชราในชุดธรรมดากำลังนำสมุนไพรมาบดพร้อมกับผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นอยู่ แน่นอนว่าชายชราผู้นี้คือหยวนเฉิง
ส่วนเด็กน้อยวัยหกขวบก็คือเด็กทารกที่หยวนเฉิงช่วยมานั่นเอง
หยวนเฉิงรับเด็กน้อยคนนี้เป็หลานบุญธรรมและตั้งชื่อให้กับเด็กน้อยคนนี้ว่า หยวนิเย่
“ ท่านปู่ข้าอ่านตำราเล่มนี้จบแล้ว ” หยวนิเย่กล่าวขึ้นพร้อมกับปิดตำราลง ก่อนที่จะหลับตาเพื่อเรียบเรียงข้อมูลที่เขาเพิ่งจะได้รับมา
หยวนเฉิงที่กำลังผสมสมุนไพรอยู่ก็หยุดชะงักก่อนที่จะมองไปยังหยวนิเย่ด้วยแววตาชื่นชม
“ ฮ่าฮ่า หลานปู่นี้ยอดเยี่ยมจริงๆ ” หยวนเฉิงหัวเราะอย่างมีความสุขพร้อมกับผสมสมุนไพรไปด้วย
“ เอาล่ะวันนี้เ้าไปวิ่งเล่นข้างนอกได้แล้ว ” หยวนเฉิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ ขอบคุณมากท่านปู่ ” หยวนิเย่ยิ้มแย้มก่อนที่จะวิ่งออกไปด้านนอก
“ เด็กคนนี้นิ ” หยวนเฉิงส่ายหน้าบางๆพร้อมกับรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความภูมิใจ
ใน่หนึ่งปีที่ผ่านมา หยวนิเย่ได้แสดงศักยภาพออกมา เขาจดจำตำราที่เขาอ่านได้ทั้งหมดโดยที่อ่านเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
ทำให้หยวนเฉิงได้มอบตำราสมุนไพรและตำราแพทย์มากมายให้กับหยวนิเย่อ่าน จนตอนนี้ความรู้ของหยวนิเย่นั้นมีมากพอๆกับหยวนเฉิง มีเพียงแค่ประสบการณ์เท่านั้นที่หยวนิเย่ยังขาดอยู่
หยวนิเย่วิ่งออกมาด้านนอกก่อนที่จะวิ่งไปยังป่าหลังหมู่บ้าน
ระหว่างทางหยวนิเย่ได้ทักทายผู้คนในหมู่บ้านด้วยรอยยิ้ม
ทุกๆคนในหมู่บ้านก็ทักทายหยวนิเย่ด้วยรอยยิ้มเช่นกัน อีกอย่างหยวนิเย่คือหลานชายของหยวนเฉิง หมอประจำหมู่บ้านและยังเป็ผู้าุโประจำหมู่บ้านอีกด้วยทำให้เขาได้รับความเคารพจากผู้คนในหมู่บ้าน
ไม่นานหยวนิเย่ก็วิ่งมาถึงป่าด้านหลังหมู่บ้าน
ป่าแห่งนี้มีชื่อว่าป่าเฮยกังและยังเป็ป่าที่หยวนเฉิงเจอหยวนิเย่ในวัยทารก
หยวนิเย่วิ่งหายลับเข้าไปภายในป่าอย่างรวดเร็ว
ความเร็วของหยวนิเย่ ถ้าหากมีคนมาเห็นจะต้องประหลาดใจอย่างแน่นอน เพราะมันไม่ใช่ความเร็วของเด็กที่จะมีได้ ซึ่งความเร็วของหยวนิเย่นั้นมากกว่าผู้ใหญ่เสียอีก
ไม่นานหยวนิเย่ก็เข้ามาลึกประมาณสองลี้
“ เอาล่ะ แค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว ” หยวนิเย่พึมพำออกมาเบาๆพร้อมกับเช็ดเหงื่อที่อยู่บนหน้าผาก จากนั้นก็สำรวจดูพื้นที่รอบๆ
“ ตรงนี้ก็ไม่น่าจะมีใครมาแล้วล่ะ ” หยวนิเย่กล่าวเบาๆก่อนที่จะเริ่มนั่งสมาธิทันที
ไม่นานร่างกายของหยวนิเย่ก็ค่อยๆดูดซัพพลังิญญาที่อยู่ในอากาศเข้าสู่ร่างกายของตัวเองเพื่อที่จะกลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์
ความจริงแล้วหยวนเฉินเย่เป็คนที่เกิดใหม่ในโลกใบนี้
นอกจากนี้ตอนที่เขากำลังจะมาเกิดใหม่ ดวงิญญาของเขาได้หลุดไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งหยวนิเย่เรียกสถานที่แห่งนี้ว่าหอสมุดแห่งพระเ้า
เนื่องจากสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยตำรามากมายนับไม่ถ้วน นอกจากนี้ยังมีตำรามากกว่าหลายล้านเล่มและอาจจะมากกว่าหนึ่งร้อยเล่มเลยทีเดียว
หลังจากที่เขาได้ลองอ่านตำราเล่มแรกแล้ว เขาก็พบว่าเขาสามารถจดจำทุกอย่างที่อยู่ในตำราได้ทั้งหมด เพียงแค่เขาคิดเขาก็สามารถนึกออกได้ทันที
ในเมื่อเขาติดอยู่ที่นี้แล้วไม่รู้จะไปที่ไหน เขาจึงอ่านตำราทั้งหมดที่อยู่ภายในนี้ซะ
ตำราเ่าั้เต็มไปด้วยความลี้ลับไม่ว่าจะเป็ทักษะการบ่มเพาะ ทักษะการต่อสู้แบบต่างๆ รวมไปถึงรูปแบบของสัตว์อสูรและสมุนไพรมากมาย รวมไปถึงสมบัตินับไม่ถ้วน
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว หยวนิเย่ก็อ่านตำรามาถึงเล่มสุดท้าย
“ คิดไว้แล้วเชียวว่าต้องเป็แบบนี้ ” หยวนิเย่ถอนหายใจออกมาก่อนที่จะมองดูหน้าปกตำราในมือ
‘ ตำนานเทพโอสถ ’
ตำนานเทพโอสถเป็หนึ่งในนิยายเื่โปรดของเขา ซึ่งมันก็เหมือนกับนิยายเื่อื่นๆที่มีอยู่ในเว็บไซต์
นิยายเื่นี้ว่าด้วย เสวียนปิงหยุน ตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกและยังเป็นักปรุงยาที่เก่งกาจที่สุดในจักรวาล ได้เสียชีวิตลงเพราะความแก่ชรา แต่ในจังหวะสุดท้ายเธอก็พบว่า บรรดาคนใกล้ตัวต่างก็ใส่ร้ายเธอ หาว่าเธอเป็ทรราชที่ทำตัวน่ารังเกียจ
เพียงแต่ไม่มีใครรู้เลยว่าดวงิญญาของนางยังคงอยู่และมองเห็นทุกๆอย่าง
นางมองเห็นสหายรักที่อยู่ด้วยกันมาหลายล้านปีสังหารสายเืของนางเอง
นางมองเห็นลูกศิษย์ที่นางรักเหมือนลูกนำกองกำลังอื่นทำลายวิหารแสง์ที่นางเป็คนสร้างขึ้นมา
ผ่านไปไม่นานดวงิญญาของนางก็ค่อยหายไปก่อนที่จะกลับมาเกิดอีกครั้งในอีกหนึ่งพันปีต่อมา
เมื่อเสวียนปิงหยุนอายุได้สิบห้าปี ความทรงจำของนางก็กลับมาอีกครั้ง นางเปลื่ยนตัวเองจากเศษสวะกลายเป็ตัวตนที่ทรงพลังและจัดการทวงคืนทุกอย่างของนางกลับมาเป็เหมือนเดิม
นี้คือเื่ราวคร่าวๆของนิยายเื่ตำนาเทพโอสถ
เมื่อหยวนิเย่อ่านนิยายเื่ตำนานเทพโอสถจบ จู่ๆดวงิญญาของเขาก็ค่อยๆสลายไปอย่างช้าๆ
“ ถึงเวลาแล้วสินะ ” หยวนิเย่กล่าวอย่างแ่เบาก่อนที่ดวงิญญาของเขาจะหายไปอย่างไร้ล่องรอย
ครึ่งปีก่อน
ตอนที่หยวนิเย่อายุได้ประมาณห้าขวบเศา เขาก็เริ่มที่จะฝึกฝนตัวเองเพื่อกลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์แล้ว
เนื่องจากเท่าที่หยวนิเย่รู้มา ตามตระกูลใหญ่ๆพวกเขาต่างก็ฝึกฝนรุ่นเยาว์ของพวกเขาเมื่ออายุห้าหรือหกขวบเพื่อที่จะได้กลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์ั้แ่อายุยังน้อย
ผู้ฝึกยุทธ์คือตัวตนที่แข็งแกร่งและทรงพลัง พวกเขาเปรียบเสมือนกับเทพเ้าของคนธรรมดา
สำหรับหมู่บ้านฟ้าครามที่หยวนเฉินอยู่ พวกเขาเป็เพียงคนธรรมดาเท่านั้นไม่มีผู้ฝึกยุทธ์อยู่ภายในหมู่บ้านแม้แต่คนเดียว
ผู้ฝึกยุทธ์คือคำเรียกของขอบเขตมนุษย์
เหนือกว่าขอบเขตมนุษย์ก็คือขอบเขต์และขอบเขตเทวะ ซึ่งจะเรียกว่าผู้ฝึกตนแทนผู้ฝึกยุทธ์
สำหรับลำดับขั้นของผู้ฝึกยุทธ์มีทั้งหมดเก้าขั้น โดยเริ่มต้นจากขั้นยอดยุทธ์ ปรมาจารย์ยุทธ์ บรรพจารย์ยุทธ์ ปราชญ์ยุทธ์ ราชันยุทธ์ จักรพรรดิยุทธ์ เหนือยุทธ์ เซียนยุทธ์ เทพยุทธ์
ซึ่งทั้งเก้าขั้นไม่มีระดับย่อย
ซึ่งก่อนที่จะกลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์จะต้องผ่านระดับสร้างรากฐานก่อน
ระดับสร้างรากฐาน คือระดับที่เป็ขั้นตอนพื้นฐานก่อนที่จะใช้ในการเป็ผู้ฝึกยุทธ์เต็มตัว ซึ่งระดับนี้จะมีขั้นย่อยอยู่ทั้งหมดห้าขั้น
ได้แก่ขั้นต้น กลาง ปลาย สูง และสมบูรณ์
เวลานี้หยวนิเย่มีความแข็งแกร่งในระดับสร้างรากฐานขั้นสมบูรณ์หรือก็คืออีกเพียงนิดเดียวก็จะกลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์ที่แท้จริงแล้ว
สำหรับป่าเฮยกังแม้ว่าจะเป็เพียงป่าธรรมดาขนาดเล็กๆ แต่มันก็มีสัตว์ร้ายอาศัยอยู่ ทำให้ชาวบ้านของหมู่บ้านฟ้าครามหรือหมู่บ้านรอบๆไม่กล้าที่จะเข้าลึกเกินไป
สัตว์ร้ายเ่าั้มีทั้งหมี พยัคฆ์ ราชสีห์ อสรพิษ ซึ่งพวกมันสามารถสังหารคนธรรมดาได้อย่างง่ายดาย
แต่สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ สัตว์ร้ายเหล่านี้ก็เหมือนกับสัตว์เลี้ยงที่ไม่มีพิษมีภัย
เนื่องจากเป็ป่าขนาดเล็กและไม่ค่อยมีสัตว์อสูรอาศัยอยู่ทำให้ไม่ค่อยมีผู้ฝึกยุทธ์เข้ามาในป่าเฮยกัง ทำให้ป่าเฮยกังนั้นสมบูรณ์อย่างมาก ซึ่งมีสมุนไพรและสัตว์ป่ามากมายอาศัยอยู่
สัตว์อสูรก็คือสัตว์ที่แข็งแกร่งและสามารถฝึกฝนพลังิญญาได้ด้วย พวกมันก็เหมือนกับผู้ฝึกยุทธ์นั่นเอง
หยวนิเย่ดูดซัพพลังิญญาอยู่ประมาณสองชั่วยามก่อนที่จะหยุดลง
“ ต่อไปลองเข้าหาสมุนไพรดูแล้วกัน ” หยวนิเย่พึมพำออกมาเบาๆก่อนที่จะใช้ทักษะเหยียบเมฆาไปทันที
ทักษะเหยียบเมฆาเป็ทักษะท่าร่างที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่หยวนิเย่จะฝึกฝนได้ในตอนนี้ เนื่องจากตอนนี้หยวนิเย่มีความแข็งแกร่งในระดับสร้างรากฐานเท่านั้น
สำหรับระดับของทักษะเหยียบเมฆาคือระดับ์ขั้นสูง
เนื่องจากทักษะระดับ์เป็ทักษะระดับสูงที่สุดที่จะฝึกฝนได้ ถ้าหากหยวนิเย่จะฝึกฝนทักษะที่เหนือกว่าระดับ์จำเป็ต้องมีเข้าสู่ระดับปราชญ์ยุทธ์เสียก่อน จะมีเพียงแค่ทักษะบ่มเพาะเท่านั้นที่ไม่จำเป็ต้องมีระดับในการฝึกฝน