ตอนที่ 58 ทุกสิ่งสุกงอมเต็มที่ ถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากแผนการที่วางไว้
เย่เฉินหาได้ล่วงรู้ถึงความคิดนานัปการในใจของเยี่ยนจีในยามนี้ไม่
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา การบำเพ็ญเพียรของเขาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ดึงความมั่นใจดังเช่นที่เคยมีมาในอดีตหวนคืนกลับมาได้มิน้อย
แต่กระนั้น ความพ่ายแพ้ต่อกู้ฉางเกอที่เขาต้องเผชิญมาก่อนหน้านี้ กลับสร้างบาดแผลบอบช้ำอย่างหนักไว้ในจิตใจ ถึงกับทำให้เขาเคลือบแคลงใจในเส้นทางที่ตนก้าวเดิน
ในเวลานี้ เขาเดินลึกเข้าไปในแนวเขา พร้อมฟังข่าวสารจากผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรรอบกาย พลางสำรวจแผนที่เขตแดนลี้ลับที่อยู่ในมือ
ด้วยแผนที่นี้ เขาย่อมมั่นใจว่าจะสามารถค้นพบสิ่งล้ำค่าภายในเขตแดนลี้ลับได้
อย่างไรก็ดี ความห่างเหินที่เยี่ยนจีมีต่อเขาในช่วงหลังนั้น เขาเองก็ย่อมสัมผัสได้
เมื่อทบทวนวาจาที่เคยกล่าวไว้ เขาก็มิอาจปฏิเสธได้เลยว่า สิ่งที่เขาพูดในตอนนั้นได้ทำร้ายจิตใจอาจารย์อย่างยิ่ง
เขาเคยคิดที่จะกล่าวขออภัยและแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาด แต่ในเมื่ออาจารย์กล่าวว่ามิถือโทษ เขาจึงมิรู้ว่าควรจะทำเช่นไรต่อไปดี
ถึงอย่างไร ความร้าวฉานระหว่างพวกเขาก็ได้ก่อตัวขึ้นแล้วในที่สุด
เย่เฉินจึงได้ตระหนักถึงความจริงข้อหนึ่ง ว่าเขามิอาจไว้วางใจผู้คนรอบกายได้อย่างหมดสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เขาได้ประสบกับเหตุการณ์ที่เขาเชื่อว่าซูชิงเกอได้ทรยศหักหลังตน
แม้ว่าอาจารย์จะดูแลเอาใจใส่เขาเป็นอย่างดี แต่สุดท้ายแล้วนางก็เป็นเพียงสตรีผู้หนึ่ง เมื่อเผชิญหน้ากับบุรุษเช่นกู้ฉางเกอที่ทั้งเปี่ยมเสน่ห์และทรงพลังแล้วนั้น นางจะหวั่นไหวหรือไม่นั้นก็มีเพียงนางเท่านั้นที่รู้ดี
ทว่าอาจารย์กลับมิเคยเอ่ยถึงเรื่องนี้เลย การเลือกอยู่ข้างกายเขาอาจเป็นเพียงเพราะความสงสารก็เป็นได้
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ แววตาของเย่เฉินก็ยิ่งมืดมนลง มือทั้งสองกำแน่นด้วยความกรุ่นโกรธ
อาจารย์เป็นคนของเขา เขาจะมิมีวันปล่อยให้กู้ฉางเกอช่วงชิงนางไปได้!
“อาจารย์ ท่านว่าเหตุที่กู้ฉางเกอลงมาจากแดนสวรรค์นั้น เขามีจุดประสงค์อันใดกันแน่ อีกทั้งยังได้นำผู้พิทักษ์ที่มีพลังแข็งแกร่งถึงขนาดที่สามารถทำลายสำนักศักดิ์สิทธิ์เจียโหลวให้พินาศภายในพริบตาได้ติดตามมาด้วย ถ้าข้าคาดเดามิผิด คงจะต้องเกี่ยวข้องกับเขตแดนลี้ลับโบราณแห่งเทียนหยวนเป็นแน่”
ทันใดนั้น เย่เฉินที่กำลังเร่งเดินทางก็เอ่ยขึ้นพร้อมกับเผยรอยยิ้มที่ดูแปลกประหลาด พลางเอ่ยถามเยี่ยนจีที่อยู่ในแหวนมิติ
เขาเพียงแต่ตั้งใจเอ่ยขึ้นเพื่อสังเกตปฏิกิริยาของนาง
เมื่อได้ยินดังนั้น เยี่ยนจีพลันชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าพร้อมกล่าวว่า “เจ้าพูดเช่นนี้ก็นับว่ามิผิด นอกจากเขตแดนลี้ลับโบราณแห่งเทียนหยวนแล้ว ในโลกเบื้องล่างนี้ก็คงมิมีสิ่งใดที่คู่ควรแก่ความสนใจของเขาได้อีก”
นางมิได้ขบคิดลึกซึ้ง จึงคิดเพียงว่าเย่เฉินก็เอ่ยถามดังเช่นที่เคยถามในยามปกติ
“เช่นนั้นเอง ดังนั้นกู้ฉางเกอคงจะมุ่งเป้ามายังสมบัติล้ำค่าบางอย่างในเขตแดนลี้ลับแห่งนี้สินะ”
“เมื่อเขาได้ยินข่าวการเปิดเขตแดนลี้ลับ ก็จะต้องรีบเร่งมายังที่แห่งนี้เป็นแน่ แต่ภายในเขตแดนลี้ลับโบราณแห่งเทียนหยวน มีเพียงข้าที่ได้ครอบครองแผนที่นี้ ซึ่งเมื่อเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรล้วนต้องเผชิญกับอันตรายถึงชีวิตมากมาย การสิ้นชีพในที่แห่งนี้จึงนับว่าเป็นเรื่องธรรมดายิ่ง…”
“อีกทั้งตามข้อจำกัดของเขตแดนลี้ลับในครั้งนี้ ด้วยพลังของผู้ติดตามของเขาย่อมมิอาจก้าวเข้าสู่เขตแดนลี้ลับนี้ได้ นั่นย่อมหมายความว่า กู้ฉางเกอจะต้องอยู่เพียงลำพังในที่แห่งนั้น มิรู้แม้แต่เส้นทางแผนที่ภายใน ส่วนข้าก็เพียงแต่เฝ้ารอคอยเขาที่ศูนย์กลางของเขตแดนลี้ลับ และใช้กุญแจควบคุมกลไกและค่ายกลในที่แห่งนั้น...”
“อาจารย์ ท่านว่าครั้งนี้ข้าจะมีโอกาสล้างแค้นเขาได้สำเร็จหรือไม่”
เย่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ วิเคราะห์แต่ละขั้นตอนอย่างละเอียดถี่ถ้วน
มีเหตุผลสนับสนุนชัดเจน
เหตุที่เขากล่าวเรื่องนี้ต่อหน้าอาจารย์ ล้วนก็เพื่อรอดูท่าทีของนางโดยเฉพาะ
หลังจากกล่าวจบ เขาจึงเฝ้ารอดูปฏิกิริยาของเยี่ยนจี
ท้ายที่สุดแล้ว แผนการที่เขาคิดขึ้นนั้นก็ดูเหมือนจะไร้จุดบกพร่อง และน่าจะเพียงพอที่จะทำให้กู้ฉางเกอต้องมาจบชีวิตลงที่นี่ได้
“ฟังดูแล้วเหมือนจะสมบูรณ์แบบทีเดียว แต่เจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่ากู้ฉางเกอจะมิมีแผนที่อยู่ในมือ หรือว่าเขาอาจจะมีวิธีอื่นในการเข้าสู่เขตแดนลี้ลับแห่งนี้ก็ได้”
เยี่ยนจีมิได้ล่วงรู้ถึงความตั้งใจของเย่เฉิน นางได้ยินดังนั้นจึงครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ และลงความเห็นว่าความเป็นไปได้ของแผนนี้มิได้สูงนัก
ท้ายที่สุดแล้ว กู้ฉางเกอก็เป็นผู้ที่มาจากแดนสวรรค์เบื้องบน การเดินทางมาในครั้งนี้ก็ย่อมต้องมีการเตรียมการมาอย่างรอบคอบ แล้วเขาจะมิล่วงรู้ถึงอันตรายในเขตแดนลี้ลับนี้ได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น จากที่นางสัมผัสได้ กู้ฉางเกอก็หาใช่ผู้ที่บุ่มบ่ามมุทะลุไม่
“เป็นเช่นนั้นหรือ คำกล่าวของอาจารย์ก็นับว่ามีเหตุผลถูกต้องจริง…”
กระนั้นเมื่อเย่เฉินได้ฟังคำตอบ แววตาของเขากลับแฝงไว้ด้วยความมืดมนที่แวบผ่านอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่อาจารย์พูดถึง ว่ากู้ฉางเกอย่อมมีวิธีการอื่นอีก แล้ววิธีการเหล่านั้นคืออันใดกันแน่ เหตุใดอาจารย์จึงมั่นใจในตัวกู้ฉางเกอนัก แต่กลับมองว่าเขามิมีฝีมือมากเพียงพอ
หรือว่ามีบางสิ่งที่เขามิเคยล่วงรู้มาก่อนกัน
เย่เฉินนิ่งเงียบ มิได้เอ่ยสิ่งใดต่ออีก
เยี่ยนจีเองก็หาได้ใส่ใจมากนัก นางเปลี่ยนหัวข้อสนทนา พลางกล่าวขึ้นว่า “ว่าไปแล้ว ก็มีเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากจะเตือนเจ้าไว้ อำนาจเบื้องหลังของญาติผู้น้องของเจ้านั้นน่าสะพรึงกลัวนัก ก่อนที่เจ้าจะทะลวงพลังได้ถึงระดับเทวะมายา ข้าขอแนะนำว่า อย่าได้ไปข้องเกี่ยวกับพวกเขาเลยจะดีที่สุด”
คำกล่าวนี้นางกล่าวด้วยความหวังดีต่อเย่เฉินอย่างแท้จริง ในช่วงเวลานี้นางได้รับรู้ข่าวลือมากมายเกี่ยวกับญาติผู้น้องของเย่เฉิน
เด็กสาวในอาภรณ์ม่วงผู้นั้น ชัดเจนว่าเป็นสมาชิกของตระกูลเย่ หนึ่งในตระกูลเซียนโบราณแห่งแดนสวรรค์
เยี่ยนจีตระหนักถึงเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน
สำหรับตระกูลใหญ่เช่นนั้น เย่เฉินผู้ไร้ซึ่งอำนาจ อิทธิพลใด หรือพลังที่เทียบเคียงกับสายเลือดสูงศักดิ์ได้ ตัวเย่เฉินนั้นจึงย่อมมิมีความหมายอันใดในสายตาพวกเขา
หากพวกเขาล่วงรู้ว่าเย่เฉินมีความสนิทสนมกับญาติผู้น้องผู้นั้นมากเกินไป เกรงว่าอาจจะส่งคนมาสังหารเขาในที่สุด
“ศิษย์เข้าใจในความหวังดีของอาจารย์ แต่เรื่องระหว่างข้ากับหลิวหลี ท่านอาจารย์มิจำเป็นต้องมากังวลอันใด”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เย่เฉินกลับเพียงส่ายหน้าพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเย็นเยียบ
เขาได้รับรู้ข่าวคราวจากนครโบราณชงเยวี่ยในช่วงเวลานี้แล้ว
นั่นทำให้เขาเปี่ยมไปด้วยความยินดีอย่างยิ่ง สำหรับเขาแล้ว ข่าวนี้เปรียบได้ดั่งสายฝนที่ชโลมลงพื้นดินแห้งผาก
ญาติสาวผู้น้องผู้นั้นคือผู้ที่เขาพึ่งพาได้มากที่สุด!
ทว่ากลับกลายเป็นว่า อาจารย์ของเขากลับมิต้องการให้เขาสนิทสนมใกล้ชิดกับนางมากเกินไป
นั่นเป็นเพราะเหตุใดกันแน่
ในเมื่อฐานะและภูมิหลังของญาติผู้น้องของเขานั้นน่าเกรงขามยิ่งนัก แล้วเหตุใดอาจารย์กลับมิสนับสนุนให้เขาเข้าใกล้นาง หรืออาจารย์จะกังวลว่า หากเขาได้ครอบครองอำนาจแล้ว ก็จะหันไปเล่นงานกู้ฉางเกอ
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ความเย็นชาในจิตใจเขาก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นอีกหลายส่วน
สำหรับเรื่องที่ว่าอาจถูกคนในตระกูลของญาติผู้น้องส่งมาสังหาร เย่เฉินกลับเห็นว่าเป็นถ้อยคำที่เหลวไหลไร้สาระสิ้นดี
เขามิอาจเชื่อได้ว่า หากมีญาติผู้น้องอยู่เคียงข้างกายแล้ว จะมีผู้ใดกล้ามาลงมือทำเช่นนั้นกับเขาได้
ด้วยความรู้สึกและความเอาใจใส่ที่ญาติผู้น้องเคยมีให้เขา เขาก็มั่นใจและมิมีอันใดต้องกังวล
แล้วที่อาจารย์กล่าวมานั้นมีความหมายว่าอันใดกัน
ความผิดหวังถาโถมเข้าสู้จนเขามิอยากเอ่ยปากถามอันใดอีก
…
ข่าวการเปิดของเขตแดนลี้ลับโบราณแห่งเทียนหยวนได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งดินแดนจงโจวในเวลาไม่นาน
แสงอันเจิดจรัสพุ่งทะยานสู่ท้องนภา สาดส่องไปทั่วบริเวณอันกว้างใหญ่เหนือชายแดนรอยต่อของแปดอาณาเขต สิ่งนี้ดึงดูดความสนใจของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรและขุมกำลังมากมายในทันที
ในยุคสมัยนี้ ไม่ว่าเมื่อใดที่มีข่าวเกี่ยวกับการที่สมบัติวิเศษปรากฏตัว หรือการเปิดของเขตแดนลี้ลับแห่งใหม่ ก็มักจะสร้างความตื่นเต้นและแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทุกสารทิศในเวลาอันรวดเร็ว
เหล่าขุมกำลังและผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรทั้งหลายต่างเป็นราวกับฉลามที่ได้กลิ่นคาวเลือด แห่แหนมุ่งหน้าไปยังจุดหมายอย่างบ้าคลั่ง
การเปิดของเขตแดนลี้ลับโบราณเทียนหยวนในครั้งนี้ก็มิมีข้อยกเว้น
มิเพียงแต่เหล่าสำนักศักดิ์สิทธิ์และราชวงศ์ใหญ่ในดินแดนจงโจวที่รีบส่งผู้คนมุ่งหน้าไปยังที่แห่งนั้นในทันที
แต่เหล่าขุมกำลังอำนาจจากดินแดนอื่นๆ ก็แห่แหนกันมาด้วยความกระตือรือร้น กลัวว่าจะพลาดโอกาสครั้งสำคัญนี้
การก่อตัวของแดนลับนั้นแสนยากเย็น บางแห่งอาศัยพลังของธรรมชาติและกาลเวลา บางแห่งถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าผู้แข็งแกร่งในยุคบรรพกาล และมักจะทิ้งไว้ซึ่งมรดกอันล้ำค่าและพระราชวังแห่งความลับของพวกเขาไว้
แม้กระทั่งในกรณีที่เลวร้ายที่สุด เขตแดนลี้ลับที่เพิ่งเปิดใหม่ก็ยังกลับอุดมไปด้วยสมบัติอันล้ำค่า
มิว่าจะเป็นสมุนไพรวิญญาณ แร่ธาตุหายาก หรือสมบัติที่เปี่ยมไปด้วยพลังวิญญาณแห่งสวรรค์
ในเวลาไม่นาน เมืองเล็กๆ อันห่างไกลแห่งนี้ ก็กลับกลายเป็นจุดศูนย์กลางความคึกคักอย่างที่มิเคยเป็นมาก่อน
ทุกวันล้วนมีเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรและสรรพชีวิตนานัปการแวะเวียนมายังสถานที่แห่งนี้กันอย่างมิขาดสาย
เขตแดนลี้ลับโบราณแห่งเทียนหยวนดึงดูดผู้คนจำนวนมากให้มุ่งหน้ามายังที่นี่ด้วยความหวัง
แต่เป็นที่น่าเสียดาย ที่มิใช่ว่าทุกคนที่มาถึงจะสามารถก้าวเข้าไปสู่ภายในได้
มีผู้พบว่า บริเวณทางเข้าเขตแดนลี้ลับยังถูกปกคลุมด้วยม่านพลังตามธรรมชาติอีกชั้นหนึ่ง ม่านพลังนี้ช่างน่าสะพรึงกลัว มิอาจคาดเดาได้ว่าเป็นผลงานของผู้ยิ่งใหญ่ระดับใดที่สร้างขึ้นไว้
ผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรที่มีพลังเกินกว่าระดับมหาปราชญ์ จะมิมีทางฝ่าม่านพลังนี้เข้าไปสู่ภายในได้
และจะถูกแรงต้านอันน่าสะพรึงกลัวจากภายในผลักดันออกมา
ทว่าหากมีผู้ใดฝืนฝ่าม่านพลังเข้าสู่เขตแดนลี้ลับไป ก็จะทำให้พลังแห่งสวรรค์และปฐพีในเขตแดนลี้ลับเกิดความปั่นป่วนอย่างรุนแรง และท้ายที่สุด ผู้ที่ฝ่าฝืนบุกรุกก็จะถูกพลังนั้นระเบิดทำลายจนสิ้นชีพไปในพริบตา
เหล่าผู้นำของขุมกำลังต่างๆ มิว่าจะเป็นจักรพรรดิหรือเจ้าสำนักผู้บรรลุระดับจ้าวศักดิ์สิทธิ์ต่างพากันจนปัญญา เพราะหากต้องการเข้าไปภายในเขตแดนลี้ลับ จำเป็นต้องลดทอนพลังของตนลง
พวกเขาจึงได้แต่ส่งผู้อาวุโสและศิษย์ในระดับมหาปราชญ์เข้าสำรวจภายในแทน ซึ่งนับว่าเป็นทั้งการฝึกฝนและค้นหาโอกาสอันล้ำค่าในคราวเดียวกัน
…
“ดูเหมือนทุกอย่างจะเป็นไปตามที่ข้าคาดการณ์ไว้ เขตแดนลี้ลับโบราณแห่งเทียนหยวนนี้ราวกับถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นบททดสอบสำหรับเย่เฉินโดยแท้”
“มรดกของผู้แข็งแกร่งระดับว่าที่มหายุทธ์สูงสุด พร้อมกับข้อจำกัดที่ช่างเหมาะเจาะเช่นนี้”
“ช่างน่าขันนัก มิอนุญาตให้ผู้บำเพ็ญเพียรที่มีพลังเกินกว่าระดับมหาปราชญ์เข้าไปได้ เว้นเสียแต่จะกดพลังของตนเองลงมา ดูเหมือนในเวลานี้ เย่เฉินคงใกล้จะทะลวงถึงขั้นระดับมหาปราชญ์เต็มทีแล้วสินะ...”
“อีกทั้งเวลาในการเปิดเขตแดนลี้ลับครั้งนี้ ก็ช่างมีจังหวะที่พอเหมาะพอดีเสียเหลือเกิน”
บนยอดเขาสูงตระหง่านแห่งหนึ่ง กู้ฉางเกอยืนอย่างสง่างามในที่แห่งนั้น พร้อมอาภรณ์คลุมสีดำห่มกายที่โบกสะบัดไหวท่ามกลางสายลม สายตาของเขากวาดมองทิวทัศน์เบื้องล่างด้วยท่าทีสงบนิ่ง
ก่อนเผยรอยยิ้มบางเบาบนใบหน้า ที่แฝงไว้ซึ่งความสนุกสนานอยู่ในที พร้อมกับกล่าวคำที่เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับมหาปราชญ์จากตระกูลหลินที่อยู่เบื้องหลังมิอาจทำความเข้าใจได้แม้แต่น้อย
ทว่าพวกเขาเองก็กลับมิกล้าเอ่ยถามถึงความหมายของคำพูดนั้น จึงได้แต่ยืนนิ่งด้วยความเคารพยำเกรง
มีคำกล่าวที่ว่า เรื่องบางเรื่องมิเข้าใจเสียจะดีที่สุด
ในการเปิดเขตแดนลี้ลับครั้งนี้ กู้ฉางเกอได้พาผู้อาวุโสระดับมหาปราชญ์จากตระกูลหลินติดตามมาด้วย
มิเช่นนั้น หากพบเจอกับเรื่องเล็กน้อยระหว่างทาง คงมิอาจปล่อยให้เขาต้องลงมือด้วยตนเองทุกครั้ง
เช่นนั้นช่างเป็นเรื่องเสียเวลาและไร้ความสง่างามโดยแท้
สำหรับข้อจำกัดในการเข้าสู่แดนลับที่กำหนดไว้เพียงผู้บำเพ็ญเพียรระดับมหาปราชญ์นั้น กู้ฉางเกอก็คาดเดาและทำความเข้าใจได้มิยาก
เพราะสนามทดสอบเหล่านี้ มักถูกสร้างขึ้นให้เหมาะสมกับระดับความสามารถของผู้ครองชะตาฟ้าลิขิต
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้สร้างเขตแดนลี้ลับแห่งนี้ในอดีตเป็นถึงผู้แข็งแกร่งระดับว่าที่มหายุทธ์สูงสุด แม้กระทั่งผู้อาวุโสหมิงที่มีพลังแข็งแกร่งเช่นเดียกัน ก็ยังถูกกดพลังให้อยู่เพียงระดับมหาปราชญ์เท่านั้น
เรื่องนี้ทำให้กู้ฉางเกออดมิได้ที่จะหัวเราะเย้ยหยันออกมา ทุกอย่างราวกับถูกจัดเตรียมมาเพื่อผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตโดยแท้
ขาดก็เพียงแค่โยนสมบัติไปวางไว้ตรงหน้าเขาเท่านั้น
แต่แล้วอย่างไรเล่า
สิ่งที่เขาต้องการมาครอบครอง ต่อให้เป็นสรวงสวรรค์ก็มิอาจขัดขวางเขาได้
“ไปกันเถิด”
กู้ฉางเกอกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ก่อนจะแปลงกายเป็นสายรุ้งพุ่งทะยานไปยังทางเข้าเขตแดนลี้ลับที่อยู่เบื้องหน้า
แม้ว่าในเขตแดนลี้ลับเขาจะสามารถใช้พลังได้เพียงระดับมหาปราชญ์ แต่สำหรับเขาแล้ว การจัดการเย่เฉินนั้นช่างง่ายดายราวกับบดขยี้มดตัวหนึ่ง
คราวนี้ถึงเวลาที่เขาจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากแผนการที่เขาวางไว้ทั้งหมดแล้ว
ครืน!
ทางเข้าเขตแดนลี้ลับปรากฏรอยแยกขนาดใหญ่กว่าสามสิบจั้ง เปล่งประกายหมอกแสงหลากสีอบอวลไปทั่ว
คลื่นพลังของมิติแผ่ซ่านออกมา พร้อมเชื่อมต่อกับมิติของโลกอีกใบ
บริเวณใกล้รอยแยกนั้น เต็มไปด้วยเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรจำนวนมาก ที่ต่างจ้องมองไปยังรอยแยกนั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโลภและกระหาย
ส่วนใหญ่แล้วพวกเขานับว่าเป็นผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรที่ทรงพลังจากทั่วทุกสารทิศ บางคนมีระดับพลังเกินกว่าระดับมหาปราชญ์ แม้กระทั่งบุคคลผู้มีพลังระดับจ้าวศักดิ์สิทธิ์ก็ยังปรากฏตัวให้เห็นในที่แห่งนี้
พวกเขาล้วนมีเป้าหมายที่เรียบง่ายตรงกัน
หากเข้าไปเพียงลำพังคงยากที่จะชิงสมบัติจากเหล่าศิษย์ของสำนักใหญ่ได้ ดังนั้นจึงวางแผนคิดรออยู่ที่ทางเข้าเขตแดนลี้ลับ และหากมีผู้ใดนำสมบัติออกมา ก็ค่อยร่วมมือกันลงมือแย่งชิงเสีย
“นั่นเป็นผู้ใดกัน”
“ดูเหมือนจะเป็นคนของตระกูลหลินโบราณ!”
เมื่อเห็นบุรุษอาภรณ์ดำผู้หนึ่งมาพร้อมกับเหล่าผู้แข็งแกร่งระดับมหาปราชญ์จากตระกูลหลิน
“แย่แล้ว! เป็นบุรุษหนุ่มผู้สูงศักดิ์ผู้นั้น!”
“อย่าได้ล่วงเกินเขาเป็นอันขาด!”
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างพากันตกตะลึง สีหน้ากลับแปรเปลี่ยนเป็นขาวซีดอย่างรวดเร็ว ความหวาดหวั่นฉายชัดในแววตา ก่อนที่ทุกคนจะรีบร้อนถอยหนีออกมาอย่างรวดเร็ว
แม้พวกเขาจะมิเกรงกลัวบรรดาขุมกำลังหรือสำนักใด แต่สำหรับตระกูลหลินแล้วกลับเป็นอีกเรื่อง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุรุษหนุ่มผู้สูงศักดิ์แห่งตระกูลหลินที่มาเยือนเขตแดนลี้ลับในครั้งนี้
ในเวลานี้ ผู้บำเพ็ญเพียรที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินจงโจว ย่อมมิมีผู้ใดที่ไม่รู้จักบุรุษหนุ่มผู้สูงศักดิ์ผู้นี้ บุคคลที่มีลักษณะโดดเด่นด้วยอาภรณ์สีดำ และรัศมีราวกับเทพเจ้าปรากฏตัวยังโลกมนุษย์
นี่คือบุคคลที่มิมีผู้ใดกล้าริอาจล่วงเกิน!
เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ผู้คนในบริเวณนั้นต่างเข้าใจได้ทันที จึงรีบรุดถอยห่างออกไปจากบริเวณโดยรอบ พร้อมเปิดทางให้บริเวณทางเข้าเขตแดนลี้ลับอย่างรวดเร็ว
ครืน!
คลื่นพลังแผ่กระจายออกมาพร้อมกับแสงประกายที่ถักทอเป็นริ้วงดงาม!
กู้ฉางเกอหาได้ให้ความสนใจกับเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรเหล่านั้นแม้แต่น้อย ก่อนจะนำเหล่าผู้ติดตามของตนเข้าสู่เขตแดนลี้ลับในทันที!
ภายในนั้น ทุกสิ่งหมุนวนราวกับกำลังก้าวผ่านมิติแห่งกาลเวลา!
พลังแห่งมิติโลกอันยิ่งใหญ่ถาโถมเข้ามา กู้ฉางเกอสามารถปรับสมดุลได้อย่างรวดเร็ว
พร้อมกับกดพลังของตนไว้ที่ระดับมหาปราชญ์ขั้นสูงสุด
จากนั้นจึงเหยียบพื้นดินได้อย่างมั่นคงและสง่างาม!