[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 58 ทุกสิ่งสุกงอมเต็มที่ ถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากแผนการที่วางไว้

    ตอนที่ 58 ทุกสิ่งสุกงอมเต็มที่ ถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากแผนการที่วางไว้

            เย่เฉินหาได้ล่วงรู้ถึงความคิดนานัปการในใจของเยี่ยนจีในยามนี้ไม่

            ในช่วงเวลาที่ผ่านมา การบำเพ็ญเพียรของเขาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ดึงความมั่นใจดังเช่นที่เคยมีมาในอดีตหวนคืนกลับมาได้มิน้อย

            แต่กระนั้น ความพ่ายแพ้ต่อกู้ฉางเกอที่เขาต้องเผชิญมาก่อนหน้านี้ กลับสร้างบาดแผลบอบช้ำอย่างหนักไว้ในจิตใจ ถึงกับทำให้เขาเคลือบแคลงใจในเส้นทางที่ตนก้าวเดิน

            ในเวลานี้ เขาเดินลึกเข้าไปในแนวเขา พร้อมฟังข่าวสารจากผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรรอบกาย พลางสำรวจแผนที่เขตแดนลี้ลับที่อยู่ในมือ

            ด้วยแผนที่นี้ เขาย่อมมั่นใจว่าจะสามารถค้นพบสิ่งล้ำค่าภายในเขตแดนลี้ลับได้

            อย่างไรก็ดี ความห่างเหินที่เยี่ยนจีมีต่อเขาในช่วงหลังนั้น เขาเองก็ย่อมสัมผัสได้

            เมื่อทบทวนวาจาที่เคยกล่าวไว้ เขาก็มิอาจปฏิเสธได้เลยว่า สิ่งที่เขาพูดในตอนนั้นได้ทำร้ายจิตใจอาจารย์อย่างยิ่ง

            เขาเคยคิดที่จะกล่าวขออภัยและแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาด แต่ในเมื่ออาจารย์กล่าวว่ามิถือโทษ เขาจึงมิรู้ว่าควรจะทำเช่นไรต่อไปดี

            ถึงอย่างไร ความร้าวฉานระหว่างพวกเขาก็ได้ก่อตัวขึ้นแล้วในที่สุด

            เย่เฉินจึงได้ตระหนักถึงความจริงข้อหนึ่ง ว่าเขามิอาจไว้วางใจผู้คนรอบกายได้อย่างหมดสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เขาได้ประสบกับเหตุการณ์ที่เขาเชื่อว่าซูชิงเกอได้ทรยศหักหลังตน

            แม้ว่าอาจารย์จะดูแลเอาใจใส่เขาเป็นอย่างดี แต่สุดท้ายแล้วนางก็เป็นเพียงสตรีผู้หนึ่ง เมื่อเผชิญหน้ากับบุรุษเช่นกู้ฉางเกอที่ทั้งเปี่ยมเสน่ห์และทรงพลังแล้วนั้น นางจะหวั่นไหวหรือไม่นั้นก็มีเพียงนางเท่านั้นที่รู้ดี

            ทว่าอาจารย์กลับมิเคยเอ่ยถึงเรื่องนี้เลย การเลือกอยู่ข้างกายเขาอาจเป็นเพียงเพราะความสงสารก็เป็นได้

            เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ แววตาของเย่เฉินก็ยิ่งมืดมนลง มือทั้งสองกำแน่นด้วยความกรุ่นโกรธ

            อาจารย์เป็นคนของเขา เขาจะมิมีวันปล่อยให้กู้ฉางเกอช่วงชิงนางไปได้!

            “อาจารย์ ท่านว่าเหตุที่กู้ฉางเกอลงมาจากแดนสวรรค์นั้น เขามีจุดประสงค์อันใดกันแน่ อีกทั้งยังได้นำผู้พิทักษ์ที่มีพลังแข็งแกร่งถึงขนาดที่สามารถทำลายสำนักศักดิ์สิทธิ์เจียโหลวให้พินาศภายในพริบตาได้ติดตามมาด้วย ถ้าข้าคาดเดามิผิด คงจะต้องเกี่ยวข้องกับเขตแดนลี้ลับโบราณแห่งเทียนหยวนเป็นแน่”

            ทันใดนั้น เย่เฉินที่กำลังเร่งเดินทางก็เอ่ยขึ้นพร้อมกับเผยรอยยิ้มที่ดูแปลกประหลาด พลางเอ่ยถามเยี่ยนจีที่อยู่ในแหวนมิติ

            เขาเพียงแต่ตั้งใจเอ่ยขึ้นเพื่อสังเกตปฏิกิริยาของนาง
    เมื่อได้ยินดังนั้น เยี่ยนจีพลันชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าพร้อมกล่าวว่า “เจ้าพูดเช่นนี้ก็นับว่ามิผิด นอกจากเขตแดนลี้ลับโบราณแห่งเทียนหยวนแล้ว ในโลกเบื้องล่างนี้ก็คงมิมีสิ่งใดที่คู่ควรแก่ความสนใจของเขาได้อีก”

            นางมิได้ขบคิดลึกซึ้ง จึงคิดเพียงว่าเย่เฉินก็เอ่ยถามดังเช่นที่เคยถามในยามปกติ

            “เช่นนั้นเอง ดังนั้นกู้ฉางเกอคงจะมุ่งเป้ามายังสมบัติล้ำค่าบางอย่างในเขตแดนลี้ลับแห่งนี้สินะ”

            “เมื่อเขาได้ยินข่าวการเปิดเขตแดนลี้ลับ ก็จะต้องรีบเร่งมายังที่แห่งนี้เป็นแน่ แต่ภายในเขตแดนลี้ลับโบราณแห่งเทียนหยวน มีเพียงข้าที่ได้ครอบครองแผนที่นี้ ซึ่งเมื่อเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรล้วนต้องเผชิญกับอันตรายถึงชีวิตมากมาย การสิ้นชีพในที่แห่งนี้จึงนับว่าเป็นเรื่องธรรมดายิ่ง…”

            “อีกทั้งตามข้อจำกัดของเขตแดนลี้ลับในครั้งนี้ ด้วยพลังของผู้ติดตามของเขาย่อมมิอาจก้าวเข้าสู่เขตแดนลี้ลับนี้ได้ นั่นย่อมหมายความว่า กู้ฉางเกอจะต้องอยู่เพียงลำพังในที่แห่งนั้น มิรู้แม้แต่เส้นทางแผนที่ภายใน ส่วนข้าก็เพียงแต่เฝ้ารอคอยเขาที่ศูนย์กลางของเขตแดนลี้ลับ และใช้กุญแจควบคุมกลไกและค่ายกลในที่แห่งนั้น...”

            “อาจารย์ ท่านว่าครั้งนี้ข้าจะมีโอกาสล้างแค้นเขาได้สำเร็จหรือไม่”

            เย่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ วิเคราะห์แต่ละขั้นตอนอย่างละเอียดถี่ถ้วน

            มีเหตุผลสนับสนุนชัดเจน

            เหตุที่เขากล่าวเรื่องนี้ต่อหน้าอาจารย์ ล้วนก็เพื่อรอดูท่าทีของนางโดยเฉพาะ

            หลังจากกล่าวจบ เขาจึงเฝ้ารอดูปฏิกิริยาของเยี่ยนจี

            ท้ายที่สุดแล้ว แผนการที่เขาคิดขึ้นนั้นก็ดูเหมือนจะไร้จุดบกพร่อง และน่าจะเพียงพอที่จะทำให้กู้ฉางเกอต้องมาจบชีวิตลงที่นี่ได้

            “ฟังดูแล้วเหมือนจะสมบูรณ์แบบทีเดียว แต่เจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่ากู้ฉางเกอจะมิมีแผนที่อยู่ในมือ หรือว่าเขาอาจจะมีวิธีอื่นในการเข้าสู่เขตแดนลี้ลับแห่งนี้ก็ได้”

            เยี่ยนจีมิได้ล่วงรู้ถึงความตั้งใจของเย่เฉิน นางได้ยินดังนั้นจึงครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ และลงความเห็นว่าความเป็นไปได้ของแผนนี้มิได้สูงนัก

            ท้ายที่สุดแล้ว กู้ฉางเกอก็เป็นผู้ที่มาจากแดนสวรรค์เบื้องบน การเดินทางมาในครั้งนี้ก็ย่อมต้องมีการเตรียมการมาอย่างรอบคอบ แล้วเขาจะมิล่วงรู้ถึงอันตรายในเขตแดนลี้ลับนี้ได้อย่างไร

            ยิ่งไปกว่านั้น จากที่นางสัมผัสได้ กู้ฉางเกอก็หาใช่ผู้ที่บุ่มบ่ามมุทะลุไม่

            “เป็นเช่นนั้นหรือ คำกล่าวของอาจารย์ก็นับว่ามีเหตุผลถูกต้องจริง…”

            กระนั้นเมื่อเย่เฉินได้ฟังคำตอบ แววตาของเขากลับแฝงไว้ด้วยความมืดมนที่แวบผ่านอย่างรวดเร็ว

            สิ่งที่อาจารย์พูดถึง ว่ากู้ฉางเกอย่อมมีวิธีการอื่นอีก แล้ววิธีการเหล่านั้นคืออันใดกันแน่ เหตุใดอาจารย์จึงมั่นใจในตัวกู้ฉางเกอนัก แต่กลับมองว่าเขามิมีฝีมือมากเพียงพอ

            หรือว่ามีบางสิ่งที่เขามิเคยล่วงรู้มาก่อนกัน

            เย่เฉินนิ่งเงียบ มิได้เอ่ยสิ่งใดต่ออีก

            เยี่ยนจีเองก็หาได้ใส่ใจมากนัก นางเปลี่ยนหัวข้อสนทนา พลางกล่าวขึ้นว่า “ว่าไปแล้ว ก็มีเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากจะเตือนเจ้าไว้ อำนาจเบื้องหลังของญาติผู้น้องของเจ้านั้นน่าสะพรึงกลัวนัก ก่อนที่เจ้าจะทะลวงพลังได้ถึงระดับเทวะมายา ข้าขอแนะนำว่า อย่าได้ไปข้องเกี่ยวกับพวกเขาเลยจะดีที่สุด”

            คำกล่าวนี้นางกล่าวด้วยความหวังดีต่อเย่เฉินอย่างแท้จริง ในช่วงเวลานี้นางได้รับรู้ข่าวลือมากมายเกี่ยวกับญาติผู้น้องของเย่เฉิน

            เด็กสาวในอาภรณ์ม่วงผู้นั้น ชัดเจนว่าเป็นสมาชิกของตระกูลเย่ หนึ่งในตระกูลเซียนโบราณแห่งแดนสวรรค์

            เยี่ยนจีตระหนักถึงเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน

            สำหรับตระกูลใหญ่เช่นนั้น เย่เฉินผู้ไร้ซึ่งอำนาจ อิทธิพลใด หรือพลังที่เทียบเคียงกับสายเลือดสูงศักดิ์ได้ ตัวเย่เฉินนั้นจึงย่อมมิมีความหมายอันใดในสายตาพวกเขา

            หากพวกเขาล่วงรู้ว่าเย่เฉินมีความสนิทสนมกับญาติผู้น้องผู้นั้นมากเกินไป เกรงว่าอาจจะส่งคนมาสังหารเขาในที่สุด

            “ศิษย์เข้าใจในความหวังดีของอาจารย์ แต่เรื่องระหว่างข้ากับหลิวหลี ท่านอาจารย์มิจำเป็นต้องมากังวลอันใด”

            เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เย่เฉินกลับเพียงส่ายหน้าพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเย็นเยียบ

            เขาได้รับรู้ข่าวคราวจากนครโบราณชงเยวี่ยในช่วงเวลานี้แล้ว

            นั่นทำให้เขาเปี่ยมไปด้วยความยินดีอย่างยิ่ง สำหรับเขาแล้ว ข่าวนี้เปรียบได้ดั่งสายฝนที่ชโลมลงพื้นดินแห้งผาก

            ญาติสาวผู้น้องผู้นั้นคือผู้ที่เขาพึ่งพาได้มากที่สุด!

            ทว่ากลับกลายเป็นว่า อาจารย์ของเขากลับมิต้องการให้เขาสนิทสนมใกล้ชิดกับนางมากเกินไป

            นั่นเป็นเพราะเหตุใดกันแน่

            ในเมื่อฐานะและภูมิหลังของญาติผู้น้องของเขานั้นน่าเกรงขามยิ่งนัก แล้วเหตุใดอาจารย์กลับมิสนับสนุนให้เขาเข้าใกล้นาง หรืออาจารย์จะกังวลว่า หากเขาได้ครอบครองอำนาจแล้ว ก็จะหันไปเล่นงานกู้ฉางเกอ

            เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ความเย็นชาในจิตใจเขาก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นอีกหลายส่วน

            สำหรับเรื่องที่ว่าอาจถูกคนในตระกูลของญาติผู้น้องส่งมาสังหาร เย่เฉินกลับเห็นว่าเป็นถ้อยคำที่เหลวไหลไร้สาระสิ้นดี

            เขามิอาจเชื่อได้ว่า หากมีญาติผู้น้องอยู่เคียงข้างกายแล้ว จะมีผู้ใดกล้ามาลงมือทำเช่นนั้นกับเขาได้

            ด้วยความรู้สึกและความเอาใจใส่ที่ญาติผู้น้องเคยมีให้เขา เขาก็มั่นใจและมิมีอันใดต้องกังวล

            แล้วที่อาจารย์กล่าวมานั้นมีความหมายว่าอันใดกัน

            ความผิดหวังถาโถมเข้าสู้จนเขามิอยากเอ่ยปากถามอันใดอีก

            …

            ข่าวการเปิดของเขตแดนลี้ลับโบราณแห่งเทียนหยวนได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งดินแดนจงโจวในเวลาไม่นาน

            แสงอันเจิดจรัสพุ่งทะยานสู่ท้องนภา สาดส่องไปทั่วบริเวณอันกว้างใหญ่เหนือชายแดนรอยต่อของแปดอาณาเขต สิ่งนี้ดึงดูดความสนใจของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรและขุมกำลังมากมายในทันที

            ในยุคสมัยนี้ ไม่ว่าเมื่อใดที่มีข่าวเกี่ยวกับการที่สมบัติวิเศษปรากฏตัว หรือการเปิดของเขตแดนลี้ลับแห่งใหม่ ก็มักจะสร้างความตื่นเต้นและแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทุกสารทิศในเวลาอันรวดเร็ว

            เหล่าขุมกำลังและผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรทั้งหลายต่างเป็นราวกับฉลามที่ได้กลิ่นคาวเลือด แห่แหนมุ่งหน้าไปยังจุดหมายอย่างบ้าคลั่ง

            การเปิดของเขตแดนลี้ลับโบราณเทียนหยวนในครั้งนี้ก็มิมีข้อยกเว้น

            มิเพียงแต่เหล่าสำนักศักดิ์สิทธิ์และราชวงศ์ใหญ่ในดินแดนจงโจวที่รีบส่งผู้คนมุ่งหน้าไปยังที่แห่งนั้นในทันที

            แต่เหล่าขุมกำลังอำนาจจากดินแดนอื่นๆ ก็แห่แหนกันมาด้วยความกระตือรือร้น กลัวว่าจะพลาดโอกาสครั้งสำคัญนี้

            การก่อตัวของแดนลับนั้นแสนยากเย็น บางแห่งอาศัยพลังของธรรมชาติและกาลเวลา บางแห่งถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าผู้แข็งแกร่งในยุคบรรพกาล และมักจะทิ้งไว้ซึ่งมรดกอันล้ำค่าและพระราชวังแห่งความลับของพวกเขาไว้

            แม้กระทั่งในกรณีที่เลวร้ายที่สุด เขตแดนลี้ลับที่เพิ่งเปิดใหม่ก็ยังกลับอุดมไปด้วยสมบัติอันล้ำค่า

            มิว่าจะเป็นสมุนไพรวิญญาณ แร่ธาตุหายาก หรือสมบัติที่เปี่ยมไปด้วยพลังวิญญาณแห่งสวรรค์

            ในเวลาไม่นาน เมืองเล็กๆ อันห่างไกลแห่งนี้ ก็กลับกลายเป็นจุดศูนย์กลางความคึกคักอย่างที่มิเคยเป็นมาก่อน    

            ทุกวันล้วนมีเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรและสรรพชีวิตนานัปการแวะเวียนมายังสถานที่แห่งนี้กันอย่างมิขาดสาย

            เขตแดนลี้ลับโบราณแห่งเทียนหยวนดึงดูดผู้คนจำนวนมากให้มุ่งหน้ามายังที่นี่ด้วยความหวัง

            แต่เป็นที่น่าเสียดาย ที่มิใช่ว่าทุกคนที่มาถึงจะสามารถก้าวเข้าไปสู่ภายในได้

            มีผู้พบว่า บริเวณทางเข้าเขตแดนลี้ลับยังถูกปกคลุมด้วยม่านพลังตามธรรมชาติอีกชั้นหนึ่ง ม่านพลังนี้ช่างน่าสะพรึงกลัว มิอาจคาดเดาได้ว่าเป็นผลงานของผู้ยิ่งใหญ่ระดับใดที่สร้างขึ้นไว้

            ผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรที่มีพลังเกินกว่าระดับมหาปราชญ์ จะมิมีทางฝ่าม่านพลังนี้เข้าไปสู่ภายในได้

            และจะถูกแรงต้านอันน่าสะพรึงกลัวจากภายในผลักดันออกมา

            ทว่าหากมีผู้ใดฝืนฝ่าม่านพลังเข้าสู่เขตแดนลี้ลับไป ก็จะทำให้พลังแห่งสวรรค์และปฐพีในเขตแดนลี้ลับเกิดความปั่นป่วนอย่างรุนแรง และท้ายที่สุด ผู้ที่ฝ่าฝืนบุกรุกก็จะถูกพลังนั้นระเบิดทำลายจนสิ้นชีพไปในพริบตา

            เหล่าผู้นำของขุมกำลังต่างๆ มิว่าจะเป็นจักรพรรดิหรือเจ้าสำนักผู้บรรลุระดับจ้าวศักดิ์สิทธิ์ต่างพากันจนปัญญา เพราะหากต้องการเข้าไปภายในเขตแดนลี้ลับ จำเป็นต้องลดทอนพลังของตนลง

            พวกเขาจึงได้แต่ส่งผู้อาวุโสและศิษย์ในระดับมหาปราชญ์เข้าสำรวจภายในแทน ซึ่งนับว่าเป็นทั้งการฝึกฝนและค้นหาโอกาสอันล้ำค่าในคราวเดียวกัน

            …

            “ดูเหมือนทุกอย่างจะเป็นไปตามที่ข้าคาดการณ์ไว้ เขตแดนลี้ลับโบราณแห่งเทียนหยวนนี้ราวกับถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นบททดสอบสำหรับเย่เฉินโดยแท้”

            “มรดกของผู้แข็งแกร่งระดับว่าที่มหายุทธ์สูงสุด พร้อมกับข้อจำกัดที่ช่างเหมาะเจาะเช่นนี้”

            “ช่างน่าขันนัก มิอนุญาตให้ผู้บำเพ็ญเพียรที่มีพลังเกินกว่าระดับมหาปราชญ์เข้าไปได้ เว้นเสียแต่จะกดพลังของตนเองลงมา ดูเหมือนในเวลานี้ เย่เฉินคงใกล้จะทะลวงถึงขั้นระดับมหาปราชญ์เต็มทีแล้วสินะ...”

            “อีกทั้งเวลาในการเปิดเขตแดนลี้ลับครั้งนี้ ก็ช่างมีจังหวะที่พอเหมาะพอดีเสียเหลือเกิน”

            บนยอดเขาสูงตระหง่านแห่งหนึ่ง กู้ฉางเกอยืนอย่างสง่างามในที่แห่งนั้น พร้อมอาภรณ์คลุมสีดำห่มกายที่โบกสะบัดไหวท่ามกลางสายลม สายตาของเขากวาดมองทิวทัศน์เบื้องล่างด้วยท่าทีสงบนิ่ง

            ก่อนเผยรอยยิ้มบางเบาบนใบหน้า ที่แฝงไว้ซึ่งความสนุกสนานอยู่ในที พร้อมกับกล่าวคำที่เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับมหาปราชญ์จากตระกูลหลินที่อยู่เบื้องหลังมิอาจทำความเข้าใจได้แม้แต่น้อย

            ทว่าพวกเขาเองก็กลับมิกล้าเอ่ยถามถึงความหมายของคำพูดนั้น จึงได้แต่ยืนนิ่งด้วยความเคารพยำเกรง

            มีคำกล่าวที่ว่า เรื่องบางเรื่องมิเข้าใจเสียจะดีที่สุด

            ในการเปิดเขตแดนลี้ลับครั้งนี้ กู้ฉางเกอได้พาผู้อาวุโสระดับมหาปราชญ์จากตระกูลหลินติดตามมาด้วย

            มิเช่นนั้น หากพบเจอกับเรื่องเล็กน้อยระหว่างทาง คงมิอาจปล่อยให้เขาต้องลงมือด้วยตนเองทุกครั้ง

    เช่นนั้นช่างเป็นเรื่องเสียเวลาและไร้ความสง่างามโดยแท้

            สำหรับข้อจำกัดในการเข้าสู่แดนลับที่กำหนดไว้เพียงผู้บำเพ็ญเพียรระดับมหาปราชญ์นั้น กู้ฉางเกอก็คาดเดาและทำความเข้าใจได้มิยาก 

            เพราะสนามทดสอบเหล่านี้ มักถูกสร้างขึ้นให้เหมาะสมกับระดับความสามารถของผู้ครองชะตาฟ้าลิขิต

            ยิ่งไปกว่านั้น ผู้สร้างเขตแดนลี้ลับแห่งนี้ในอดีตเป็นถึงผู้แข็งแกร่งระดับว่าที่มหายุทธ์สูงสุด แม้กระทั่งผู้อาวุโสหมิงที่มีพลังแข็งแกร่งเช่นเดียกัน ก็ยังถูกกดพลังให้อยู่เพียงระดับมหาปราชญ์เท่านั้น

            เรื่องนี้ทำให้กู้ฉางเกออดมิได้ที่จะหัวเราะเย้ยหยันออกมา ทุกอย่างราวกับถูกจัดเตรียมมาเพื่อผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตโดยแท้

            ขาดก็เพียงแค่โยนสมบัติไปวางไว้ตรงหน้าเขาเท่านั้น

            แต่แล้วอย่างไรเล่า

            สิ่งที่เขาต้องการมาครอบครอง ต่อให้เป็นสรวงสวรรค์ก็มิอาจขัดขวางเขาได้

            “ไปกันเถิด”

            กู้ฉางเกอกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ก่อนจะแปลงกายเป็นสายรุ้งพุ่งทะยานไปยังทางเข้าเขตแดนลี้ลับที่อยู่เบื้องหน้า

            แม้ว่าในเขตแดนลี้ลับเขาจะสามารถใช้พลังได้เพียงระดับมหาปราชญ์ แต่สำหรับเขาแล้ว การจัดการเย่เฉินนั้นช่างง่ายดายราวกับบดขยี้มดตัวหนึ่ง

            คราวนี้ถึงเวลาที่เขาจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากแผนการที่เขาวางไว้ทั้งหมดแล้ว

            ครืน!

            ทางเข้าเขตแดนลี้ลับปรากฏรอยแยกขนาดใหญ่กว่าสามสิบจั้ง เปล่งประกายหมอกแสงหลากสีอบอวลไปทั่ว

            คลื่นพลังของมิติแผ่ซ่านออกมา พร้อมเชื่อมต่อกับมิติของโลกอีกใบ

            บริเวณใกล้รอยแยกนั้น เต็มไปด้วยเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรจำนวนมาก ที่ต่างจ้องมองไปยังรอยแยกนั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโลภและกระหาย

            ส่วนใหญ่แล้วพวกเขานับว่าเป็นผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรที่ทรงพลังจากทั่วทุกสารทิศ บางคนมีระดับพลังเกินกว่าระดับมหาปราชญ์ แม้กระทั่งบุคคลผู้มีพลังระดับจ้าวศักดิ์สิทธิ์ก็ยังปรากฏตัวให้เห็นในที่แห่งนี้

            พวกเขาล้วนมีเป้าหมายที่เรียบง่ายตรงกัน

            หากเข้าไปเพียงลำพังคงยากที่จะชิงสมบัติจากเหล่าศิษย์ของสำนักใหญ่ได้ ดังนั้นจึงวางแผนคิดรออยู่ที่ทางเข้าเขตแดนลี้ลับ และหากมีผู้ใดนำสมบัติออกมา ก็ค่อยร่วมมือกันลงมือแย่งชิงเสีย

    “นั่นเป็นผู้ใดกัน”

            “ดูเหมือนจะเป็นคนของตระกูลหลินโบราณ!”

            เมื่อเห็นบุรุษอาภรณ์ดำผู้หนึ่งมาพร้อมกับเหล่าผู้แข็งแกร่งระดับมหาปราชญ์จากตระกูลหลิน

            “แย่แล้ว! เป็นบุรุษหนุ่มผู้สูงศักดิ์ผู้นั้น!”

            “อย่าได้ล่วงเกินเขาเป็นอันขาด!”

            เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างพากันตกตะลึง สีหน้ากลับแปรเปลี่ยนเป็นขาวซีดอย่างรวดเร็ว ความหวาดหวั่นฉายชัดในแววตา ก่อนที่ทุกคนจะรีบร้อนถอยหนีออกมาอย่างรวดเร็ว

            แม้พวกเขาจะมิเกรงกลัวบรรดาขุมกำลังหรือสำนักใด แต่สำหรับตระกูลหลินแล้วกลับเป็นอีกเรื่อง

            โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุรุษหนุ่มผู้สูงศักดิ์แห่งตระกูลหลินที่มาเยือนเขตแดนลี้ลับในครั้งนี้

            ในเวลานี้ ผู้บำเพ็ญเพียรที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินจงโจว ย่อมมิมีผู้ใดที่ไม่รู้จักบุรุษหนุ่มผู้สูงศักดิ์ผู้นี้ บุคคลที่มีลักษณะโดดเด่นด้วยอาภรณ์สีดำ และรัศมีราวกับเทพเจ้าปรากฏตัวยังโลกมนุษย์

            นี่คือบุคคลที่มิมีผู้ใดกล้าริอาจล่วงเกิน!

            เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ผู้คนในบริเวณนั้นต่างเข้าใจได้ทันที จึงรีบรุดถอยห่างออกไปจากบริเวณโดยรอบ พร้อมเปิดทางให้บริเวณทางเข้าเขตแดนลี้ลับอย่างรวดเร็ว

            ครืน!

            คลื่นพลังแผ่กระจายออกมาพร้อมกับแสงประกายที่ถักทอเป็นริ้วงดงาม!

            กู้ฉางเกอหาได้ให้ความสนใจกับเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรเหล่านั้นแม้แต่น้อย ก่อนจะนำเหล่าผู้ติดตามของตนเข้าสู่เขตแดนลี้ลับในทันที!

            ภายในนั้น ทุกสิ่งหมุนวนราวกับกำลังก้าวผ่านมิติแห่งกาลเวลา!

            พลังแห่งมิติโลกอันยิ่งใหญ่ถาโถมเข้ามา กู้ฉางเกอสามารถปรับสมดุลได้อย่างรวดเร็ว

            พร้อมกับกดพลังของตนไว้ที่ระดับมหาปราชญ์ขั้นสูงสุด

            จากนั้นจึงเหยียบพื้นดินได้อย่างมั่นคงและสง่างาม!




    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน

    [จบแล้ว] นครแห่งบาป - City of Sin

    [จบแล้ว] นครแห่งบาป - City of Sin

    นิยาย แฟนตาซี
    282K 1440
    กำเนิดใหม่ : มหาปราชญ์เทพเซียนโอสถ

    กำเนิดใหม่ : มหาปราชญ์เทพเซียนโอสถ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.00M 2954
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    Cosmic God System ข้านี่ล่ะผู้ยิ่งใหญ่ (จบ)

    Cosmic God System ข้านี่ล่ะผู้ยิ่งใหญ่ (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    401K 613
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    นิยาย แฟนตาซี
    81K 280
    อัจฉริยะแห่งราชวงศ์ถัง

    อัจฉริยะแห่งราชวงศ์ถัง

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    450K 1842
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258