จ้าวลู่ชิงมองชายชราทั้งสองนั่งแบ่งเงินกันอย่างมีความสุข เสียงหัวเราะทำให้นางหมั่นไส้แต่ต้องเก็บอาการเอาไว้ภายใน
“เจ้านั่งทำอะไร ไม่กลับเรือนหรือ” เผยเยี่ยนเอ่ยถามหลังจากมีความสุขกับเงินก้อนโต
“นั่งเล่นเป็นเพื่อนพวกท่านเจ้าค่ะ”
“ไม่เป็นไร เจ้าไม่ต้องนั่งเล่นกับคนแก่อย่างพวกข้าหรอก”
จ้าวลู่ชิงแย้มรอยยิ้มกว้าง ไม่สนใจที่ไท่ซ่างหวงไล่ ถ้าไม่แบ่งเงินให้นาง ต่อให้ต้องใช้เวลานั่งอยู่ตรงนี้ทั้งคืนนางก็จะทำ
“เงินพวกนี้เป็นเงินจากการเล่นพนัน เจ้าจะกล้ารับไว้หรือ”
เผยเยี่ยนเริ่มตั้งกระดานเพื่อเดินหมากกับสหาย
“เงินพวกนี้อยู่ในมือพวกท่านคือเงินจากการเล่นพนัน แต่พอมันตกมาอยู่ในมือของข้ามันคือเงินสินน้ำใจที่พวกท่านให้แก่ข้า”
“ปีศาจน้อย เจ้าอย่ามาใช้วาจาหลบเลี่ยง เจ้าได้เงินจากบุตรชายข้าไปมากแล้วมิใช่หรือ” หลี่หยวนเปลี่ยนสรรพนามเรียกคู่หมั้นของบุตรชายว่าปีศาจน้อย
“ไท่ซ่างหวงเพคะ………….”
จ้าวลู่ชิงร่ายรายการที่นางนำมาให้ท่านอ๋องยาวเหยียดจนหลี่หยวนทนฟังไม่ไหวบอกให้นางหยุด มิฉะนั้นหูเขาต้องหนวกอย่างแน่นอน
เผยเยี่ยนเหนื่อยที่ต้องฟังจึงยกเงินให้นางทั้งหมด หลี่หยวนแบ่งให้เพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งก็ให้พ่อบ้านเหานำไปเก็บในคลังของจวน
เมื่อได้เงินแล้วจ้าวลู่ชิงก็ไม่อยู่ขัดขวางความสำราญของทั้งสอง นางรีบวิ่งไปเข้าห้องครัว
“พ่อครัว ของที่ข้าสั่งให้ทำล่ะ”
“เรียบร้อยแล้วขอรับ เชิญคุณหนูทางนี้”
“ยอดเยี่ยมมาก”
จ้าวลู่ชิงกล่าวชมเมื่อเห็นหมูกับแพะถูกมัดยึดติดกับไม้ไผ่ กลิ่นหอมจากเครื่องปรุงที่นางเขียนสูตรบอกส่งกลิ่นอบอวล
เหมียนเหมียนสงสัยว่าจ้าวลู่ชิงกำลังจะทำอันใด แพะยี่สิบกว่าตัว หมูยี่สิบกว่าตัว ถูกตรึงกับไม้ไผ่ หนังพวกมันถูกทาจนแวววาว
จ้าวลู่ชิงสั่งให้คนช่วยกันแบกหมูกับแพะไปย่างยังกองถ่านยาวเหยียด นางต้องตอบแทนท่านอาจารย์เสียหน่อยที่ยอมหาเงินมาให้ใช้จ่าย ในเมื่อทำทั้งทีนางก็จะให้ทุกคนในจวนได้ลิ้มลอง เพราะนี่คืออาหารชนิดใหม่ที่นางจะเปิดตัว
ชายชรากำลังเดินหมากกันอยู่ถูกกลิ่นหอมดึงดูดทำให้มือชะงัก
“ข้าไม่เล่นแล้ว” เผยเยี่ยมล้มหมากในกระดาน รีบวิ่งตามกลิ่นหอม หลี่หยวนเหลืออดกับตาแก่น่าตายผู้นี้นัก จะแพ้ยามใดก็หาเรื่องล้มกระดาษทุกที
“มันคืออะไร อาหารชนิดใหม่ของเจ้าหรือ” มองหมูกับแพะที่ถูกหมุนอยู่บนกองถ่าน ลักษณะการทำอาหารเช่นนี้คล้ายพวกคนเถื่อน ไม่พิถีพิถันเลยสักนิด
“หมูหันเจ้าค่ะ ท่านอย่าได้มองว่ามันน่ากลัว” เห็นคิ้วของเผยเยี่ยนขมวด จ้าวลู่ชิงจึงรู้ว่าเขากำลังคิดอันใด
“หมูหัน?” หลี่หยวนลอบกลืนน้ำลาย
องครักษ์เงาที่ซ่อนอยู่ตามจุดต่าง ๆ แทบอยากปรากฎตัวออกมายืนเฝ้าหน้ากองถ่าน
จ้าวลู่ชิงทำอาหารแจกจ่ายคนทั้งจวน พอตกดึกนางก็ชวนบ่าวรับใช้และเหมียนเหมียนมานั่งรื้อค้นและคัดแยกเครื่องประดับที่ปล้นมาได้อย่างสนุกสนาน
ทางด้านบ้านลี่ดึกถึงเพียงนี้แน่นอนว่าทุกคนย่อมเข้านอน เสียงเหมือนมีคนเดินรอบบ้านทำให้ลี่มี่ลืมตา
นางลุกขึ้นจากเตียง มือเอื้อมไปหยิบท่อนไม้บริเวณหัวเตียงอย่างคุ้นเคย ตั้งแต่ท่านปู่กับท่านพ่อเสียชีวิตไปก็มีโจรพยายามเข้ามาขโมยของอยู่บ่อยครั้ง แต่พวกมันไม่เคยได้อะไรติดมือไปเลยสักครั้งนอกจากเลือดที่อาบหัว
“ลี่จิน” ลี่มี่เรียกน้องชายเสียงแผ่วเบา
ห้องลี่มี่กับลี่จินมีเพียงกำแพงดินกั้น พวกตนสองพี่น้องเจาะรูเล็ก ๆ บริเวณกำแพงเพื่อติดต่อกันในยามค่ำคืน
ลี่จินได้ยินเสียงพี่สาวเรียกก็ลืมตาขึ้น รีบผุดลุกขึ้นคว้าท่อนไม้ที่อยู่มุมหัวเตียงมาถือเอาไว้
“มีขโมยหรือ” กระซิบถามพี่สาว
“ข้าคิดว่าน่าจะใช่”
ลี่มี่ย่องไปยังประตูด้วยความคุ้นชิน มือเปิดประตูแผ่วเบา นางภาวนาให้ประตูห้องเก่า ๆ ไม่เกิดเสียงดังยามที่เปิดออก และแล้วสิ่งที่นางภาวนาก็เกิดผล
ลี่จินรีบไปปลุกมารดาที่นอนอยู่ในห้องเดียวกับน้องทั้งสอง ห้องของเขากับห้องของมารดามีเพียงผ้าม่านกั้น
“ท่านแม่” ลี่จินกระซิบเรียกมารดา
“อย่าเสียงดังไป พี่สาวรู้สึกเหมือนมีขโมยเดินรอบบ้าน”
เส้าซื่อรีบผุดลุกขึ้นด้วยอาการตื่นกลัว ขโมยเข้าบ้านอีกแล้วหรือ นางรีบคลำเงินถุงใหญ่ที่แบ่งครึ่งกับแม่สามี
“เจ้าเฝ้าน้องอยู่ในห้อง แม่จะออกไปจัดการกับพวกหัวขโมย”
“ขอรับ”
อี้ซื่อนอนไม่หลับเพราะมีเงินจำนวนมากอยู่กับตัว นางได้ยินเสียงเคลื่อนไหวด้านนอกและด้านในบ้าน ท่อนไม้ที่มีติดห้องถูกนำมาถือ นางย่องมาเปิดประตูอย่างแผ่วเบาเพื่อจะเรียกหลานสาวที่มีพละกำลังมากกว่าบุรุษสิบคนรวมกัน
“ท่านย่า ข้าเอง” ลี่มี่ได้ยินเสียงห้องของท่านย่าเปิดออกจึงรีบกระซิบบอกว่าที่อยู่ตรงนี้คือนาง
“เสี่ยวมี่หรือ”
“เจ้าค่ะ”
อี้ซื่อโล่งอกรีบออกมาจากห้อง เส้าชื่อเข้ามาสมทบ พวกนางทั้งสามซ่อนกายอยู่ในความมืด เสียงประตูหน้าบ้านกำลังถูกงัด ทำให้สตรีทั้งสามมีสีหน้าเคร่งเครียด
ทว่าทุกคนมีอย่างหนึ่งที่คล้ายกันก็คือพร้อมที่จะสู้กับหัวขโมยให้ตายกันไปข้างหนึ่ง
ในที่สุดประตูบ้านก็ถูกเปิดเข้ามาได้ แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาเมื่อประตูเปิดออกทำให้ผู้ที่ซ่อนกายอยู่ในความมืดเห็นว่ามีคนร้ายสามคน
บุรุษรูปร่างกำยำที่ปกปิดใบหน้าย่องเบาเข้ามาในโถงบ้านดิน
“เจ้าหัวขโมย!” ลี่มี่ส่งเสียงดังจนหัวขโมยสะดุ้งพวกมันหันมองมาทางต้นเสียง เปิดโอกาสให้เส้าซื่อกับแม่สามีที่ซ่อนอยู่ในความมืดอีกจุดถลาเข้าไปฟาดไม้ใส่ไม่ยั้ง
“ช่วยด้วย! มีหัวขโมยเข้ามาทำร้ายคน” ลี่มี่ตะโกนเสียงดัง ฟาดไม้เข้าใส่หัวขโมยท่ามกลามแสงเลือนลาง
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของพวกโจรพร้อมกับเสียงร้องขอความช่วยเหลือของคนบ้านลี่ชวนให้บ้านใกล้เรือนเคียงตื่น
การต่อสู้ของหัวขโมยที่เป็นบุรุษกับเจ้าของบ้านที่เป็นสตรีเกิดขึ้นจนชุลมุน ลี่มี่ฟาดไม้ใส่หัวขโมยจนมันถอยหลังชนประตูบ้านทำให้ประตูเปิดออก
“นังสารเลว!” เสียงของหัวขโมยตวาดเมื่อรู้สึกถึงน้ำเหนียวๆ บนศีรษะ กำปั้นชกออกไปเมื่อแสงของพระจันทร์สาดส่องให้เห็นผู้ที่ทำร้ายตน
เส้าซื่อร้องเสียงหลงเมื่อถูกชกจนล้มหงายหลัง
“นังหม้ายสารเลว อย่าอยู่เลย!” เลือดขึ้นหน้าจนไม่มีความกลัว หมายจะเอาชีวิตผู้ที่ทำร้ายตนจนหัวแตก
ลี่มี่เห็นมีดกำลังจะจ้วงแทงมารดาก็รีบพุ่งเข้าใส่ ใช้ไม้ฟาดศีรษะหัวขโมยอย่างแรงจนมันล้มลงแล้วแน่นิ่งกับพื้น
พละกำลังมากล้นของนางทำให้หัวขโมยสิ้นลมหายใจ ส่วนขโมยที่ถูกนางฟาดก่อนหน้านั้นเพียงแค่นอนสลบ ส่วนอีกคนกำลังจะวิ่งหนีแต่ถูกชาวบ้านที่พังประตูเข้ามาช่วยจับเอาไว้ได้
“พวกเจ้าเป็นอะไรมากหรือไม่” เพื่อนบ้านรีบเข้ามาสอบถาม
“ท่านแม่ถูกพวกมันทำร้าย” ลี่มี่ช่วยประคองมารดาลุกขึ้น หลังจากท่านถูกชกจนหงายหลังล้มลงกับพื้น
“แย่แล้ว! หัวขโมยคนนี้ไม่มีลมหายใจแล้ว” เสียงหนึ่งดังขึ้นเมื่อเดินเข้าไปสำรวจลมหายใจของโจรที่นอนแน่นิ่ง
ชาวบ้านและคนบ้านลี่ตกใจเมื่อรู้ว่าหัวขโมยสิ้นลมหายใจ แม้พวกมันจะเป็นขโมย ทว่าการฆ่าคนตายเป็นเรื่องใหญ่
“ข้าเป็นคนทำเอง หัวขโมยคนนี้มันกำลังจะใช้มีดแทงท่านแม่ ข้าก็เลยเอาไม้ฟาดหัวมัน” ลี่มี่รีบยอมรับว่าตนเองเป็นคนทำให้หัวขโมยตาย
“เจ้าเด็กตัวเหม็นพูดจาอันใด ข้าเป็นคนทำให้มันตายเอง” อี้ซื่อรีบเข้ามาบิดเนื้อหลานสาวให้หยุดพูด
“ข้าเป็นคนตีหัวขโมยจนตายเอง” เส้าซื่อร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหล นางจะให้บุตรสาวกับแม่สามีรับผิดได้อย่างไร ถ้าไม่เป็นเพราะนางอ่อนแอ บุตรสาวคงไม่ต้องเข้ามาปกป้อง
“พวกท่านกล่าวอันใด ข้าเป็นคนตีแท้ ๆ ไม้ที่ตีก็อยู่ในมือข้า”
ลี่มี่ไม่ยินยอมให้ผู้อื่นมารับผิดแทน ท่านย่าก็ชรามากแล้ว ท่านแม่ก็ต้องดูแลน้องทั้งสอง นางจะให้พวกเขาถูกลงโทษได้อย่างไร
“เจ้าเด็กเหลวไหล” อี้ซื่อดึงนางให้มาอยู่ด้านหลัง
“เอาอย่างไรกันดี เรื่องนี้คงต้องแจ้งทางการ ถึงอย่างไรปกปิดไปก็คงไม่มิด”
ชาวบ้านเริ่มปรึกษาหารือกัน สงสารบ้านลี่ก็สงสารทว่ากฎหมายก็ต้องเคารพ
“พรุ่งนี้เช้าไปแจ้งคนของทางการเถอะ พวกเจ้าคงถูกลงโทษไม่หนัก คนที่ตายเป็นหัวขโมยย่อมเป็นฝ่ายผิด แต่ถ้าปิดบังทางการถูกจับได้พวกเราจะซวยกันทั้งตรอก”
“ใช่”
ชาวบ้านต่างเห็นด้วยว่าให้แจ้งทางการ
“พวกเจ้าไม่ต้องกลัว พวกเราจะเป็นพยานให้บ้านลี่เอง คนพวกนี้ทำเลว แอบลักลอบเข้ามาในบ้านผู้อื่นในยามวิกาลย่อมมิใช่เรื่องดี”
ปลอบคนบ้านลี่ที่นั่งร้องไห้
ชาวบ้านช่วยกันจับหัวขโมยมัดเอาไว้ โดยไม่รู้เลยว่าตอนนี้เจ้าหน้าที่หยุดยืนอยู่หน้าประตูรั้วบ้าน
“เกิดอะไรขึ้น” เสียงเจ้าหน้าที่ทำให้ชาวบ้านสะดุ้ง ไม่คิดว่าจะพบเจอพวกเขาเร็วอย่างนี้
ทหารประจำเมืองก้าวเข้ามาภายในบ้านเมื่อได้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ช่วงนี้พวกตนต้องตรวจตราภายในเมืองทั้งยามกลางวันและกลางคืนเพราะอยู่ในช่วงที่ทหารถูกเคลื่อนทัพไปทำศึกจำนวนมาก หากเกิดเหตุร้ายขึ้นจะได้รับมือทัน
"เจ้าเป็นผู้ทำร้ายหัวขโมยจนตาย”
เจ้าหน้าที่ก้มมองเด็กตัวอ้วนสลับกับมองสตรีรูปร่างผอมทั้งสองคน เขาย่อมเชื่อว่าคนที่ทำร้ายหัวขโมยจนตายคือเด็กคนนี้
“ใช่ ข้าเองเจ้าค่ะ” ลี่มี่รับสารภาพ
“เจ้าเป็นเด็กผู้หญิง” เจ้าหน้าที่มองหน้ากัน พวกเขานึกว่านางเป็นเด็กผู้ชายเสียอีก
ลี่มี่พยักหน้า
“เจ้าตามพวกข้าไปเถิด”
“ท่านจะพาบุตรสาวข้าไปที่ใด” เส้าซื่อรีบเข้ามากอดบุตรสาวเอาไว้
“ใช่ พวกท่านจะพาตัวนางไปไม่ได้” อี้ซื่อไม่ยินยอม “ข้าเป็นคนตีหัวขโมยตายเอง นางเป็นเด็กดีไม่อยากให้ข้าเดือดร้อนจึงรับผิดแทน”
เจ้าหน้าที่มองสองย่าหลานทะเลาะกัน จึงตัดสินใจพาไปขังคุกทั้งสอง เพื่อรอให้ท่านเจ้าเมืองสอบสวนในวันพรุ่งนี้
ลี่จินตกใจเมื่อรู้ว่าพี่สาวกับท่านย่าถูกจับตัวไป ท่านแม่ร้องไห้จนตัวโยน
“ท่านป้า ข้าฝากท่านดูแลท่านแม่หน่อยนะขอรับ”
“เสี่ยวจิน เจ้าจะไปไหน” ชาวบ้านเรียกเด็กน้อยที่วิ่งออกไปโดยไม่บอกว่าจะไปที่ใด
ลี่จินเป็นเด็กที่ฉลาดคนหนึ่ง เขานั่งฟังคนพวกนั้นพูดคุยกันมีครั้งหนึ่งเขาได้ยินคนพวกนั้นเอ่ยถึงฉีอ๋อง
เด็กน้อยลองเสี่ยงดวงรีบวิ่งไปยังจวนอ๋องที่อยู่อีกฝากของเมือง ฟ้าเริ่มสางพ่อค้ากำลังตั้งแผงขายของเห็นเด็กน้อยบ้านใดก็ไม่ทราบได้ วิ่งเท้าเปล่าไปตามถนน เท้าเล็ก ๆ อาบไปด้วยเลือดสีแดงฉาน อากาศเย็นเช่นนี้วิ่งเท้าเปล่าตั้งแต่เช้าเลือดไม่ออกเท้าคงทำมาจากเหล็ก