“ขอเชือกกับเกาทัณฑ์” ยื่นมืออกไปรับของจากพลเงาที่เตรียมมาด้วย
ลูกสิงโตสองตัวนอนหลับอยู่ภายในกระบุงทำให้จ้าวลู่ชิงรู้สึกเอ็นดูมันยิ่งนัก
พอได้รับเชือกกับเกาทัณฑ์ จ้าวลู่ชิงก็มัดบ่วงขนาดใหญ่ จากนั้นมัดปลายเชือกของบ่วงติดกับลูกเกาทัณฑ์ เล็งจุดที่ต้องการแล้วปล่อยให้ลูกเกาทัณฑ์แหวกอากาศพุ่งไปยังเหนือแผ่นหินที่ยื่นออกมาจากหน้าผา บ่วงคล้องเข้ากับแผ่นหินอย่างแม่นยำ จากนั้นมือเรียวก็ดึงบ่วงให้รัดกับแผ่นหิน กระตุกทดสอบความแข็งแรงของหินที่ยืนออกมาจากหน้าผาอยู่หลายครั้งจนมั่นใจว่ามันสามารถรับน้ำหนักของนางได้
“คุณหนูจะทำอันใดขอรับ” โม่เอินกับพลเงาอีกสามคนตกใจ เมื่อเห็นเจ้านายเอาเชือกผูกเอว
“พวกเจ้าเห็นดอกไม้ชนิดนั้นหรือไม่” ชี้ไปยังดอกไม้ที่หลบอยู่ในซอกหิน เห็นเพียงกลีบดอกยื่นออกมาด้านเดียว
ทุกคนต่างแหงนหน้ามองหาบนหน้าผา เห็นมีดอกอะไรสักอย่างอยู่บริเวณนั้น หากไม่สังเกตให้ดียากที่จะหาเจอ เหตุใดคุณหนูถึงหาเจอ แถมยังเดินตรงดิ่งมายังหน้าผาอีก
ทุกคนต่างเก็บความสงสัยเอาไว้ภายในใจ คุณหนูช่างเก่งกาจเกินมนุษย์ธรรมดา เดินตรงไปที่ใดก็สามารถเก็บสมุนไพรล้ำค่าได้
จ้าวลู่ชิงรับกระบุงที่ยังว่างเปล่าจากพลเงา สะพายไว้ด้านหลังมัดเชือกกับเอวอย่างแน่นหนา กำลังจะก้าวขึ้นไปบนหน้าผาต้องหยุดชะงักเพราะเสียงห้าม
“คุณหนูให้ข้าขึ้นไปเก็บให้เถิด” โม่เอินห้ามปราม หากเกิดอันใดขึ้นกับคุณหนูพวกตนจะมีหน้ากลับไปพบนายท่านได้อย่างไร
“ไม่ต้อง ข้าขึ้นไปเก็บด้วยตนเองจะดีที่สุด สมุนไพรชนิดนี้หากเก็บไม่ถูกวิธีอาจทำให้บอบช้ำ” นางไม่ได้โกหก ตำราที่เจ้าของร่างเดิมเคยอ่านบอกไว้อย่างนั้น ดอกบัวสีเลือดบอบช้ำได้ง่าย ถ้าเกิดการบอบช้ำมากสรรพคุณก็จะลดลงตาม
“คุณหนูนำกระบี่ขึ้นไปด้วยเถิดขอรับ” โม่เอินยัดกระบี่ไว้ในกระบุงเผื่อจำเป็นต้องใช้
“ขอบใจเจ้ามาก” รับไว้อย่างไม่อิดออด แม้จะหนักหลังก็ช่างเถิด ความหวังดีนางไม่ควรปฏิเสธ
จ้าวลู่ชิงปีนป่ายหน้าผาอย่างรวดเร็ว นางชื่นชมความสามารถร่างนี้ในใจ ช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก กว่าจะแกร่งเช่นนี้ต้องฝึกวรยุทธ์มาตั้งแต่เด็ก ทว่าไม่มีใครรู้เลยว่าดรุณีงดงามนางนี้มีวรยุทธ์นอกจากคนใกล้ชิดและผู้ที่สอนวรยุทธ์ให้กับบุตรหลานตะกูลจ้าวอย่างปรมาจารย์ผู้ลึกลับเปี่ยมไปด้วยความสามารถนามว่าเผยเยี่ยน
พยายามปีนป่ายหน้าผาจนมือแดงเถือก อีกนิดเดียวก็จะถึงจุดหมายปลายทางจ้าวลู่ชิงกัดฟันปีนต่อจนเกือบจะสำเร็จ
ฟ่ออออ
“คุณหนูระวัง” ซูเซียงตะโกนสุดเสียงจนนกบินแตกตื่นจากรัง หัวงูตัวใหญ่โผล่ศีรษะออกมาจากซอกหิน แล้วพุ่งฉกคุณหนูของนางจนร่างที่ปีนไต่หน้าผาหล่นลงมา ขนาดพวกนางยืนอยู่ด้านล่างยังมองเห็นงูได้ชัดเจนมันตัวใหญ่จนน่ากลัว
จ้าวลู่ชิงหลบหัวงูที่ฉกจนขาลื่น ลำตัวห้อยอยู่กลางอากาศถ้าไม่มีเชือกมัดไว้นางคงตกลงไปตาย
“ไม่ต้องขึ้นมา” ตะโกนบอกพลเงาที่กำลังจะรีบไต่ขึ้นมา พวกนางมีเชือกมาเส้นเดียว หากคนอื่นขึ้นมาต้องแบกรับความเสี่ยง
จ้าวลู่ชิงลำตัวห้อยอยู่กลางอากาศ นางจ้องงูภูเขาตัวใหญ่ คว้าหินที่ยื่นออกมาแล้วรีบไต่กลับขึ้นไป พอไต่ระดับขึ้นไปใกล้นางจึงหยุด ใช้เท้าเหยียบหินให้มั่น
เข็มพิษในมือถูกดีดออกไปใส่ลำตัวของงูอย่างแม่นยำ ทว่าจ้าวลู่ชิงต้องผิดหวังเมื่อเข็มพิษเจาะเข้าในลำตัวมันไม่ได้ เพราะงูภูเขามีหนังที่หนาราวกับหิน พิษของมันยังร้ายแรงกว่างูพิษธรรมดาเป็นพันเท่า
หากถูกมันฉกถ้าไม่หาวิธีแก้พิษภายในหนึ่งเค่อ คนผู้นั้นก็จะหมดลมหายใจ ร่างกายซูบผอมแห้งเหี่ยวลงราวกับถูกดูดพลังชีวิต งูพิษน่ากลัวเช่นนี้มีอยู่จริงและมันยังเฝ้าดอกบัวสีเลือดไม่ห่าง
ก้อนหินเล็กขยับตกหล่นลงมาเมื่องูตัวยักษ์เคลื่อนกาย จ้าวลู่ชิงหลบหินโดยการจับเชือกให้มั่นแล้วใช้เท้ายันหน้าผา จากนั้นไต่ตามเชือกขึ้นไป นางหยุดนิ่งเล็งเข็มไปยังดวงตาของมัน เข็มพิษถูกดีดออกไปพุ่งเข้าใส่ดวงตาด้านซ้ายของมันอย่างแม่นยำ
งูภูเขาได้รับความเจ็บปวดก็เริ่มเคลื่อนตัวไต่ลงมาตามหน้าผา เพื่อคร่าชีวิตผู้ทำร้ายมัน
จ้าวลู่ชิงรีบชักกระบี่ที่อยู่ในกระบุงเพื่อป้องกันตัว มืออีกข้างก็ซัดเข็มพิษใส่ดวงตาข้างยังปกติของมันอย่างแม่นยำ งูภูเขาได้รับความเจ็บปวดกับพิษที่แล่นเข้าสู่ทุกส่วน
“งูมีพิษตายยากจริง ๆ” เข็มพิษจากพืชพิษหลายชนิดที่นางปรุงขึ้น ซัดใส่เส้นเลือดแดงใหญ่ในลำคอมนุษย์นาทีแรกทำให้ร่างกายชาทุกส่วนจากนั้นก็เสียชีวิตทันพลัน แต่งูตัวนี้ช่างต้านพิษได้ดียิ่ง มือกำกระบี่แน่นจ้องมองการเคลื่อนไหวลงมาของมัน
ดวงตาทั้งสองข้างถูกทิ่มแทงจนรู้สึกเจ็บปวด ส่งผลให้มันบ้าคลั่งเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ดวงตาดำมืดสนิทเพราะโดนพิษเล่นงาน พยายามพุ่งเข้าหาผู้ที่จะมาช่วงชิงดอกบัวสีเลือดที่มันเฝ้าอย่างหวงแหน
ซูเซียนกับซูเจินกำมือแน่น มองเหตุการณ์บนหน้าผาด้วยความร้อนรนทว่าพวกนางยังคุมสติไม่ร้องโวยวายรบกวนสมาธิคุณหนู
งูตัวใหญ่เคลื่อนตัวบ้าคลั่งลงมาอย่างรวดเร็ว ก้อนหินเล็ก ๆ ร่วงหล่นลงมาตาม
“คุณหนู” พึมพำแผ่วเบา ใบหน้าซีดจนแทบหมดสติ
พลเงาเตรียมพร้อมปีนป่ายขึ้นไปสองคน อีกสองคนรอรับอยู่ด้านล่าง ขณะเท้าเหยียบหินขึ้นไปได้ไม่เท่าไหร่ก็เห็นหัวงูตกลงมากระทบพื้นจากนั้นก็ตามมาด้วยลำตัวขนาดใหญ่
บุรุษสี่คนต่างมองหน้ากัน อึ้งกับสิ่งที่เห็น สตรียังมิถึงวัยปักปิ่นสามารถฆ่างูตัวใหญ่ด้วยการลงมือเพียงแค่ครั้งเดียว
จ้าวลู่ชิงทิ้งตัวห้อยอยู่กลางอากาศให้เชือกช่วยประคองร่างอย่างหมดแรง นางใช้เรี่ยวแรงเหวี่ยงกระบี่ตัดคองูครั้งเดียวจนขาด หากเป็นดาบนางคงไม่ต้องลงแรงมากเท่านี้
พอเรี่ยวแรงกลับมานางก็ปีนขึ้นไปเพื่อเก็บดอกบัวสีเลือด กลิ่นหอมของมันยังคงหอมเย็นสลับกับกลิ่นเลือด
ซอกหินบนหน้าผามีโพรงลึกเข้าไป โพรงนี้ไม่รู้ว่าจะไปทะลุที่ใดนางหาสนใจไม่ แต่สิ่งที่ทำให้นางสนใจได้คือดอกบัวอีกดอกที่อยู่ข้างดอกบัวสีเลือด
“ดอกบัวนิลกาฬ” ดอกบัวสีดำสนิทเคียงคู่อยู่กับดอกบัวสีเลือด ในตำราบอกเอาไว้ว่าดอกบัวสีเลือดช่วยรักษาชีวิต แต่ดอกบัวนิลกาฬใช้คร่าชีวิต มิน่าล่ะนางถึงได้กลิ่นสองสาย สายแรกกลิ่นหอมเย็นคือกลิ่นของดอกบัวสีเลือด สายที่สองกลิ่นเลือดคือกลิ่นของดอกบัวนิลกาฬ
จ้าวลู่ชิงปีนป่ายขึ้นมายืนบนซอกหินที่มีโพรงลึกเข้าไป นางปลดกระบุงออกจากหลังแล้วเลือกเก็บดอกบัวสีเลือดก่อนอย่างระมัดระวัง นำดอกบัวสีเลือดใส่กระบุง ปลดเชือกออกจากเอวแล้วนำมามัดกระบุง
“ด้านล่าง ช่วยรับด้วยนะ เปลี่ยนกระบุงอันใหม่ให้ข้าด้วย” จ้าวลู่ชิงตะโกนลงไปด้านล่าง นางไม่อยากให้ดอกบัวสีเลือดถูกเคลื่อนย้ายมากนักจึงไม่ให้ผู้ใดจับ
“เจ้าค่ะ” ซูเซียงตะโกนตอบกลับ นางมองกระบุงที่ค่อยถูกหย่อนลงมาตามหน้าผา สลับกับมองหัวงูที่อยู่ใกล้ ๆ นางกลัวงูกระโดดงับขา
กระบุงที่มีดอกบัวสีเลือดถูกหย่อนลงมาซูเซียงรีบปลดเชือกแล้วนำกระบุงว่างเปล่าใบใหม่มัดเชือกแล้วให้คุณหนูดึงขึ้นไป
จ้าวลู่ชิงดึงกระบุงว่างเปล่าขึ้นมา นางใช้ผ้าเช็ดหน้าวางบนมือแล้วเก็บดอกบัวนิลกาฬ จากนั้นก็วางมันลงในกระบุง แก้เชือกจากกระบุงแล้วนำกลับมามัดเอวดังเดิม สะพายกระบุกขึ้นหลังแล้วค่อยหย่อนตัวลงไปตามหน้าผา
“คุณหนูระวัง!” ซูเจินตะโกนดังลั่น
ขากำลังจะก้าวเหยียบพื้นดินหินก้อนเท่าศีรษะก็หล่นลงมา จ้าวลู่ชิงเพียงขยับตัวเล็กน้อย หินตกสู่พื้นดินอย่างแรง ทุกคนต่างหน้าซีดถ้าหากหินเมื่อสักครู่หล่นใส่ศีรษะ จ้าวลู่ชิงไม่รู้ว่าจะรักษาชีวิตได้หรือไม่
“คุณหนู” ซูเจินมือสั่น สำรวจร่างกายผู้เป็นนายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
“ข้าปลอดภัยดี พวกเจ้ามิต้องเป็นห่วง” หันมองหัวงูที่วางอยู่บนพื้นใกล้กับลำตัวที่เละเพราะตกจากที่สูง
จ้าวลู่ชิงเสียดายพิษงู นางอยากรีดพิษงูชนิดนี้ไปเก็บไว้สร้างพิษ แต่หัวมันแหลกละเอียดเกินไป
ช่างเถอะ!
สายตาหันมองก้อนหินสีแดงด้วยความสงสัย เหตุใดตกจากที่สูงถึงไม่แตก จ้าวลู่ชิงใช้เท้าเหยียบก้อนหินพิจารณาอยู่สักพักม่านตาก็ขยายกว้าง
“นี่มันแร่เหล็กแดงใช่หรือไม่” รีบปลดกระบุงออกจากหลัง ตั้งมันไว้บนพื้นอย่างมั่นคง “พวกเจ้าอย่าเข้าใกล้ของชนิดนี้เด็ดขาด” เตือนทุกคน นางยังไม่รู้ว่าส่วนใดของดอกบัวนิลกาฬมีพิษบ้าง จึงต้องป้องกันเอาไว้ก่อน
ก้มลงสำรวจก้อนสีแดง ๆ ที่อยู่ปลายเท้า แหงนหน้าขึ้นมองหน้าผาสีแดง “บริเวณนี้มีแร่เหล็ก”
“คุณหนูพูดจริงหรือขอรับ” โม่เอินรีบถาม เขาไม่เคยเห็นแร่เหล็กสีแดงมาก่อน
“ข้าขอสำรวจให้แน่ใจก่อน” รีบตรงไปยังถ้ำข้าง ๆ หน้าผา ใช้มือลูบสำรวจผงสีแดงที่ติดนิ้ว หินสีแดงนี้นางแน่ใจว่าเป็นแร่เหล็กแดง
หยิบตะบันไฟขึ้นมาเป่าแล้วเดินเข้าใปในถ้ำ เพียงแค่ก้าวแรกจ้าวลู่ชิงต้องเดินถอยหลังกลับออกมา กลิ่นมูลค้างคาวแสบจมูก แสดงว่าถ้ำแห่งนี้ต้องมีค้าวคาวอาศัยอยู่ มูลค้างคาวสามารถนำมาทำเป็นดินประสิว บริเวณนี้คือสวรรค์สำหรับความร่ำรวย ทว่าเหล็กถูกราชสำนักผูกขาด มิสามารถซื้อขายได้ หากถูกจับได้ว่าซื้อขายศีรษะคงกระเด็นออกจากบ่า
“พวกเรากลับกันเถอะ” เก็บหินสีแดงก้อนเล็ก ๆ สองก้อนใส่กระบุง
ทุกคนตามไม่ทันว่าเกิดอันใดขึ้น รู้เพียงว่าคุณหนูพูดว่าก้อนหินพวกนี้คือแร่เหล็กแดง จากนั้นก็ทำเหมือนจะเดินเข้าไปในถ้ำแต่ก็ถอยออกมา
ภูเขาลูกนี้ช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว มาถึงก็เจอสิงโตกับเสือต่อสู้กัน เดินมาเรื่อย ๆ ก็เจอสัตว์มีพิษมากมาย แต่ที่แย่สุดคือเจองูยักษ์ มิน่าล่ะถึงอุดมสมบูรณ์เพราะชาวบ้านธรรมดาไม่สามารถขึ้นมาถึง
“พวกเรารีบกลับกันเถอะ” จ้าวลู่ชิงก้มลงดูลูกสิงโตขาว พวกมันกำลังแหงนหน้ามองพวกตน
วันนี้กระบุงเต็มไปด้วยสมุนไพรล้ำค่า เพียงดอกบัวสีเลือดกับบัวนิลกาฬก็ครอบครองกระบุงไปอย่างละใบ
การกลับออกจากป่าไม่ใช่เรื่องยาก ทุกคนใช้วิชาตัวเบาวิ่งกลับ แผ่นแป้งที่พบมาด้วยถูกกัดกินไปตลอดทาง
ด้านหน้าประตูบ้านยามนี้มีชาวบ้านมาต่อแถวยาวเหยียดเพื่อขายสมุนไพร พ่อบ้านหลิวกับบ่าวอีกห้าคนตรวจเช็ดสมุนไพรตามที่คุณหนูกำชับเอาไว้
“เปี่ยนซวี่[1] 30 จิน”
“โป๊ยกั๊ก 40 จิน”
พ่อบ้านหลิวขานบอกจ้าวฮูหยินที่นั่งประจำตำแหน่งจ่ายเงินค่าสมุนไพร
“เปี่ยนซวี่ จินละ สองเหวิน เป็นเงินหกสิบเหวิน โป๊ยกั๊กจินละหนึ่งเหวินเป็นเงินสี่สิบเหวิน ทั้งหมดหนึ่งร้อยเหวิน”
จ้าวฮูหยินยื่นพวงเงินให้กับหญิงชาวบ้าน
“ขอบคุณฮูหยินมากเจ้าค่ะ” ยัดพวงเงินใส่หน้าอก หันไปบอกสามีกับลูกให้เก็บกระบุงกลับบ้าน นำสมุนไพรมาขายที่นี่ไม่ถูกกดราคา และไม่ต้องเดินทางเข้าไปในตำบล โรงหมอในตำบลกดราคาสมุนไพรพวกตนที่เป็นเพียงชาวบ้านจนเลือดแทบไหลออกจากตา
จ้าวฮูหยินนั่งจ่ายเงินค่าสมุนไพรตามรายการที่บุตรสาวกำหนดไว้ นางเพิ่งเคยเห็นการใช้ชีวิตหญิงชาวบ้านตามชนบท ทุกคนต่างทำงานกันจนหน้าดำมือหยาบกร้าน แม้กระทั่งเด็กสามขวบยังรู้จักขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรช่วยครอบครัว
จ้าวลู่เสียน จ้าวหยางและจ้าวเฉิงกลับลงมาจากสวนผลไม้หลังเสร็จงาน ทั้งสามมาดูสมุนไพรที่จ้าวลู่ชิงให้รับซื้อ
สมุนไพรพวกนี้คือแหล่งทำรายได้ให้กับครอบครัว และยังเป็นแหล่งรายได้ให้กับชาวบ้าน
“ฮูหยินขอรับ พวกเรารับซื้อโสมคนหรือไม่ขอรับ” พ่อบ้านหลิวรีบมาปรึกษาเพราะโสมคนเป็นสมุนไพรหายากมีราคาแพง มีชาวบ้านผู้โชคดีเก็บมันมาได้
“ชิงเอ๋อร์ไม่ได้บอกให้รับซื้อ ข้าไม่รู้ว่าต้องรับซื้อราคาเท่าไหร่ ท่านลุงเจ้าคะ ท่านนำไปขายที่โรงหมอในตำบลเถิด” จ้าวฮูหยิบบอกชายชราอายุน่าจะคราวเดียวกับบิดาสามี
“ตาแก่ซุน เหตุใดเจ้าโชคดีนัก” จ้าวเฉิงก้าวเข้าไปใกล้เพื่อนวัยเด็กที่เคยขึ้นเขาไปหาของป่าด้วยกัน
“บุตรชายข้าเป็นคนเก็บมันมาได้ ข้าไม่มีความสามารถขนาดนั้น” ชายชราบ้านซุนโบกไม้โบกมือปฏิเสธคำชม แอบภาคภูมิใจในความสามารถของบุตรชายคนรองมิน้อย
“โรงหมอในตัวตำบลน่าจะรับซื้อ”
“เจ้าก็รู้ว่าโรงหมอในตำบลชอบกดราคาชาวบ้านที่นำสมุนไพรไปขาย หากข้านำไปขายคงได้ราคาไม่ถึงสิบก้วน” ความหนักใจเผยออกมาทางสีหน้าชายชรา
[1] เปี่ยนซฺวี่ (萹蓄) คือ ส่วนเหนือดินแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Polygonum aviculare L. วงศ์ Polygonaceae