ตอนที่ 2 (3)
ในตอนที่แผนการอันแยบยลของฉินเฟิงประสบความสำเร็จ ภายในแววตาของเขานั้นอดเผยประกายความพึงพอใจออกมาไม่ได้ หลังจากที่รอคอยมานาน ในที่สุด่เวลาแห่งการรอคอยก็มาถึงเสียที ไม่เสียแรงที่เมื่อวานเขาแอบวางเครื่องอัดเสียงเอาไว้ในบ้านอีกครั้ง
หร่วนจือหวนหยิบไม้กวาดขึ้นมาพลางหลอกตัวเองว่าฉินเฟิงไม่ได้อยู่บ้าน เขาหลุบั์ตาลงและพยายามไม่หันไปมองทางโซฟา จากนั้นก็เริ่มฮัมเพลง ‘ติ๊งติ๊งจื่อ’ ขึ้นมา แน่นอนว่า พลังเสียงนั้นย่อมไม่เหมือนเดิมอยู่แล้ว เพราะในครั้งนี้เขาร้องเสียงเบาคล้ายกับการพึมพำกับตัวเองเท่านั้น
“ทุกอย่างเพราะคุณ ฉันเลยไม่มีเ้าติ๊งๆ จื่อ”
“ให้ร้องเพลง ไม่ได้ให้ฮัมเพลง ฉันอยากฟังเนื้อร้องด้วย” ฉินเฟิงเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วย ‘เมตตา’ แม้เขารู้ว่าเครื่องอัดเสียงสามารถอัดเสียงของหร่วนจือหวนในตอนนี้ได้ แต่หากสามารถฟังได้ชัดเจนมากกว่านี้แล้วล่ะก็เขาก็อยากฟังให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นไปอีก
ใบหน้าของหร่วนจือหวนแดงระเรื่อขึ้นมาทันที และมือที่กุมไม้กวาดก็อดที่จะสั่นเทาเล็กน้อยไม่ได้ ในเมื่อฉินเฟิงร้องขอเช่นนี้ เขาก็ทำได้เพียงเพิ่มเสียงให้ดังขึ้นอีก เขาออกเสียงให้ชัดเจนขึ้น เพื่อให้เ้าหนี้ที่นั่งอยู่อีกฟากหนึ่งของห้องโถงได้ฟังจนพอใจ
“...ทุกอย่างเพราะ...ก็เลยไม่มี...”
“...คุณ...ฉันก็เลย...ไม่มี...”
“ติ๊งๆ...ติ๊งๆ...ติ๊งๆ จื่อ...”
“...ทุกอย่างเพราะ...เพราะคุณ...ฉันก็เลยไม่มี...ติ๊งๆ จื่อ...”
หลังจากที่ร้องไปหลายรอบ ในที่สุดหร่วนจือหวนก็เริ่มชินชาแล้ว
เขาใช้ทัศนคติที่ว่า ‘อย่างไรเสียก็ร้องออกไปแล้ว เช่นนั้นก็ร้องต่อไปเถอะ’ เขาฝืนทำเป็ไม่สนใจสายตาที่มองทะลุผีที่มาจากทางฝั่งของโซฟานั้น จากความขัดเขินในตอนแรก ได้แปรเปลี่ยนมาเป็ปล่อยไปตามชะตา ซึ่งเขาก็ทำตัวเหมือนวิทยุเครื่องที่ที่เอาแต่เล่นเพลงฮิตเพลงนั้นของตัวเองอย่างบ้าคลั่ง
แม้ว่าเพลงที่ร้องออกมาจะหยุดชะงักตามการเคลื่อนไหวของตัวเอง แต่โดยรวมก็นับว่าร้องได้คล่องเป็ธรรมชาติ และไม่มีความตึงเครียดหรืออาการเกร็งแบบในตอนแรกอีกแล้ว แน่นอนว่า ความสำเร็จนี้ล้วนมาจากที่ตัวเองทำงานโดยจงใจที่จะหันหลังให้กับฉินเฟิง เพราะหากตอนที่เขาร้องเพลงเกิดไปสบตากับฉินเฟิงเข้า เกรงว่าต่อให้ฉีกปากเขาก็คงไม่ยอมร้องต่อแน่นอน
ในตอนที่ร้องเพลงไปเช็ดกระจกไป หร่วนจือหวนที่เช็ดไปแล้วครู่หนึ่ง ก็สังเกตพบกับความผิดปรกติได้ในภายหลังว่า...สายตาที่คอยเสียดแทงเขาอยู่ตลอดจากทางด้านหลัง เหมือนว่ามันหายไปั้แ่เมื่อไหร่ก็มิอาจรู้ได้
ในที่สุดฉินเฟิงก็มิอาจทนต่อเสียงอัปลักษณ์ของเขาได้จนวิ่งหนีไปแล้วอย่างนั้นหรือ
หร่วนจือหวนหยุดเช็ดกระจก จากนั้นก็รวบรวมความกล้าหันหน้ากลับไปมองทางโซฟาอย่างรวดเร็ว ฉินเฟิงยังคงอยู่ที่นั่น เพียงแต่ศีรษะของเขาก้มต่ำอย่างน่าสงสัย และบางครั้งก็จะกระตุกเล็กน้อยราวกับเบ็ดตกปลาก็ไม่ปาน
“คุณฉินครับ” หร่วนจือหวนลองเรียกอย่างแ่เบา แต่กลับไม่ได้รับเสียงตอบกลับอยู่ดี
ฉินเฟิงนอนหลับไปแล้วอย่างนั้นหรือ
หลังจากที่หร่วนจือหวนลองคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็วางอุปกรณ์ที่อยู่ในมือลงพลางลอยไปยังหน้าโซฟา นี่คือครั้งแรกในชีวิตผีของเขาที่ได้มาชื่นชมตำนานของโลกิญญาร้ายระยะใกล้เช่นนี้ และถึงเขาจะเข้ามาใกล้ปานนี้ ั์ตาหล่อเหลาของตำนานแห่งโลกิญญาร้ายก็ยังคงปิดอยู่เช่นเดิม
ฉินเฟิงหลับไปแล้วจริงๆ ด้วย
หร่วนจือหวนตกตะลึงเล็กน้อย เขารู้ว่าพร์ทางด้านการร้องเพลงของตัวเองไม่ถือว่าดีนัก ทว่ามันกลับทำให้ฉินเฟิงหลับได้เช่นนี้ ก็แสดงให้เห็นว่าเขาไม่เพียงแต่ร้องไม่ดีเท่านั้น แต่น่าจะเหมือนกับการสวดมนต์เสียมากกว่า เพราะขณะตอนที่ฟังแม้แต่ผียังสามารถหลับได้เลย
แต่ทว่า ิญญาร้ายที่หลับตาเช่นนี้ก็ค่อนข้างหล่อมากทีเดียว
หร่วนจือหวนเหลือบมองไปยังหนุ่มหล่อที่อยู่บนโซฟาอีกครั้ง ซึ่งมันก็ทำให้เกิดความลุ่มหลงอย่างอดไม่ได้ ทั้งยังมีั์ตาสีดำขลับที่ดูลึกล้ำราวทะเลลึกซ่อนอยู่ใต้เปลือกตานั้นอีกด้วย บรรยากาศเย็นะเืที่สามารถขับไล่ผีตัวอื่นไปไกลนับพันลี้ได้สลายหายไปจนสิ้น ยิ่งเมื่อบวกกับความอ่อนล้าเพราะความง่วงนอนด้วยแล้วล่ะก็ ฉินเฟิงที่เป็แบบนี้ ถ้าไปบอกผีตัวอื่นว่าผีตัวนี้เป็ิญญาร้ายขั้นสุดยอดที่ใครได้ยินก็ต้องหวาดผวาก็คงไม่มีทางเชื่อแน่นอน
ซึ่งเขาก็ไม่ควรรบกวนผีร้ายที่กำลังหลับ
เมื่อหร่วนจือหวนเห็นฉินเฟิงที่หลับสนิท ภายในใจของเขาก็มีแผนการขึ้นมาเล็กๆ อันดับแรกเขาทำการลอยไปหาผ้าห่มในห้องแต่งตัวก่อน จากนั้นก็นำมาห่มให้กับฉินเฟิงที่กำลังหลับสนิท และค่อยกลับไปทำงานของเขาต่อ...อย่างเงียบเชียบ
ก็จริงอยู่ที่ฉินเฟิงหลับไปแล้ว ทว่าการปล่อยให้คอห้อยอยู่ลักษณะนี้นานๆ ก็ทำให้ไม่สบายเช่นกัน ดังนั้นต่อให้มีเพลงอันแสนจะเลอค่านี้คอยช่วย แต่เขาก็ตื่นขึ้นมาบนโซฟาภายในเวลาไม่นานอยู่ดี
การได้นอนพักในเวลาสั้นๆ ทำให้เขาพึงพอใจเป็อย่างยิ่ง เขาบิดๆ ลำคอ จากนั้นพบว่าบนตัวของเขามีผ้าห่มผืนหนึ่งเพิ่มขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด
หร่วนจือหวนผู้นี้ค่อนข้างใส่ใจเขาอยู่เช่นกัน
ฉินเฟิงแอบวิจารณ์ในใจว่าเขาไม่เลวเลยจริงๆ จากนั้นเขาก็ลอยออกมาจากโซฟา เมื่อเขามองไปรอบๆ แต่ไม่เห็นเงาร่างของหร่วนจือหวน จึงคิดว่าอีกฝ่ายคงกลับไปหลังจากทำงานเสร็จแล้ว
ในที่สุดครั้งนี้ก็สามารถอัดเสียงเพลงได้แล้ว