ตอนที่ 3 เงินก้อนแรก
บางทีอาจเป็เพราะจวนจงหลีจัดงานชุมนุมวรรณกรรมขึ้น ทำให้เป็ที่ฮือฮาของเหล่าผู้คน และแน่นอนว่าอาจเป็เพราะคุณหนูสามแห่งจวนจงหลีมีความสามารถและรูปโฉมงดงามสมดั่งคำล่ำลือจริง
แต่ก่อน ในตรอกเอ้อร์จิ่งโกวมีผู้คนพลุกพล่าน แต่ยามนี้กลับเงียบสงัด ไร้ซึ่งผู้คน
หลี่เฉินอันจึงเดินอาด ๆ ไปยังสุดทางทิศตะวันออกของตรอก
แสงแดดเลือนหายไปจากเหนือศรีษะของเขา ที่เหนือศรีษะของเขามีกิ่งไทรหนายื่นออกมาจากลานบ้าน
ที่นี่คือร้านของเขา
อันที่จริงหากลองคำนวณดูแล้ว ตรอกเอ้อร์จิ่งโกวแห่งนี้หาใช่สถานที่ที่กันดารและห่างไกลผู้คนที่สุดของเมืองกวงหลิง ถ้ากำหนดระดับให้กับร้านค้าแห่งนี้ น่าจะอยู่ที่ประมาณระดับสามได้
เป็ระดับที่ไม่ถึงกับดี แต่ก็ไม่แย่จนเกินไป
เพราะมันยังมีข้อได้เปรียบเช่นกัน
เยื้องตรงข้ามร้านนี้มีสถานที่ที่เรียกว่า สำนักศึกษาเฉี่ยนโม่
มีขนาดเล็กกว่าสำนักศึกษาจู๋เซี่ยเล็กน้อย แต่กลับมีลูกศิษย์มากถึงหลายร้อยคน
ขณะนี้ ไม่มีเสียงท่องตำราดังมาจากในสำนัก คิดแล้วคงเป็เพราะพวกเขาแห่ไปที่ทะเลสาบฮั่วผิงกันหมด
หลี่เฉินอันผลักประตูเข้าไปยืนดูในร้าน ตอนนี้ผนังมีรอยด่าง ต้องทาสีใหม่เสียหน่อย
ส่วนแท่นเตาดูขวางหูขวางตาและเป็อุปสรรคในการเปิดร้านสุรา ต้องรื้อออก
เปลี่ยนแท่นเตานั้นเป็เคาน์เตอร์บาร์ แล้วสร้างชั้นวางไหเหล้าเป็แถวที่ด้านหลังบาร์นั้นท่าจะดี โคมไฟในร้านดูเก่าแล้ว ต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ส่วนโต๊ะกับม้านั่งยังพอใช้ได้ เก็บไว้ก่อนแล้วกัน
ผังร้านยึดตามนี้คร่าว ๆ ไปก่อน ประเด็นสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการกลั่นเหล้า
เขาไม่สามารถกลั่นเหล้าในนี้ได้แน่นอน ต้องไปทำที่สวนหลังร้าน
เขาเดินเข้าไปที่สวนหลังร้าน เขายืนมองลานในสวนหลังร้านอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจวางอุปกรณ์กลั่นเหล้าและพวกธัญพืชไว้ที่ห้องปีกตะวันตก แม้จะมีขนาดไม่ใหญ่ แต่เดิมทีร้านสุราของเขาก็มีขนาดเล็กอยู่แล้ว วันหนึ่งน่าจะกลั่นเหล้าได้ประมาณ 10 ชั่ง [1] ได้
หลังจากลองพิจาณาอย่างถี่ถ้วนดูแล้ว แคว้นหนิงแห่งนี้มีความคล้ายคลึงกับราชวงศ์ถังในชาติที่แล้วอยู่เหมือนกัน
ในสมัยราชวงศ์ถัง ดีกรีสูงสุดของเหล้าจะอยู่ที่ 20 ดีกรี เหล้าธรรมดาทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 5 ดีกรีเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือมันมีราคาแพงมาก
ราคาเหล้าที่ขายตามท้องตลาดในเมืองกวงหลิงก็มีราคาสูงเช่นกัน
เหล้าที่ถูกที่สุดไหเล็กจะอยู่ที่ 300 อีแปะ
ซึ่งเหล้าไหเล็กจะมีประมาณ 2 ลิตร ตกลิตรละประมาณ 150 อีแปะ
ส่วนเหล้าขึ้นชื่อประจำเมืองที่มีคุณภาพดีหน่อย ยกตัวอย่างเช่นเหล้ากวงหลิงซ่านจะขายอยู่ที่ไหละ 1,000 อีแปะ ตกลิตรละ 500 อีแปะ !
เมื่อเทียบกันแล้ว ข้าวสารไหใหญ่มีราคาเพียงแค่ 50 อีแปะเท่านั้น ดังนั้นเหล้าจึงถือเป็สินค้าฟุ่มเฟือยและไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะซื้อได้
และเหล้าที่เขาใช้วิธีกลั่นจะต้องมีราคาสูงกว่าแน่นอน ไม่ใช่พิจารณาจากปริมาณการขาย แต่เป็เพราะมันคือผลิตภัณฑ์สำหรับคนเฉพาะกลุ่มต่างหาก
แน่นอนว่าการขายสินค้าฟุ่มเฟือยในตรอกเอ้อร์จิ่งโกวไม่ใช่ความคิดที่ดี เพราะผู้คนเกือบทั้งหมดที่อาศัยอยู่ที่นี่เป็คนธรรมดา คนเหล่านี้ไม่ใช่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของร้านสุรา
หลี่เฉินอันคิดอย่างรอบคอบอีกครั้ง หากเหล้าในยุคนี้มีกลิ่นหอมและรสชาติดีจริง ต่อให้อยู่ในตรอกลึก ลูกค้าก็ต้องมา เพราะถึงอย่างไรมันก็ไม่เหมือนใคร หรือหากไม่ได้จริง ๆ อย่างมากเขาก็จะใช้วิธีการทางการตลาดเพื่อดึงดูดลูกค้าผู้มั่งคั่งในเมืองกวงหลิง
ดังนั้นร้านจึงต้องคู่ควรกับสถานะของคนเ่าั้ การตกแต่งจึงต้องมีความประณีตมากขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น ควรตกแต่งเหมือนบาร์ในชาติก่อน ต้องดูเรียบง่าย ลึกลับและมีความหมายแฝง
อย่าถามว่าทำไมเขาถึงอยากทำเหล้าขาย นั่นเป็เพราะมันทำง่ายที่สุด สิ่งสำคัญคือกำไรมหาศาล
แน่นอนว่าการกลั่นเกลือบริสุทธิ์ก็สามารถทำกำไรได้มหาศาลเช่นกัน แต่เกลือเป็สินค้าที่ถูกควบคุมโดยราชสำนัก หากไม่มีอำนาจมากพอ เกรงว่าจะเป็การแขวนคอตัวเองเปล่า ๆ
หลี่เฉินอันวางแผนอย่างรอบคอบและการคำนวณอย่างง่าย ๆ แต่แล้วเขาก็พบปัญหาเข้าแล้ว เพราะเงิน 2 ตำลึงในกระเป๋าของเขาไม่เพียงพอที่จะใช้เปิดร้าน
ส่วนใหญ่จะต้องนำมาใช้ซื้ออุปกรณ์กลั่นเหล้า ตกแต่งร้านและซื้อธัญพืชมาทำเหล้า ซึ่งน่าจะต้องใช้เงินประมาณ 30 ตำลึงเงินได้ !
ทำอย่างไรดี ?
ขณะนี้การเงินของจวนถูกควบคุมโดยอนุคนนั้นของหลี่เหวินฮั่น เป็ไปไม่ได้เลยหากเขาจะกลับไปขอเงินมาทำทุน
เขานั่งอยู่ที่โต๊ะม้าหินอ่อนในสวนหลังร้าน บนโต๊ะมีพู่กัน แท่งฝนหมึก และกระดาษวางอยู่ หลี่เฉินอันฝนหมึกไปพลางรื้อฟื้นความทรงจำในหัวของเขาไปพลาง เผื่อจะหาวิธีสร้างรายได้แบบอื่นจากความทรงจำของเขาได้บ้าง
อวี้เหิงที่กำลังนั่งยอง ๆ บนหลังคาและแอบสังเกตเขาด้วยสีหน้าสับสน
หลังจากที่บุรุษผู้นั้นครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่แล้ว เขาก็จรดปลายพู่กันลงบนกระดาษและเขียนไปทีละหน้า หลังจากเขียนไปประมาณสิบหน้าโดยไม่หยุด ความโศกเศร้าบนใบหน้าของเขาหายไปและถูกแทนที่ด้วยความสงบแทน
หลี่เฉินอันคิดวิธีหาเงินง่าย ๆ ได้หลายวิธีแล้วจริง ๆ
ยกตัวอย่างเช่นที่ทะเลสาบฮั่วผิงมีผู้คนมากมายขนาดนั้น และดูท่าว่างานชุมนุมวรรณกรรมคงยังไม่จบลงง่าย ๆ เขาสามารถใช้เงิน 2 ตำลึงในมือไปซื้อชาและขนมไปตั้งแผงลอยขายแถวทะเลสาบฮั่วผิงได้
หรืออาจรับจ้างซื้ออาหารและนำไปส่งให้บัณฑิตพวกนั้น
หรือไม่……คุณหนูสามผู้นั้น้าให้บัณฑิตผู้มีความสามารถต่อโคลงกลอนไม่ใช่หรือ ?
ของแบบนี้มีอยู่ในหัวมากมาย คาดว่าน่าจะขายได้ราคาดีไม่น้อย ถือเป็วิธีทำเงินที่ง่ายดายเช่นกัน
ดังนั้น สิ่งที่เขาเขียนบนกระดาษจึงเป็บทกวีบางบท เขาเชื่อว่าบทกวีเหล่านี้เพียงพอที่จะทำให้เขามีรายได้ก้อนแรก
เขาผึ่งหมึกให้แห้ง แล้วม้วนเก็บเข้ามาในอ้อมแขน เมื่อเขากำลังจะลุกเพื่อเดินไปยังทะเลสาบฮั่วผิงเพื่อขายบทกวีเหล่านี้ ก็มีบุรุษร่างอ้อนแอ้นคนหนึ่งเข้ามาหาเขา
เขาเคยเห็น
เพราะบุรุษผู้นี้ก็คือบ่าวรับใช้ของคุณชายหน้าหวานที่เจอกันที่ศาลาเยียนหยูนั่นเอง
จื่อหยวนก้าวเข้ามาในสวนหลังบ้าน นางขมวดคิ้วเล็กน้อย เพราะที่นี่มันทรุดโทรมเกินไป
“คุณชาย ”
จื่อหยวนยืนอยู่หน้าหลี่เฉินอัน นางตัวเตี้ยกว่าเขามาก จึงต้องเงยหน้าขึ้นเพื่อคุยกับเขา
“มีธุระอันใด ? ”
“เอ่อ นายน้อยของข้า้าเชิญท่านไปนั่งพูดคุยกันที่ทะเลสาบฮั่วผิง”
หลี่เฉินอันใ ในใจคิดว่าคุณชายหน้าหวานผู้นั้นคงจะจดจำบทกลอนของเขาไปต่อโคลงเพื่อขึ้นเรือลำนั้นไปแล้ว ?
จากนั้น เขาน่าจะยังต้องแต่งกลอนเพื่อพิสูจน์คุณสมบัติของตนเองต่อใช่ไหม ?
เขาเดาว่าคุณชายหน้าหวานผู้นั้นคงไม่สามารถเขียนบทกวีดี ๆ ได้ โดยทั่วไปแล้วรูปลักษณ์ภายนอกของคนเรามักจะแปรผกผันกับความสามารถที่มี
คุณชายผู้นั้นดูเหมือนผู้ที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด ย่อมไม่มีน้ำหมึกแปดเปื้อนอาภรณ์เป็ธรรมดา
เมื่อคำนึงถึงเื่นี้ หลี่เฉินอันจึงเกิดความคิดบางอย่างขึ้นในใจ
เขาเพียงแค่นั่งลง มองดูข้ารับใช้หนุ่มรูปงามในชุดสีเขียวตรงหน้าแล้วยิ้ม: “ขออภัย ช่วยบอกนายน้อยของเ้าด้วยว่าข้าไม่ว่าง”
จื่อหยวนตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง เห็นได้ชัดว่านางไม่คาดคิดว่าบุรุษตรงหน้าจะปฏิเสธเช่นนี้
เ้ารู้ไหมว่ามีคนหนุ่มสาวกี่คนที่ใฝ่ฝันว่าจะได้รับคำเชิญจากองค์หญิงทั้งสี่แห่งแคว้นหนิง เพราะนับเป็เกียรติอย่างยิ่งเชียวนะ !
หากเขาเป็ที่ถูกใจขององค์หญิงสี่ ด้วยความโปรดปรานที่ฮ่องเต้มีต่อองค์หญิงสี่แล้ว เพียงองค์หญิงเอ่ยคำเดียว คุณชายผู้ตกอับผู้นี้ย่อมสามารถขึ้นสู่ตำแหน่งสูงได้โดยไม่เปลืองแรง
แต่เขากลับบอกว่า ไม่ว่าง !
จริงสิ เขาไม่รู้ตัวตนขององค์หญิง
จื่อหยวนพยายามอดกลั้นอารมณ์ของตนเอง แล้วกล่าวต่อ “ข้าเห็นว่าคุณชายอยู่ที่นี่ไม่ได้ทำอันใด หากคุณชายไปที่ทะเลสาบฮั่วผิง บางทีท่านยอมเสียเวลาสักหนึ่งชั่วยาม……แต่อาจได้ประโยชน์กว่าการนั่งเฉยอยู่ที่นี่ก็ได้”
ความหมายของคำพูดนี้ชัดเจนอยู่แล้ว แต่หลี่เฉินอันกลับเข้าใจผิด
เขาเริ่มมั่นใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าบุรุษหนุ่มผู้นั้นคง้าให้เขาเขียนบทกวีที่น่าทึ่งให้
เขาหยิบม้วนกระดาษปึกหนาออกมาจากแขนเสื้อและวางกระดาษหนึ่งแผ่นบนโต๊ะหิน ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “นี่คือบทกวี ราคา……100 ตำลึงเงิน ด้วยกวีบทนี้ นายน้อยของเ้าจะได้สิ่งที่เขา้า”
ในตอนที่เอ่ยประโยคนี้ หลี่เฉินอันได้มองไปที่จื่อหยวนตลอดเวลา เขาเกิดความไม่สบายใจเล็กน้อย ถึงอย่างไรเขาก็ตั้งราคาสูงถึง 100 ตำลึงเงิน เป็ราคาที่โหดใช้ได้
คุณชายผู้นั้นจะยอมจ่ายเงิน 100 ตำลึงเงินเพื่อซื้อบทกวีนี้หรือไม่นั้น คงต้องดูที่ความมุ่งมั่นของคุณชายผู้นั้นแล้ว
ดูจากเครื่องแต่งกายของคุณชายผู้นั้นที่ทั้งหรูหราและเป็ผ้าเนื้อดี คิดว่าเขาคงไม่สะทกสะท้านหากต้องซื้อบทกวีสักบทด้วยเงิน 100 ตำลึงเงิน ถ้าคุณชายผู้นั้นมีใจรักมั่นต่อคุณหนููสามแห่งจวนจงหลีจริง ๆ การซื้อขายนี้อาจสำเร็จโดยง่าย
อย่างน้อยตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าคุณชายท่านนั้นไม่ใช่ผู้ที่ขาดแคลนเงินทอง เพราะข้ารับใช้ของเขาไม่ได้ดูใมากนักเมื่อได้ยินราคาที่เขาเสนอให้
จื่อหยวนตกตะลึงไปครู่หนึ่ง เพราะประการแรกก็คือ องค์หญิงของนางจะเอาบทกวีนี้ไปทำไม ? ประการที่สองคือ บทกวีราคา 100 ตำลึงเงิน……นับว่าแพงไหม ?
มันไม่ถือว่าแพง
เพียงแต่ต้องดูว่ามันคือฝีมือของผู้ใด !
หากเป็บทกวีของท่านนักปราชญ์ฮัวแห่งสำนักศึกษาไท่เสวี่ย เช่นนั้นมูลค่าของมันคงไม่อาจประเมินได้
หากเป็บทกวีจากสี่ยอดนักกวีแห่งเมืองอวี้จิง มูลค่าของมันจะอยู่ที่หลายพันตำลึงทอง
แต่บุรุษผู้นี้……
อาศัยอยู่ในสถานที่อันต่ำต้อยไร้ชื่อเสียง จะมีความรู้ขนาดนี้ได้เยี่ยงไร ?
แคว้นหนิงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับผู้มีความรู้ โดยเฉพาะผู้มีความรู้ที่มีพร์อันยอดเยี่ยม หากบุรุษผู้นี้มีชื่อเสียงในเมืองกวงหลิงอยู่บ้าง มีหรือที่หอลี่จิ้งจะไม่รู้จักเขา
แต่หอลี่จิ้งไม่รู้จักเขาผู้นี้จริง ๆ
ดังนั้นแม้ว่าเขาจะมีความสามารถ แต่ก็คงเป็เพราะเขาคิดว่าตนเองมีความสามารถมากกว่า
จื่อหยวนเหยียดยิ้มดูแคลน ในใจคิดว่าครานี้องค์หญิงของนางมองคนผิดแล้ว บุรุษผู้นี้……ดูเหมือนจะไม่ประมาณตนเสียด้วยซ้ำ
อวดดี !
นางเหลือบมองไปที่กระดาษแผ่นนั้น เดิมทีนางกำลังคิดไม่ตกว่าจะทำเยี่ยงไรถึงจะทำภารกิจที่องค์หญิงมอบหมายให้ได้สำเร็จ ให้บุรุษผู้ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำผู้นี้ไปที่ทะเลสาบฮั่วผิง หากเขายอมไป องค์หญิงจะได้คุยกับเขามากขึ้น นางคิดว่าองค์หญิงคงจะได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเขาอย่างชัดเจนและคงไม่สนใจเขาอีกต่อไป
ในฐานะนางกำนัลรับใช้องค์หญิงสี่ จื่อหยวนไม่อาจกล่าวได้ว่าตนเองมีความรู้ลึกซึ้งด้านบทกวี ทว่าด้วยอิทธิพลจากสิ่งที่นางได้พบได้ยินมา นางพอมีความรู้ความเข้าใจอยู่บ้างเหมือนกัน
เมื่อนางลองอ่านดู นางก็ไม่สามารถละสายตาออกไปจากบทกวีนี้ได้
ขณะที่ไล่สายตาอ่าน สีหน้าของนางดูจริงจังมากขึ้นเรื่อย ๆ และความดูถูกในแววตาของนางก็เลือนหายไป
นางอ่านในใจซ้ำถึงสองครั้ง และพบว่าบทกวีนี้น่าทึ่งมาก
ส่วนที่ว่าน่าทึ่งตรงที่ใดนั้น นางไม่อาจบอกได้ นางแค่รู้สึกว่าแนวความคิดทางศิลปะของกวีบทนี้ดูเหมือนจะล้ำลึกกว่าของสี่ยอดนักกวีแห่งเมืองอวี้จิงเสียอีก
หลี่เฉินอันเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงในสีหน้าของเจื่อหยวนอย่างระมัดระวังด้วยรอยยิ้ม ในที่สุดก็รู้สึกสบายใจได้เสียที
เขารู้ว่าเงินย่อมไม่มีทางหนีเขาแน่นอน เพียงแต่ต้องรอดูว่าข้ารับใช้ผู้นี้จะต่อรองราคากับเขาหรือไม่
เพราะถึงอย่างไรมันก็คือการค้า หากข้ารับใช้ผู้นี้ต่อราคาลงเหลือครึ่งหนึ่ง……เขาก็จะขายเช่นกัน เพราะตอนนี้เขากำลังขาดแคลนเงิน อีกทั้งสิ่งนี้ไม่ได้ใช้ต้นทุนอะไร
จื่อหยวนเงยหน้าขึ้นมองหลี่เฉินอันอย่างสงสัย
ใบหน้านั้นยังคงสงบ ราวกับเขามั่นใจว่าบทกวีของเขาคู่ควรกับมูลค่านี้แล้ว
ที่จริง……ราคาที่เขาเสนอนี้ถือว่าเป็ราคาที่ต่ำมาก
ทว่าเดิมทีเขาเป็ผู้ที่ไร้ชื่อเสียง ราคานี้ถือว่าเหมาะสมแล้ว
รอให้เขามีชื่อเสียงยิ่งกว่านี้ จากที่จื่อหยวนประเมินบทกวีที่นางเพิ่งอ่านไป นางเชื่อว่ามูลค่าของมันน่าจะสูงได้ถึงพันตำลึงทอง !
นางคิดว่าสาเหตุที่องค์หญิงเชิญบุรุษหนุ่มผู้นี้ไปที่ศาลาเยียนหยูคงเพราะอยากรู้ว่าบทกวีของเขาจะเป็เช่นไร อีกทั้งคุณหนูสามแห่งจวนตระกูลจงหลีก็ดูจะสนใจกลอนคู่ที่เขาต่อด้วย
ส่วนเขาจะมีนิสัยเยี่ยงไรนั้น เขาอาศัยอยู่ที่นี่ หากคุณหนูสามแห่งจวนจงหลีอยากพบเขา ย่อมสามารถมาพบได้ทุกเมื่อ
หรืออาจทำให้เหมือนมาพบกันโดยบังเอิญ
ถ้าถูกตาต้องใจค่อยว่ากันที หลังไม่ถูกใจ เื่นี้ย่อมปกปิดได้โดยไม่ทิ้งร่องรอยใด ๆ
เช่นนี้แล้ว มันก็จะไม่ส่งผลกระทบใดต่อชื่อเสียงของคุณหนูสามแห่งจวนจงหลี
ดังนั้น นางจึงหยิบกระเป๋าดอกบัวออกมาจากในแขนเสื้อ แล้วหยิบตั๋วเงินมูลค่า 100 ตำลึงวางบนโต๊ะ ส่วนนางก็หยิบกระดาษแผ่นนั้นมา สายตาของนางเหลือบมองไปยังปึกกระดาษที่อยู่ในมือของหลี่เฉินอัน
ในมือของหลี่เฉินอันยังมีกระดาษอีกปึกเล็ก ๆ
“คุณชาย หากท่านมีเวลา ท่านตามไปพบนายน้อยของข้าที่ทะเลสาบฮั่วผิงได้หรือไม่ ? ”
ได้เงินมาแล้ว หลี่เฉินอันจึงไม่มีความจำเป็ต้องไปที่ทะเลสาบนั้นอีก
เขาโบกมือปัดแล้วกล่าวว่า “ขอบคุณความปรารถนาดีของคุณชายเ้าด้วย แต่ข้ายังมีหลายเื่ที่ต้องทำ……บางทีผ่านไปสักสิบยี่สิบวัน หากคุณชายของเ้ามีเวลาว่าง ก็ขอเชิญเขามาดื่มที่ร้านสุราของข้า เป็สุราชั้นดีฝีมือของข้าเองเลยนะ ! ”
“เดี๋ยวข้าเป็เ้ามือเอง”
จื่อหยวนกวาดตามองไปรอบด้านและทำจมูกฟุดฟิด ในอากาศมีแต่กลิ่นอับเล็กน้อย แต่ไม่มีกลิ่นของสุราเลยแม้แต่น้อย
สุดท้ายแล้วเขาก็เป็เพียงบุรุษผู้หนึ่ง จะบ่มสุราได้ดีขนาดไหนกันเชียว ?
มันจะดีไปกว่าสุรากวงหลิงซ่านของเมืองกวงหลิงเชียวหรือ ?
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงสุรารุ่ยลู่แห่งอวี้จิงเลย
นอกจากนี้ ด้วยสถานะขององค์หญิง พระองค์จะมายังสถานที่ทรุดโทรมเช่นนี้ได้เยี่ยงไร---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
[1] 斤 เป็หน่วยวัด คือ ชั่ง เทียบตามน้ำหนักปัจจุบัน 1 ชั่ง = 500 กรัม เหล้า 1 ชั่งจึงมีปริมาณประมาณครึ่งลิตร