ตอนที่ 125
เรื่อง ชายผู้มีพลังในการปฏิเสธทุกสิ่งไม่เว้นแม้แต่โชคชะตา (รีไรท์)
.
เหล่าคนป่าจุดไฟกองใหญ่และเต้นรำอยู่รอบกองไฟ โดยมีศิลาจากพระผู้เป็นเจ้าวางอยู่บนแท่นบูชาใกล้กับกองไฟ
ระหว่างงานรื่นเริงของเหล่าคนป่า เด็กสาวในเผ่าคนหนึ่งเผลอไปจับเข้ากับศิลานั้นด้วยความซุกซนของเธอ
แสงสว่างเกิดขึ้นเมื่อเด็กสาวจับเข้ากับศิลา เธอสลบไปหลังจากสัมผัสกับมัน คนในเผ่าที่เห็นเหตุการณ์ก็คิดว่าพระผู้เป็นเจ้าคงจะพิโรธ
พวกเขาได้อุ้มเด็กสาวขึ้นไปวางบนแท่นบูชาเพื่อเตรียมสำหรับบูชาเธอให้กับพระเจ้าในตอนรุ่งเช้า
.
.
.
เด็กสาวตื่นขึ้นและพบว่าตัวเองถูกมัดเข้ากับแท่นบูชา เธอรู้ได้ทันทีว่าตัวเองกำลังจะถูกบูชายัญ
ด้วยความเป็นเด็ก เธอจึงหวาดกลัวและกรีดร้องออกมา พิธีกรรมของชาวเผ่ากำลังจะเริ่ม
ผู้อาวุโสของเผ่าหยิบมีดที่ทำจากหินขึ้นมาเตรียมจะสังหารเด็กสาวเพื่อเป็นเครื่องเซ่นสังเวยต่อพระผู้เป็นเจ้า
เด็กสาวกรีดร้องออกมาพร้อมกับพลังบางอย่างที่กระจายออกมาจากรอบตัวเธอ
ผู้อาวุโส แท่นบูชา และสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเด็กสาวถูกพลังจากตัวของเด็กสาวทำให้กลายเป็นฝุ่นผงก่อนจะสลายหายไป
คนในเผ่าต่างตกตะลึงกับสิ่งที่ได้เห็น เด็กสาวผู้หวาดกลัวได้ลุกขึ้นจากเศษฝุ่นที่ปกคลุมตัวเธอและยืนขึ้นต่อหน้าคนในเผ่า
เมื่อพวกเขาได้เห็นเด็กสาวตื่นขึ้น คนในเผ่าก็คุกเข่าและเริ่มกราบไหว้ในพลังของเธอเพราะคิดว่าพระเจ้าประทานพลังมาให้กับเธอ
.
.
.
หลังจากเหตุการณ์นั้นคนในเผ่าก็ได้สร้างบัลลังก์ที่ทำจากหินให้กับเด็กสาวได้นั่ง โดยมันวางอยู่ใจกลางหมู่บ้าน
เด็กสาวผู้โดดเดี่ยวได้นั่งอยู่บนนั้นโดยมองดูคนในเผ่านำสิ่งต่างๆ มาถวายให้กับเธอ
ในใจของเด็กสาวเพียงแค่ต้องการไปวิ่งเล่นกับเด็กวัยเดียวกัน แต่เธอทำได้เพียงนั่งและนอนอยู่บนบัลลังก์
จนกระทั่งวันหนึ่งเธอได้เริ่มเบื่อหน่ายจนทนไม่ไหว แต่ก็ไม่มีใครที่จะสามารถมาเล่นกับเธอได้
เด็กสาวจึงหันมาสนใจศิลาที่ตกลงมาจากฝากฟ้า มันวางอยู่ไม่ไกลจากบัลลังก์ของเธอ
เธอสัมผัสกับศิลาไปจนทั่วแต่ก็ไม่เกินอะไรขึ้น ระหว่างที่กำลังนั่งจ้องมองศิลาอยู่นั้นเอง
เด็กสาวก็นึกไปถึงช่วงที่เธออยู่บนแท่นบูชา เธอพยายามทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นอีกครั้ง
เธอยื่นมือมาสัมผัสกับศิลาและพยายามทำสิ่งนั้นอีกครั้งกับศิลา
แสงสว่างเกิดขึ้นอีกครั้งเหมือนกับตอนที่หญิงสาวสัมผัสกับมันเป็นครั้งแรก
เธอสลบไปหน้าบัลลังก์ของเธอ โดยไม่มีคนในเผ่าคนไหนกล้าเข้าไปใกล้เธอ
เพราะต่างหวาดกลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้อาวุโสในพิธีบูชายัญ
พวกเขาทำได้เพียงมองเด็กสาวด้วยความกังวลอยู่ห่างๆ
.
.
.
เด็กสาวได้สติอีกครั้ง เธอมองไปรอบๆ และเห็นคนในเผ่านั่งล้อมเธออยู่ห่างๆ
เมื่อเห็นเด็กสาวได้สติพวกเขาก็ต่างดีใจ เพราะพวกเขามองเธอเป็นดั่งตัวแทนของพระผู้เป็นเจ้า
หากเด็กสาวเป็นอะไรไป พวกขาก็คิดว่าพระผู้เป็นเจ้าจะต้องโกรธและลงโทษพวกเขา
หลังจากเด็กสาวตื่นมาเธอพยายามพูดกับคนในเผ่าแต่ไม่มีใครเข้าใจสิ่งที่เธอพูดสักคนเดียว
เพราะว่าพวกเขาเป็นเพียงคนป่าไม่มีภาษาพูดหรือภาษาเขียนด้วยซ้ำ
มีเพียงการแสดงออกผ่านท่าทางเท่านั้นที่คนในเผ่าใช้สื่อสารกัน
ทำให้สิ่งที่เด็กสาวพูดออกมาไม่มีใครเข้าใจเธอ
แสงสว่างที่เกิดขึ้นครั้งที่สองไม่ได้มอบพลังให้กับหญิงสาว แต่เป็นความรู้มหาศาลที่ศิลามอบให้กับเธอ
เธอเข้าใจสิ่งต่างๆ มากมายอย่างรวดเร็วรวมถึงพลังของตัวเธอเองด้วย
.
เด็กสาวเริ่มทำสิ่งต่างๆ มากมายให้กับคนในเผ่าของเธอโดยการใช้พลังในการควบคุมอะตอมของสิ่งต่างๆ
เธอได้สร้างสิ่งของมากมายอย่างบ้านที่ทำจากไม้ เครื่องมือที่ทำจากหิน กำแพงไม้รอบหมู่บ้านเพื่อป้องกันสัตว์ร้าย
แม้จะมีพลังมหาศาลและความรู้มากมาย แต่ด้วยจินตนาการและประสบการณ์ของเธอทำให้เธอไม่สามารถใช้สิ่งที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่
เธอได้พยายามสอนภาษาที่เธอรู้จักให้กับคนในเผ่าของเธอแม้ว่าจะใช้เวลาอยู่หลายปีจนเด็กสาวกลายเป็นหญิงสาวเต็มตัว
.
คนในเผ่า : " ท่านอีฟครับ พวกที่ไปล่าสัตว์ในป่าได้รับบาดเจ็บมาครับ "
ชายที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูหน้าหมู่บ้านวิ่งมาแจ้งข่าวให้กับหญิงสาว
หลังจากรู้เรื่องหญิงสาวก็รีบลุกจากบัลลังก์ของเธอและตรงไปยังหน้าประตูหมู่บ้าน
กลุ่มที่ไปล่าสัตว์ก็หมดแรงอยู่หน้าประตูเพราะต้องแบกคนเจ็บกลับมาด้วย
อีฟได้วิ่งไปดูคนเจ็บและเริ่มพลังของเธอสนามรอยแผลให้กับคนเจ็บ
.
อีฟ : " เราจะเข้าไปในป่าและจัดการมันเอง "
อีฟลุกขึ้นหลังจากรักษาแผลให้คนเจ็บเสร็จแล้ว เธอพูดว่าจะไปจัดการกับสัตว์ร้ายในป่าด้วยตัวเอง
ทำให้คนในเผ่าเป็นกังวลว่าอีฟจะได้รับบาดเจ็บพวกเขาจึงติดตามเธอเข้าไปในป่าด้วย
อีฟและคนในเผ่าเดินเข้าไปในป่าซึ่งเป็นจุดที่พวกเขาใช้ล่าสัตว์และเจอเข้ากับเสือตัวใหญ่ตัวหนึ่ง
คนในเผ่าต่างหวาดกลัวกับเสือที่เห็นตรงหน้าตามสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิต
แต่กลับอีฟ เธอยื่นจ้องหน้ามันอย่างไม่หวาดกลัว เสือตัวนั้นก็จ้องกลับมายังดวงตาของอีฟเช่นกัน
ทั้งสองมองเข้าไปในดวงตาของกันและกันก่อนที่เสือตัวนั้นจะกระโจนเข้าไปใส่อีฟ
แต่ก่อนที่เสือจะพุ่งเข้ามาตะปบอีฟ พลังของเธอก็ทำงานสลายร่างกายของเสือตัวนั้นจนกลายเป็นฝุ่นผง
.
.
.
ในวันหนึ่งที่อีฟกำลังเดินเล่นอยู่ริมทะเล ก็มีสิ่งประหลาดอยู่ที่เส้นขอบฟ้า
อีฟจ้องมองมันอย่างสนใจในขณะที่สิ่งนั้นเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
เรือลำใหญ่อยู่ห่างจากเกาะไม่ไกลก่อนจะมีเรือเล็กลำหนึ่งแล่นเข้ามาใกล้เกาะ
อีฟยื่นรอมันเข้ามาใกล้และพบว่ามีคนอยู่บนนั้น
.
อีฟ : " สิ่งนั้นคืออะไร? "
อีฟถามกับกลุ่มคนที่นั่งเรือเล็กเข้ามาบนเกาะ แต่ด้วยความแตกต่างทางภาษาทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่เข้าใจกัน
.
??? : " หลวงพ่อเข้าใจไหมครับว่าเธอหมายถึงอะไร? "
บาทหลวง : " ไม่เคยได้ยินภาษาแบบนี้ด้วยสิ คงจะยากซะหน่อย "
พวกเขาคือกลุ่มคนที่มาเผยแผ่ศาสนา พวกเขาได้ไปมาหลายเกาะและหลายพื้นที่มาแล้ว
จึงมีบาทหลวงที่พอจะเข้าใจภาษาของหลายชนเผ่าอยู่บางแต่สิ่งที่หญิงสาวตรงหน้าพูดบาทหลวงไม่เข้าใจเลย
และการแต่งตัวของหญิงสาวก็ดูไม่เหมือนกับคนป่าหรือชนเผ่าอีกด้วย
.
อีฟ : " เราเข้าใจภาษาที่พวกคุณพูด เราสามารถพูดภาษาเดียวกันกับพวกคุณได้ "
อีฟเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายพูด จึงหันมาใช้ภาษาเดียวกันกับกลุ่มคนตรงหน้า
.
บาทหลวง : " เข้าใจภาษาของพวกเรางั้นเหรอ เคยมีคนมาที่นี่ด้วยเหรอ "
อีฟ : " พวกคุณเป็นกลุ่มแรกและเหตุผลที่พวกคุณมาที่นี่ล่ะ "
บาทหลวง : " พวกเรามาเผยแพร่คำสอนของพระผู้เป็นเจ้า "
บาทหลวงเริ่มพูดเกี่ยวกับศาสนาของตัวเองโดยลืมมองสีหน้าของหญิงสาวตรงหน้า
.
อีฟ : " เราและคนในเผ่าไม่เชื่อเรื่องในพระเจ้า พวกคุณคงจะเสียเวลาหากพยายามทำแบบนั้น "
บาทหลวง : " ..................... "
??? : " พวกเราขอคุยกับหัวหน้าเผ่าของเธอจะได้ไหม "
อีฟ : " เรานี่แหละ หัวหน้าเผ่าที่พวกเจ้าหมายถึง "
??? : " เธอเหรอหัวหน้าเผ่า ปกติจะเป็นพวกผู้ชายไม่ใช่หรือไง "
บาทหลวง : " หรือว่าเธอเป็นแม่มดหรือพวกหัวหน้าลัทธิบูชาซาตาน "
บาทหลวงหยิบไม้กางเขนขึ้นมาหันใส่หญิงสาว
กลุ่มคนที่มาด้วยก็หยิบดาบปลายปืนมาใส่เข้ากับปืนยาวของพวกเขา
แต่ท่าทางของอีฟที่เห็นพวกมันก็ไม่มีท่าทางหวาดกลัวใดๆ
มีเพียงคนในเผ่าที่เฝ้าอยู่ในป่าก็แสดงตัวออกมาเพื่อปกป้องอีฟ
คนในเผ่าของอีฟเล็งธนูและหน้าไม้ใส่กลุ่มนักเดินเผยแผ่ศาสนา ส่วนอีกฝ่ายก็หันปืนใส่
.
อีฟ : " ลดอาวุธซะ เราไม่เป็นอะไรหรอก "
คนในเผ่าของเธอได้ลดอาวุธตามคำสั่งของอีฟ
.
??? : " เอาไงดีครับ "
บาทหลวง : " แม่...... "
บาทหลวงกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่อีฟไม่อยากจะฟังที่บาทหลวง
เธอเพียงสะบัดมือเบาๆ ก่อนที่ร่างกายของบาทหลวงจะสลายหายไป
พวกที่เหลืออยู่ก็ตกใจว่าเกิดอะไรขึ้นและคิดเอาว่าหญิงสาวตรงหน้าต้องเป็นแม่มดอย่างแน่นอน
พวกเขาเปิดฉากยิงทันที กระสุนเหล็กทรงกลมวิ่งเข้าใส่อีฟแต่ถูกหยุดเอาไว้ได้ทั้งหมด
.
อีฟ : " กลับไปขึ้นเรือและไปจากเกาะนี้ซะ ก่อนจะไม่มีโอกาสเป็นครั้งที่สอง เพราะตอนนี้เรายังอารมณ์ดีอยู่ "
อีฟกล่าวกับกลุ่มคนที่ยังอยู่ให้รีบขึ้นเรือหนีไปก่อนที่เธอจะอารมณ์ไม่ดีไปมากกว่านี้
พวกเขารีบขึ้นเรือและพายกลับเรือหลักทันที
.
กัปตัน : " เกิดอะไรขึ้นบนเกาะ บาทหลวงไปไหน "
ลูกเรือ : " บาทหลวง..............ตายแล้ว บนเกาะมีแม่มดอยู่ด้วย "
กัปตัน : " แม่มดไม่มีจริงซะหน่อย พวกแกดื่มเหล้ามากไป "
กัปตันและลูกเรือยื่นเถียงเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น ลูกเรือเห็นชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้นบนเกาะเพราะพวกเขาอยู่ที่นั่น
กัปตันไม่เชื่อว่าจะมีมนุษย์คนไหนบนโลกทำให้คนทั้งคนสลายไปเป็นฝุ่นได้
แต่ด้วยคำพูดของลูกเรือหลายคนและการหายไปของบาทหลวงก็ทำให้กัปตันสั่งโจมตีเกาะนั้นในช่วงค่ำ
เสียงปืนใหญ่ดังขึ้นหลังจากดวงตะวันลับขอบฟ้า ส่งลูกเหล็กขนาดเท่าหัวคนพุ่งข้ามพื้นน้ำมาตกลงบนเกาะ
เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงขึ้นทั่วเกาะเพราะปืนใหญ่จากบนเรือยิงมาอย่างต่อเนื่อง
เกาะอันมืดมิดก็สว่างไสวเพราะเปลวไฟจากการระเบิดและต้นไม้ที่ลุกไหม้
หลังจากการระดมยิงชุดแรกจบลง ลูกเรือและกัปตันได้สังเกตเห็นร่างของหญิงสาวคนหนึ่งยื่นอยู่บนผิวน้ำใกล้เรือ
พวกเขาตกใจมากที่เห็นหญิงสาวยื่นอยู่บนผิวน้ำ
ลูกเรือจำได้ทันทีว่าหญิงสาวตรงหน้าคือหญิงสาวคนเดียวกันที่ทำให้บาทหลวงสลายหายไป
.
อีฟ : " เราคิดว่าพวกเจ้าจะคุยรู้เรื่องมากกว่านี้ "
หญิงสาวพูดขึ้นขณะที่ลูกเรือและกัปตันของเรือมองหญิงสาวอย่างสงสัย
ก่อนที่เรือทั้งลำจะสลายเป็นฝุ่นไปพร้อมกับผู้คนบนเรือเพียงแค่หญิงสาวพลิกฝ่ามือนิดเดียว
หญิงสาวคิดว่าภัยคุกคามหายไปแล้ว แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
เพราะมีลูกเรือคนหนึ่งได้พายเรือเล็กหนีจากเรือใหญ่ไปนานแล้ว
ในขณะที่เรื่องนี้กำลังเกิดขึ้นลูกเรือที่หนีไปก็ได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจากระยะไกล
เรือทั้งลำสลายหายไปเป็นฝุ่นอยู่ที่ปลายขอบฟ้าระหว่างที่ลูกเรือคนนี้กำลังพายเรือหนี
.
??? : " มีเรือเล็ก!! มีคนหมดสติอยู่ด้วย "
กองเรือของทหารฝูงหนึ่งเห็นเรือเล็กลอยลำอย่างไร้จุดหมาย
ทหารได้ลากเรือเล็กเทียบท่าและพาคนบนเรือไปรักษา
.
ทหาร : "นี่มันลูกเรือของเรือที่เผยแผ่ศาสนานี้ ลูกเรือคนอื่นอยู่ไหน "
ลูกเรือ : " พวกเขาตายหมดแล้ว พวกเราไปเจอเกาะของแม่มด "
ลูกเรือที่ถูกช่วยเหลือได้พูดถึงเรื่องเกาะและแม่มดที่พวกเขาได้พบเจอ
ทหารที่ได้ยินก็ไม่เชื่อว่าจะมีแม่มดจริงๆ พวกทหารคิดว่าคงจะเป็นภาพหลอนซะมากกว่า
แต่ท่าทางของลูกเรือก็ไม่ได้มีอาการหลอนหรือเมาเหล้าแต่อย่างได้
.
ทหาร : " กัปตันให้มาถามว่าจำเส้นทางได้ไหม "
ทหารได้เอาแผนที่มาให้ลูกเรือเพื่อบอกตำแหน่ง
หลังจากทราบตำแหน่ง กองเรือก็ได้เปลี่ยนเป้าหมายไปยังจุดที่ลูกเรือบอกเอาไว้
เรือหลายลำจอดอยู่ใกล้ชายฝั่งของเกาะตามที่ลูกเรือบอกเอาไว้
.
ลูกเรือ : " เกาะนั่นแหละ เรือของพวกเราถูกจม.........ไม่สิ มันหายไปเพราะแม่มดบนเกาะ "
ลูกเรือมีสีหน้าและท่าทางที่หวาดกลัวมาก
หลังจากที่กองเรือมาถึงเกาะตามที่เขาบอกเอาไว้ ลูกเรือได้ขอเรือเล็กเพื่อหนีออกจากที่นี่
ด้วยท่าทางของลูกเรือทำให้กัปตันของกองเรือสั่งให้ทหารพาลูกเรือไปขังเพื่อสงบสติก่อน
.
กัปตัน : " ทหารบางส่วนไปสำรวจเกาะ "
ทหารหน่วยหนึ่งลงเรือเล็กเพื่อขึ้นฝั่งตามคำสั่งของกัปตัน
โดยมีกัปตันส่องกล้องทางไกลดูอยู่บนเรือหลัก ทหารที่ส่งไปเจอกับหญิงสาวที่ยืนรออยู่บนชายหาด
ในมุมมองของกัปตันเหมือนว่าพวกเขาจะพูดคุยกันอยู่ แต่ก็แค่สักพักก่อนที่ทหารหน่วยนั้นจะขึ้นเรือเล็กกลับมา
.
กัปตัน : " ว่าไงคุยไม่รู้เรื่องสินะ พวกเราไม่มีคนรู้ภาษาของพวกคนป่าด้วยสิ "
ทหาร : " ไม่ครับ เธอพูดภาษาของเราได้ "
กัปตัน : " เธอว่าอะไรบ้าง "
ทหารเล่าบทสนทนาที่เกิดขึ้นบนเกาะให้กัปตันฟัง หญิงสาวที่พวกเขาเจอมีชื่อว่าอีฟและเธอเป็นหัวหน้าเผ่า
หลังจากนั้นพวกทหารก็ถามเกี่ยวกับเรือลำก่อนหน้าแต่หญิงสาวไม่ได้ตอบอะไร ทำให้พวกเขาพยายามเข้าไปสำรวจเกาะ
แต่หญิงสาวตรงหน้าไม่อนุญาตให้เข้าไป พวกทหารจึงต้องขึ้นเรือเล็กกลับมา
.
กัปตัน : " มันน่าสงสัยนะ รอตอนกลางคืนค่อยส่งคนไปสำรวจ "
กองเรือจอดอยู่ให้ไกลจากชายฝั่งเพื่อไม่ให้คนบนเกาะรู้สึกว่ากำลังถูกคุกคามอยู่
เมื่อยามค่ำคืนมาถึง ทหารหน่วยเล็กไม่กี่คนก็กระโดดลงน้ำก่อนจะว่ายเข้ามาในเกาะ
สิ่งที่พวกทหารเห็นคือป่าไม้หนาทึบตลอดเส้นทางที่พวกเขาเดินเข้าไปในเกาะ
.
ทหาร : " เห็นบางอย่างข้างหน้า "
ทหาร : " กำแพงไม้ "
ทหารเดินเข้ามาในใจกลางเกาะและเจอเข้ากับกำแพงไม้โดยมีแสงไฟสว่างไสวมาจากภายใน
พวกเขามองลอดเข้าไปในช่องว่างของกำแพงไม้
.
ทหาร : " ได้ที่ส่องแสงอยู่มันคืออะไร "
อีฟ : " พวกคุณไม่ควรอยู่ที่นี้ตอนกลางคืน เข้าไปข้างในก่อนไหม "
หญิงสาวมาปรากฏด้านหลังของกลุ่มทหาร
พวกเขาตกใจมากแต่การชี้อาวุธไปยังหัวหน้าของหมู่บ้านตอนนี้คงจะไม่ใช่เรื่องดี
.
อีฟ : " เป็นการตัดสินใจที่ดี.........ตามเรามา "
หญิงสาวพูดกับกลุ่มทหารที่ลดอาวุธลงทันทีที่เห็นว่าเธอคือใคร
เพราะเธอบอกไปแล้วก่อนหน้านี้ว่าเธอคือหัวหน้าของที่นี่
พวกทหารเข้าไปในหมู่บ้านและเจอกับถนนที่ทำจากหินแผ่นเรียบที่เดินได้อย่างสะดวก
มีเสาไม้และโคมไฟติดอยู่ด้านบนเพื่อส่องสว่าง บ้านที่ทำจากหินและอิฐ
และปลายทางที่อีฟพากลุ่มทหารไปคือใจกลางของหมู่บ้านที่เป็นที่ตั้งของบัลลังก์ของเธอ
.
โทรุ : " มีอะไรดอล ทำไมหยุด.......... "
ดอล : " มีคนมาค่ะ "
ดอลหยุดเล่าเรื่องเพราะสัมผัสได้ว่ามีใครบางคนกำลังมา
สักพักก็พยาบาลสาวคนเดิมที่เป็นคนดูแลโทรุและดอลเข้ามาในห้อง
.
พยาบาล : " เป็นยังไงบ้าง จำอะไรได้บ้างไหมว่าเกิดอะไรขึ้น "
โทรุ : " เออ...............จำไม่ค่อยได้ครับ "
พยาบาล : " งั้นเหรอ ตอนนี้ดึกแล้ว พักผ่อนและค่อยคุยกันตอนเช้านะ "
โทรุแกล้งเป็นจำอะไรไม่ได้ พยาบาลสาวที่เห็นว่าตอนนี้ก็ดึกมากแล้วจึงปล่อยให้โทรุพักผ่อนไปก่อน
.
____________________________________จบตอน_______________________________________