หลังจากที่ห่าวหรานกับฮุ่ยเฟิ่นทานอาหารเย็นกันเสร็จเรียบร้อย ทั้งสองก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนที่ห้องของตนเอง เฉกเช่นเดียวกับเหล่าศิษย์คนอื่น ๆ และพอถึงยามห้าย (สามทุ่มไม่เกินห้าทุ่ม) ทุกคนก็จะเข้านอน ทว่า….มิใช่กับห่าวหราน ยามราตรีสำหรับมันสักหนึ่งชั่วยาม ก็คือเวลาฝึกฝนร่างกาย และเคล็ดวิชาต่อสู้ ส่วนสถานที่นั้น ก็หาเป็ที่อื่นได้ไม่นอกจากป่าแห่งการทดสอบ เพราะในนั้นเต็มไปด้วยสัตว์อสูรฟ้าดินสุดแกร่ง เพียงแต่มีสิ่งหนึ่งที่ห่าวหานต้องพึงระวังนั่นก็คือ ระวังมิให้ตนเองทำลายสถิติเดิมที่เผลอทำไว้ในครั้งก่อน ไม่เช่นนั้นผู้คนในสำนักคงจะแตกตื่นอีกคราแน่ เมื่อตื่นมาพบยามรุ่งเช้า…
ห่าวหรานมักจะออกไปทำเช่นนี้เกือบทุกคืน จนวิชาการต่อสู้ และจิตปราณในร่างของมันเพิ่มขึ้นพอสมควร สาเหตุที่ไม่ได้ก้าวหน้าไปมากมายนัก คงเพราะพวกมันถูกวู่เทียนหลางจำกัดความสามารถไว้เพียงเท่านี้ หากพวกมันแข็งแกร่ง และอันตรายกว่านี้คงไม่ดีแน่หากมีการทดสอบในครั้งถัดไปเกิดขึ้น
และเมื่อป่าแห่งการทดสอบ มิได้ดูท้าทายสำหรับห่าวหรานอีกแล้ว มันจึงมีความคิดว่า อยากจะลองไปในป่านอกเมืองดู ว่ากันว่า ที่ป่าแห่งนั้น มีสัตว์อสูรฟ้าดินระดับนภา ชั้นกลางถึงสูงอาศัยอยู่เป็จำนวนมาก แม้นจะดูอันตรายน่ากลัว แต่ก็ดูน่าท้าทายไม่น้อยเช่นกันสำหรับห่าวหราน
ดังนั้นมันจึงตัดสินใจที่จะลองไปดูในอีกสองคืนข้างหน้า ทว่า…..ยังไม่ทันที่ห่าวหรานจะได้ทำเช่นนั้น ก็ดันเกิดเหตุบางอย่างขึ้นในสำนักเสียก่อน…
"วันนี้ข้าก็ทำงานที่ได้รับมอบจากหัวหน้าชินอี้เสร็จไวอีกแล้ว ลองไปหาพี่ธงหยวนดูดีกว่า เพื่อเขาจะมีงานอันใดให้ข้าช่วยทำ ข้าเองก็ไม่ได้จับค้อนตีเหล็กมานาน ชักคิดถึงความรู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน"
ห่าวหรานเดินไปพลาง เอ่ยพึมพำกับตนเองไปพลาง และในขณะที่กำลังจะถึงฝ่ายหลอมอาวุธ หูของมันก็ได้ยินเสียงของคนผู้หนึ่งเอะอะโวยวายเสียงดังขึ้น
"ยังมิได้ทำอีกรึ..!! ไหนพวกท่านรับปากข้าอย่างดิบดีว่า ทำได้แน่นอน ข้าก็อุตส่าห์เชื่อใจ แต่ไฉนยามนี้ถึงกลับมาบอกว่า ยังไม่ได้ลงมือทำอันใดเลย มันหมายความเช่นไรกันท่านเ้าสำนักวู่..!"
ผู้เอ่ยเป็ชายสูงวัยอายุอานามพอ ๆ กับวู่เทียนหลาง มันสวมอาภรณ์สีดำยาว ดูคล้ายพวกนักพรต ในมือถือไม้แส้หางม้าสีขาวเป็พวง แถมขั้นการฝึกฝนก็ดูไม่ธรรมดาเลย นักพรตาุโผู้นี้อยู่ในขั้นเทวะ ชั้นต้น ซึ่งเทียบเคียงได้กับ รองเ้าสำนัก ฮั่วหยางอิงเลยทีเดียว
"อย่าพึ่งใจร้อนไปท่านหลันอวี้ ข้าก็อธิบายให้ท่านฟังไปแล้วมิใช่หรือว่า ไม่ใช่ทางฝ่ายข้าทำงานล่าช้า แต่ว่ามันทำไม่ได้ต่างหาก เดิมที่ที่รับปากเพราะมองว่า ศิลาดำนั้นหาได้ง่าย ทว่า….มิรู้เกิดเหตุอันใดขึ้นจนพวก กิ้งก่าหางค้อนลดจำนวนลงเป็อย่างมาก การที่จะหาศิลาดำจากตัวพวกมันก็เลย…."
วู่เทียนหลางเอ่ยอธิบายถึงเหตุผลด้วยน้ำเสียง และ ท่าทางที่สุภาพ ทว่า…นักพรตเฒ่านามว่า หลันอวี้กลับไม่ยอมฟังสิ่งใดทั้งสิ้น
"ท่านไม่ต้องพูดสิ่งใดอีก ในเมื่อรับปากแล้วก็ต้องทำให้ได้ หากทำไม่ได้ อีกสามวันยามเที่ยงตรงก็จงคุกเข่าขอโทษข้าต่อหน้าทุกคนเสีย…!!" นักพรตเฒ่าเอ่ยวาจาหนักแน่นก่อนจะชี้ไม้แส้หางม้ามายังวู่เทียนหลาง ทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นต่างกันใเป็อย่างมาก แต่ก็มิอาจทำอันใดได้เพราะดูเหมือนฝ่ายของสำนักปราณพิทักษ์ฟ้าจะสัญญาบางอย่างจริง ๆ ห่าวหรานขมวดมุ่นคิ้วด้วยความสงสัยก่อนที่มันจะเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างธงหยวนไท่ ก่อนจะเอ่ยถามเบา ๆ ว่าเกิดอันใดกันขึ้น ธงหยางไท่ทอดถอนหายใจยาว ๆ ก่อนจะกระซิบบอก
"เฮ้อออออ เกิดอันใดขึ้นกระนั้นรึ? สิ่งที่เกิดก็คือข้ามิอาจตีอาวุธบางอย่างตามที่นักพรตผู้นั้น้าได้ทันเวลายังไงเล่าห่าวหราน…"
"แล้วเหตุใดพี่ถึงไม่สามารถทำเช่นนั้นได้..? "
"จะทำได้อย่างไร….อาวุธที่คนผู้นั้น้า จำเป็ต้องใช้ส่วนประกอบเป็'ศิลาดำ' ถึงสามชิ้นในการหลอมขึ้นมา หากไม่มีของสิ่งนั้นข้าก็มิอาจทำสิ่งใดต่อได้ ศิลาดำมักจะอยู่ในตัวของกิ้งก่าหางค้อนซึ่งอาศัยอยู่ในป่านอกเมือง การจะจัดการพวกมันนั้นก็ไม่ใช่เื่ยาก แต่ที่ยากก็คือโอกาสที่จะได้รับศิลาดำจากร่างของพวกมันมากกว่า"
"ยากอย่างไรข้าไม่เข้าใจ"
"จะว่ายากก็ไม่ยากหรอก หากพวกมันยังมีจำนวนมากเช่นเดิม ในสิบตัวก็มีโอกาศจะได้สักหนึ่งก้อน ทว่า….ยามนี้จำนวนของพวกมันลดลงอย่างน่าใจหาย การจะหาศิลาดำจึงกลายเป็เื่ยากขึ้นหลายเท่า "
พอธงหยวนไท่กล่าวจบสีหน้าของมันก็เศร้าสลดเป็อย่างมาก เพราะถ้าถึงพรุ่งนี้ตอนเที่ยงยังไม่มีอาวุธที่ว่ามอบให้ นักพรตหลันอี้ วู่เทียนหลางผู้ที่มันเคารพคงได้เสื่อมเสียชื่อเสียง และอับอายต่อหน้าผู้คนเป็แน่
พอห่าวหรานได้ฟังสิ่งที่ธงหยวนไท่กล่าวเช่นนั้น ความคิดบางอย่างของมันก็พลันปรากฏขึ้นมาในหัว ก่อนจะเอ่ยปากออกมา
"พี่ธงหยวนไท่ เื่นี้ขอให้ข้าเป็ผู้จัดการแทนได้หรือไม่…"
พอธงหยวนไท่ได้ยินเช่นนั้นมันก็ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตื่นใ…
"เ้าจะบ้ารึห่าวหราน..! เ้ากล่าวอันใดออกมารู้ตัวหรือไม่ ขนาดข้าเองใช้เวลาทุกคืนยังทำไม่ได้เลยแล้วเ้าจะทำได้อย่างไร"
ห่าวหรานไม่ตอบได้แต่ยิ้มอย่างมั่นอกมั่นใจ ซึ่งสิ่งที่ห่าวคิดก็คือ ตัวมันมีเนตรเทวะรู้แจ้ง การจะหากิ้งก่าหางค้อนที่มีศิลาดำนั้นย่อมง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ
ธงหยวนไท่พยายามเก็บอาการ และไม่ส่งเสียงดังมากที่สุด เท่าที่มันจะทำได้ ทว่า….สิ่งนั้นก็มิอาจรอดพ้นหู พ้นตาของนักพรตเฒ่าหลันอวี้ไปได้
"หือ…? เมื่อครู่ หากข้าหูไม่ฝาด ได้ยินไม่ผิดดูเหมือนตรงนั้นจะมีผู้กล่าวอ้างว่า สามารถหาศิลาดำ มาหลอมดาบเขี้ยวหมาป่าทมิฬ ให้ข้าได้ใช่หรือไม่" หลันอวี้เอ่ยขึ้นก่อนที่มันจะชำเลืองมองมาทางธงหยวนไท่ กับ ห่าวหราน
ธงหยวนไท่ใมาก และมันกำลังจะพลันกล่าวปฏิเสธ ทว่า….ยังไม่ทันจะได้ทำเช่นนั้น นักพรตเฒ่าก็ได้ทีชิงพูดขึ้นเสียก่อน
"เช่นนั้นก็ประเสริฐนัก ว่าแต่เ้าเป็ผู้ใดกัน และมีวิธีไหนรึ ถึงสามารถทำสิ่งที่ว่าได้"
หลันอี้เจาะจงมองมาที่ห่าวหรานอย่างสนใจ และเมื่อเป็เช่นนั้น ธงหยวนไท่ก็มิอาจจะปริปากพูดต่อได้อีก
เมื่อนั้นเองห่าวหรานจึงก้าวเดินออกมาด้านหน้าก่อนที่มันจะยกสองมือประสาน ก่อนค้อมตัวเอ่ยคารวะนักพรตเฒ่า
"ข้าน้อยมีนามว่า หยวน ห่าวหราน เป็คนของฝ่ายงานรับใช้ ขอคารวะผู้าุโหลันอวี้ขอรับ"
"คนของฝ่ายงานรับใช้กระนั้นรึ..!? แถมดวงตาด้านซ้ายยัง….." หลันอวี้ใอยู่พอสมควรที่ได้ทราบเช่นนั้น พวกลูกศิษย์สี่ห้าคนที่ติดตามมันมาด้วยก็รู้สึกไม่ต่างกัน ยามนี้หลันอวี้รู้สึกผิดหวังเป็อย่างยิ่งที่ อาวุธวิเศษ ซึ่งมันมาขอให้สำนักปราณพิทักษ์ฟ้าสร้างขึ้นนั้น คงไม่มีทางทำสำเร็จ แล้ว ไหนจะยังมีเด็กหนุ่มพิการอวดดีผู้นี้ เสนอหน้าออกมาบอกว่าทำได้อีก มันช่างน่าขันยิ่งนัก ทว่า…ในยามนั้นหลันอวี้เองก็รู้ดีไม่น้อยเช่นกัน ที่จะได้ทำให้ คนอย่างวู่เทียนหลางต้องเสื่อมเสียอับอายต่อหน้าผู้อื่น
"หึ ช่างเถิด ไม่ว่าเ้าจะอยู่ฝ่ายไหน หรือร่างกายครบสามสิบสองหรือไม่ ขอแค่เ้าหาศิลาดำ มาหลอมกระบี่ให้ข้าได้ก็พอ จริงสิ แล้วหากทำไม่ได้ดังที่กล่าวอ้างล่ะ เ้าจะทำเช่นไร…"
"หากข้าไม่สามารถนำศิลาดำมามอบให้พี่ธงหยวนไท่ หลอมกระบี่หลังจากนี้อีกสามวัน ข้าจะขอออกจากสำนักแห่งนี้โดยมิมีข้อโต้แย้ง"
"ฟังดูแล้ว ฝ่ายข้าเหมือนจะได้มิคุ้มเสีย หากไร้กระบี่เล่มนั้น ข้าคงมิมีสิ่งใดไปมอบให้องค์ชายรอง เฉกเช่นนักพรตาุโคนอื่นอีกแปดคน ในงานฉลองวันประสูติเดือนหน้า ส่วนเ้าก็แค่ออกจากสำนักเท่านั้น แต่ก็เอาเถิดในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ข้าคงต้องจำยอม แล้วท่านเ้าวู่สำนักเล่า เห็นเป็ประการใด"
นักพรตหลันอวี้หันไปทางวู่เทียนหลางก่อนจะกล่าวถาม ซึ่งปรมาจารย์เ้าสำนักปราณพิทักษ์ฟ้าก็มิได้เอ่ยตอบสิ่งใดออกมาในทีแรก เขายืนนิ่งก่อนจะมองไปที่ห่าวหราน ก่อนจะหันมาทางนักพรตหลันอวี้อีกครั้ง
"ในเมื่อเขามั่นใจเช่นนั้น ข้าเองก็มิมีสิ่งใดขัดข้อง และถ้าหากเขาทำไม่ได้ตามที่พูด ในอีกสามวัน ข้าจะคุกเข่าขอขมาท่านต่อหน้าทุกคน เอง ส่วนคนของข้าผู้นี้ ก็ต้องออกจากสำนักด้วยเช่นกัน เป็เช่นนี้ท่านพอใจหรือไม่ นักพรตหลันอวี้"
"ประเสริฐ ประเสริฐแท้ มันต้องแบบนี้สิถึงจะสมกับเป็ วู่เทียนหลางเ้าสำนักอันดับหนึ่งของแผ่นดิน เช่นนั้น อีกสามวันข้าจะมารับกระบี่ วันนี้ขอตัวก่อนฮ่าๆๆๆ"
นักพรตเฒ่าหลันอวี้แย้มยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนที่จะพลันสะบัดแส้หางม้าที่แขน แล้วหมุนกายเดินจากไปพร้อมกับเหล่าลูกศิษย์ ส่วนวู่เทียนหลางนั้นก็ได้หันมาพูดกับธงหยวนไท่สั้น ๆ เพียงว่า
"ธงหยวนไท่เอ่ย เ้าจงไปพักผ่อนเอาแรงเถิด ในอีกไม่กี่วัน เ้าคงจะต้องทุ่มสุดกำลังทั้งหมดเพื่อหลอมกระบี่เล่นนั้นให้เสร็จ"
เมื่อกล่าวจบวู่เทียนหลางก็เอามือไพล่หลัง ก่อนจะเดินจากไป โดยทิ้งให้ธงหยวนไท่ยืนงงเป็ไก่ตาแตกอยู่แบบนั้น ส่วนห่าวหรานเองก็หายตัวไปเรียบร้อย แล้วเช่นกัน เดาว่ามันคงจะไปเตรียมตัวสำหรับการเดินทางในวันพรุ่งนี้เป็แน่….
จบบท