ตอนที่ 1 ทะลุมิติสู่บ้านชาวนา (2)
เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้แต่งงาน ปู่กับย่าของเขาหาได้ทบทวนถึงการกระทำในอดีต กลับคิดว่าอีกฝ่ายไร้ความสามารถ แม้แต่หญิงสาวสักคนยังหาไม่ได้
เวลานี้เองมีข่าวลือว่าเฉินเสี่ยวหมี่้าหาสามี
เฉินเสี่ยวหมี่ผู้นี้เป็คนมีชื่อเสียงในหมู่บ้านต้าสือ เขาเป็ซวงเอ๋อร์ แต่มีพลังวิเศษโดยกำเนิด
ฐานะของเฉินเสี่ยวหมี่ยามอยู่ตระกูลเฉินคล้ายกับเ้าของร่างเดิมยามอยู่ตระกูลลู่ คนผู้นี้มีโชคชะตาไม่ต่างจากเ้าของร่างเดิมนัก
เฉินเสี่ยวหมี่เป็ลูกของลูกชายคนที่สามตระกูลเฉิน ฐานะของตระกูลเฉินด้อยกว่าตระกูลลู่เล็กน้อย แต่ถือเป็ครอบครัวฐานะดีในหมู่บ้าน
เมื่อหลายปีก่อน ผลเก็บเกี่ยวในหมู่บ้านไม่ดี ผู้คนไม่น้อยเลือกขึ้นเขาล่าสัตว์เพื่อเลี้ยงปากท้อง ถึงแม้การล่าสัตว์จะเสี่ยงอันตรายอยู่บ้าง แต่บางครั้งก็ได้รับผลตอบแทนที่ดีมาก
ไม่กี่ปีก่อน ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งลากหมีดำตัวหนึ่งออกมาจากูเา ขายให้กับครอบครัวร่ำรวยในเมือง ได้รับค่าตอบแทนถึงยี่สิบตำลึง ทำให้ชาวบ้านทุกคนต่างอิจฉา
นายหญิงผู้เฒ่าตระกูลเฉินเห็นว่าชาวบ้านล่าสัตว์หาเงินได้ จึงคะยั้นคะยอให้ลูกชายคนที่สามเฉินโส่วเหรินลองขึ้นเขาล่าสัตว์ แต่เ้าตัวไม่ค่อยอยากไป เพราะการล่าสัตว์มีความเสี่ยง ผู้คนจำนวนไม่น้อยตายในป่าเขา
โดยทั่วไปการล่าสัตว์เป็อาชีพของคนจากครอบครัวที่ไม่มีที่นาใน ไม่ก็ชาวนาที่กำลังจะเลี้ยงชีพต่อไปไม่ไหว เพราะในป่าเขามีเสือที่ดุร้ายมาก
ภรรยาของเฉินโส่วเหรินใกล้จะคลอดแล้ว เขาไม่อยากไปเสี่ยงอันตราย สุดท้ายนายหญิงผู้เฒ่าร้องไห้คร่ำครวญว่าเขาอกตัญญู วันๆ คอยคิดแต่จะหาวิธีให้ลูกชายของตนขึ้นูเา
ลูกชายคนที่สามของตระกูลเฉินจนปัญญา จึงต้องเข้าป่าล่าสัตว์ และเป็ความโชคร้ายของเ้าตัวที่พบเจอฝูงหมาป่าในป่า ไปกันสี่คน รอดกลับมาแค่คนเดียว
หลังจากมารดาของเฉินเสี่ยวหมี่รู้ข่าว สุขภาพก็ย่ำแย่ คลอดก่อนกำหนดและยังให้กำเนิดซวงเอ๋อร์น้อยคนหนึ่ง นามว่าเฉินเสี่ยวม่าย
นายหญิงผู้เฒ่าตระกูลเฉินไม่รู้สึกผิดต่อการตายของลูกชายคนที่สามแม้แต่น้อย แค่คิดว่ามารดาของเฉินเสี่ยวหมี่ไม่มีโชคลาภวาสนา ทำให้ลูกชายของนางต้องลำบาก และยังให้กำเนิดตัวขาดทุนมาอีกหนึ่งคน
มารดาของเฉินเสี่ยวหมี่ตายเมื่อสองปีก่อน
บ้านสามตระกูลเฉินจึงเหลือแค่เด็กสามคน ลูกชายคนโตตระกูลเฉินจึงเพ่งเล็งไปที่เฉินเสี่ยวไช่ผู้เป็น้องชายของเฉินเสี่ยวหมี่ เขาคิดว่าเฉินเสี่ยวไช่อยู่ไปก็เปลืองข้าวสุก จึงคิดจะขายเฉินเสี่ยวไช่ไปเป็บ่าวรับใช้ในตระกูลใหญ่เพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายในครอบครัว
ยุคสมัยนี้ บ่าวรับใช้เป็สถานะที่ต่ำมาก เมื่อทำสัญญาขายตัวแล้ว จะถูกทุบตีหรือถูกฆ่านั้นก็ขึ้นอยู่กับเ้านาย
นายหญิงผู้เฒ่าตระกูลเฉินเห็นว่าเข้าท่า เด็กวัยกำลังโตอยู่ไปก็เปลืองข้าวสุก เฉินเสี่ยวไช่อายุยังน้อย ทั้งยังทำงานไม่ค่อยได้ จึงเป็หนามยอกอกของนายหญิงผู้เฒ่าตั้งนานแล้ว
หลังจากเฉินเสี่ยวหมี่รู้ข่าวก็จับตัวลูกชายของลูกชายคนโตตระกูลเฉินไว้ และขู่คนในครอบครัวว่า หากกล้าจับตัวน้องชายของเขา เขาจะจับเฉินจิ่งตอนเสียเลย
ลูกชายคนเล็กและหลานชายคนโตเป็หัวแก้วหัวแหวนของนายหญิงผู้เฒ่า นางไม่ค่อยสนใจเฉินเสี่ยวหมี่สักเท่าใด แต่ให้ความสำคัญกับหลานชายคนโตคนนี้อย่างยิ่ง
เมื่อได้ยินคำขู่ของเฉินเสี่ยวหมี่ ก็คิดว่าเฉินเสี่ยวหมี่คลุ้มคลั่งไปแล้ว
คนเท้าเปลือยย่อมไม่กลัวคนสวมรองเท้า[1] เฉินเสี่ยวหมี่รู้สึกว่าอย่างไรเสียตนเองก็มีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว จึงทำตัวคลุ้มคลั่ง หลายคนที่คิดจะจับตัวเขาล้วนถูกเขาต่อยไปหนึ่งยกจนเืตกยางออก
เฉินเสี่ยวหมี่รู้สึกว่านายหญิงผู้เฒ่าบีบให้บิดาเขาต้องตาย เขาอดกลั้นมาโดยตลอด เมื่อรู้ว่าลุงใหญ่้าขายน้องชายของเขา เขาจึงะเิอารมณ์ทันที
เมื่อรู้ว่าบุตรชายคนโตตระกูลเฉินจะขายเฉินเสี่ยวไช่ เฉินเสี่ยวหมี่ก็ตามสืบจนรู้ว่า คุณชายน้อยของครอบครัวที่้าซื้อคนไปเป็บ่าวนั้น มีพฤติกรรมชอบใช้ความรุนแรง เคยทรมานสาวใช้สองคนจนตาย ซึ่งครอบครัวนั้นเห็นว่าสาวใช้ไม่สามารถทนได้ จึง้าซื้อเด็กชายที่ทนทรมานได้
เมื่อเฉินเสี่ยวหมี่รู้สึกว่าบุตรชายคนโตตระกูลเฉินไร้หัวใจถึงเพียงนี้ ส่วนนายหญิงผู้เฒ่ายังคอยช่วยเหลือ และหากไม่ใช่เพราะผู้เป็ย่าคอยกดดันไม่หยุด ใช้ข้อหาอกตัญญูมาบีบคั้นบิดาเขา บิดาเขาก็คงไม่ตาย เมื่อคิดได้เช่นนี้ก็โกรธจนอยากบีบคอนายหญิงผู้เฒ่าให้ตาย
นายหญิงผู้เฒ่าสามารถควบคุมให้ลูกชายเชื่อฟัง แต่ไม่อาจควบคุมคนบ้าอย่างเฉินเสี่ยวหมี่ได้ นางจึงใอย่างมาก
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น เฉินเสี่ยวหมี่ขู่บังคับนายท่านผู้เฒ่าให้แยกพวกเขาสามพี่น้องออกจากตระกูลเฉิน ตั้งครอบครัวเป็เอกเทศ
นายท่านผู้เฒ่าเห็นว่าการเก็บเฉินเสี่ยวหมี่ตัวปัญหาผู้นี้ไว้ไม่มีประโยชน์ จึงจำต้องยอมรับ
ในยุคสมัยนี้ยังมีผู้าุโที่ลำเอียงอยู่มาก ลูกหลานจำนวนไม่น้อยที่ได้รับความไม่เป็ธรรมทำได้เพียงบ่นผู้าุโในใจ น้อยคนนักที่จะกล้าตอบโต้ ด้วยเหตุนี้เฉินเสี่ยวหมี่จึงกลายเป็ตัวอย่างทางลบในหมู่คนชราของหมู่บ้าน
เชิงอรรถ
^ สำนวน หมายถึง คนที่ไม่มีอะไรจะเสียย่อมไม่กลัวสิ่งใด