เรือนร่างของโอเกอร์ล่องลอยขึ้นสู่ห้วงอากาศประหนึ่งว่าไม่มีแรงโน้มถ่วง ท่ามกลางทุกสายตาที่จับจ้องมองมา ใบหน้าของกวีที่อยู่เบื้องล่างกลับนิ่งสงบและเ็าในขณะเดียวกัน
ไม่มีผู้ใดคาดคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น หากวัดกันด้วยหมัดต่อหมัด กวีที่มีร่างกายผอมบางย่อมมิใช่คู่มือของโอเกอร์
เรือนร่างของั์ร้ายสีครามได้ร่วงหล่นลงสู่พื้นพลางส่งเสียงดังลั่น กลุ่มทรายลอยฟุ้งขึ้นมารอบกายเขา แม้กระทั่งโอเกอร์เองก็มิอาจล่วงรู้ ว่าด้วยกลวิธีอันใดจึงทำให้เขาถูกจับโยนขึ้นฟ้าประหนึ่งว่าเป็ก้อนหิน
“ผู้ชนะคือท่านกวี !!”
เสียงของแอนนาพลันถูกเปล่งขึ้นมาดังก้องกังวาน มือขวาชูขึ้นอยู่เหนือศีรษะเพื่อประกาศกร้าวถึงชัยชนะของกวี
รอยยิ้มบาง ๆ ได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ ในจำนวนผู้พนันทั้งหมด กลับมีเพียงแอนนาเท่านั้นที่ลงเดิมพันข้างกวี
ถึงกระนั้น ผู้ชนะกลับแลดูเหนื่อยหอบและงุนงงใน่เวลาเดียวกัน
“นี่เรามีพลังมากถึงเพียงนี้ั้แ่เมื่อไหร่”
กระทั่งตัวกวีเองก็มิอาจล่วงรู้ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นช่างรวดเร็วและจบลงเพียงแค่เสี้ยวพริบตา
ในขณะที่โอเกอร์ยังคงนอนทอดกายไม่ไหวติง มิใช่ว่าเขาหมดสติ หากแต่ว่าเขานั้นกำลังครุ่นคิดถึงบางสิ่ง
.
< ทักษะการต่อสู้ที่เราไม่เคยเห็นที่ใดมาก่อน แน่นอนว่าคงจะเป็ทักษะจากต่างโลก เคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยเพื่อเปลี่ยนแปลงทิศทางของแรง ถือว่าเป็ทักษะที่ใช้ประโยชน์และพลิกแพลงได้ในหลากหลายสถานการณ์ >
.
โอเกอร์พยายามมองหาเหตุผล ทว่ามันกลับมีบางสิ่งที่ตัวเขา้าใส่ใจมากที่สุด
.
< ไม่ผิดอย่างแน่นอน นั่นคือพลังมานา เพียงชั่วครู่ที่ท่านกวีใกล้จะััแขนของเรา พลังงานก็ได้ปกคลุมมือทั้งสองข้างของท่าน แต่แล้วทำไมกันล่ะ.. >
.
< ทำไมมันถึงมีสีเทา ? >
.
หลากหลายความคิดได้ปรากฏขึ้นมาอยู่ในหัวของโอเกอร์ แววตาของเขาแลดูเคร่งเครียด ชายผู้นี้จำต้องรู้บางสิ่งที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับพลังลึกลับของกวี
ทว่าเขากลับหยุดยั้งทุกความคิดให้ชะงักลง สองมือค่อย ๆ ดันตัวเพื่อลุกขึ้นยืน ครู่ต่อมาจึงเร่งฝีเท้าก้าวเดินมาหากวีพร้อมมุมปากได้แขวนรอยยิ้มเอาไว้บางๆ
“ยินดีด้วยครับ ไม่นึกเลยว่าผมจะพ่ายแพ้ได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ ไม่ทราบว่าการโจมตีเมื่อครู่เรียกว่าอะไรครับ ?”
เสียงของโอเกอร์ถูกเปล่งขึ้นพร้อมมือขวายื่นออกไปอย่างเป็มิตร
ชายผู้นี้ช่างคู่ควรแก่ชื่อยอดนักรบ แม้ว่าตนจะแข็งแกร่งและเป็ที่น่านับถือในหมู่ลูกน้อง ทว่าเมื่อยามใดที่เขานั้นสิ้นท่าให้แก่ฝ่ายตรงข้าม ตัวโอเกอร์กลับน้อมรับความพ่ายแพ้โดยไม่ถือตัว
คำพูดของเขาไร้ซึ่งเจตนามุ่งร้ายใดๆ ทำให้กวีจึงตื้นตันใจอย่างไม่รู้สาเหตุ มือขวาพลันยื่นออกไปเพื่อจับมือกับโอเกอร์ด้วยท่าทีอันนอบน้อมและถ่อมตน
“ไม่เลยครับ ผมเทียบอะไรไม่ได้กับคุณแม้แต่น้อย เพราะหากคุณโอเกอร์ใช้พลังทั้งหมดที่มี ตัวผมก็คงจะพ่ายแพ้อย่างหมดรูปไปแล้ว ส่วนคำตอบสำหรับคำถามเมื่อครู่ ท่วงท่าที่ผมพึ่งใช้ไปเรียกว่าไอคิโด้ครับ”
ทุกสายตาของบรรดาผู้ชมต่างจับจ้องไปที่กันและกัน สีหน้าของเขาแลดูงุนงง ไม่มีผู้ใดที่ล่วงรู้ถึงศาสตร์ลึกลับที่กวีพึ่งเอ่ยไป
“ไอคิ- อะไรนะ เฮ้พวก แกรู้จักรึเปล่า ?”
“ไม่เลยว่ะ เ้าหนูนั่นมันพูดอะไรของมัน ชั้นเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”
เหล่านักรบของแอนนาริเริ่มบทสนทนาโต้ตอบ ทว่าคงมิใช่เื่แปลก เพราะศาสตร์การต่อสู้ดังกล่าวมีพื้นเพมาจากโลกใบเดิมที่กวีเคยอยู่
“เอาล่ะๆ! เวลาสนุกของพวกนายหมดลงแล้ว ทีนี้ก็กลับไปทำงานกันซะ เราไม่ได้มีเวลาทั้งวันกันหรอกนะ !!”
เสียงของแอนนาดังก้องกังวาน พลันสิ้นเสียงของนายหญิง เหล่านักรบทั้งหลายก็หาได้หลงเหลือทางเลือกใดอื่น สองเท้าเร่งมุ่งตรงไปตามทางของตน เพียงในหนึ่งนาที ณ ลานกว้างแห่งนี้ก็เหลือรูปลักษณ์ของมนุษย์แค่เพียงสามคน
หน้าที่หลักของเหล่าทหารคือการคุ้มกันนายหญิงของตน สิ่งที่ควรพึงกระทำจึงมีไม่กี่อย่าง หนึ่งคือการเฝ้ายามรอบค่ายพักแรม สองคือการเดินตรวจตราในยามค่ำคืน สามคือการล่าสัตว์อสูรเพื่อเพิ่มเสบียง หากมีโอกาสก็นำอวัยวะของพวกมันไปแลกเปลี่ยนเป็เงินตราที่เมืองรอบนอก
“ท่านกวีไปพักก่อนเถอะครับ ตอนนี้ผมมีเื่สำคัญต้องคุยกับท่านแอนนา”
สีหน้าของโอเกอร์แปรเปลี่ยนไปในขณะที่ว่ากล่าว เช่นเดียวกันกับองค์หญิง เมื่อถ้อยคำสิ้นสุดลง ทั้งสองก็จึงหายลับเข้าไปในที่พักแรมของแอนนากันเพียงสองคน
จำต้องมีเื่บางอย่างที่สำคัญที่มิอาจให้ผู้ใดล่วงรู้ ยกตัวอย่างเช่น..
‘เื่ของชายที่มีนามว่าซิลเวอร์’
ถึงกระนั้น เื่นี้ก็หาใช่สิ่งที่คนนอกเช่นกวีควรเข้าไปยุ่ง
“เอาเถอะ ถ้าท่านแอนนาอยากจะเล่า เดี๋ยวเธอก็คงเล่าให้ฟังเอง ตอนนี้เรารีบไปช่วยคนอื่น ๆ ทำงานดีกว่า”
สิ้นเสียงของเขา สองเท้าก็จึงมุ่งไปยังทิศทางที่มีเหล่าพลทหารในทันที
สัตว์อสูรร่างั์ได้ถูกแล่ออกเป็ส่วนๆ เหล่าพวกพ้องของแอนนาทุกคนปฏิบัติตัวกับเขาอย่างเป็มิตร อาจเป็เพราะการต่อสู้เมื่อครู่นี้ ทำให้กวีจึงเป็ที่รู้จักในวงกว้างเพียง่เวลาไม่นานนัก
รูปลักษณ์ของสัตว์อสูรมีความคล้ายคลึงกับสุนัขจิ้งจอก ขนสีเทาปกคลุมอยู่ทั่วกายของมัน เหนือศีรษะมีเขาคู่ใหญ่สีทมิฬ ร่างกายของมันใหญ่โตราวช้างตัวหนึ่ง มันคือสัตว์อสูรท้องถิ่นที่มีนามว่าจิ้งจอกทะเลทรายั์
บนโลกใบนี้มิได้มีเพียงเผ่ามนุษย์ที่อยู่ ณ จุดยอดสุดของห่วงโซ่อาหาร ยังมีเหล่าสัตว์อสูรที่โลกมาั้แ่ก่อนที่มนุษย์จะเริ่มก่อร่างสร้างรากฐาน โดยพวกมันได้ถูกแบ่งแยกออกเป็สองประเภท
หนึ่งคืออสูรท้องถิ่น
สองคืออสูรดันเจี้ยน
ทะเลทรายอาวาเลสคือแหล่งรวมสัตว์อสูรท้องถิ่นั้แ่ระดับหนึ่งจนถึงสาม ทว่ากลับมิได้เป็ที่นิยมมากเท่าใดนัก ด้วยเวลา เงินทอง และแรงกายที่สูญเสียไป ทะเลทรายอาวาเลสจึงมีเพียงนักบุกเบิกฝึกหัดที่เดินทางเข้ามาเพียงเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์
แต่ก็ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทะเลทรายอาวาเลสจึงเป็แหล่งกบดานที่ผู้ใดจะไม่ชายตามองมา
ถึงกระนั้น มันก็มีกลุ่มคนอีกหลายกลุ่มซึ่งมีความคิดในทำนองเดียวกัน จึงมีกลุ่มโจรอีกหลายชื่อที่ยามนี้กำลังกบดานมิได้แตกต่างไปจากพวกเธอ
กวีเฝ้ารับฟังเื่เล่าจากเหล่าทหารอย่างเพลิดเพลิน แต่แล้วกลับมีหนึ่งคำถามได้ปรากฏขึ้นมาในหัวอย่างฉับพลัน
“เท่าที่ผมฟังมา คุณโอเกอร์เองก็เคยเป็นักบุกเบิกมาก่อนใช่ไหมครับ ?” เมื่อนั้นกวีจึงเร่งเอ่ยถามกลับไปในทันที
“ถูกต้อง” แล้วหนึ่งในทหารก็ได้เร่งเอ่ยตอบ “ก่อนที่ท่านโอเกอร์จะได้หลบหนีมากับแอนนาเมื่อราวสองปีก่อน ตัวท่านเคยเป็ถึงนักบุกเบิกระดับทองขั้นที่หนึ่ง ซึ่งสัตว์อสูรที่พวกเราล่ามาได้ทั้งหมดล้วนเป็ฝีมือของท่านโอเกอร์ ลำพังพวกเราย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้กับพวกมัน ช่างโชคดีจริง ๆ ที่มีท่านคอยอยู่ข้างกายของพวกเรา”
นักบุกเบิกมีตัวตนและถูกจ้างวานโดยสมาคมนักบุกเบิก ไม่เพียงแค่ล่าสัตว์อสูร ยังมีผู้คนอีกมากมายที่้าไหว้วานพวกเขาให้จัดการปัญหาต่างๆ เช่นการกวาดล้างกลุ่มโจร สำรวจสถานที่ลับแล หรือแม้แต่การทำหน้าที่เป็คนคุ้มกัน ถึงกระนั้นทุกภารกิจจำต้องมีตัวแทนของสมาคมเป็ผู้คัดกรองเสียก่อน
นักบุกเบิกถูกแบ่งออกเป็แปดระดับ เริ่มต้นจากล่างสุดไปยังจุดที่สูงที่สุด
ระดับที่หนึ่งคือระดับทองแดง
ระดับที่สองคือระดับเงิน
ระดับที่สามคือระดับทอง
ระดับที่สี่คือระดับทองคำบริสุทธิ์
ระดับที่ห้าคือระดับทองคำทมิฬ
ระดับที่หกคือระดับเพชร
ระดับที่เจ็ดคือระดับออบซิเดียน
และระดับสุดท้ายก็คือระดับแร่อดามันทิก้า
มิได้มีเพียงเท่านั้น แต่ละระดับจะมีระดับขั้นแยกย่อยอีกห้าขั้น ยิ่งเป็ระดับที่สูงขึ้นไป การเลื่อนจากระดับเดิมไปสู่อีกระดับจะยิ่งทวีคูณความยากขึ้นไปอีกเท่าตัว
ถึงกระนั้น เมื่อเทียบกับผลตอบแทนและชื่อเสียงที่ได้รับ ก็นับได้ว่าเป็การลงทุนลงแรงที่คุ้มค่าไม่น้อย
ความสนใจของกวีในเื่นักบุกเบิกยิ่งเพิ่มทวียิ่งขึ้นไปอีก หากไม่นับเื่ที่ตนถูกทรมานอย่างแสนสาหัส โลกใบนี้ก็คือสถานที่ซึ่งเปรียบได้ดังเกมแฟนตาซี ยังมีอีกหลายสิ่งที่น่าจับตามองและคู่ควรแก่การค้นหา
ราวครึ่งค่อนวันต่อมา
ดวงตะวันที่เคยลอยเด่นอยู่เหนือศีรษะเมื่อยามบ่าย ขณะนี้มันเริ่มร่วงโรยพร้อมท้องนภาได้เริ่มแปรเปลี่ยนเป็สีดำ
กวีและเหล่าทหารราวห้าคนนั่งล้อมรอบกองไฟ ถึงกระนั้น แอนนาและโอเกอร์กลับยังไม่ออกมาจากที่พักแรม ภายในสถานที่เร้นลับยังมีแสงไฟกะพริบอยู่
กวีจ้องมองไปยังที่พักแรมของแอนนา ในใจเฝ้าคิดพลางรู้สึกฉงนสงสัย
“ซิลเวอร์คือใครกันแน่ครับ ?”
ได้ยินชื่อของชายแปลกหน้าจากปากของกวี เหล่าทหารทั้งห้าคนต่างก็จดจ้องมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง
ทันใดนั้น พลทหารนายหนึ่งก็ได้ยื่นหน้าเข้ามาพร้อมเปล่งเสียงกระซิบ
“อย่าไปบอกท่านแอนนาว่าพวกเขาบอกนายล่ะ”
กวีเร่งพยักหน้าในทันที
“แรกเริ่มเดิมที พวกเราทั้งหมดคือทหารของประเทศนอทัส พวกเราได้ร่วมทางกับท่านแอนนา โดยมีท่านโอเกอร์และท่านซิลเวอร์เป็ผู้หว่านล้อมพวกเราภายหลังการหลบหนี คนที่ชื่อซิลเวอร์ก็ไม่ได้ต่างไปจากท่านโอเกอร์ ทั้งสองคือนักบุกเบิกระดับทองขั้นที่หนึ่ง”
เมื่อสิ้นเสียง ชายอีกคนหนึ่งก็ได้เริ่มพูดต่อ
“การหลบหนีไปได้ด้วยดี พวกเรากบดานที่ทะเลทรายอาวาเลสมาร่วมสองปี จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อราว ๆ หนึ่งปีก่อน ท่านแอนนาได้ออกไปทำธุระข้างนอกกับทั้งสองคน ไม่มีใครในหมู่พวกเรารู้ว่าพวกท่านไปที่ไหน แต่เมื่อตกเย็น กลับมีเพียงท่านซิลเวอร์ที่กลับมาเพียงลำพังในสภาพที่มีาแฉกรรจ์คล้ายถูกคมดาบเชือดเฉือนที่กลางอก”
ชายคนนั้นหยุดพูดเพื่อจิบน้ำ ทำให้ชายอีกคนข้าง ๆ จึงเป็ฝ่ายพูดต่อ
“ชั้นเองก็อยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้นเหมือนกัน สีหน้าของท่านซิลเวอร์แลดูลุกลี้ลุกลน เขาแทบไม่สนใจาแด้วยซ้ำ เขาเอาแต่วิ่งมาไม่สนใจอะไร พร้อมกับพูดอะไรสักอย่างประมาณว่า..”
‘ท่านแอนนากับโอเกอร์กำลังแย่ ไม่ต้องเป็ห่วงชั้น พวกนายรีบไปช่วยพวกเธอซะ !!’
เหล่าทหารจ้องหน้ากันสักครู่หนึ่ง สีหน้าของพวกเขาราวกับกำลังหนักใจ กระนั้นแลดูว่าเื่ราวนี้จะมิได้จบลงเพียงเท่านี้
และแล้วชายอีกคนก็เริ่มเอ่ยพูด
“เมื่อได้ยินดังนั้น พวกเราทุกคนจึงเร่งออกไปช่วยเหลือด้วยกำลังพลทั้งหมดที่มี แต่แล้วเมื่อเดินทางไปได้ราวหนึ่งไมล์ พวกเรากลับพบท่านแอนนาและท่านโอเกอร์ ทั้งสองไม่ได้มีาแใดๆ มิได้มีผู้ใดไล่ตามมา เพียงแต่ท่านแอนนากลับวิ่งตรงเข้ามาหาพวกเราด้วยความโกรธพร้อมกับกล่าวว่า..”
‘ไอ้ซิลเวอร์อยู่ที่ไหน ?!!’
กวีเริ่มต้นครุ่นคิด เพราะหากสิ่งที่พลทหารเหล่านี้พูดมาเป็ความจริง นั่นก็อาจเป็่เวลาให้หลังนับจากที่ตัวเขาเดินทางมาถึงโลกใบนี้แล้วก็ได้
หลายสิ่งหลายอย่างได้ถูกประมวลผลอยู่ในหัวของเขา แต่แล้วกลับพบข้อเท็จจริงข้อที่น่าใ
“ผมอยากจะถามอะไรสักหน่อย” เสียงของกวีถูกเปล่งขึ้นเพื่อเอ่ยถาม “ในวันที่เกิดเื่ ไม่ทราบว่ามีเหตุการณ์อื่นเกิดขึ้นด้วยไหมครับ ยกตัวอย่างเช่น..”
‘มีใครบางคนถูกตรึงกางเขนอยู่ ณ ใจกลางที่สาธารณะ’
พลันสิ้นสุดคำเอ่ยถามของกวี เหล่าทหารจึงเหลียวมองกันอยู่ครู่ใหญ่ สักพักหนึ่งในนั้นก็เริ่มต้นพูด
“ดูเหมือนว่าจะใช่ พวกเราบางส่วนที่เข้าไปในเมืองข้าง ๆ ก็ได้ยินข่าวมาเช่นกัน ว่ามีชายปริศนาถูกจับตรึงบนไม้กางเขนที่ประเทศอินดูเอล ตอนแรกที่ได้ยินก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน เพราะั้แ่สนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนถูกร่างขึ้น กฎหมายด้านการทารุณกรรมก็มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี”
พอได้ยินเช่นนั้น พลทหารอีกคนก็จึงพูดเสริมว่า
“ก็คงไม่แปลก เพราะในบรรดาสามค้อนแห่งกูรันก้า ประเทศอินดูเอลขึ้นชื่อเื่การนับถือศาสนาที่เคร่งครัด และยิ่งตัวการคือจ้าวลัทธิฮูโม่ด้วยแล้ว ถึงจะเป็เื่ที่ผิดแปลกแค่ไหน ยังไงพวกชาวบ้านก็ยอมเชื่อกันอยู่ดี แต่ก็แปลกนะ เพราะไม่มีใครรู้จักหรือเคยเห็นหน้าค่าตาของเด็กหนุ่มที่ถูกแขวนอยู่บนไม้กางเขนเลยสักคน ยิ่งอยู่สูงขนาดนั้น คงไม่มีทางเห็นหน้าชัด ๆ ได้อยู่แล้ว”
แลดูว่าจะมีบางสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ในวันนั้นองค์หญิงแอนนาและผู้พิทักษ์ทั้งสองคงลอบเข้าไปเพื่อช่วยเหลือกวี
เมื่อนำข้อมูลและหลักฐานมาประกอบให้เป็รูปเป็ร่าง อาจเป็ไปได้ว่าหนึ่งคือการหักหลังของซิลเวอร์ และสองคือการลักลอบเข้าช่วยเหลือกวี ทั้งสองเื่อาจมีบางสิ่งที่เชื่อมโยงเข้าหากัน
.
< ถ้าทุกอย่างเป็อย่างที่เราคิด เป้าหมายของทั้งสามคนก็คือการช่วยเหลือเรา แต่ท่านแอนนาไม่ใช่คนโง่ การที่ทั้งสามคนไปอยู่ที่ประเทศอินดูเอลในวันที่เราถูกจับตรึงกางเขน ก็แสดงว่าท่านแอนนาจะต้องเตรียมแผนช่วยเหลือเอาไว้แล้วอย่างแน่นอน แต่เพราะอะไรกันล่ะ ทำไมซิลเวอร์จึงเลือกทรยศ ในวันนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ? >
.
กวีพยายามเค้นสมองเพื่อครุ่นคิดอะไรต่อมิอะไรอยู่ในหัว แต่แล้วทุกการขบคิดกลับหยุดชะงักลงในฉับพลัน เมื่อเสียงของแอนนาได้ก้องกังวานขึ้นมาจากบริเวณด้านหลัง
“หยุดเล่าเื่ของคนพรรค์นั้นให้ท่านกวีฟังได้แล้ว นี่ก็ถึงเวลาเย็นแล้ว รีบไปเตรียมอาหารซะ !”
สิ้นเสียงของเธอ เหล่าทหารทั้งห้าพลันเร่งลุกขึ้นยืน เพียงไม่นานทั้งหมดก็เร่งปลีกตัวออกไปโดยปราศจากถ้อยคำโต้แย้งใด ๆ