อันเยว่ออกแรงเข็นรถไล่ตามไปข้างหน้าอย่างเหนื่อยหน่ายด้วยสีหน้าคับแค้นใจ ในยามที่บุรุษสองคนนี้อยู่ด้วยกันพวกเขาจะเป็นพี่น้องที่สนิทสนม เพียงแต่พี่น้องคู่นี้สนใจแต่ตัวเอง ไม่มีใครหันกลับมามองนางเลย
นางพยายามเข็นรถเพื่อตามพวกเขาไปด้วยความยากลำบาก แต่ไล่ตามอยู่นานก็ไม่ทันเสียที นางที่เหนื่อยหอบจึงมองพวกเขาสองคนเดินไกลออกไปเรื่อย ๆ
“ซูจือฉือ! กู่หยาง! พวกเจ้าหยุดเดี๋ยวนี้!”
กว่าจะนั่งรถม้ากลับมาถึงบ้านตัวเองได้ไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อมองกำแพงด้านนอกที่ชำรุดทรุดโทรมอันเยว่ก็ส่ายหน้าอย่างจนปัญญา นึกไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่ากำแพงดินนี้จะดีกว่าไม่มีอะไรเลย
ช่องที่แตกชำรุดทรุดโทรมนั้นคนสามารถผ่านไปได้อย่างสบาย ๆ ประตูใหญ่ที่ปิดอยู่ไม่ไกลนั้นจึงมากเกินความจำเป็น
“ยังไม่เข้าไปอีก?”
กู่หยางเหลือบมองอันเยว่เล็กน้อย ท่าทีของเขาต่างไปจากเมื่อก่อนหน้านี้มาก โดยไม่มีใครบอกถึงสาเหตุได้เลยจริง ๆ
“ในฐานะซานหลางจวิน หรือเจ้าไม่รู้ว่าต้องเข็นข้าเข้าไป?”
“วุ่นวายชะมัด”
กู่หยางพูดเยอะกว่าปกติเล็กน้อย แม้เขาจะบ่น แต่ก็ดีกว่าในยามปกติที่เงียบและพูดถากถางแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
ทันทีที่รถถูกเข็นเข้าไปในลานกว้างหน้าเรือน ร่างของนางก็สะเทือนจนเกือบหัวทิ่ม เขาไม่อ่อนโยนเหมือนซูจือฉือเอาเสียเลย
“พวกเจ้าไปไหนมา? เห็นออกไปกันทั้งวัน?”
“ไปดูที่หมู่บ้านมา”
กู่หยางตอบ จากนั้นก็ทิ้งอันเยว่ไว้ลำพังที่ลานกว้างหน้าเรือน นางมองเซียวสิงเยี่ยน แต่เซียวสิงเยี่ยนกลับเบนสายตาไปทางอื่นโดยไม่รู้ตัวและเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ “ข้าทำอาหารเสร็จแล้ว มากินสิ”
“เช่นนั้นต้องขอบใจต้าหลางจวิน ที่มากความสามารถของข้าแล้ว ช่างเอาใจใส่จริง ๆ”
“…”
เซียวสิงเยี่ยนทำสัญญาณมือเป็นเชิงห้าม ซึ่งเป็นการตอกหน้าคำพูดประโยคหลังของอันเยว่
นางหัวเราะอย่างเก้อกระดากเล็กน้อย “รบกวนต้าหลางจวินเข็นข้าเข้าไปที”
สีหน้าของเซียวสิงเยี่ยนดำทะมึนและน่ากลัวมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาเดินไปที่ด้านหลังอันเยว่ แต่ทันทีที่มือของเขาแตะรถเข็นเขาก็โน้มตัวแล้วกระซิบข้างหูอันเยว่ “หากเจ้าเรียกข้าว่าต้าหลางจวินอีกละก็ ระวังขาอีกข้างของเจ้าให้ดี”
อันเยว่รีบเอามือบังขาอีกข้าง ช่างเป็นชายที่ไร้อารมณ์ขัน ผู้ชายพรรค์นี้ ไม่รู้ว่าผู้หญิงแบบไหนที่ตาบอดอยู่ร่วมกับเขาได้
“เช่นนั้นเรามาคุยธุระสำคัญอีกหนึ่งเรื่อง กำแพงพังขนาดนี้แล้ว ก็ควรหาคนมาซ่อมแซมสักหน่อย เอาเป็นว่า ข้าจะวาดแบบแล้วให้เจ้าหาคนมาทำ”
“ได้”
อันเยว่เบะปาก นี่นางขอความคิดเห็นจากเขาหรือ? เห็นได้ชัดว่าเป็นคำสั่งต่างหาก!
ช่างเถอะ ช่วงเวลานี้อดทนไปก่อน เมื่อนางสามารถอกผายไหล่ผึ่งได้แล้วจริง ๆ ก็ค่อยไล่พวกเขาเหล่านี้ออกไปทีละคน!
หลังจากพักฟื้นอยู่ที่บ้านมานานกว่าสองเดือน อันเยว่ตื่นนอนตั้งแต่เช้า นางลูบคลำขาของตัวเองก็ไม่รู้สึกอะไรแล้ว เพียงแต่ไม่กล้าแตะพื้นนาน ๆ เพราะไม่รู้ว่ามันฟื้นตัวถึงระดับไหนแล้ว
สองเดือนมานี้ แม้สามีทั้งสี่จะไม่ถึงขั้นทะเลาะกับนาง แต่ก็ไม่ได้แสดงสีหน้าที่ดี ถึงกระนั้นแค่ทุก ๆ วันได้อยู่อย่างสงบสุขก็ดีมากแล้ว
นางทดลองวางขาลงบนพื้นก็ไม่รู้สึกอะไรมาก เมื่อออกแรงเล็กน้อยก็ไม่รู้สึกเจ็บแล้ว
“ฮูหยิน ตื่นหรือยัง?”
เสียงของซูจือฉือดังขึ้นที่หน้าประตู อันเยว่รีบนั่งลงบนเตียง นางจัดชายกระโปรงก่อนจะขานรับ “ตื่นแล้ว”
ทันทีที่พูดจบก็เห็นซูจือฉือเดินเข้ามา ทั้งยังมีคนตามหลังมาด้วยหนึ่งคน และในตอนที่นางกำลังประหลาดใจ จู่ ๆ หลิวฟางก็ยื่นศีรษะออกมาพร้อมหัวเราะคิกคัก
“ตะวันโด่งฟ้าแล้ว เจ้ายังต้องให้สามีมาปลุกอีก”
“ขาของข้าเจ็บ เวลาปกติไม่มีอะไรทำ ก็ไปดูว่าสบู่คืบหน้าถึงไหนแล้ว จากนั้นก็ไปดูร้าน เป็นงานที่เบามาก”
อันเยว่กวักมือเรียกให้หลิวฟางมานั่งที่โต๊ะ ซูจือฉือเดินมาข้าง ๆ อันเยว่อย่างรู้หน้าที่ เขาพยุงอันเยว่นั่งลงบนรถเข็น จากนั้นเข็นไปที่โต๊ะ
“ข้าก็เห็นว่าชีวิตของเจ้าช่วงนี้ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก สามีทั้งสี่ปฏิบัติกับเจ้าได้อย่าง…”
“อะแฮ่ม”
อันเยว่รีบกระแอม จากนั้นมองไปยังซูจือฉือ “ไปยกชามาให้แขกเถอะ”
ซูจือฉือแค่หลุบสายตา จากนั้นก้มหน้าก้มตาออกไปโดยไม่เอ่ยอะไร
ท่าทางก้มหน้าก้มตานี้ หากไม่รู้คงคิดว่าอันเยว่ยอดเยี่ยมมากเมื่ออยู่ที่บ้าน แต่แท้จริงแล้วก็แค่ภรรยาที่เพิ่งเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ในใจของทุกคน
ความจริงแล้วคือไม่มีประโยชน์ใด ๆ
“สองเดือนแล้วที่เจ้าหายไป สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ที่ข้ากลับมาครั้งนี้ก็เพื่อเรื่องนี้แหละ อันที่จริง ข้าไม่รู้จะบอกเจ้าอย่างไรดี เจ้าน่ะ คือผู้ที่มาช่วยชีวิตข้าจริง ๆ”
หลิวฟางจับมืออันเยว่ น้ำตาแห่งความตื่นเต้นคลอหน่วย และริมฝีปากของนางก็สั่นเครือ
“เจ้าไม่รู้หรอก หลังจากที่ข้าทำให้ร้านปิดกิจการไปสองแห่งเมื่อคราวก่อน ท่านแม่ก็เกือบไล่ข้าออกจากบ้าน แต่ครั้งนี้สบู่ของเจ้าช่วยชีวิตข้าไว้ ขายสบู่แค่อย่างเดียว ตอนนี้ข้าทำเงินได้มากมายเลยละ”
หลิวฟางยิ่งพูดยิ่งตื่นเต้น ทั้งยังมีริ้วแดงบนแก้มทั้งสองข้าง ใบหน้าที่บานเป็นกระด้งของนางช่างทำให้คนประหลาดใจได้จริง ๆ
“เจ้าขายสบู่ไปก่อนเถอะ แต่ข้ามีอะไรจะบอก หากเจ้าซื้อสบู่ของครอบครัวอื่น เจ้าห้ามใช้ชื่อลี่เจี๋ยของครอบครัวข้าเด็ดขาด สูตรลี่เจี๋ยของครอบครัวข้ามีส่วนผสมโดยเฉพาะ ซึ่งบางอย่างที่ข้าใช้คนอื่นไม่สามารถเลียนแบบได้ หากเกิดอะไรขึ้นข้าจะไม่ให้อภัยเด็ดขาด”
“ใช่ ๆ ข้ารู้ เจ้าลองคิดดูสิ ด้วยมันสมองของข้า ข้าเอาสบู่จากเจ้าไปขายที่ร้านของเรา เมื่อสินค้าไม่พอก็มาเอาเพิ่ม เช่นนี้ข้าจะไปเอาของปลอมจากที่ไหนเล่า?”
“ก็เพราะมันสมองที่เฉลียวฉลาดของเจ้าอย่างไรล่ะ เมื่อถึงคราที่ไม่รู้ว่าคนงานของเจ้าไปได้สบู่ราคาถูกมาจากที่ไหน จากนั้นก็สวมรอยเป็นลี่เจี๋ยของเรา เช่นนั้นจะเกิดปัญหาตามมา”
“นี่…”
หลิวฟางนึกไม่ถึงขั้นนี้เลย นางคิดถึงแต่ในมุมของตัวเอง
“บอกตามตรง เมื่อไม่กี่วันก่อนเกิดเหตุการณ์ที่คล้ายกันนี้ที่ฮวาตู มีคนลอกเลียนแบบสบู่ของข้า สบู่ที่ทำออกมาหยาบมากนั่นก็ทีหนึ่งแล้ว ทั้งทำร้ายมือและชุดที่ใส่ แล้วยังมาโวยวายที่บ้านข้าอีก”
เรื่องนี้ทำให้หลิวฟางตกใจมาก ไฉนถึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้?
“สวรรค์ รู้หรือไม่ว่าเป็นครอบครัวไหน?”
“ที่ฮวาตูยังมีใครอีกล่ะที่สามารถทำเรื่องแบบนี้?”
“ชุยต้าเหนียนหรือ?”
อันเยว่ยิ้มน้อย ๆ ซึ่งถือว่าเป็นการยอมรับในสิ่งที่หลิวฟางกล่าว ยามนี้นอกจากตระกูลชุยแล้วก็ไม่มีครอบครัวไหนที่สามารถทำถึงขั้นนี้ได้จริง ๆ
เพียงแต่ระยะนี้ชุยต้าเหนียนหายเข้ากลีบเมฆ ช่วงสองเดือนที่ผ่านมา นางไม่ได้มาสร้างปัญหา กลับทำให้อันเยว่รู้สึกเบื่อหน่ายเป็นที่สุด หากยังหวาดกลัวแม้กระทั่งคู่ต่อสู้เพียงคนเดียว เช่นนั้นแล้วยังจะมีอะไรให้ต่อสู้ในวันหน้าอีก
เมื่อนึกมาถึงตรงนี้อันเยว่ก็อดหัวเราะไม่ได้ ไม่แน่ว่านางอาจเป็นฝ่ายไปเยี่ยมสหายเก่า