“ถึงวันนี้ฝ่ายข้าศึกจะไม่มีผู้รอดชีวิตไปส่งข่าวออกไปภายนอก แต่อีกไม่นานพวกเขาก็จะรู้ว่ากองสำรวจกองหนึ่งหายไป เวลานั้นที่นี่จะไม่ปลอดภัย เราจำเป็ต้องหาคนมาช่วยปกป้องชาวบ้าน”
ซูหลางก้มหน้านิ่ง แววตาหนักใจ สถานการณ์ในหมู่บ้านหานเฉิงเวลานี้น่าเป็ห่วงแล้วจริงๆ “กว่าพวกเขาจะรู้ตัว ก็น่าจะราวสองหรือสามเดือน หรือหากพวกเขาส่งกองสำรวจมาเส้นทางนี้สองกองก็อาจเร็วกว่านั้น”
รองแม่ทัพเหวินลั่วอาศัยจังหวะที่ยังไม่มีใครกล่าวอะไรออกมาอีก พูดแทรกขึ้นมา "มีเื่ด่วนที่เราต้องจัดการก่อนในตอนนี้ มีชาวบ้านรวมกลุ่มกันประท้วงให้ทหารพาผู้อพยพออกไปจากหมู่บ้าน บางกลุ่มก็้าให้เราช่วยคุ้มกันเพราะพวกเขาไม่มีที่ไป…ตอนนี้ก็ยังสร้างความวุ่นวายกันไม่หยุด ท่านแม่ทัพจะให้ข้าจัดการอย่างไรดีขอรับ”
ในกระโจมเงียบงันราวกับคำถามนั้นถูกกลืนหายไปในอากาศ เซี่ยโม่เหวินไม่ตอบในทันที เขาลุกขึ้นช้า ๆ คว้าเสื้อคลุมสีเข้มปักลายเมฆขึ้นมาสวม จากนั้นเอื้อมมือหยิบดาบเล่มใหญ่คู่ใจมาถือไว้ในมือ
เขาเดินออกจากกระโจมไปด้วยแววตาที่ไร้อารมณ์ แต่ทุกอากัปกิริยากลับหนักแน่น น่าเกรงขามเกินกว่าจะมองออกว่าเขาเพิ่งผ่านศึกและยังาเ็อยู่
ด้านนอก ลานกลางหมู่บ้านยังเต็มไปด้วยเสียงะโโต้เถียงของกลุ่มชาวบ้านที่แตกออกเป็หลายกลุ่ม พอเห็นซูหลางเดินนำทหารอีกสี่นายเข้าสู่ลาน ทหารที่ควบคุมสถานการณ์อยู่พากันแหวกทางให้พวกเขา
เสียงโต้เถียงค่อย ๆ แ่ลงทีละน้อย ดวงตาหลายคู่เหลือบมองใบหน้าที่มีรอยแผลเป็พาดผ่านคิ้วของซูหลาง ความทรงจำถึงวันที่เขาฟันหมอผีตายเพียงดาบเดียว ทำให้หลายคนเผลอกลืนน้ำลาย ความเงียบคืบคลานเข้าครอบงำลานกลางหมู่บ้านทีละส่วน
จนกระทั่งมีเสียงสั่นเครือของผู้กล้าคนหนึ่งดังขึ้นทำลายบรรยากาศนั้น
“ข้าอยู่หมู่บ้านหานเฉิงมาั้แ่บรรพบุรุษ แต่ก่อนที่นี่เคยสงบสุข! ั้แ่พวกทหารเข้ามาขอหลบภัย ก็มีแต่จะนำความเดือดร้อนมาให้!”
เมื่อมีคนหนึ่งเริ่ม ก็มีอีกเสียงตามมา “เรามิได้เต็มใจรับผู้อพยพ แต่พวกท่านก็ยังพาคนมาเพิ่ม! เราจะอดตายกันอยู่แล้วนะ!”
“นายกองซู ขอร้องล่ะพวกท่านพาพวกผู้อพยพย้ายไปอยู่ที่อื่นกันเถิด อย่ามายุ่งกับพวกเราเลย ข้าอยากให้หมู่บ้านหานเฉิงกลับมาเป็เหมือนเดิม”
“ใช่! ออกไปให้หมด พวกเราไม่ต้อนรับ!”
สายตาหลายคู่เริ่มจับจ้องซูหลาง ราวกับรอให้เขาตอบโต้ นายกองหนุ่มขยับตัวเล็กน้อย แต่แทนที่จะเอ่ยวาจา เขากลับก้าวหลบ เปิดทางให้เงาร่างสูงใหญ่ด้านหลังปรากฏตัว
ชายผู้นั้นสวมเสื้อคลุมสีดำปักลายด้วยดิ้นไหมสีเงิน ที่เอวห้อยป้ายหยกแกะสลักอักษรเจิ้นอวิ้น เครื่องหมายของแม่ทัพผู้คุมเสบียงแห่งกองทัพหลวง ตำแหน่งที่ไม่เพียงดูแลเส้นทางยุทธปัจจัย แต่ยังหมายถึงอำนาจสั่งการเหนือกองคุ้มกันนับพัน
ว่ากันว่าเดิมทีเขามีหน้าที่ปกป้องวังหลวงและอารักขาฮ่องเต้ในวังหลวง แต่ไม่มีผู้ใดนอกจากเขาที่ฮ่องเต้ไว้ใจให้คุมหน้าที่นี้ได้ เขาจึงถูกส่งให้มารับเสบียงจากค่ายตะวันตกเพื่อส่งต่อไปยังกองทัพหลักเป็การชั่วคราว
แต่เป็เพราะค่ายทหารทางตะวันตกถูกข้าศึกตีฝ่าเข้ามายึดเสบียงไปทั้งหมด กองทัพหลักถูกตีแตก วังหลวงถูกเผาราบคาบ แม่ทัพเซี่ยเลยต้องมาหยุดอยู่ที่หมู่บ้านหานเฉิงแห่งนี้
ร่างสูงหยุดยืนตรงกลางลาน กวาดตามองผู้คนอย่างไร้อารมณ์ ไหล่กว้างและแผ่นหลังที่ตั้งตรงเต็มไปด้วยพลังอำนาจ เพียงแค่เขายืนอยู่ตรงนั้นนิ่งๆ ก็ทำให้จิติญญาของผู้คนถูกบดขยี้ด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็น
เสียงทุ้มหนักเอ่ยออกมาคำแรก
“หากผู้ใดปฏิเสธที่จะช่วยเหลือคนแคว้นเหยียนด้วยกัน ก็เท่ากับเป็ศัตรูของแคว้น สังหารให้หมด!”
สิ้นคำ ดาบของทหารที่ยืนอยู่โดยรอบถูกชักขึ้นพร้อมกัน ประกายจากดาบสะท้อนดวงตาหวาดผวาของผู้คนในลาน ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยอะไรออกมาอีก จนแม้แต่เสียงลมหายใจก็ยังดังเกินไป
คนทั้งลานพากันตระหนักทันทีว่า… ที่พวกเขาคิดว่านายกองซูหลางน่าเกรงขามแล้ว แท้จริงยังมีคนที่น่าหวาดกลัวยิ่งกว่า! เซี่ยโม่เหวินเปิดปากคำแรกก็ถึงกับเป็คำสั่งสังหาร!!
“ท่านแม่ทัพ! ไว้ชีวิตพวกเราด้วยเถิดขอรับ พวกเราไม่ได้คิดร้ายกับคนแคว้นเหยียน เพียงแต่พวกเรากลัว..”
“ใช่แล้วท่านแม่ทัพเมตตาเราด้วย หากไม่มีทหารอยู่ที่นี่ พวกข้าศึกก็จะไม่ทำร้ายชาวบ้านธรรมดาที่ไร้อาวุธอย่างเราหรอกขอรับ เหลือทางรอดให้พวกเราด้วย”
เสียงอ้อนวอนของคนกลุ่มหนึ่งดังขึ้นระงม ปะปนไปด้วยเสียงสาปแช่งจากคนอีกกลุ่มที่รุมต่อว่ากลุ่มคนที่เห็นแก่ตัว บ้างก็คร่ำครวญร้องขอเสบียงอาหารและน้ำวุ่นวายไปหมด
เซี่ยโม่เหวินขยับขาออกมาอีกเพียงครึ่งก้าว เสียงสนทนาก็ขาดหายราวกับมีมือมาบีบคอ เขากวาดตามองกลุ่มคนที่คุกเข่าอยู่กับพื้นก่อนเอ่ยช้า ๆ แต่ทุกคำหนักแน่นราวค้อนเหล็ก
“ผู้ที่ทำให้หมู่บ้านหานเฉิง และคนทั้งแผ่นดินต้องเดือดร้อน คือทหารแคว้นเหยียนและผู้อพยพจริงหรือ?”
ความเงียบปกคลุมไปทั่วลานอีกครั้ง
“ย่อมไม่ใช่!! คือศัตรูจากแคว้นหลัวซานต่างหาก!” เสียงของเขาดังขึ้นพร้อมแรงสะท้อนก้องในอกทุกคน
“แม้ว่าข้าจะพาทหารและผู้อพยพจากไปในวันนี้ แต่ยังมีคนของหลัวซานกว่าร้อยที่ถูกฝังไว้ที่นี่! พวกเ้าคิดว่าคนที่เหลือในหมู่บ้านหานเฉิงยังจะปลอดภัยอีกหรือ!”
แววตาหวาดกลัวของชาวบ้านค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็ความครุ่นคิด
“พวกเ้าบางคนอาจจะรู้ แต่บางคนคงไม่รู้ว่าด้านนอกนั่นเกิดอะไรขึ้นบ้าง!” เขาชี้มือออกไปทางนอกหมู่บ้าน “ถ้ากระจายตัวกันออกไป โอกาสรอดก็แทบจะไม่มีเลย! ชาวแคว้นเหยียนถูกทหารแคว้นหลัวซานมองเป็เพียงผักปลา สตรีถูกข่มเหง บุรุษและเด็กเป็เพียงเป้าธนูให้พวกเขายิงเล่น!!”
เสียงของเขากระแทกใจชาวบ้านทุกคน “เราต้องรวมกลุ่มกันไว้! ต้องปกป้องกันและกันถึงจะรอด! และพวกข้าจะไม่ทอดทิ้งผู้ใด!” เขาก้าวเข้ามาใกล้กว่าเดิม เสียงหนักแน่นชัดเจน “ข้าสัญญาว่าจะค้นหากองกำลังที่รอดพ้นจากาให้พบ และจะจัดหาเสบียงมาให้ทุกคน จนกว่าจะมั่นใจว่าเราทุกคนจะปลอดภัย!”
สายตาหวาดกลัวของทุกคนค่อย ๆ เปลี่ยนเป็ความมุ่งมั่น เสียงพึมพำตอบรับดังเบา ๆ จากหลายปาก ราวกับประกายไฟเล็ก ๆ ที่พร้อมจะลุกโชนในหัวใจของชาวบ้าน
……….
หลังจากควบคุมกลุ่มชาวบ้านให้สงบลงได้ เซี่ยโม่เหวินและทหารคนสนิททั้งสี่ก็กลับมาที่กระโจม
เซี่ยโม่เหวินนอนบนเตียง หมอทหารคนเดียวที่มีอยู่กำลังช่วยทำแผลให้เขาใหม่ แม้ไม่มียา ไม่มีสมุนไพรใด ๆ ท่านหมอก็พยายามจัดการให้อาการาเ็ของแม่ทัพใหญ่ไม่ลุกลามไปมากกว่านี้
ซูหลางยืนพิงโต๊ะ รองแม่ทัพเหวินลั่วอยู่ใกล้ ๆ พูดคุยกันด้วยน้ำเสียงต่ำ
“ควบคุมสถานการณ์ในหมู่บ้านได้แล้ว เราคงต้องรีบจัดการเื่เสบียงให้ได้ในเร็ววัน มิเช่นนั้นพวกชาวบ้านก็จะสร้างปัญหาให้พวกเราอีก” ซูหลางกล่าว
เซี่ยโม่เหวินพยักหน้า ช้า ๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคงแม้ร่างกายาเ็
“ส่งคนไปที่ค่ายตะวันตก ถึงเสบียงจะถูกปล้นไปจนหมด แต่ทหารที่นั่นย่อมต้องมีพื้นที่เพาะปลูก บางทีเราอาจเก็บเกี่ยวอะไรกลับมาได้บ้าง”
“ข้าจะไปที่นั่นเองขอรับ” ซูหลางอาสา
เซี่ยโม่เหวินพยักหน้าอนุญาตก่อนจะกล่าวต่อ “ภารกิจนี้เราต้องแยกกันไปทุกทิศทาง เป้าหมายคือหาเสบียง พาคนมาเข้าร่วม และค้นหากองกำลังที่เหลือรอดของฝ่ายเราให้เจอ"
เขาหยุดอีกครั้ง ทหารที่แข็งแรงยามนี้เหลือราวสองร้อยนายเท่านั้น ทำให้เซี่ยโม่เหวินตัดสินใจลำบาก "เราจะแบ่งทหารเป็ห้ากองเท่าๆ กัน ซูหลางมุ่งไปที่ค่ายตะวันตก เหวินลั่วเ้าพาทหารไปทางเหนือ จ้าวหย่งิไปทางตะวันออก เหอจิงไห่อยู่คุ้มกันหมู่บ้าน ส่วนข้าจะไปทางทิศใต้เอง”
ซูหลางเดินมาข้างเตียงพร้อมกับกดร่างของเซี่ยโม่เหวินให้นอนลง
“ในฐานะสหาย ข้าต้องเตือนเ้า! าแที่ท้องของเ้าฉีกขาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า วันนี้ก็ยังมีแผลใหม่เพิ่มขึ้นมาอีก หากยังฝืนต่อไป ชีวิตเ้าจะตกอยู่ในอันตราย”