มันเป็ความรู้สึกที่ราวกับทั้งร่างเป็ตะคริว
จู่ๆ…ดวงตาที่ปิดสนิทก็เบิกโพลงขึ้น
“อาาาาาาา”
ร่างเล็กลุกขึ้นมาจากพื้นฟูกกลิ่นอับชื้น เธอหันซ้ายหันขวา ความง่วงมลายหายไปในพริบตา สองมือเล็กกำลังลูบคลำที่คอของตนเอง
“อื้อ อื้อ!!!”
ไม่ว่าจะพยายามส่งเสียงพูดเท่าไหร่…ทุกอย่างก็เหมือนเดิม
“อือ อื้อ”
ยิ่งพยายามเปล่งเสียงให้เป็คำ ก็ยิ่งรู้สึกปวดตึงในลำคอราวกับไม่ชินกับมัน
“อี้ไอ่…(ที่ไหน?)”ใบหน้าเล็กหันมองรอบตัว ดวงตาเบิกออกเพราะความตื่นกลัว
แต่โชคดีที่ยังมีความทรงจำของร่างนี้ถาโถมเข้าสู่การรับรู้ของคนต่างภพ
ทุกอย่างชัดเจน ทั้งความรู้สึกและความทรงจำ…มันบอกว่าร่างนี้คือ ‘มี่อิง’ มีฐานะเป็ คุณหนูสามแห่งตระกูลหลิน
นางเป็ใบ้ และถูกทิ้งให้ดูแลตนเองเพียงลำพังมาตลอดที่เรือนท้ายจวน
มีบ่าวไพร่ไม่ซ้ำหน้าจะถูกเลือกให้มาดูแลนางบ้างเป็ครั้งคราว
และนานๆทีก็จะมีพี่ชายต่างมารดาแวะเข้ามาหาและแอบสอนหนังสือให้เธอ
นั่นเหมือนจะดี แต่เมื่อพวกพี่ชายกลับไป มารดาของพวกพี่ชายก็จะเดินทางมาลงโทษเธออย่างเงียบเชียบ ข้อหาทำให้พวกพี่ชายต้องสกปรกเพราะหายใจร่วมกับเธอ
มี่อิงนั้นจะได้รับเสบียงเป็ของแห้งทุกต้นเดือน เธอจะไม่ได้รับโอกาสให้กินของร้อนอย่างน้ำแกงหรือสำรับที่มาจากในครัวใหญ่ เพราะฉะนั้น หากอยากกินของร้อนก็ต้องทำเอง เธอต้องพึ่งพาตนเองเช่นนี้มาั้แ่ยามห้าหนาวปี
และยามนี้…ดันมีเสียงฝีเท้าของนางบ่าวดังขึ้นหน้าเรือน
มี่อิงคนใหม่ล่วงรู้ทันทีว่ามีบ่าวกำลังมาส่งเสบียงให้เธอ…
“คุณหนูสาม!!! ตื่นได้แล้ว!!!”
เสียงเรียกดังมาจากบริเวณหน้าเรือนหลังทรุดโทรม
แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยังไร้ซึ่งสัญญาณการตอบรับจากเ้าของเรือน มี่อิงไม่รู้จะตอบกลับไปเช่นไร เดิมทีเธอในชาติก่อนก็เป็เด็กสาววัย 17 ที่ช่วยพ่อแม่ขายน้ำเต้าหู้หน้าปากซอย
เธอชินกับการพบปะผู้คน แต่ไม่ชินกับโลกใบใหม่เช่นนี้
หัวใจของเธอเต้นดังแทบจะทะลุออกมา…
เธอกำลังเตรียมใจว่าหากทำตัวรู้ดีมากไปจะต้องถูกสงสัยแน่ เพราะฉะนั้นเธอเลยค่อยๆนั่งลงหน้าตรงหน้าประตู และส่องดูนางบ่าวที่กำลังะโเรียกอยู่หน้าเรือน
“คุณหนูมี่อิง!!!”
บ่าวผู้ส่งเสียงเรียกยืนเท้าสะเอวเรียกอยู่นาน มี่อิงคนใหม่กัดฟัน เพราะเดิมทีร่างนี้นั้นเป็คนใบ้ และคนใบ้นั้นได้ยินอะไรไม่ค่อยชัด หากนางออกไปตอนนี้อีกฝั่งจะต้องผิดสังเกตแน่ๆ
มี่อิงแอบมองนางบ่าวหน้าเรือนเริ่มกระชับย่ามที่เต็มไปด้วยเนื้อตากแห้ง
แต่จู่ๆบ่าวคนนั้นก็ทำท่าทีน่าสงสัย
…มือข้างที่ว่างเปล่ากำลังลุกลี้ลุกลนไม่รู้จะวางไว้ที่ไหน ส่วนใบหน้ากำลังหันซ้ายหันขวาเพื่อดูทางโล่ง
จากนั้น เมื่อนางบ่าวสังเกตเห็นว่ามี่อิงยังไม่ออกมาเสียที นางบ่าวจึงเริ่มหยิบเอาเนื้อตากแห้งจากย่ามขึ้นมาทีละชิ้น… ทีละชิ้น เพื่อนำมาซ่อนไว้ในกระเป๋าหน้าอกของตน
แต่ถึงอย่างนั้น ปากก็ยังไม่หยุดส่งเสียงเรียก
“คุณหนูมี่อิง ตื่นได้แล้วเ้าค่ะ!!!”
มี่อิงอ้าปากค้างมองนางบ่าวหัวขโมย
นางบ่าวเอ่ยเรียกแล้ว ก็ยังคงรีบยัดเนื้อตากแห้งไว้ในกระเป๋าหน้าอกของนางไม่ขาดสาย
ซึ่งเดิมทีเนื้อตากแห้งเหล่านี้เป็เสบียงตลอด30วันของมี่อิง แต่ยามนี้นางบ่าวกลับแอบแบ่งไปทั้งๆที่เรียกเธอไม่หยุด
มี่อิงกัดเล็บ…เธอใจหาย เพราะร่างนี้ต้องไม่มีที่ยืนในใจของผู้คนขนาดไหนถึงถูกรังแกเช่นนี้ได้
สายตาของมี่อิงหรี่มองการกระทำที่ไร้สำนึก หากมีเนื้อแห้งชิ้นใดหล่นลงพื้น นางบ่าวจะหยิบขึ้นมาใหม่ และใส่คืนลงไปในย่ามให้เธอแต่หากชิ้นไหนดูชิ้นใหญ่น่ากิน นางจะจุมพิตบนเนื้อนั่นอย่างอารมณ์ดีแล้วเก็บไว้กับตัว
มี่อิงกัดฟัน เธอทนไม่ไหวแล้ว เพราะนั่นคือเสบียงตลอดหนึ่งเดือนของเธอเชียวนะ
สองมือจึงทำการเลื่อนประตูเรือนเปิดออก…
มี่อิงพยายามอดกลั้นความอ่อนแอของร่างนี้ เธอปั้นหน้าเข้มแข็ง
แต่สิ่งที่อีกฝ่ายเห็นก็แค่ร่างของเด็กน้อยวัย 9 หนาวพร้อมสภาพที่ดูอิดโรย
“อื้อ อื้อ”มี่อิงชี้ไปที่เนื้อ เธอแสดงความเป็เ้าของผ่านทางสายตา
นางบ่าวสะดุ้งจนตัวโยนกับท่าทีและวาจาอื้ออึงของคุณหนูใบ้
มี่อิงเอียงคอ ยิ้มกริ่มขึ้นอย่างฝืนทน…เธอ้าบอกว่า ‘จะไม่ถือความ และให้คืนเนื้อแห้งทั้งหมดมาเสีย’
“อืนอา อ้าอะอืม (คืนมา ข้าจะลืม)”
แต่ราวกับนางบ่าวไม่รู้ดีรู้ชั่ว
ในหัวของข้ารับใช้นึกได้ว่าคุณหนูสามคนนี้ไม่มีน้ำหนักในใจของเหล่าฮูหยินและนายท่านก็จริง
แต่หากคุณหนูสามไปเขียนบอกความจริงเื่วันนี้กับเหล่าคุณชายจะต้องเป็เื่ใหญ่แน่ เพราะพวกคุณชายนั้นเมตตาคุณหนูสามที่เป็ใบ้เสมอ
นางบ่าวคิดว่าไม่ได้การแล้ว!!! พวกคุณชายนั้นไม่ธรรมดา
นางบ่าวเริ่มรู้สึกกังวลและหวาดกลัวจนขนลุก ขาของนางสั่นเทา
แต่วินาทีที่นางจ้องมองไปยังร่างของมี่อิง รอยยิ้มเย็นของนางบ่าวก็ปรากฏขึ้นมา…
“คุณหนูควรจะรอให้ข้าขโมยเนื้อเสร็จก่อนจะออกมานะเ้าคะ”
มี่อิงเอียงคอ…เธอรู้สึกไม่ดีกับสีหน้าของนางบ่าว
เลยทำการเดินออกมานอกเรือนแบบยืนหยัดว่านั่นคือของของเธอ
แต่ทันใดนั้น นางบ่าวก็ก้าวเท้าเข้ามาเผชิญหน้า…
การกระทำนี้ผิดวิสัยจนมี่อิงใจหาย เพราะถึงเมื่อก่อนจะถูกบ่าวมองด้วยสายตารังเกียจและขบขันมามาก แต่ร่างนี้ไม่เคยมีความทรงจำที่พวกบ่าวจ้องมองด้วยสายตาประทุษร้ายเช่นนี้ตรงๆเลย
บ่าวนางนี้ดูซูบผอม แต่ต่อหน้าเด็กน้อย9หนาวนั้นไม่ใช่เื่ยาก
นางบ่าวทำการจับรวบมือเท้าของมี่อิง และมัดเอาไว้ด้วยถุงเท้า
สายตาของนางบ่าวควานหามีดและอาภรณ์ นางกรีดมันเป็เศษผ้าขนาดเล็กและยาว จากนั้น ก็ใช้เศษผ้าเ่าั้มัดบริเวณปลายนิ้วมือ และปลายนิ้วเท้าของมี่อิงให้เืไม่ไหล
“ อื้ออออออ”
มี่อิงแดดิ้นสุดแรง แววตาตื่นตระหนก เธอไม่สามารถเป็อิสระจากการจับกุมของผู้ใหญ่ได้เลย แต่พยายามต่อสู้โดยการใช้หัวกระแทกร่างนางบ่าวนางบ่าวทุกครั้งที่มีโอกาส
เด็กหญิงตัวเล็กที่เป็ใบ้ ต่อให้พยายามกรีดร้องสุดเสียง แต่เสียงที่ออกมาก็มีเพียงเสียง ‘อือ อ้า’ที่ลำคอเท่านั้น นางบ่าววิ่งตัวปรี่ออกไปจากเรือนของมี่อิง หัวใจนางสั่นระริกตลอดเวลา
เพราะนอกจากจะกำลังตื่นตัวเพราะจะลงมือจัดการกับคุณหนูสามเพื่อลบความผิดของตน นางบ่าวคนนี้ยังเอาแต่คิดวนเวียนอยู่ในหัวว่าทำไม คุณหนูสามที่น่าเวทนาจึงไม่ร้องไห้เลย…
.
.
จนถัดมาเพียงครึ่งเค่อเท่านั้น…จวนของตระกูลหลินวุ่นวายราวกับมีคนฉวยแผ่นดินมากลับด้าน
บ่าวคนเดิมวิ่งไปทั่วจวนแล้วเอ่ยปากเื่ไม่สมควรออกมาราวกับท่องไว้แล้ว
“คุณหนูสามตัวร้อนนักเ้าค่ะ!!! ปลายนิ้วเป็สีม่วงคล้ำ!!! ไม่ดีแล้ว นั่นมันอาจเป็ไข้ป่าพิษที่ระบาดทางตอนเหนือเป็แน่”
นางะโจบก็กระทืบเท้าวิ่งเหมือนคนสติแตก ร่างผอมกระหร่องนิดเดียวเท่านั้น แต่ตอนวิ่งออกไป นางแทบจะะโเพื่อเรียกร้องความสนใจ
ผ่านเรือนแล้วเรือนเล่า…เหล่าคุณชายคุณหนูที่ได้ยินก็พากันมายืนลูบแขนขมวดคิ้วด้วยสีหน้าสั่นไหว
จนกระทั่งยามมาถึงหน้าเรือนหลังหนึ่ง ร่างของสตรีที่เป็ใหญ่รองจากนายท่าน เยื่องย่างออกมาจากเรือนนอนที่ใหญ่ที่สุดในจวน
“เกิดเหตุอันใดขึ้น?”
นางเอ่ยถามเสียงเย็น ั์ตาสีดำขลับจ้องเขม็งไปยังร่างนางบ่าว แต่ถึงอย่างนั้นกริยาสำรวมก็ยังไม่มีให้เห็น
นางบ่าวที่ถูกถามเผลอตัวยกยิ้มออกอาการดีใจกลับไปเสียอย่างนั้น …
แต่เมื่อถูกจ้องมองด้วยความสงสัยมากเกินไป นางบ่าวก็เปลี่ยนท่าทีทันที
“คุณหนูสามเ้าค่ะท่านฮูหยินเอก ร่างกายร้อนเหมือนฟืน ปลายนิ้วเป็สีม่วง อีกทั้งยามนี้ยังลุกขึ้นมาแล้วยังทำท่าจะโผมาหาข้าด้วย นางพูดอะไรก็ไม่รู้…อู้อี้ไปเสียหมด ข้าเกรงว่านางอาจเป็ไข้พิษที่เขาเลื่องลือกันเ้าค่ะ”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที…คุณหนูสามผู้ได้ชื่อว่าเป็ยัยคุณหนูขี้โรคไม่เอาไหนนั้น เดิมทีมีมารดาเป็นางคณิกาจากหอนางโลมเลื่องชื่อ แต่ทว่าเพราะการบำรุงร่างกายผิดธรรมเนียมของสตรีชั้นต่ำ จึงทำให้คนในจวนเชื่อว่า คุณหนูสามนั้นมีร่างกายอ่อนแอเพราะเืสกปรกของมารดา
มารดาของคุณหนูสามตายจากไปตอนให้กำเนิดนาง คุณหนูผู้นี้จึงได้รับการเลี้ยงดูแบบขอไปทีจากผู้เป็ใหญ่ในจวนตลอดมาจนถึงบัดนี้
นางหลับนอนในเรือนที่มีหลังคารั่วและอากาศเปียกชื้น ฟูกนอนก็ใช้ของพี่น้องต่างมารดาตอนวัยเยาว์ เสื้อผ้าอาภรณ์ก็ล้วนเป็ของเหลือใช้จากคุณหนูใหญ่ และคุณหนูรองที่เป็สตรีเพศเหมือนกัน
บรรยากาศในจวนเต็มไปด้วยความสับสน คุณชายใหญ่และคุณชายรองกำลังเตรียมเดินทางไปยังเรือนของคุณหนูสาม แต่ทว่าไม่ทันจะได้ก้าวเท้าออกไป ก็โดนบุตรสาวทั้งสองคนของฮูหยินใหญ่ก้าวเท้ามาสกัดกั้นเสียก่อน
ฮูหยินใหญ่ที่เห็นภาพนั้นก็รู้สึกเกลียดชังขึ้นมาทันตา…เพราะบุตรชายของฮูหยินรองมักจะสู่รู้ช่วยเหลือเด็กใบ้ที่นางเกลียดชัง จนต้องตำหนิไปหลายครั้งหลายครา
ฮูหยินใหญ่หันไปหาพวกบ่าวรับใช้ของนางทันที เพราะปล่อยไว้คงไม่ดีแน่ นางรู้สึกร้อนรนเพราะไข้พิษที่ว่านั้นอันตรายมาก แต่กลับรู้สึกโล่งใจที่คนที่เสี่ยงเป็ไข้พิษคือนางน้อยท้ายจวน
“พวกเ้าปกป้องกายให้มิดชิด แล้วไปจับมี่อิงใส่หีบไม้กับพร้อมกับเสบียงเสีย จากนั้นจึงค่อยทำการย้ายนางไปส่งที่กระท่อมชายป่าซะ ข้าจำได้ว่ามารดานางเคยที่ดินตรงนั้นเพราะชายอื่นเมตตาให้ ดังนั้นก็ส่งนางไปเสีย เพราะไข้พิษมิใช่เื่ที่จะชะล่าใจได้!!! อีกอย่าง หากเกิดอันตรายใดขึ้นมาจะไม่คุ้มเอา!!!”
คำพูดของฮูหยินใหญ่ทำให้เสียงฮือฮาดังขึ้นจากหลายทิศทาง
พวกบ่าวพากันก้มหน้า คิดในใจว่าไข้พิษร้ายอันตรายนัก!!! แต่คุณหนูสามที่ขลุกอยู่ยังเรือนท้ายจวนจะไปติดไข้ที่ว่ามาจากผู้ใดได้เล่า!!!?
นี่มันคือการขับไล่กลายๆไม่ผิดแน่ เดิมทีคุณหนูสามก็เหมือนหนามตำใจฮูหยินใหญ่ ั้แ่มารดาของคุณหนูสามจากไป นายท่านก็เหมือนบุรุษไร้รักไม่เคยมองผู้ใดด้วยสายตารักใคร่ ขนาดกับคุณหนูสามยังถูกนายท่านเกลียดชังเพราะเป็ต้นเหตุให้มารดาตกตายเลย
และยามนี้ นายท่านไปว่าราชการอยู่ในวังหลวง ต่อให้เขารู้ว่าคุณหนูสามไม่สบายเขาก็คงไม่ใส่ใจ
แต่หากคุณหนูสามเป็ไข้ธรรมดา นางก็จะต้องตกตายเพราะอยู่คนเดียวไม่ได้แน่ๆ
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่มีใครกล้าคัดค้านฮูหยินใหญ่ตรงๆอยู่ดี
หลายคนนึกสงสารคุณหนูสาม แต่ก็นึกขันเช่นกันที่ฮูหยินใหญ่ช่างตระหนี่ถี่เหนียวเหลือเกินที่คิดจะส่งคุณหนูสามไปตายยังกระท่อมท้ายป่า แต่กลับไม่มอบสมุนไพรสักชิ้นให้นางน้อย
“มี่อิงชมชอบข้าวโพดนัก…บ่าวข้าไปเตรียมการเถิด แบ่งสมุนไพรแก้หวัดให้นางด้วย”ฮูหยินรองเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงตา เหล่าบ่าวไพร่ที่ได้ยินเช่นนั้นล้วนปลาบปลื้มกับความเมตตาของนาง จนฮูหยินใหญ่ถึงกับขมวดคิ้วเคร่ง
ส่วนทางด้านฮูหยินสามนั้นกลับโคลงศีรษะไปมา…นางผู้นี้มองออกถึงเนื้อแท้ของเหล่าฮูเหยินด้วยกัน จึงไม่คิดเอ่ยสิ่งใดออกมา
จวนตระกูลหลินนั้นมีฮูหยินน้อยใหญ่อยู่ 3 นางด้วยกัน
แต่ละนางก็ล้วนมีลักษณะนิสัยต่างกันลิบลับ และทั้งสามคนต่างให้กำเนิดทายาทแก่ตระกูลหลินกันทั้งนั้น
อย่างคุณหนูใหญ่และคุณหนูรองของตระกูลหลินทั้ง 2 นาง พวกนางล้วนเป็บุตรที่เกิดจากการให้กำเนิดของฮูหยินใหญ่…เพราะใช่แล้ว ฮูหยินใหญ่ไม่มีบุตรชาย!!! ไม่ว่าพยายามแค่ไหนก็ไร้วี่แวว
ส่วนคุณชายใหญ่และคุณชายรองที่เอ็นดูมี่อิงนั้นเป็บุตรของฮูหยินรอง
และคุณชายสามที่ดำรงตนอย่างปลีกวิเวกไม่ใส่ใจผู้ใดคือบุตรของฮูหยินสาม
และแน่นอน มี่อิงคือคุณหนูสาม ผู้เป็บุตรสาวของฮูหยินสี่ผู้ล่วงลับ
ในยามนี้ ท่ามกลางการตัดสินใจของฮูหยินใหญ่ ไม่มีฮูหยินคนใดคัดค้านเื่ส่งมี่อิงไปไกล แม้จะมีคุณชายบางคนเมตตาอยากออกหน้าคัดค้านปกป้องมี่อิง แต่พวกเขากลับถูกมารดารั้งไว้ได้ทัน เพราะการออกหน้าขัดวาจาของฮูหยินใหญ่นั้นไม่เคยจบลงด้วยดี…
นางบ่าวคนเดิมมองบรรยากาศในจวนแล้วแสยะยิ้มทันที…ท่าทีโหวกแหวกโวยวายหายไป
นางเดินกลับไปยังเรือนท้ายจวนพร้อมรอยยิ้มที่แสนจะสบายอารมณ์