หลังจากตามเจิงจื่อโหยวไปร่วมงานทานอาหารกลางวันเนื่องในวันเกิดของเจิ้งซือซือแล้วตอนบ่ายสองครึ่งซูฮ่าวก็กลับมาที่คฤหาสน์ของตนเองแล้ว
ในเวลานี้เจิงจื่อโหยวอาศัยแค่หยกแกะสลักลายดอกกุหลาบของเขาก็สามารถระเบิดพลังการเสแสร้งได้
วิธีการเสแสร้งของเขานั้นทำให้ผู้คนคาดเดาไม่ได้ ไม่ทันตั้งตัวและรับมือไม่ทัน
ถ้าเขาจะเขียนนิยายยุคปัจจุบันสักเรื่อง ชื่อเรื่องจะต้องมีชื่อว่า ‘ถึงแม้ว่าคนอย่างเจิงจื่อโหยวจะต้องหิวตาย แต่ฉันก็จะไปตายเอาดาบหน้าและไม่มีทางเสแสร้งต่อหน้าพวกนาย’
ซูฮ่าวเลิกคิดฟุ้งซ่านแล้วหันมองไปทางคฤหาสน์ทันใดนั้นเขาก็พบว่าประตูนั้นถูกเปิดอยู่
“ที่บ้านมีแขกหรือ?” ซูฮ่าวเดินเข้าบ้านด้วยความสงสัย
ไป๋เหวินหลิงกำลังวางถ้วยชาสองถ้วยลงบนโต๊ะรับแขกในห้องโถงขนาดใหญ่
คนที่นั่งอยู่บนโซฟาฝั่งตรงข้ามคือชายหญิงคู่หนึ่ง
ฝ่ายชายอายุประมาณยี่สิบห้ายี่สิบหกปี สวมเสื้อผ้าหรูหรา ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มสง่างามหน้าตาหล่อเหลา
ส่วนฝ่ายหญิงอายุประมาณสามสิบเจ็ดสามสิบแปดปี สวมเครื่องประดับเงินและทองผิวพรรณได้รับการบำรุงเป็นอย่างดี แม้ว่าบนใบหน้าจะมีริ้วรอยเล็กน้อยแต่ความงามยังคงอยู่
เมื่อเห็นผู้หญิงคนนี้ซูฮ่าวก็ขมวดคิ้วมุ่นทันทีใบหน้ามีประกายความเย็นชาฉายชัดออกมา
ผู้หญิงคนนี้เป็นคุณป้าของไป๋เหวินหลิงที่มีชื่อว่า หวงตานกุ้ยชาติที่แล้วเธอแนะนำคุณชายตระกูลร่ำรวยให้กับไป๋เหวินหลิงอยู่เป็นประจำโดยไม่สนใจการหมั้นหมายของเขากับไป๋เหวินหลิงเลยปากก็อ้างว่าเพื่อความสุขของไป๋เหวินหลิง แต่ความจริงแล้วเธอรับเงินจากคุณชายเหล่านั้นเพื่อให้พวกเขาได้มีโอกาสพูดคุยกับไป๋เหวินหลิงแบบต่อหน้า
แม้ว่าเขาจะรังเกียจหวงตานกุ้ยมาก แต่เขาก็ยังเก็บสีหน้าได้ดีอยู่เสมอ
เมื่อเขาเห็นหวงตานกุ้ย เขาก็อุทานออกมาด้วยความตกใจว่า “คุณป้า มาได้อย่างไรครับเนี่ย?”
หวงตานกุ้ยกลับเหลือบสายตามองซูฮ่าวอย่างเฉยเมยและไม่พูดไม่จา
ไป๋เหวินหลิงที่อยู่ด้านข้างเห็นดังนั้นก็พูดออกมาเพื่อช่วยคลายสถานการณ์ที่ตึงเครียดว่า “ซูฮ่าว ช่วงนี้เป็นวันหยุดของคุณป้า ดังนั้นเธอจึงอยากจะมาเยี่ยมพวกเรา”
“อย่างนี้นี่เอง” ซูฮ่าวพยักหน้าจากนั้นก็หันไปมองทางผู้ชายที่อยู่ด้านข้างของหวงตานกุ้ยแล้วถามว่า “ท่านนี้คือ?”
หวงตานกุ้ยไม่แสร้งทำตัวเป็นใบ้อีกต่อไปเธอกล่าวแนะนำด้วยความภาคภูมิใจว่า “นี่คือหยวนเผิงคุณพ่อของเขาทำงานอยู่กับตระกูลมู่หรงซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำด้านสิ่งทอของเมืองไห่เป่ย โรงงานของเขากระจายตัวอยู่ทั่วเมืองไห่เป่ยมีทรัพย์สินทั้งหมดมากกว่าห้าพันล้านและคุณหยวนเผิงคือผู้สืบทอดเพียงคนเดียวของตระกูล”
ทันทีที่สิ้นเสียง หยวนเผิงก็เชิดหน้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจเขาลุกขึ้นยืนพร้อมกับยื่นมือออกมาแล้วพูดกับซูฮ่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ได้ยินชื่อเสียงของคุณซูฮ่าวมานานแล้ว แต่เพิ่งได้พบกันวันนี้ สมคำเล่าลือจริงๆ ”
แม้ว่าเขาจะพูดด้วยรอยยิ้ม แต่น้ำเสียงของเขาแฝงด้วยความประชดประชัน
“คุณหยวนเผิงชมเกินไปแล้ว นั่นมันก็แค่ข่าวลือเท่านั้น” ซูฮ่าวหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมือไปจับกับหยวนเผิง
หยวนเผิงส่ายหน้า “คุณซูฮ่าวถ่อมตัวเกินไปแล้วตั้งแต่คุณมาถึงที่ฉวนโจวผมก็ได้ยินเรื่องราว ‘ความกล้าหาญ’ ของคุณทุกวัน”
“สามารถทำให้คุณหยวนเผิงสนใจได้ ก็นับว่าเป็นเกียรติของผมแล้ว” ซูฮ่าวใช้กลยุทธ์ถอยเพื่อจับ ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ
หยวนเผิงไม่ได้พูดอะไรออกมาอีกเขาดึงมือกลับมาแต่ในแววตามีประกายเยาะเย้ยพาดผ่าน
คู่หมั้นของไป๋เหวินหลิงเป็นเพียงแค่ไอ้ขยะที่ดีแต่พูดจริงๆ ด้วย
เดิมทีหวงตานกุ้ยก็ไม่ได้เห็นซูฮ่าวอยู่ในสายตาอยู่แล้วจึงเชิญให้หยวนเผิงนั่งลง “หยวนเผิงนายเพิ่งมาบ้านเหวินหลิงเป็นครั้งแรกก็ทำตัวตามสบายเถอะ คิดว่าเป็นบ้านของตัวเองได้เลย”
“ขอบคุณคุณป้ามากครับ!” หยวนเผิงยิ้มอย่างมีมารยาท
ไป๋เหวินหลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอไม่ชอบคำว่า ‘คุณป้า’ ของหยวนเผิงมาก มันทำให้ดูเหมือนว่าเธอเป็นภรรยาของอีกฝ่ายแล้ว
“เหวินหลิง ที่ฉันพาหยวนเผิงมาในวันนี้ นอกจากจะมาเยี่ยมเธอแล้วประเด็นสำคัญคืออยากจะมาคุยเรื่องงานแต่งงาน” หลังจากจิบน้ำชาไปหนึ่งคำหวงตานกุ้ยก็พูดขึ้นมาอย่างตรงประเด็น
“พ่อแม่ของเธอให้ฉันเป็นคนจัดการเรื่องงานแต่งงานฉันคิดอยู่เสมอว่านี่มันเป็นเรื่องไม่ยุติธรรม ท้ายที่สุดแล้วเธอก็เป็นแค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเธอควรจะเลือกความสุขด้วยตัวของเธอเอง ฉันพูดถูกหรือเปล่า?”
ไป๋เหวินหลิงเข้าใจความหมายของหวงตานกุ้ยแล้วเธอกลอกตาแล้วหันไปจับมือซูฮ่าว
“คุณป้าคะ คุณไม่ต้องกังวลใจเกี่ยวกับเรื่องนี้หรอก ฉันกับซูฮ่าวรักกันดีพวกเรากำลังวางแผนจะแต่งงานกัน”
ทันทีที่พูดจบ คนทั้งสามภายในห้องโถงก็ชะงักค้างไป
ในแววตาของซูฮ่าวเต็มไปด้วยความมึนงง
เตรียมแต่งงาน?
นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?
ทำไมตัวเขายังไม่รู้อะไรเลย?
ใบหน้าของหยวนเผิงเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
หวงตานกุ้ยบอกว่าไป๋เหวินหลิงไม่ชอบซูฮ่าวไม่ใช่หรือเธอไม่ได้อยากจะยกเลิกงานหมั้นกับไอ้ขยะคนนี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันหรอกหรือ?
แล้วตอนนี้จะมาเตรียมจัดงานแต่งงานเนี่ยนะ มันคือเรื่องบ้าอะไรกัน?
มุมปากของหวงตานกุ้ยกระตุกขึ้น เธอหันไปมองทางไป๋เหวินหลิงด้วยความตกใจ “เหวินหลิง นี่กำลังล้อป้าเล่นอยู่ใช่ไหม?”
“คุณป้าก็รู้นิสัยของฉันดี” ไป๋เหวินหลิงมีสีหน้าจริงจัง
“คือว่า… ” หวงตานกุ้ยมองไปทางไป๋เหวินหลิงจากนั้นก็หันไปมองทางหยวนเผิงที่มีสีหน้าย่ำแย่เล็กน้อย ก่อนพูดโน้มน้าวว่า “เหวินหลิงสำหรับผู้หญิงแล้วการแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่มากจะเอาอารมณ์มาเป็นที่ตั้งไม่ได้เธอเป็นผู้หญิงที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ จะหาสามีที่มีความสามารถ มีความรับผิดชอบและเป็นที่พึ่งได้ ไม่อย่างนั้นชีวิตที่เหลืออยู่ของเธอจะต้องจมอยู่กับความทุกข์และเสียใจแน่นอน”
“เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องให้คุณป้าเป็นห่วง ฉันมองคนออก” จากนั้นเธอก็หันมาสบตากับซูฮ่าวแล้วพูดพร้อมรอยยิ้ม “ฉันคิดว่าซูฮ่าวจะเป็นสามีที่มีความสามารถ มีความรับผิดชอบและเป็นที่พึ่งได้ เขาจะทำให้ฉันรู้ว่าบนโลกนี้มีสิ่งที่ควรค่าแก่การอาลัยอาวรณ์และเขาจะเป็นผู้ชายที่ฉันพึ่งพาได้”
ตอนที่เธอพูดออกมานั้นก็ไม่มีท่าทางที่ฝืนใจแม้แต่น้อยเพราะภายในจิตใต้สำนึกของเธอบอกว่าซูฮ่าวเป็นคนเช่นนั้นจริงๆ
ครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ ซูฮ่าวทำให้เธอต้องรู้สึกประหลาดใจนับครั้งไม่ถ้วนไม่ว่าจะเป็นตัวบุคคล หรือการกระทำ อีกฝ่ายสามารถจัดการได้อย่างสมบูรณ์แบบดังนั้นเธอจึงเปลี่ยนความคิดที่มีต่อซูฮ่าวแล้ว
การได้รับคำชมอย่างกะทันหันทำให้ซูฮ่าวไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี
ถ้าสิ่งที่ไป๋เหวินหลิงพูดเมื่อครู่นี้เป็นความจริง เขากลับรู้สึกปวดหัวมาก
เพราะว่าไป๋เหวินหลิงไม่ใช่คนรักที่แท้จริงของเขาท้ายที่สุดเขาก็ต้องแยกจากไป๋เหวินหลิงอยู่ดี
เขาไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าเมื่อถึงตอนนั้นไป๋เหวินหลิงจะมีสีหน้าเป็นอย่างไร
ด้านหวงตานกุ้ยกลับพูดขึ้นมาอย่างร้อนรนว่า “เหวินหลิงก่อนหน้านี้เธอเป็นคนบอกเองว่าเธอไม่ชอบซูฮ่าวไม่ใช่หรือ?”
“นั่นเป็นความคิดของฉันในเมื่อก่อน” ไป๋เหวินหลิงพูดขึ้นเสียงเรียบโดยหน้าไม่เปลี่ยนสี “คุณป้า คุณไม่จำเป็นต้องมายุ่งเรื่องของฉันอีกต่อไปแล้ว ฉันรู้ตัวของฉันดี”
“เหวินหลิง นี่เธอกำลังบอกว่าฉันยุ่งเรื่องของเธออย่างนั้นหรือ?” หวงตานกุ้ยหน้าดำคล้ำ น้ำเสียงหวีดแหลม
ไป๋เหวินหลิงหันไปเผชิญหน้ากับหวงตานกุ้ย แล้วขมวดคิ้วถามกลับว่า “หรือว่าไม่ใช่คะ?”
ช่วงครึ่งปีที่ผ่านมานี้ ไม่ว่าที่บริษัทจะเกิดเรื่องอะไรก็ตามหวงตานกุ้ยไม่เคยมาเยี่ยมเธอเลย แม้กระทั่งโทรมาถามไถ่สักครั้งยังไม่เคย
แต่ตอนนี้หวงตานกุ้ยมาเยี่ยมเธออย่างกะทันหัน และยังพาหยวนเผิงมาด้วยเธอไม่ใช่คนโง่ ย่อมมองจุดประสงค์ของอีกฝ่ายออกอย่างแน่นอน