อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 167 จุดร่วม

            ท่ามกลางแสงเทียนที่วูบไหวและกลิ่นอายแห่งกามารมณ์ที่ยังไม่จางหายไปจากห้องบรรทม พระราชาอัลเฟรดทอดกายลงบนฟูกหนานุ่มด้วยความอิ่มเอมใจ หลังจากที่ลาน่าได้ใช้ปากและลิ้นปรนนิบัติทำความสะอาด แก่นกาย ของเขาจนหมดจด และราชินีเอลิเซียก็ได้ลิ้มรส ธารแห่งความสุข ของพระสวามีจากกลางกายของลาน่าจนสิ้นซาก บัดนี้ถึงเวลาที่ความสัมพันธ์อันลึกซึ้งและร้อนแรงระหว่างหญิงสาวทั้งสองจะถูกเติมเต็ม โดยมีสายตาสามีของทั้งสองนางเฝ้ามองอยู่ไม่วางตา

            ลาน่าขยับกายลุกขึ้นนั่งคุกเข่า ผิวพรรณของเธอชุ่มไปด้วยเหงื่อจนเป็นเงามันวับสะท้อนแสงไฟ เธอหันมาจ้องมองราชินีเอลิเซียด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยอำนาจและความปรารถนา แม้ฐานะจะเป็นเพียงหัวหน้าสาวใช้และอนุภรรยา แต่ในยามที่อยู่ในกามบท ลาน่ากลับกลายเป็นผู้ควบคุมทุกอย่าง เธอขยับเข้าไปใกล้ราชินีผู้สิริโฉมซึ่งยังคงนั่งอยู่ขอบเตียงในท่าที่มือทั้งสองไพร่ไปทางด้านหลัง แผ่นหลังนวลเนียนแอ่นหยัดส่งผลให้ ปทุมถัน คู่งามชูชันเด่นชัด

            ลาน่าใช้มือเรียวเชิดคางของเอลิเซียขึ้นมาสบตา "ถึงเวลาของพวกเราแล้วค่ะฝ่าบาท" เธอระซิบด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าแต่แฝงด้วยคำสั่ง ก่อนจะโน้มใบหน้าลงไปซุกไซ้ซอกคอที่หอมกรุ่นของราชินี ลิ้นอุ่นๆ ของลาน่าตวัดเลียไปตามลำคอระหง ลากไล้ลงมาจนถึงยอดอก เอลิเซียครางอือในลำคอ ร่างกายของเธอสั่นสะท้านด้วยความเสียวซ่านที่ทวีคูณขึ้น มือที่ไพร่หลังอยู่พยายามจะขยับแต่เธอกลับเลือกที่จะคงท่านั้นไว้เพื่อแสดงความสยบยอมต่อยอดรักสาวใช้ตรงหน้า

            ลาน่าเริ่มบทรุกด้วยการผลักร่างของเอลิเซียให้นอนหงายลงบนเตียงกว้าง โดยที่สองมือของราชินียังคงถูกกดทับอยู่ใต้แผ่นหลัง ลาน่าขยับขึ้นไปคร่อมทับบนร่างบางก่อนจะก้มลงประทับจูบอย่างดูดดื่ม ลิ้นของทั้งสองพัวพันกันอย่างโหยหา ลาน่าเริ่มใช้มือข้างหนึ่งขยับลงต่ำ ปลายนิ้วเรียวกรีดกรายลงบนหน้าท้องที่แบนราบ ก่อนจะเคลื่อนผ่านเข้าสู่ใจกลาง ดอกไม้ ที่ฉ่ำชื้นของเอลิเซีย เธอใช้นิ้ววนรอบจุดกระสันอย่างช้าๆ กระตุ้นให้อารมณ์ของราชินีพุ่งสูงขึ้น

            "อ๊า... ลาน่า... ตรงนั้น..." เอลิเซียครางเสียงหลง ใบหน้าสวยเก๋สะบัดไปมาด้วยความรัญจวนใจ ลาน่าไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น เธอส่งนิ้วเข้าไปในความนุ่มหยุ่นที่คับแน่น ขยับเข้าออกเป็นจังหวะที่หนักแน่นและสม่ำเสมอ ในขณะเดียวกันเธอก็โน้มตัวลงไปใช้ปากครอบครอง ยอดถัน สีหวานที่ชูชันรอรับสัมผัส ลาน่าทั้งดูดดึงและใช้ลิ้นตวัดวนรอบยอดอกจนเอลิเซียต้องแอ่นกายขึ้นรับแรงอารมณ์ ร่างกายของทั้งคู่เสียดสีกันจนเกิดเสียงเนื้อกระทบเนื้อท่ามกลางความเงียบของห้องนอน

            ความต้องการที่พุ่งพล่านทำให้ลาน่าเปลี่ยนท่าทาง เธอขยับลงไปนั่งคุกเข่าที่ปลายเตียงแล้วดึงร่างของเอลิเซียให้ขยับตามมา ลาน่าแยกขาของราชินีออกกว้างก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าหา ดอกไม้ ที่กำลังเบ่งบานและหลั่งรินน้ำหวานออกมาไม่ขาดสาย ลาน่าใช้ลิ้นเรียวตวัดชิมรสชาติความหวานล้ำของเอลิเซียอย่างหิวกระหาย เธอเลียสลับกับการดูดดึงอย่างชำนาญ จนราชินีผู้สูงศักดิ์ถึงกับต้องกัดริมฝีปากเพื่อสะกดกลั้นเสียงหวีดร้อง สองขาของเอลิเซียพยายามจะหนีบเข้าหากันด้วยความเสียวที่ท่วมท้น แต่ลาน่ากลับใช้ไหล่ดันแยกขาของเธอไว้อย่างมั่นคง

            ในขณะที่ลาน่ากำลังใช้ปากปรนเปรอ เอลิเซียที่อยู่ในท่าครึ่งนั่งครึ่งนอนและยังคงไพร่มือไว้ด้านหลัง ก็พยายามโน้มตัวมาข้างหน้าเพื่อหาทางตอบแทนคนรัก เธอใช้ปากและลิ้นของตนเองเข้าหาลาน่าเช่นกัน หญิงสาวทั้งสองผลัดกันใช้ปากปรนเปรอจุดยุทธศาสตร์ของกันและกัน ลาน่าขยับตัวขึ้นมานั่งทับบนใบหน้าของเอลิเซีย ให้ราชินีได้ลิ้มรส ดอกไม้ ของเธออย่างเต็มที่ ลิ้นของเอลิเซียทำงานอย่างหนักหน่วง ตวัดเลียน้ำหวานที่รินไหลออกมาผสมผสานกับร่องรอยของ ธารแห่งความสุข ที่ยังคงหลงเหลืออยู่จากบทรักก่อนหน้า เสียงดูดดึงและเสียงครางที่สอดประสานกันทำให้บรรยากาศยิ่งทวีความเร่าร้อน

            ลาน่าที่อยู่ด้านบนเริ่มขยับสะโพกบดเบียดเข้ากับใบหน้าและลิ้นของเอลิเซีย เธอหลับตาพริ้มพร้อมกับร้องเรียกชื่อตำแหน่งของอีกฝ่ายออกมาอย่างเสียวซ่าน "อื้อ... ฝ่าบาท... ลิ้นของฝ่าบาทช่างวิเศษเหลือเกิน..." ยิ่งลาน่ากระตุ้นด้วยคำพูด เอลิเซียยิ่งเร่งจังหวะลิ้นให้เร็วขึ้น จนลาน่าต้องใช้มือยันหน้าขาของเอลิเซียไว้เพื่อพยุงกาย

            หลังจากที่แลกเปลี่ยนความรัญจวนใจกันผ่านริมฝีปากและปลายนิ้วอยู่นาน ลาน่าก็ขยับร่างลงมานอนทับบนตัวของเอลิเซียอีกครั้ง ครั้งนี้เธอจัดท่าทางให้ทั้งคู่พร้อมสำหรับบทสรุป ลาน่าให้นอนหงายราบไปกับเตียง ขาข้างหนึ่งของเอลิเซียถูกยกขึ้นพาดบ่าของลาน่า ในขณะที่ขาอีกข้างถูกแยกออกกว้าง ลาน่าขยับกายเข้าไประหว่างขาทั้งสองข้างของราชินี ปรับตำแหน่งให้ ดอกไม้ ของทั้งคู่บดเบียดและเสียดสีเข้าหากันโดยตรง

            นี่คือท่าที่ทั้งคู่รอคอย ลาน่าเริ่มขยับสะโพกโยกคลึงเพื่อให้ใจกลางความอ่อนนุ่มของเธอและเอลิเซียเสียดทานกันอย่างรุนแรง ความร้อนผ่าวและน้ำหวานที่หลั่งออกมาจนชุ่มโชกช่วยให้ทุกจังหวะการขยับเป็นไปอย่างลื่นไหลแต่อัดแน่นไปด้วยความรู้สึก ผิวพรรณที่ชุ่มเหงื่อของทั้งคู่ที่สัมผัสกันทำให้ร่างกายแนบชิดจนแทบจะเป็นเนื้อเดียว เอลิเซียที่นอนอยู่ด้านล่างหลับตาแน่น ลมหายใจหอบกระชั้น ร่างกายสั่นสะท้านทุกครั้งที่ลาน่าบดสะโพกลงมาแรงๆ

            "อ๊า... ลาน่า... ฉันจะ... ฉันไม่ไหวแล้ว..." เอลิเซียครางออกมาอย่างสุดเสียง ความรู้สึกเสียวซ่านพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดราวกับภูเขาไฟที่กำลังจะปะทุ ลาน่าเองก็ไม่ต่างกัน เธอเร่งจังหวะการบดเบียดสะโพกให้เร็วและแรงขึ้น เสียงเนื้อที่ชุ่มโชกเบียดเสียดกันดังแจ๊ะๆ เป็นจังหวะถี่รัว ลาน่าโน้มตัวลงมาบดจูบเอลิเซียอย่างหนักหน่วงเพื่อส่งผ่านความตื่นเต้นทั้งหมดที่มี

            ในที่สุด ทั้งสองร่างก็เกร็งกระตุกอย่างรุนแรงพร้อมกัน ลาน่ากดสะโพกแนบสนิทกับเอลิเซียเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะสั่นสะท้านไปทั่วร่าง ความสุขสมแผ่ซ่านไปทุกอณูเนื้อ เอลิเซียหวีดร้องออกมาในขณะที่ร่างกายกระตุกเร้าภายใต้ร่างของลาน่า ดอกไม้ ของทั้งคู่หลั่งรินหยาดน้ำแห่งความสุขออกมาผสมผสานกันจนเปียกชุ่มไปทั่วบริเวณขาหนีบและผ้าปูเตียง

            ลาน่าซบหน้าลงบน ปทุมถัน ของเอลิเซีย หอบหายใจอย่างหนักหน่วงด้วยความเหนื่อยอ่อนและสุขสม ในขณะที่เอลิเซียเองก็ค่อยๆ คลายมือที่ไพร่หลังอยู่ออกมาโอบกอดร่างของลาน่าไว้แน่น (แม้จะเหนื่อยล้าเพียงใดเธอก็ยังคงจดจำสัมผัสแห่งอำนาจนั้นได้ดี) ทั้งคู่นอนนิ่งอยู่บนเตียงท่ามกลางสายตาพระราชาอัลเฟรดที่พึงพอใจกับภาพการร่วมรักอันงดงามและดุเดือดของหญิงสาวทั้งสองคนที่เป็นของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ

             

            เวลาเดียวกันนั้นภายในคฤหาสน์ของลอร์ดอาร์เทมิส ในเวลานี้สองพ่อลูกกำลังมีท่าทีอึมครึมเรื่องเพราะผ่านไปเป็นเวลานานแล้ว คนของเคานต์วาตีนก็ยังไม่กลับมาเสียที แม้ว่าลอร์ดอาร์เทมิสจะไม่เคยเห็นคนคนนี้ลงมือ แต่เขาก็ค่อนข้างมั่นใจว่าอีกฝ่ายเป็นคนที่มีฝีมืออยู่พอตัว การที่จะคิดว่าคนๆ นี้เพลี่ยงพล้ำต่ออีกฝ่ายที่เป็นแค่พ่อค้าถึงไม่อยู่ในหัวเขาเลยแม้แต่น้อย

            กิลเบิร์ตที่ยืนอยู่เองก็มีสีหน้าเคร่งเครียดไม่ต่างกัน สายตาของเขาจ้องมองบนโต๊ะตอนนี้มีไวน์ที่ยังไม่ผ่านการเปิด กับแก้วไวน์ 3 ใบที่คว่ำอยู่ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พ่อของเขาเตรียมไว้ให้กับชายที่มีดวงตาสีขาวขุ่นคนนั้น ทั้งยังเตรียมเครื่องมือทรมานอีกมากมายหลายอย่างไว้ให้ใช้ในการเปิดปากพ่อค้าเกี่ยวกับเรื่องอาร์ติแฟกต์ ทว่าผ่านไปเนิ่นนานก็ยังไม่มีวี่แววว่าคนนั้นจะกลับมา และไม่เพียงแค่เขาเท่านั้นแม้แต่คนของพ่อเขาก็ยังไม่มีกลับมาสักคนเดียว มันจึงอดทำให้เขาสงสัยด้วยไม่ได้

            “เป็นไปได้ไหมพ่อที่คนๆ นั้นจะเกิดเรื่อง”

            ลอร์ดอาร์เทมิสจ้องมองเปลวไฟในเตาผิงแม้ว่าเขาจะยังดูสงบ

            “อาจจะมีปัญหาอยู่บ้างแต่พ่อค้านั่นคงไม่มีปัญญาจะสร้างปัญหาให้กับคนคนนั้นได้หรอก” เขาปฏิเสธทว่าภายในใจของเขานั้นก็กระวนกระวายไม่น้อย จริงอยู่ที่วานเชสโก้มีคนที่ทำหน้าที่คุ้มกันมากมาย แต่เขาก็ไม่คิดว่าคนเหล่านั้นจะสร้างปัญหาให้กับคนที่เคานต์วาคีนส่งมาด้วยตัวเอง ดังนั้นเขาจึงคิดในแง่ดีว่าสาเหตุที่คนพวกนี้ยังไม่กลับอาจจะมีปัญหาอื่นก็เป็นได้

            กิลเบิร์ตเริ่มเสนอทางออก

            “ทำไมพ่อไม่ลองใช้ร่างขี้เถ้าออกไปดูล่ะ” ล้างขี้เท่านั้นเป็นหนึ่งในเวทย์มนต์ที่ลอร์ดอาร์เทมิสชอบใช้ นั่นคือการใช้ขี้เถ้าก็เป็นรูปร่างโดยมีคุณสมบัติล่องลอยไปตามที่ต่างๆ ทั้งสามารถรับรู้และถ่ายทอดคำพูดของเขาได้โดยตรงราวกับเขาเป็นคนพูดเอง

            ลอร์ดอาร์เทมิสที่ได้ยินคำพูดของลูกชายก็ส่ายหน้าปฏิเสธ

            “ระยะทางไกลเกินไป”

            กิลเบิร์ตที่ได้ฟังก็พบว่าเขาลืมความจริงข้อนี้ไปเสียสนิท เวทย์ร่างขี้เถ้านั้นถึงแม้จะสะดวกอยู่ว่างแต่ก็มีข้อเสียอยู่ที่ระยะ นั่นก็คือยิ่งระยะไกลจากพ่อเขาเท่าไหร่ก็ยิ่งยากที่จะควบคุมขี้เถ้าให้กลายเป็นรูปร่างและเชื่อมต่อประสาทสัมผัสกับขี้เถ้าพวกนั้น

            จากนั้นสองพ่อลูกก็กลับสู่ความเงียบอีกครั้ง ความจริงคืนนี้ควรจะเป็นการฉลองความร่วมมือระหว่างพวกเขากับคนของเคานต์วาคีน ทว่าตอนนี้กลับเจอปัญหาที่เขาไม่รู้สาเหตุ จะเข้านอนเลยก็ไม่ได้เพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะกลับมาเมื่อไหร่ จะออกจากเมืองไปดูก็ไม่ได้อีกต่างหากเพราะตอนนี้ประตูเมืองก็ปิดแล้ว ต่อให้เขาเป็นขุนนางก็ตามนี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะละเว้นให้กับเขาได้

            “จะเป็นไปได้ไหมพ่อที่จะมีผู้ใช้เวทย์ระดับสูงโผล่มาช่วยเจ้าพ่อค้านั่น”

            ลอร์ดอาร์เทมิสหรี่ตามองเปลวไฟในเตาผี เขาเงียบไปพักหนึ่งก่อนพูดว่า

            “ก็เป็นไปได้”

            จบคำพูดของลอร์ดอาร์เทมิสก็มีแต่ความเงียบที่ปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง ท่ามกลางความเงียบงันนั้นมีเพียงแค่เสียงจากเตาผิงให้ได้ยิน สุดท้ายเป็นกิลเบิร์ตที่เป็นฝ่ายพูดกับพ่อตนว่า

            “พรุ่งนี้พ่อมีงานต้องทำพ่อไปนอนเถอะเดี๋ยวผมจะอยู่รอเอง”

            ลอร์ดอาร์เทมิสหันมามองลูกชายตนพบว่าอีกฝ่ายยืมให้ก่อนจะพูดอีกว่า

            “ตอนนี้ผมไม่ได้เป็นอัศวินฝึกหัดแล้วนะพ่อผมไม่จำเป็นต้องตื่นเช้าขนาดนั้นหรอก”

            ลอร์ดอาร์เทมิสพยักหน้าให้ลูกชายแล้วก็พูดว่า

            “ถ้าอย่างนั้นก็ฝากเจ้าด้วยอย่าลืมว่าถ้าคนคนนี้กลับมาเมื่อไหร่ให้รีบปลุกพ่อทันที”

            “ผมทราบแล้วพ่อไปนอนเถอะ”

            ลอร์ดอาร์เทมิสลุกจากเก้าอี้แล้วเดินออกจากห้องไป กิลเบิร์ตมองไล่หลังพ่อของเขาของรู้สึกว่าพักนี้อะไรๆ ก็ไม่เป็นไปตามที่หวังสักอย่าง ทั้งการที่เขาเข้าเป็นอัศวินฝึกหัดเพื่อให้ได้ใกล้ชิดเจ้าหญิง หรือการที่เขาพาคนไปเล่นงานพวกอันธพาลในสลัมเพื่อดึงความสนใจของเจ้าชายขยะ หรือแม้แต่การออกหน้าไกล่เกลี่ยเพื่อสร้างบุญคุณกับมาร์ควิสเฟลิกซ์ ทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่ให้ผลลัพธ์ตามที่เขาหวัง

            กิลเบิร์ตถอนหายใจแม้ว่าผลลัพธ์จากสิ่งที่เขาทำหลายอย่างจะไม่เป็นไปตามที่หวัง แต่นั่นก็ไม่สำคัญเพราะหากบิดาของเขาสามารถผูกไมตรีกับเคานต์วาคีนได้สำเร็จ บางทีอาจจะเป็นกำลังในการช่วยสนับสนุนให้เขาสามารถเข้าพิธีเสกสมรสกับเจ้าหญิง และไม่แน่เขาอาจจะได้ครอบครองผู้หญิงคนนั้นก็เป็นได้ สาวใช้ส่วนตัวของเจ้าชายขยะทั้งนั้นที่เขาคิดถึงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

             

            เช้าวันรุ่งขึ้น

            ลอร์ดอาร์เทมิสตื่นนอนด้วยใจที่วิตกกังวลเพราะการที่เขาได้ตื่นเช้าแบบนี้มันหมายความว่าทั้งคืนคนของเคานต์วาคีนไม่ได้กลับมา นั่นหมายความว่ามีปัญหาเกิดขึ้น เขารีบลุกจากที่นอนแล้วลงไปที่ห้องนั่งเล่น ก็พบกับลูกชายที่กำลังนั่งมองเตาผิง

            “กิลเบิร์ต”

            ลอร์ดอาร์เทมิสเรียกเขา กิลเบิร์ตหันมามองเหมือนเขาจะรู้ว่าพ่อจะถามเรื่องอะไร จึงส่ายหน้าช้าๆ

            ลอร์ดอาร์เทมิสสูดลมหายใจด้วยความหนาวเหน็บ คราวก่อนก็เป็นลูกขุนนางคราวนี้ก็เป็นคนที่เคานต์วาคีนให้คนไว้เนื้อเชื่อใจ เขารู้สึกว่าเรื่องในคราวนี้อาจจะทำให้ถูกมองว่าเป็นตัวหายเลยนะมีใครเกี่ยวข้องด้วยก็ตาย และที่สำคัญคนที่ตามไปด้วยก็ล้วนแต่เป็นคนที่เขาได้เพราะเลี้ยง ซึ่งแน่นอนว่าหมดค่าใช้จ่ายไปไม่น้อยทั้งชุดเกราะอาวุธค่ากินค่าอยู่ต่างๆ ถ้าคนพวกนั้นพากันไปตายล่ะก็ กิลเบิร์ตที่เข้าใจความกังวลของผู้เป็นพ่อจึงลุกขึ้นแล้วพูดว่า

            “พ่อไม่ต้องกังวลไปหรอกคงไม่มีเรื่องร้ายแรงอะไรที่้องใส่ใจ พ่อค้านั่นไม่ได้มาจากสมาคมการค้าไครอสไม่มีทางที่จะมีผู้คุ้มกันระดับนั้นได้ ที่พวกเขายังไม่กลับมาคาดว่าน่าจะเป็นสาเหตุอื่นมากกว่า เดี๋ยวผมจะรอพวกเขาอีกสักพักถ้าประตูเมืองเปิดแล้วผมจะพาพวกออกไปหาเอง เพราะถ้าเกิดปัญหาอะไรผมจะช่วยพวกเขาแก้พ่อไปทำงานเถอะ”

            ลอร์ดอาร์เทมิสที่ได้ยินคำพูดของลูกชายก็รู้สึกว่าเขากังวลไปเอง ยังไม่ได้เห็นผลลัพธ์ก็ตีตนไปก่อนไข้

            “ถ้าอย่างนั้นพ่อก็ฝากลูกด้วยถ้าได้ผลยังไงให้คนไปแจ้งพ่อที่สำนักงานในปราสาทได้เลย”

            กิลเบิร์ตพยักหน้าแล้วลอร์ดอาร์เทมิสพ่อสั่งให้สาวใช้นำน้ำยาที่ช่วยเพิ่มความตื่นตัวมาให้ลูกชาย ก่อนจะออกไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วจึงไปทานมื้อเช้าก่อนจะไปทำงาน แม้เขาจะรู้สึกเบาใจจากการได้ยินสิ่งที่ลูกชายพูด แต่เขาก็ยังอดกังวลไม่ได้ อาหารเลิศรสที่พ่อครัวของเขาบรรจงปรุงอย่างพิถีพิถันในวันนี้มันจึงเป็นอะไรที่ไร้รสชาติ

             

            ในเวลาเดียวกันนั้นหนึ่งในตัวต้นเหตุความกังวลของลอร์ดอาร์เทมิสอย่างพวกคาทาริน่าตอนนี้ก็กำลังคุยกันอยู่ในห้องของคาทาริน่า เช้านี้หลังจากที่เจมส์กับแบรดได้มาเคาะห้องคาทาริน่าเพื่อไปทานมื้อเช้าด้วยกันเหมือนทุกวัน ทว่าเมื่อคาทาริน่าเปิดประตูออกมากับบอกให้ทั้งสองคนเข้ามาให้หน่อยเพราะว่ามีเรื่องจะคุย

            เจมส์ก็ไม่คิดอะไรแล้วเข้าไปข้างในตามที่เธอบอก ส่วนแบรดกลับเดาได้ว่าบางทีเรื่องเมื่อคืนที่คาทาริน่าไปช่วยวานเชสโก้อาจจะมีปัญหาและเขาเป็นไปตามที่เขาคิด เมื่อคาทาริน่าเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้ทั้งสองคนฟัง

            “ลูกดอกหน้าไม้เหรอครับท่านคาทาริน่า”

            คาทาริน่าพยักหน้า เจมส์ก็ถามว่า

            “หมายความว่ามีคนชิงฆ่าพวกเขาจนหมดสินะครับ ท่านคาทาริน่าพอมีเบาะแสบ้างไหมครับว่าคนคนนี้เป็นใคร”

            คาทาริน่าพยักหน้าอีกรอบก่อนจะพูดว่า

            “ตอนแรกฉันก็คิดไม่ออกเพราะทุกอย่างเรียกได้ว่าไร้ร่องรอย ทุกศพในบริเวณนั้นถ้าไม่นับเพียงแค่ไม่กี่คนที่จบชีวิตด้วยจากแสงของฉันก็ก็ล้วนจบชีวิตด้วยรูปดอกหน้าไม้ แต่เมื่อฉันกลับมาลองคิดดูฉันก็ได้พบกับความจุดร่วมบางอย่าง”

            เจมส์กับแบรดพูดพร้อมกันแทบจะในทันที

            “ “จุดร่วมเหรอครับ” ”

            คาทาริน่าพยายามนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก่อนจะตอบว่า

            “ใช่เป็นจุดร่วมระหว่างคนที่ลงมือเมื่อคืนกับคนแคระนักล่าค่าหัวที่พวกเราตามหา”

            แบรดกับเจมส์ที่เมื่อได้ยินต่างก็พากันตะลึง


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน